วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553


1 มิถุนายน 2553 12:12 น.ข่าวในประเทศ -คอนติเนนทอลคาด ประเทศไทยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการผลิตรถปิคอัพทั่วโลกจาก 31% ในปี 2552 เป็น 35% ภายในปี 2558 ย้ำ 4 เมกะเทรนด์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้แก่ความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และราคาที่ประหยัดคุ้มค่า จะเพิ่มมูลค่าให้กับรถปิคอัพในอนาคตnnนายโธมัส แชมเบอร์ส กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอนติเนนทอล ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าจากการศึกษาพบว่าผู้บริโภคจัดลำดับความต้องการความปลอดภัยของยานพาหนะอยู่ในลำดับสูงสุด รองลงมาเป็นการบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขับเคลื่อนที่เฉลียวฉลาด และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการลดมลภาวะและการประหยัดพลังงาน ซึ่งในอนาคตผู้ผลิตรถปิคอัพจะต้องปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มและข้อเรียกร้องเหล่านี้ให้ได้nnแนวคิดเมกกะเทรนด์ยังคงเป็นตัวกำกับทิศทางของอุตสาหกรรมรถยนต์ ในฐานะผู้นำที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกด้านชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ คอนติเนนทอล ออโตโมทีฟ ตระหนักถึงความสำคัญของเมกกะเทรนด์ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมรถปิคอัพในประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความปลอดภัยและสามารถบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่หลากหลายของคอนติเนนทอลจะสามารถตอบโจทย์ และเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมรถปิคอัพในประเทศไทยnnประเทศไทยยังคงดำรงตำแหน่งผู้นำในตลาดรถปิคอัพขนาดกลาง และมีการคาดการณ์ว่า ยอดการผลิตรถจะฟื้นตัวและเติบโตขึ้นอีกระหว่างปี 2552 – 2558 และในปี 2556 จะเติบโตในอัตราที่เคยสูงสุดในปี 2551 เนื่องจากการส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่ทั้งในทวีปเอเชียและตะวันออกกลาง รวมถึงตลาดในซีกโลกใต้อย่างออสเตรเลีย บราซิล และแอฟริกาใต้ และประเทศไทยจะเพิ่มส่วนแบ่งการผลิตรถปิคอัพในตลาดโลกจาก 31% ในปี 2552 เป็น 35% ภายในปี 2558nnนายฮาจิเมะ ยามาโมโตะ ผู้อำนวยการ บริษัท ซี เอส เอ็ม เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รถปิคอัพมีความสำคัญและเป็นส่วนเติมเต็มอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยในฐานะโปรดักส์แชมเปี้ยนมากว่า 3 ทศวรรษ แม้ว่าอุปสงค์ทั่วโลกต่อรถปิคอัพขนาดกลางและขนาดเล็กจะลดลงในปี 2552 แต่ก็เชื่อมั่นได้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อการพาณิชย์จะฟื้นคืนอย่างเต็มที่ในปี 2556nnการคมนาคมขนส่งทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงมีการคาดการณ์กันว่า อัตราการใช้ทรัพยากรน้ำมันจะเพิ่มขึ้นถึง 55% ในปี 2573 ซึ่งอยู่ในจุดสูงสุดและจะเริ่มลดระดับลง รถปิคอัพในอนาคตจึงต้องลดการใช้น้ำมันได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ยานพาหนะในอนาคตยังต้องเคร่งครัดต่อข้อกำหนดด้านการก่อมลภาวะในระดับสากลมากขึ้น กล่าวคือ ต้องควบคุมระดับของก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และก๊าซไฮโดรคาร์บอน (HC) จนบรรลุเป้าหมายสุดท้ายคือการก่อมลภาวะเป็นศูนย์ (zero emission) โดยมาตรการการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบส่งกำลังที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในระยะสั้นและระยะกลาง ทดแทนเครื่องยนต์ที่ใช้การสันดาปด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และท้ายที่สุดเป็นพลังงานไฟฟ้าในระยะยาวเพื่อบรรลุเป้าหมายของการก่อมลภาวะเป็นศูนย์nnนายไรเนอร์ ดัวร์ไฮเดอร์ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ประจำโรงงานระบบส่งกำลังของคอนติเนนทอลที่อมตะซิตี้ จ.ระยอง กล่าวว่า "คอนติเนนทอลมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาหัวฉีดดีเซล Piezo ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับว่าประหยัดพลังงานและสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการสร้างมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด (Emission Standard) ใหม่ และเป็นเทคโนโลยีระดับสูง คุณลักษณะดังกล่าวทำให้ต้นทุนระบบเครื่องยนต์ทั้งหมดลดลง ทั้งยังเป็นโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งกับรถปิคอัพ"nnเทคโนโลยีหัวฉีดดีเซลคอมมอนเรล และปั๊มแรงดันสูง 3 สูบ ประสบความสำเร็จในการลดขนาดหัวฉีดและลดการรั่วซึมของปั๊มซึ่งมีผลทำให้ประหยัดพลังงานและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง คอนติเนนทอลผลิตหัวฉีด และปั๊มแรงดันสูงที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนระบบส่งกำลังในประเทศไทย โดยเทคโนโลยีดังกล่าวยังได้มาตรฐาน Euro 6 อีกด้วยn(Source)

31 พฤษภาคม 2553 18:31 น.ข่าวต่างประเทศ - อนาคตด้านความร่วมมือของโปรตอน บริษัทรถยนต์แห่งชาติของมาเลเซีย กับโฟล์คสวาเกนใกล้จะได้บทสรุปที่ชัดเจนแล้ว หลังจากสื่อรายงานว่า อีกไม่เกิน 2 สัปดาห์เชื่อว่าทั้ง 2 บริษัทจะมีการประกาศถึงผลลัพธ์ของการเจรจาและความคืบหน้าในด้านจับมือเป็นพันธมิตรซึ่งทั้งคู่เคยเจรจากันมาตั้งแต่ปี 2007nnสำนักข่าวรอยเตอร์เปิดเผยโดยอ้างข่าวจากหนังสือพิมพ์ The Edge Financial Dialy ที่ยกคำกล่าวของ Mohd Nazmi Mohd Salleh ประธานของโปรตอนว่า 'บทสรุปในด้านการเจรจากันระหว่างเรากับทางโฟล์คฯ เชื่อว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการไม่เกิน 2 สัปดาห์ข้างหน้า และในตอนนี้ผมยังไม่อยากจะให้รายละเอียดอะไรมาก'nnซึ่งตรงนี้ทางสำนักข่าวรอยเตอร์ได้อี-เมลไปสอบถามทางโฟล์คฯ และก็ได้คำตอบว่า 'กับเรื่องของบริษัทรถยนต์ของมาเลเซีย ตอนนี้ไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวางเรื่องของการพัฒนาความสัมพันธ์และการทำข้อตกกลง แต่เราไม่สามารถที่จะยืนยันด้วยแถลงการณ์ใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้'nnนอกจากนั้นทางด้านหนังสือพิมพ์ในมาเลเซียไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ช่วงปีที่แล้ว ทางสื่อของมาเลเซียเองก็เคยลงข่าวเกี่ยวกับการที่โปรตอนวางแผนเตรียมมอบไลน์ผลิตบางส่วนของตัวเองให้กับทางโฟล์คฯ สำหรับใช้ในการผลิตรถยนต์หากว่าการเจรจาประสบความสำเร็จnnจุดเริ่มต้นการเจรจาครั้งนี้มีขึ้นในปี 2007 เมื่อโฟล์คฯ กำลังมองหาฐานการผลิตสำหรับตลาดรถยนต์ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนอกจากโฟล์คฯ แล้ว ทางจีเอ็ม หรือเจนเนอรัล มอเตอร์ส และกลุ่มพีเอสเอ ซึ่งประกอบไปด้วยเปอโยต์และซีตรองแห่งฝรั่งเศสต่างก็สนใจที่จะมองหาพันธมิตรใหม่ในการผลิตรถยนต์เพื่อตลาดแถบนี้ด้วยเช่นกันnnจากนั้นข่าวเริ่มมีเค้าโครงของความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน ทางรัฐบาลของมาเลเซียประกาศว่ากำลังสนใจมองหาพันธมิตรที่เป็นบริษัทรถยนต์จากต่างประเทศสำหรับผนึกกำลังกับทางโปรตอน ก่อนที่ข่าวนี้จะเงียบไปอีกครั้งหนึ่งnn(Source)

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553


31 พฤษภาคม 2553 08:19 น.ข่าวในประเทศ - อุตสาหกรรมยานยนต์พุ่งแรง ฟื้นเป็นรูปตัววี (V) ทำให้ผู้ประกอบการมองข้ามตัวเลขการผลิต ที่เคยประมาณการณ์ไว้เมื่อต้นปี 1.4 ล้านคัน ทะลุไปเป็น 1.5-1.6 ล้านคัน ส่งผลให้ประเมินปริมาณการใช้วัตถุดิบผิดพลาด โควต้าเหล็กที่ได้รับอนุมัตินำเข้าจากญี่ปุ่น 4.7 แสนตัน ภายใต้ข้อตกลง JTEPA อาจจะหมดในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จนต้องหันมานำเข้าเหล็กนอกโควต้าแทน ส่งผลต้นทุนพุ่ง 5-10%nnศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.- เม.ย.) มีอัตราการเติบโตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ ทำให้มีแนวโน้มว่าการผลิตรถยนต์ในไทยปีนี้ มีโอกาสจะปรับเพิ่มมากกว่าประมาณการณ์ไว้เมื่อต้นปีที่ 1.4 ล้านคันได้nn"ในการประชุมครั้งล่าสุดของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้หารือกันถึงเรื่องนี้และเห็นว่า โอกาสเป็นไปได้สูงที่การผลิตรถยนต์ในไทยปีนี้ จะปรับเพิ่มกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ โดยได้มีการมองไปถึงตัวเลขการผลิต 1.5-1.6 ล้านคัน เหตุนี้ทางกลุ่มฯ จึงได้ให้สมาชิกจากแต่ละบริษัทรถ กลับไปประเมินตัวเลขการผลิตใหม่ ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปชัดเจนในเดือนมิถุนายนนี้"nnทั้งนี้การประเมินตัวเลขที่น่าจะปรับเพิ่มขึ้น มาจากตลาดในประเทศที่เดิมคาดการณ์ไว้ประมาณ 6 แสนคัน ขณะนี้ได้มีการมองยอดขายเพิ่มไปเป็น 6.5 แสนคัน และการส่งออกรถไปต่างประเทศตลาดหลักๆ ของไทย ล้วนมีอัตราการขยายตัวเป็นอย่างมาก จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้คาดว่าการผลิตเพื่อส่งออกจะปรับเพิ่มเป็นกว่า 9 แสนคัน จากเดิมประมาณการณ์ไว้ที่ 8 แสนคันnnนายศุภรัตน์กล่าวว่า ปริมาณการผลิต 1.4 ล้านคัน หรือประมาณกว่า 70% ของกำลังการผลิตรถยนต์ที่มีในไทยทั้งหมดกว่า 1.8 ล้านคัน ถือเป็นสัดส่วนที่ตามหลักการณ์แล้ว จำเป็นจะต้องมีการเตรียมปรับปรุงไลน์ผลิตใหม่ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับเมื่อปี 2551 แต่ต้องชะลอไปเมื่อประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก ในช่วงปลายปีดังกล่าวและต่อเนื่องมาจนถึงปี 2552 แต่เมื่อตัวเลขการผลิตกลับมาฟื้นตัวเป็นรูปตัววี(V) เช่นนี้ ทำให้ปัจจุบันผู้ประกอบการเริ่มเตรียมปรับไลน์ผลิตใหม่บ้างแล้วnn"เบื้องต้นสิ่งที่ดำเนินการปรับการผลิต ได้แก่ เรื่องของแรงงาน เพิ่มกะทำงาน และขยายไลน์เพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งในส่วนของแรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่มีปัญหา แต่การเพิ่มกะทำงานปัจจุบันเต็มที่ 2 กะแล้ว และเป็นเรื่องลำบากที่จะเพิ่มมากกว่านั้น ทำได้เพียงเพิ่มการทำงานเป็นโอทีเท่านั้น สิ่งที่ผู้ผลิตกำลังเตรียมในขณะนี้จึงเป็นการขยายไลน์การผลิต โดยเฉพาะในส่วนของผู้ผลิตชิ้นส่วน แต่จะเป็นมูลค่าเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับปริมาณและเป้าหมายของโรงงานนั้นๆ จึงไม่สามารถสรุปได้"nนายศุภรัตน์เปิดเผยว่า การขยายตัวของตลาดรถยนต์ทั้งในและต่างประเทศ จนต้องปรับเพิ่มกำลังการผลิตตาม ย่อมส่งผลกระทบต่อเรื่องของวัตถุดิบบางอย่าง ที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะโควต้านำเข้าเหล็กจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปีนี้ได้รับอนุมัติโควต้าเหล็กนำเข้าเพื่อผลิตรถยนต์ ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น หรือ JTEPA โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าอยู่ที่ 4.7 แสนตัน จากการประเมินกำลังการผลิตที่ 1.4 ล้านคันnn"ในการเจรจาเรื่องโควต้าการนำข้าเหล็ก เรามีการร้องขอโควต้าไปมากกว่านี้ แต่ทางที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติให้แค่นี้ เพราะไม่เชื่อว่าอุตสาหกรรมยานยน์ไทย จะกลับมาพลิกฟื้นได้เร็วอย่างที่เห็นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามแม้จะมีปัญหาโควต้าเหล็กนำเข้าหมด ทางผู้ผลิตจำเป็นต้องนำเข้าเหล็กนอกโควต้ามาทำการผลิตทดแทน ถึงจะต้องรับภาระต้นทุนภาษีนำเข้านอกโควต้าอยู่ที่ 5-10% ตามประเภทเหล็ก เพื่อผลิตรถให้ได้ตามความต้องการตลาด"nnทั้งนี้หลังกลางปีเป็นต้นไปจะเริ่มเห็นผลกระทบจากปัญหาเหล็ก ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าคงไม่มีการขึ้นราคาสินค้า เพื่อผลักภาระให้กับผู้บริโภค เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด โดยผู้ประกอบการคงจะใช้วิธีบริหารจัดการมาช่วยลดต้นทุนแทนnn(Source)

AUDI,BMW,FORD,LANDROVER,ROVER,TATA


30 พฤษภาคม 2553 19:50 น. ทาทา มอเตอร์ส ผู้ผลิตรถยนต์ชื่อดังของอินเดีย วางแผนใหม่ให้กับ 2 แบรนด์จากแดนผู้ดีอย่างจากัวร์ และ แลนด์โรเวอร์ โดยเตรียมใช้เป็นหัวหอกหลักในการเจาะตลาดรถยนต์ระดับหรูที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในจีน พร้อมกับมีการก่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ 2 แบรนด์นี้ด้วยnnคาร์ล-ปีเตอร์ ฟอสเตอร์ ซีอีโอของ ทาทา มอเตอร์สกล่าวว่า แผนการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการนำ 2 แบรนด์รถยนต์ระดับหรูเข้ามาเจาะในตลาดรถยนต์เกิดใหม่ทั่วโลก โดยก่อนหน้านี้ทางทาทาก็นำจากัวร์และแลนด์โรเวอร์เข้ามาเปิดตัวในอินเดีย พร้อมกับได้รับการตอบรับที่ดี และสำหรับตลาดจีน ทางฟอสเตอร์เชื่อว่าจะได้รับการยอมรับมากขึ้นและสามารถแชร์ส่วนแบ่งจากคู่ปรับจากเยอรมนีทั้งเมอร์เซเดส-เบนซ์, ออดี้ และ บีเอ็มดับเบิลยู เพราะในปัจจุบันตลาดรถยนต์หรูของจีนมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องnn'ตลาดรถยนต์จีนมีการขยายตัวอย่างมาก' ฟอสเตอร์กล่าว 'เราต้องการที่จะบุกเข้าสู่ตลาดทุกแห่งที่มีการขยายตัวเพื่อเพิ่มโอกาสในด้านยอดขายของเรา ซึ่งในตอนนี้เราต้องการเข้าไปสร้างยอดขายในตลาดหลักๆ ทั่วโลก เช่น จีน, แอฟริกาใต้ และอเมริกาใต้ ซึ่งทั้งหมดเป็นตลาดรถยนต์เกิดใหม่ที่มีการขยายตัวในระดับที่น่าสนใจ'nnจากนั้นทางฟอสเตอร์ยังระบุว่าอีกว่าในตอนนี้มีการวางแผนกำลังการผลิตขั้นต้นของทั้งจากัวร์และแลนด์โรเวอร์ในจีนเอาไว้ที่ 40,000 คันต่อปี ส่วนในเรื่องของพันธมิตรที่จะมีการจับมือรวมถึงกำหนดการเริ่มผลิต ซึ่งตามขั้นตอนแล้วหลังจากที่มีการเลือกพันธมิตรที่ถูกใจในการผลิตแล้วจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปีในการที่จะเตรียมไลน์ผลิต หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อยในกรณีที่มีการก่อตั้งโรงงานแห่งใหม่ขึ้นมาnnการก่อตั้งไลน์ผลิตใหม่ในจีนนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตทั้ง 2 แห่งของแลนด์โรเวอร์และจากัวร์อย่างแน่นอน ซึ่งทางฟอสเตอร์เผยว่าจะมีการประชุมและสรุปอนาคตของโรงงาน Castle Bromwich ซึ่งปัจจุบันประกอบรถยนต์รุ่นจากัวร์ XJ และ XK และโรงงาน Solihull ของแลนด์โรเวอร์อีกครั้งหนึ่งในช่วงปลายปีนี้ว่าจะมีการลดกำลังการผลิตกันมากน้อยแค่ไหน เช่นเดียวกับอาจจะมีการยุติบทบาทการผลิตของโรงงาน 2 แห่งนี้เลยก็ได้ เพราะฟอสเตอร์แย้มเป็นนัยๆ ว่า 'แน่นอนว่าโรงงานที่มีขนาดใหญ่เพียง 1 เดียวย่อมมีประสิทธิภาพในการผลิตดีกว่าการมีโรงงานขนาดเล็ก 2 แห่ง'nn ทาทา มอเตอร์สซื่อกิจการของแลนด์โรเวอร์และจากัวร์แบบแพ็คคู่มาจาก ฟอร์ด มอเตอร์เมื่อปี 2008 ด้วยวงเงิน 2,500 ล้านเหรียฐสหรัฐฯ (85,000 ล้านบาท) ซึ่งทางทาทาสามารถยกระดับและสามารถปรับปรุงให้ 2 แบรนด์หรูกลับมาสู่สภาวะของการมีกำไรได้อีกครั้งในปีธุรกิจที่แล้วหลังจากที่มีการลดต้นทุนในการผลิต รวมถึงการกระตุ้นยอดขายในตลาดแห่งต่างๆ ทั่วโลกnn(Source)

30 พฤษภาคม 2553 13:40 น.ข่าวในประเทศ - กรมการขนส่งทางบก เตรียมขยายเวลาให้บริการประชาชนด้านทะเบียนรถและใบขับขี่เพิ่มเติมจากเวลาทำการปกติ เพื่อชดเชยผลกระทบจากการหยุดให้บริการช่วงการชุมนุมที่ผ่านมา โดยกำหนดเปิดให้บริการพิเศษ ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 17.00 – 20.00 น.ที่สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ทุกแห่งในกรุงเทพฯ เริ่ม 15 มิถุนายนนี้nnชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ 17-21 พฤษภาคม 2553 เป็นวันหยุดราชการอันเนื่องมาจากผลกระทบจากการชุมนุมที่ผ่านมานั้น ได้ส่งผลให้ประชาชนที่ต้องการติดต่องานด้านภาษีรถและใบอนุญาตขับรถ ไม่สามารถใช้บริการในช่วงเวลาดังกล่าวได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้น และเป็นการเพิ่มช่องทางเลือกให้ประชาชนสามารถใช้บริการในช่วงหลังเลิกงานในวันทำการปกติ กรมการขนส่งทางบก จึงเตรียมขยายเวลาการเปิดให้บริการพิเศษนอกเวลา ตั้งแต่เวลา 17.00 น. - 20.00 น. ในวันจันทร์ - วันศุกร์ ณ สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ทุกแห่ง ในกรุงเทพมหานคร เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไปnnโดยระหว่างนี้จะเป็นการเตรียมความพร้อมด้านระบบไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ สถานที่ และระบบการรักษาความปลอดภัย และประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ เพื่อขอความร่วมมือในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะมารับบริการในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยnnสำหรับการเปิดให้บริการนอกเวลาทำการในครั้งนี้ จะเปิดให้บริการด้านทะเบียนและภาษีรถ ประกอบด้วย การรับชำระภาษีรถประจำปีตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ การแก้ไขเพิ่มเติมรายการ ในทะเบียนรถ อาทิ การแจ้งเปลี่ยนเครื่องยนต์ การแจ้งเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง (ใช้แก็สเป็นเชื้อเพลิง) การแจ้งเปลี่ยนสีรถ การแจ้งเปลี่ยน ที่อยู่ ชื่อ-นามสกุล หรือคำนำหน้านาม และการแจ้งติดตั้งโครงหลังคาหรือโครงเหล็กด้านข้างรถ และการให้บริการด้านใบอนุญาตขับรถ ได้แก่ การเปลี่ยนชนิดใบอนุญาตขับรถชั่วคราวเป็นส่วนบุคคล การขอใบแทนใบอนุญาตขับรถกรณีชำรุด หรือสูญหาย และการแก้ไขรายการใบอนุญาตขับรถ ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดความแออัดในการใช้บริการในช่วงเวลาปกติและเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ไม่สามารถมาใช้บริการได้ในเวลาทำการปกติอีกด้วย ทั้งนี้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 1-5 หรือสอบถาม 1584nn(Source)

วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553


29 พฤษภาคม 2553 13:03 น.ข่าวในประเทศ - นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนยอดขายภายในประเทศ การผลิต และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนเมษายน 2553nnเริ่มจากยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนเมษายน 2553 มีจำนวนทั้งสิ้น 57,128 คัน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2553 9.42% แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 43.9% เนื่องจากยอดสั่งจองรถยนต์ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 31 ที่ผ่านมา มียอดจองจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ และจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลที่เป็นตัวกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้ง แนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศที่ดีขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น สินค้าเกษตรมีราคาที่สูงขึ้น ตลอดจนการส่งออกในหลายอุตสาหกรรมดีขึ้นด้วย ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 134,516 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2552 27.67% แต่ลดลงจากเดือนมีนาคม 2553 20.60%nnตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 2553 รถยนต์มียอดขาย 223,930 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ในระยะเวลาเดียวกัน 51.8% ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 600,931 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2552 30.17% สำหรับยอดการผลิตในเดือนดือนเมษายน 2553 มีทั้งสิ้น 105,044 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2552 95.82% แต่ลดลงจากเดือนมีนาคม 2553 30.55% ส่วนจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม - เมษายน 2553 มีจำนวนทั้งสิ้น 487,973 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2552 93.17%nnส่วนยอดผลิตและส่งออกเดือนเมษายน 2553 ผลิตได้ 60,214 คัน เท่ากับ 57.32% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2552 127% เนื่องจากตลาดส่งออกทุกตลาดดีขึ้น ส่วนเดือนมกราคม - เมษายน 2553 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 276,220 คัน เท่ากับร้อยละ 56.61 ของยอดการผลิตทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ระยะเวลาเดียวกัน 73.44% รถยนต์นั่ง เดือนเมษายน 2553 ผลิตเพื่อการส่งออก 13,361 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2552 116.48% ยอดผลิตส่งออกของรถยนต์นั่งตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 2553 จำนวน 55,234 คัน เท่ากับ 37.98% ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2552 52.69%nnรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนเมษายน 2553 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 46,853 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2552 130.19% และตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 2553 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 220,986 คัน เท่ากับ65.80% ของยอดการผลิตรถกระบะ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2552 79.54% โดยย่อยแบ่งเป็นรถกระบะบรรทุก 44,266 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2552 71.98% รถกระบะดับเบิลแค็บ 149,919 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2552 64.88% รถกระบะ PPV 26,801 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2552 317.59% เนื่องจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในทุกตลาดส่งออกnn
เมษายน 2553 มกราคม - เมษายน 2553 เปลี่ยนแปลง %
รถยนต์
สำเร็จรูป - จำนวนคัน 57,139 273,824 63.51%
จำนวนเงิน 26,437.21 28,559.14 67.72%
เครื่องยนต์ 1,478.71 5,665.29 113.82%
ชิ้นส่วนรถยนต์ 9,275.25 40,947.71 58.67%
อะไหล่รถยนต์ 961.26 4,207.01 7.36%
รวมมูลค่าส่งออกกลุ่มรถยนต์ 38,152.43 79,379.15 64.53%
รถจักรยานยนต์
สำเร็จรูป - จำนวนคัน (CBU) 8,810 34,522 -38.74%
ชิ้นส่วนประกอบ - จำนวนคัน (CKD) 39,765 182,487 63.78%
รวมส่งออกรถจักรยานยนต์ (CBU+CKD) - คัน 48,575 217,009 29.34%
มูลค่าเงิน 1,607.83 6,850.00 -9.44%
ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ OEM - AMOUNT 962.70 4,124.00 19.43%
อะไหล่รถจักรยานยนต์ SPARE PART - AMOUNT 34.90 168.00 26.32%
รวมมูลค่าส่งออกกลุ่มรถจักรยานยนต์ 2,605.43 11,142.00 -0.07%
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 40,757.86 190,521.15 58.54%
nn(Source)

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

AUDI


28 พฤษภาคม 2553 14:03 น.ข่าวต่างประเทศ - โฟล์คสวาเกน เอจี เทงบซื้อหุ้นจำนวน 90% ของสำนักออกแบบชื่อดัง Italdesign Giugiaro S.p.A. เข้ามาอยู่ในเครือเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแผนการายกระดับตัวเองให้ขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์หมายเลข 1 ของโลกภายในปี 2018 โดยเชื่อว่าการเข้ามาของอิตัลดีไซน์จะช่วยเติมเต็มและสร้างสีสันให้กับรถยนต์แบรนด์ต่างๆ ที่อยู่ในเครือnnสำนักออกแบบอิตัลดีไซน์มีจิออร์เจ็ตโต จุยเจียโรถือหุ้นอยู่ ซึ่งนักออกแบบวัย 71 ปีผู้นี้สร้างชื่อเสียงอย่างมากกับผลงานสร้างสรรค์ด้านการออกแบบรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และในปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งประธานของบริษัทแห่งนี้ ส่วนฟราบริซิโอ ลูกชายวัย 45 ปีของเขาอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายออกแบบและผลิตโมเดลnnการซื้อหุ้นครั้งนี้ ทางโฟล์คฯ จะควักเงินในจำนวนที่ไม่มีการเปิดเผยเพื่อซื้อ 90% แต่จะทำการทั้งหมดผ่านทางลัมบอร์กินี บริษัทรถยนต์ในเครือ ส่วนอีก 10% ทางจุยเจียโรยังถือเอาไว้ และทั้งคู่จะยังทำงานกับบริษัทแห่งนี้ต่อไปหลังจากที่มีการซื้อหุ้นไปแล้วnnอิตัลดีไซน์ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 1968 จากความร่วมมือระหว่างจุยเจียโรกับมอนโต อัลโดวานี่ ในปัจจุบันมีพนักงานจำนวน 975 คนทำงาน และโฟล์คฯ ก็เคยเป็นลูกค้าที่จ้างสำนักแห่งนี้ออกแบบ เช่น กอล์ฟ และซิร็อคโค่รุ่นแรก รวมถึงสปอร์ตต้นแบบรุ่น W12 ที่เปิดตัวในปี 1997-1998 nnว่ากันว่าการซื้อหุ้นในครั้งนี้เป็นการดึงเอาอิตัลดีไซน์เข้ามาร่วมทำงานเพื่อรองรับกับการขยายตัวของโฟล์ค ซึ่งมีแบรนด์รถยนต์อยู่มากหน้าหลายตา ซึ่งเฉพาะปี 2010 เพียงปีเดียว โฟล์คตั้งเป้าเปิดตัวรถยนต์ทั้งโมเดลเชนจ์ ไมเนอร์เชนจ์ รวมถึงรุ่นพิเศษต่างๆ รวมแล้ว 60 รุ่นจากแบรนด์ที่อยู่ในเครือซึ่งก็รวมถึงปอร์เช่ด้วยnnทางด้านอิตัลดีไซน์เองก็ไม่ได้เผยถึงรายละเอียดที่ชัดเจนของการขายหุ้นครั้งนี้ แต่ไม่น่าเกี่ยวกับผลประกอบการที่ไม่ดี เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้บริษัทไม่ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของกำไรหรือขาดทุน แต่ในปี 2008 ที่ผ่านมา ผลประกอบการมีตัวเลขเพิ่มขึ้น โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปี 2007 ถึง 6.2% อยู่ที่ 136 ล้านยูโร หรือ 6,300 ล้านบาทnnอย่างไรก็ตาม จากการเปิดเผยของจิออร์เจ็ตโต้ จุยเจียโรในวันแถลงข่าวกล่าวเป็นนัยๆ ว่า ทางบริษัทต้องการความมั่นคง และการอยู่ในร่มเงาของโฟล์คสวาเกนน่าจะการันตีเรื่องนี้ได้ โดยจุดเชื่อมต่อของความสัมพันธ์ในครั้งนี้น่าจะผ่านทางเฟอร์ดินันด์ เพี๊ยค บอสส์ใหญ่ของโฟล์คฯ ที่ในปี 1972 เคยทำงานร่วมกับอิตัลดีไซน์อยู่พักหนึ่งก่อนที่จะย้ายมานับงานใน ออดี้ และมีความสนิทสนมกับทางจิออร์เจ็ตโต้nnนอกจากนั้น อิตัลดีไซน์ก็ออกแบบรถยนต์รุ่น AUDI 80 ของ ออดี้ ที่เพี๊ยครับผิดชอบโครงการอยู่ และมีส่วนทำให้รถยนต์รุ่นนี้ประสบความสำเร็จในด้านยอดขาย โดยจิออร์เจ็ตโต้ จุยเจียโรเคยได้รับเลือกให้เป็นนักออกแบบที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ในปี 1999 เช่นเดียวกับที่เพี๊ยคได้รับเลือกให้เป็นผู้บริหารในอุตสาหกรรมรถยนต์แห่งศตวรรษ nn(Source)

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

TATA


27 พฤษภาคม 2553 14:07 น.ข่าวต่างประเทศ - "ทาทา" ลุยเปิดตัวรถยนต์รุ่น "อินดิโก อี-ซีเอส" รถนั่ง 4 ประตูที่ประหยัดน้ำมันที่สุดในอินเดีย โดยรถรุ่นนี้พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น"อินดิโก ซีเอส" มีทั้งเครื่องเบนซินและดีเชลให้เลือก มุ่งเจาะตลาดระดับบน โดยเฉพาะหนุ่ม-สาววัยทำงานnn ทาทา มอเตอร์ส เผยว่า ที่ผ่านมา "อินดิโก ซีเอส" ครองตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลางระดับพื้นฐานในอินเดียได้เกือบ 2 ปี โดยชูจุดเด่น คือเป็นรถยนต์แบบซีดานที่มีความกะทัดรัด รวมถึงได้รับเสียงชื่นชมเกี่ยวกับการออกแบบที่ดูดีมีระดับและราคาจำหน่ายที่ประหยัดnสำหรับรุ่น "อินดิโก อี-ซีเอส" ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยการเป็นรถยนต์ซีดานที่ประหยัดน้ำมันดีที่สุดในอินเดีย ด้วยครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล CR4 รุ่นใหม่ขนาด 1.4 ลิตร สามารถแล่นได้ 23.03 กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ลิตร สูงสุดในหมู่ซีดานที่มีจำหน่ายในอินเดีย นอกจากนี้ยังมีรุ่นครื่องยนต์เบนซิน MPFI 1.2 ลิตรให้เลือกอีกด้วย และเครื่องยนต์ทั้งสองแบบยังมีอัตราการปล่อยมลพิษที่ได้มาตรฐาน BS4 ซึ่งใช้กันใน 13 เมืองใหญ่ของอินเดียnnส่วนรูปลักษณ์ภายนอกของอินดิโก อี-ซีเอส ยังได้รับการออกแบบใหม่ ตั้งแต่กระจังหน้า ไฟหน้า กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ไปจนถึงกันชนสีเดียวกับตัวถังและวัสดุที่ใช้ประดับตกแต่งซึ่งช่วยเพิ่มความสวยงาม ขณะเดียวกันภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีเบจสองโทนให้ความรู้สึกหรูหรา และติดตั้งระบบเสียงที่สามารถเชื่อมต่อกับบลูทูธ กระจกไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ พวงมาลัยพาวเวอร์ เช่นเดียวกับรุ่น "อินดิโก ซีเอส"nnรถยนต์รุ่น"อินดิโก อี-ซีเอส" มีให้เลือก 4 สี พร้อมการรับประกัน 18 เดือน ไม่จำกัดระยะทาง จำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายของ ทาทา 239 แห่งทั่วประเทศอินเดีย โดยรุ่น eGLS เครื่องยนต์เบนซิน ราคา 407,000 รูปี (309,320 บาท) และรุ่น eLX เครื่องยนต์ดีเซล ราคาสูงสุดไม่เกิน 513,000 รูปี (389,880 บาทnn(Source)

HONDA ACCORD,MAZDA 2,MAZDA 3,FORD,HONDA,MAZDA,NISSAN,SUZUKI,TOYOTA


27 พฤษภาคม 2553 15:53 น.ข่าวในประเทศ - ไทยยังคงเนื้อหอม ค่ายรถทุ่มลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้จะเกิดเหตุจราจลเผาบ้านเผาเมือง จน "ฟอร์ด" ไม่สามารถประกาศลงทุนโครงการใหม่มูลค่า 2 หมื่นล้านบาทได้สักที แต่ใจสู้เดินหน้าลุยตอกเสาเข็มก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช ติดกับโรงงานผลิตอีโคคาร์ของซูซูกิต่อไป เพื่อผลิตรถยนต์นั่ง " ฟอร์ด โฟกัส" โฉมใหม่ ที่ย้ายมาจากประเทศฟิลิปปินส์ และปิดไลน์ผลิตในออสเตรเลีย มารวมไว้ที่ไทยทั้งหมด และเตรียมเพิ่มไลน์ผลิตรุ่นอื่นๆ อย่าง " ฟอร์ด มอนเดโอ" ที่โรงงานแห่งใหม่นี้ด้วย ส่งผลให้พันธมิตร "มาสด้า" ต้องตัดสินใจโยกไลน์ผลิต "มาสด้า3" ที่ประกอบแห่งเดียวกับ ฟอร์ด โฟกัส ในฟิลิปปินส์มายังประเทศไทยเช่นกัน แต่คราวนี้แยกไปผลิตที่โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ฯ หรือเอเอที ฐานผลิตแรกเริ่มของฟอร์ดและมาสด้าในไทย โดยสองโมเดลนี้จะเริ่นเดินไลน์การผลิตช่วงปีหน้า และทำให้ไทยยกระดับเป็นฐานการผลิตโมเดลหลักของ "ฟอร์ด-มาสด้า" ในภูมิภาคนี้ไปnแม้จะเกิดความผันผวนทางการเมืองต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และล่าสุดเกิดการจราจลเผาบ้านเผาเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่กลุ่มทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังคงเชื่อมั่นและลงทุนโครงการใหม่ๆ ในไทยอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากโครงการอีโคคาร์ที่ขอรับส่งเสริมไปแล้ว หรือโครงการลงทุนของเจนเนอรัล มอเตอร์ส (GM) มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท และไม่เพียงแค่นี้ยังมีค่ายรถอื่นๆ ที่ได้ตัดสินใจลงทุน รวมถึงย้ายไลน์การผลิตจากต่างประเทศมาไทย เพียงแต่ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ นั่นก็คือสองค่ายพันธมิตร "ฟอร์ด-มาสด้า" ที่กำลังปลุกปั้นโครงการใหม่ในไทย แต่คราวนี้แตกต่างจากโครงการอื่นๆ เพราะได้มีการแยกดำเนินงานกันอย่างชัดเจนn"การลงทุนของฟอร์ดในประเทศไทย ยังเดินหน้าเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ทุกประการ ไม่ได้ชะลอการดำเนินงานแต่อย่างใด แม้จะมีความผันผวนทางการเมืองเป็นอย่างมากก็ตาม"nnสาโรช เกียรติเฟื่องฟู รองประธานอาวุโส ฟอร์ด ประเทศไทย ยืนยันนโยบายการลงทุนของฟอร์ดในไทย ซึ่งตามกำหนดฟอร์ดจะประกาศการลงทุนตั้งโรงงานแห่งใหม่ในไทย เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหาร ทำให้มีการเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการเลื่อนประกาศโครงการลงทุนใหม่ออกไปชั่วคราวnnทั้งนี้การลงทุนของฟอร์ดในไทยดังกล่าว ตามรายงานข่าวถือเป็นโครงการใหญ่มูลค่าการลงทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานแห่งใหม่เพื่อผลิตรถยนต์นั่ง " ฟอร์ด โฟกัส" โฉมใหม่ ซึ่งจะเริ่มทยอยผลิตจากโรงงานต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไปnnในส่วนของประเทศไทยยังไม่ได้ประกาศให้เป็นฐานการผลิต ฟอร์ด โฟกัส พร้อมกับโรงงานอีก 5 แห่งทั่วโลก เพราะเมื่อปลายปีที่ผ่านมาติดปัญหาเรื่องพื้นที่ตั้งโรงงานของฟอร์ดในไทยแห่งใหม่ ติดปัญหาเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อม และเมื่อปัญหาดังกล่าวแก้ไขบรรลุแล้ว ฟอร์ดจึงเตรียมแถลงข่าวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ที่สุดต้องเลื่อนออกไปจากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงรัฐบาลของกลุ่มคนเสื้อแดงnnอย่างไรก็ตาม แผนการลงทุนตั้งโรงงานแห่งใหม่ของฟอร์ดในไทยยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่มีการเปลี่ยนหรือชะลอการลงทุน ตามที่รองประธานอาวุโสของฟอร์ดประเทศไทยได้กล่าวไป และจากรายงานข่าวได้มีการตอกเสาเข็มก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ของฟอร์ดแล้ว ซึ่งตั้งอยู่เฟสใหม่ของนิคมอุตสาหกรรมเหมราช จ.ระยอง โดยอยู่โซนใหม่ไม่ใช่พื้นที่ติดกับโรงงานออโตอัลลายแอนซ์ หรือเอเอที(AAT) ของฟอร์ดและมาสด้าเดิม แต่จะอยู่ติดกับโรงงานของ ซูซูกิ ออโตโมบิล(ประเทศไทย) จำกัด ที่เพิ่งเริ่มสร้างโรงงานเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับโครงการผลิตรถยนต์นั่งขนาดเล็กมาตรฐานสากล หรืออีโคคาร์nแน่นอนการลงทุนที่มีมูลค่ามากถึงประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จึงไม่ใช่เพียงแค่การผลิต ฟอร์ด โฟกัส รองรับตลาดในประเทศไทย หรือภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น แต่เป็นไลน์การผลิตเดิมจากโรงงานในประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงในประเทศออสเตรเลีย มารวมไว้ที่ประเทศไทยทั้งหมด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกในภูมิภาคอาเซียน และออสเตรเลียแทน โดยคาดว่าจะสามารถขึ้นไลน์ประกอบประมาณปลายปีหน้า และเริ่มทำตลาดช่วงต้นปี 2555nสำหรับโรงงานใหม่ของ ฟอร์ด เป็นการลงทุนโดยตรงจาก ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ไม่ใช่การลงทุนร่วมกันระหว่าง ฟอร์ด มอเตอร์ และ มาสด้า มอเตอร์ คอปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เหมือนกับโรงงานออโตอัลลายแอนซ์ก่อนหน้านี้ เพราะปัจจุบันมาสด้าได้ซื้อหุ้นจากฟอร์ดคืนแล้ว โดยรายงานข่าวยังระบุว่า โรงงานใหม่ของฟอร์ดยังจะผลิตรถยนต์นั่งขนาดกลาง " ฟอร์ด มอนเดโอ" ซึ่งเป็นตลาดเดียวกับ โตโยต้า คัมรี่ ฮอนด้า แอคคอร์ด และ นิสสัน เทียน่าด้วยnnดังนั้นการขึ้นไลน์ผลิต ฟอร์ด โฟกัส ในประเทศไทย จึงทำให้ทางมาสด้าต้องปรับการดำเนินงานใหม่เช่นกัน เพราะเดิมรถยนต์นั่งรุ่น "มาสด้า3" จะผลิตในโรงงานฟิลิปปินส์ร่วมกับ " ฟอร์ด โฟกัส" ซึ่งล้วนเป็นโฉมเก่าทั้งคู่ เมื่อโฟกัสโมเดลใหม่ชัดเจนว่าจะมาประกอบในไทย มาสด้าจึงต้องทบทวนการผลิตในฟิลิปปินส์ใหม่ และเป็นจังหวะที่จะต้องเปลี่ยนเป็น มาสด้า 3 โมเดลใหมพอดี หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวในตลาดญี่ปุ่นและที่อื่นๆ ทั่วโลกไปเกือบ 2 ปีแล้วnnตามรายงานข่าว มาสด้า มอเตอร์ คอปอเรชั่น เพิ่งตัดสินใจย้ายไลน์การผลิตมายังประเทศไทย โดยจะเป็นการจ้างโรงงานออโตอัลลายแอนซ์ผลิตให้ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากนัก เนื่องจากเดิมการผลิต มาสด้า 3 ที่ฟิลิปปินส์ก็นำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศญี่ปุ่นมาประกอบเกือบทั้งหมด และคาดว่าจะสามารถเริ่มขึ้นไลน์ผลิตในปีหน้าได้nnการย้ายไลน์ผลิต มาสด้า 3 ครั้งนี้ จึงทำให้ไทยประกอบรถมาสด้าถึง 3 โมเดล เพราะปัจจุบันได้ผลิตปิกอัพ มาสด้า "บีที-50" และล่าสุดได้ขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์นั่งซับคอมแพ็กต์ "มาสด้า2" ที่กำลังได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก และถือเป็นอีกสาเหตุสำคัญในการย้ายไลน์การผลิต มาสด้า 3 มาที่ประเทศไทย หลังจากก่อนหน้านี้ผู้บริหารของ มาสด้า มอเตอร์ ได้เคยกล่าวไว้ว่า หาก มาสด้า 2 ประสบความสำเร็จในไทย อาจจะมีการขึ้นไลน์ประกอบรถรุ่นอื่นๆ ของมาสด้าในไทยก็ได้…nการตัดสินใจย้ายไลน์การผลิต มาสด้า 3 มาไทย จึงเป็นคำตอบถึงความสำเร็จของ มาสด้า 2 ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นตัวธงในการผลักดันยอดขายของมาสด้าไทยปีนี้ จากยอดจองเฉลี่ยกว่า 4 พันคันต่อเดือน จนทำให้ยอดขายรวมของมาสด้าในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ เติบโตสูงสุดและทุบสถิติการทำตลาดในเมืองไทยทันที และคาดว่าจะส่งผลให้มาสด้ามียอดขายรถยนต์ในไทยทุกรุ่นปีนี้ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคัน แบ่งเป็น มาสด้า 2 จำนวนกว่า 2 หมื่นคัน ตามมาด้วย มาสด้า 3 อีกกว่า 6 พันคัน แม้จะเป็นช่วงปลายโมเดลแล้วก็ตาม ส่วนที่เหลือเป็นปิกอัพ มาสด้า บีที-50 ที่เป็นช่วงปลายโมเดลเช่นเดียวกัน และจะมีการเปิดตัวโฉมใหม่ประมาณปลายปี 2010 หรืออย่างช้าปี 2011 ซึ่งประกอบที่โรงงานออโตอัลลายแอนซ์เหมือนกันnnดังนั้นการปรับย้ายฐานการผลิตของ "ฟอร์ด-มาสด้า" ดังกล่าว โดยเฉพาะการขึ้นไลน์ผลิตโมเดลหลักๆ ในไทย ย่อมทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตของทั้งสองยี่ห้อไปแล้วn(Source)

วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

CHEVROLET,NISSAN


26 พฤษภาคม 2553 15:06 น.ข่าวต่างประเทศ - นิสสันเดินหน้าลุยตลาดรถยนต์อินเดียแล้ว ประกาศผลิตรถยนต์รุ่นมาร์ชใหม่ หรือจะขายในตลาดอินเดียด้วยชื่อไมครา ส่วนตลาดยุโรปยังต้องร้องเพลงรอกันต่อไป เพราะนิสสันวางแผนเริ่มจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายนนี้nnไมครา หรือมาร์ชใหม่เปิดตัวในเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่วนในเมืองไทยเปิดตัวเมื่อวันที่ 12 NISSAN มีนาคม ขณะที่อินเดียเปิดตัวในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้และเริ่มรับจองทันที แต่กว่าจะส่งมอบได้ต้องรอเดือนกรกฎาคม โดยไลน์ผลิตอยู่ในโรงงานทางตอนใต้ของเมือง Chennainnสำหรับโรงงานแห่งนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างนิสสันกับเรโนลต์ด้วยเงินลงทุน 965.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 33,800 ล้านบาทและจะมีกำลังการผลิต 400,000 คันต่อปี เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อการส่งออก ส่วนการทำตลาดในประเทศอินเดีย ทางนิสสันเผยว่าให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน เพราะว่า 70% ของยอดขายในตลาดอินเดียเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็ก และมีทางมารูติ ซูซูกิเป็นเจ้าครองตลาดด้วยรถยนต์อย่างอัลโต้, สวิฟต์ และริตซ์nnนอกจากมาร์ชแล้ว ในช่วงต้นปีนี้ มีผู้ผลิตรถยนต์หลายรายเปิดตัวทางเลือกใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอินเดีย เช่น จีเอ็มเปิดตัว เชฟโรเลต บีต ทางด้านฟอร์ดก็เปิดตัวรุ่นฟิโก้ ส่วนโตโยต้ากับรถยนต์รุ่นเอติออสซึ่งถูกมองว่าเป็น Eco Car อีกรุ่นในเมืองไทยจะเปิดตัวในตลาดอินเดียปลายปีนี้nn(Source)

วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

MERCEDES BENZ,SMART


25 พฤษภาคม 2553 18:03 น.ข่าวในประเทศ - เบนซ์ขอบคุณลูกค้าที่ได้ให้ความไว้วางใจในบริการหลังการขายด้วยข้อเสนอพิเศษสุดมากมาย พร้อมลุ้นรับบัตรกำนัลมูลค่า 10,000 บาท จำนวน 120 รางวัล ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน ศกนี้ เท่านั้นnnนายอรุณ สมุทรสาร รองประธานบริหารฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัทเมอร์เซเดส- เบนซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่าบริษัทฯ ได้จัดกิจกรรม ภายใต้โครงการ "Customer Loyalty" ขึ้นเพื่อตอบแทนลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกท่านที่ได้ให้ความวางใจในในการใช้บริการหลังการขายของศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ โดยลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายทุก 10,000 บาท มีสิทธิลุ้นรับบัตรกำนัลมูลค่า 10,000 บาท จำนวน 120 รางวัลnn"ทั้งนี้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าในทุกขั้นตอนการบริการที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ รถของท่านจะได้รับการดูแลโดยช่างผู้ชำนาญที่ผ่านการอบรมหลักสูตรเฉพาะตามมาตรฐานศูนย์ฝึกอบรมเดมเลอร์ทั่วโลก ของประเทศเยอรมนี"nnนอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเลือกผ่อนชำระค่าอะไหล่และบริการด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 3 หรือ 6 เดือน กับโปรแกรม Smart Pay เมื่อชำระผ่านบัตรเมอร์เซเดสการ์ด หรือใช้คะแนนสะสมจากบัตรเมอร์เซเดสการ์ด ชำระค่าบริการ ค่าอะไหล่ รวมทั้งอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้ โครงการ "Customer Loyalty" เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2553 ทั่วประเทศnn(Source)

TOYOTA


25 พฤษภาคม 2553 16:15 น.ข่าวในประเทศ – โตโยต้า ยืนยันมั่นใจ จัดกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต 2010 ครบทั้ง 5 สนาม เชียงใหม่ อุดร สงขลา กรุงเทพฯ ชลบุรี เจอกันแน่nnนิกร ประเสริฐสม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า โตโยต้ายังคงเดินหน้าจัดกิจกรรม โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2010 ครบทั้ง 5 สนามตามที่ได้วางแผนไว้ แม้ว่าจะมีความจำเป็นต้องเลื่อนการแข่งขันสนามที่ 1 ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22 และ 23 พฤษภาคม ที่ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯnnทั้งนี้ได้มีการปรับโปรแกรมการแข่งขันให้เหมาะสม โดยจะเลื่อนการจัดการแข่งขันที่จังหวัดเชียงใหม่มาเป็นนัดเปิดสนาม และย้ายการแข่งขันที่ราชมังคลากีฬาสถาน ไปเป็นการแข่งขันสนามที่ 4 สำหรับการคัดเลือกผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศการแข่งขันรายการ TOYOTA ยาริส วันเมคเรซ 2010 ไปร่วมแข่งขัน Netz cup ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น จะใช้คะแนนสะสมตั้งแต่สนามที่ 1 ถึง สนามที่ 4 ในการตัดสินnnนอกจากการจัดกิจกรรมโตโยต้ามอเตอร์สปอร์ต ทั้ง 5 สนามทุกภูมิภาคทั่วประเทศแล้ว ในปีนี้ยังได้นำรายการแข่งขันของเราเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในรายการ เจแปน ซุปเปอร์ จีที สนามที่ 4 ของปี ซึ่งเป็นรายการแข่งขันรถยนต์ที่ใหญ่รายการหนึ่งของเอเชีย โดยจะนำนักแข่งรายการ TOYOTA ยาริส วันเมคเรซ และ วีออส วันเมคเรซ ไปร่วมแข่งขันที่สนามเซปัง เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มทักษะ ประสบการณ์ให้แก่นักแข่งไทยกับการแข่งขันในสนามแข่งขันรถยนต์ระดับโลก ตลอดจนได้มีโอกาสศึกษาแลก เปลี่ยนการทำงานของทีมแข่งในระดับแนวหน้าของเอเซียnnตารางการแข่งขัน โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2010nn
สนาม วันที่ สถานที่
1 10-11 กรกฎาคม จ.เชียงใหม่
2 14-15 สิงหาคม จ.อุดรธานี
3 กันยายน* จ.สงขลา
4 ตุลาคม* สนามกีฬาหัวหมาก กรุงเทพฯ
5 12-14 พฤศจิกายน ริมหาดบางแสน จ.ชลบุรี
nn* (อยู่ระหว่างกำหนดวันแข่งขัน)nn(Source)

วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

AUDI


25 พฤษภาคม 2553 10:21 น.ข่าวต่างประเทศ - ออดี้ เอจี เชื่อความแรงในด้านยอดขายของรถยนต์ไซส์เล็กที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเอ1 และรถยนต์ระดับหรูขนาดใหญ่อย่างเอ8 จะช่วยทำให้บริษัทสร้างยอดขายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และเป็นกำลังหลักที่จะทำให้บริษัทมีกำไรในการประกอบการสำหรับปี 2010 อย่างแน่นอนnnตอนนี้ เราคาดหวังว่ากำไรที่ได้จากการปฏิบัติการจะมีมากกว่ายอดขาย โดยดูได้จากตลาดรถยนต์หลักๆ ของออดี้มีตัวเลขยอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราที่น่าพึงพอใจ' เอ็กเซล สโตรทเบ็ค Chief Financial Officer ของ ออดี้ เอจีกล่าวในระหว่างการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีที่เมืองอินโกสตัดต์ ประเทศเยอรมนีnnเดือนเมษายนที่ผ่านมา ออดี้มีตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ด้วยตัวเลข 360,750 คันโดยเป็นตัวเลขที่รวมทั้งยอดขายรถยนต์นั่งและเอสยูวี ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าคู่ปรับสำคัญอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ของค่ายเดมเลอร์ เอจี ขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ของตลาดรถยนต์หรูของโลก เป็นรองแค่บีเอ็มดับเบิลยูเท่านั้น ซึ่งทางออดี้วางเป้าหมายว่าภายในปี 2015 จะต้องทำตัวเลขยอดขายแซงหน้าขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในตลาดกลุ่มนี้ให้ได้ nnสำหรับเอ1 และเอ8 เป็นรถยนต์ใหม่ของออดี้ที่จะเริ่มทำตลาดปีนี้ โดยเอ1 เป็นผลผลิตใหม่แกะกล่องที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าในระดับ Entry Level โดยเน้นไปที่กลุ่มสุภาพสตรี โดยตัวรถมากับตัวถัง 3 ประตูที่พัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับรถยนต์ซับคอมแพ็กต์ในเครืออย่างโฟล์คสวาเกน โปโล ส่วนเครื่องยนต์ให้เลือก 3 แบบคือ เบนซินเทอร์โบไดเร็กต์อินเจ็กชัน หรือ TFSI แบบ 4 สูบ 1,200 ซีซี 87 แรงม้า และ 1,400 ซีซี 122 แรงม้า ปิดท้ายกับเทอร์โบดีเซล 1,600 ซีซี 105 แรงม้าnnช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ออดี้เพิ่งประกาศทำยอดจองทะลุ 50,000 คัน ซึ่งเป็นยอดการผลิตที่วางเอาไว้สำหรับปีนี้ ทั้งที่เพิ่งเปิดตัวในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เอง โดย 90% ของคนที่ควักเงินจองนั้นเป็นลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยครอบครองรถยนต์ของออดี้มาก่อนnnส่วนทางด้านเอ8 เปิดตัวเมื่อต้นปีนี้ แม้ว่าจะต้องเจอกับงานหนักเพราะทางบีเอ็มดับเบิลยูก็เพิ่งเปิดตัวซีรีส์ 7 ใหม่ในรหัส F01 ออกมาขายก่อนหน้านี้ไม่นาน แต่ทางออดี้เชื่อว่าด้วยรูปลักษณ์ที่สวยสปอร์ตและเพียบ พร้อมด้วยความหรูเต็มพิกัด น่าจะทำให้เอ8 กลายเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในตลาดรถยนต์ระดับหรูหรารุ่นสูงสุด ส่วนราคาของเอ8 ในเยอรมนี เริ่มต้นที่ 75,042 ยูโร หรือ 3.37 ล้านบาทnn(Source)

PORSCHE BOXSTER,PORSCHE


24 พฤษภาคม 2553 17:31 น.ข่าวในประเทศ - ทีเอสแอลสู้ไม่ถอย หลังเหตุการณ์บ้านเมืองคลี่คลายพร้อมนำเข้า พอร์เช่ บ็อกซ์เตอร์ สไปเดอร์ แถมอุปกรณ์แบบฟูลออปชั่น ราคา 8.5 ล้านบาทnnบริษัท ทีเอสแอล ออโต้คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์จากต่างประเทศ นำเข้าซูเปอร์คาร์ สุดหรู Porsche Boxster Spyder (พอร์เช่ บ็อกซ์เตอร์ สไปเดอร์) รูปโฉมโฉบเฉี่ยวเปิดประทุนด้วยหลังคาผ้า พร้อมด้วยเครื่องยนต์วางกลาง(mid-engine) แบบเบนซินไดเร็คอินเจ็คชั่น 6 สูบนอน (บ๊อกเซอร์) ความจุ 3,400 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 320 แรงม้าnnในขณะที่ความ เร็วสูงสุดอยู่ที่ 267 กิโลเมตร/ชั่วโมง สามารถทำความเร็วแตะ 100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายในเวลา 5.0 วินาที แต่ถ้าเป็นโหมด Sport Chrono Package หรือ Sport Chrono Package plus จะขยับขึ้นมาอีกนิดเป็น 4.8 วินาที ติดตั้งร่วมกับ Launch Control ฟังก์ชันหน่วยความจำส่วนบุคคลใน PCM (Porsche Communication Management) สามารถแสดงประสิทธิภาพการประเมินรอบอัตราเครื่อง/วินาที ด้วยเทคโนโลยีของสนามแข่ง ส่วนอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 9.3 ลิตร/100 กิโลเมตร อีกทั้งมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 7-speed และระบบส่งกำลัง PDK (Porsche-Doppelkupplung) อันเลื่องชื่อของ Porschennนอกจากนี้ ทีเอสแอล ยังมอบความพิเศษสุดด้วยอุปกรณ์แบบครบชุดได้แก่ พวงมาลัยใหม่ล่าสุดของพอร์เช่ ที่มีแผงปุ่มกดขนาดใหญ่อยู่หลังพวงมาลัย พร้อมทั้งระบบปรับการทำงานของท่อไอเสียให้มีเสียงเบาแบบธรรมดาหรือเสียงดังแบบสปอร์ต โดยการปรับเป็นแบบสปอรืตทำให้ลมเข้ามาหมุนเวียนมากขึ้นแล้ว ทำให้การไหลเวียนไอเสียคล่องตัว และมีการระบายที่ดีขึ้น อีกทั้งยังส่งผลถึงสมมรรถนะให้ดีขึ้นอีกด้วยnnทั้งหมดนี้สนนราคาเพียง 8,500,000บาท สนใจสอบถามได้ที่โชว์รูมทีเอสแอลฯทั้ง 3 สาขาnn(Source)

TOYOTA


24 พฤษภาคม 2553 14:14 น.ข่าวต่างประเทศ - โตโยต้า มอเตอร์ ผนึกกำลัง ร่วมเป็นพันธมิตรกับเทสลา มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์พลังไฟฟ้าชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ร่วมลงทุนเพื่ออาศัยองค์ความรู้ทางด้านการผลิตรถยนต์ EV สำหรับต่อยอดการผลิตรถยนต์พลังไฟฟ้าเป็นของตัวเอง พร้อมกับปัดฝุ่นโรงงานประกอบรถยนต์ NUMMI ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ให้กลับมาดำเนินงานอีกครั้งเพื่อเป็นไลน์ผลิตให้กับเทสล่าสำหรับรุ่นโมเดล เอสที่กำลังจะเริ่มขายในปี 2012nnการประกาศความร่วมมือของ 2 ผู้ผลิตรถยนต์ครั้งนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากทางมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในฐานะที่เป็นพื้นที่ตั้งของโรงงาน NUMMI หรือ New United Motor Manufacturing Inc. ซึ่งเป็นโรงงานของจีเอ็ม หรือเจนเนอรัล มอเตอร์สที่ทางโตโยต้าเข้าไปมีส่วนในการร่วมปรับปรุงไลน์ผลิตและเปิดทำการประกอบรถยนต์ที่ทั้ง 2 บริษัทร่วมพัฒนากันขึ้นมาเพื่อขายปี 1984 ก่อนที่เดือนมิถุนายน 2009 หลังการประกาศล้มละลายทางจีเอ็มจะถอนหุ้นออกจาก NUMMI พร้อมกับยุติโครงการพัฒนาร่วมกันกับ โตโยต้า และสุดท้ายโรงงานก็ปิดการทำงานไปในต้นปี 2010 ก่อนที่ทางเทสลาจะปัดฝุ่นเปิดไลน์ผลิตอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสร้างงานให้กับคนพื้นที่เมืองฟรีมอนต์ มลรัฐแคลิฟอร์เนียได้มากกว่า 1,000 คนnnทางโตโยต้าจะลงทุนด้วยการทุ่มเงินจำนวน 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 1,500 ล้านบาทสำหรับการซื้อหุ้นทั่วไปของทางเทสล่า แต่ไม่มีการเปิดเผยว่าจำนวนหุ้นที่ทางโตโยต้าซื้อไปนั้นมีสัดส่วนเท่าไร พร้อมกับมีการแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านการผลิตรถยนต์พลังไฟฟ้า ซึ่งเทสล่าได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิกตลาดรถยนต็พลังไฟฟ้าให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง และเชื่อว่าความร่วมมือของทั้ง 2 บริษัทจะทำให้ราคาของรถยนต์พลังไฟฟ้าในอนาคตถูกลงจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตามหลักของ Economies of Scale โดยทางเทสล่าหวังที่จะอาศัยการรุกตลาดในเชิงพาณิชย์ของโตโยต้าเข้ามาช่วยลดต้นทุนในการผลิต เช่นเดียวกับศักยภาพในด้านเทคโนโลยีของโตโยต้าซึ่งจะช่วยร่นระยะเวลาการพัฒนารถยนต์พลังไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ nnทางด้านเอลอน มัสค์ ซีอีโอของเทสลากล่าวว่า ทางบริษัทจะต้องเตรียมเงินระดับ 200-300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 6,600-9,900 ล้านบาทเอาไว้สำหรับการปรับปรุงไลน์ผลิตของโรงงาน NUMMI โดยส่วนนี้จะมีการกู้เงินจากทางกระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกาจำนวน 465 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 15,000 ล้านบาทมาใช้ในการทำงานnnอีกทั้งทางมลรัฐแคลิฟอร์เนียจะช่วยทางเทสลาประหยัดค่าใช้จ่ายจำนวน 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 660 ล้านบาทด้วยการยกเลิกภาษีขายในมลรัฐฯ ซึ่งจะทำให้เทสลามีเงินทุนเพิ่มขึ้นในการผลิตรถยนต์พลังไฟฟ้า ที่ทางมลรัฐแห่งนี้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่nnสำหรับรถยนต์ที่จะขึ้นไลน์ผลิตที่โรงงานแห่งนี้คือ รุ่นโมเดล เอสที่ทางเทสลานำต้นแบบออกเปิดตัวปี 2009 โดยจะมีการผลิตจำนวน 20,000 คันต่อปี และเริ่มขายปี 2012 อีกทั้งยังจะมีผลผลิตใหม่อีกรุ่นที่แชร์พื้นตัวถังร่วมกันตามออกมาขายในอนาคตnnส่วนราคาขายของโมเดล เอสหลังหักเงินช่วยเหลือจากทางภาครัฐแล้ว คาดว่าจะอยู่ในระดับไม่เกิน 50,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 1.6 ล้านบาทกับตัวถังแบบ 4 ประตูที่มีขนาดกลางกึ่งใหญ่ และถือว่าถูกกว่ารุ่นโรดสเตอร์ ซึ่งเป็นสปอร์ตเปิดประทุนเกือบเท่าตัวnnทางด้านโตโยต้าเอง ตอนนี้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการถึงโปรเจ็กต์รถยนต์พลังไฟฟ้า โดยตอนนี้พวกเขาทุ่มเทความสนใจกับการผลิตรถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก หรือ PHEV ออกสู่ตลาดในปีหน้าเป็นอันดับแรก ส่วนตลาดพลังไฟฟ้าหรือ EV คาดว่าน่าจะมีขายปี 2015 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับรถยนต์พลังไฟฟ้าที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell Vehiclenn(Source)

วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

HONDA,MAZDA,MITSUBISHI,TOYOTA


22 พฤษภาคม 2553 11:59 น.ข่าวในประเทศ – โตโยต้า เผยยอดขายตลาดรถยนต์รวม ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ทำได้ 223,930 คัน โตกว่า 51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คาดเดือนพฤษภาคมแนวโน้มสดใสnn โตโยต้า วีออสวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์เดือนเมษายน 2553 มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 57,128 คัน เพิ่มขึ้น 43.9% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนปีที่แล้ว แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 26,274 คัน เพิ่มขึ้น 64.4% รถเพื่อการพาณิชย์ 30,854 คัน เพิ่มขึ้น 30.0% รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ จำนวน 25,885 คัน เพิ่มขึ้น 23.0%nnสำหรับตลาดรถยนต์สะสม 4 เดือน มีปริมาณการขาย 223,930 คัน เพิ่มขึ้น 51.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2552 เป็นอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา โดยรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 54.3% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 50.1% แสดงถึงการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศ การขยายตัวของมูลค่าการส่งออกและการลงทุนในประเทศ การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่ราคาน้ำมันไม่ผันผวนมากนัก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่เหมาะสม ตลอดจนการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่นเข้าสู่ตลาดตั้งแต่ต้นปีnnทั้งนี้ในเดือนพฤษภาคม คาดว่ายังคงเติบโต จากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ความนิยมต่อเนื่องในรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่นที่แนะนำมาตั้งแต่ต้นปี แม้ว่าราคาสินค้าทางการเกษตรโดยเฉพาะราคาข้าวที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นของตลาดโลก แต่สินค้าทางการเกษตรหลักอื่นๆ อาทิ ยางพารา อ้อย ยังอยู่ในระดับราคาที่สูง อย่างไรก็ตามตลาดรถยนต์ในเดือนพฤษภาคมอาจได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากมีคำสั่งซื้อรถจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณการผลิตโดยรวมยังไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้มากตามความต้องการของตลาดรถยนต์ในประเทศ ทำให้รถยนต์บางรุ่น บางแบบนั้นมียอดสั่งจองมากกว่า 2 เดือน โดยเฉพาะรถกระบะขนาด 1 ตันnnตารางแสดงยอดขายสะสม ม.ค.-เม.ย. 2553 ของ 3 อันดับแรกnnตลาดรวมnn
ยี่ห้อ ยอดขาย(คัน) เติบโต(%) ส่วนแบ่งตลาด(%)
โตโยต้า 92,406 53.3 41.3
อีซูซุ 46,071 43.8 20.6
ฮอนด้า 29,739 18.8 13.3
nnตลาดรถยนต์นั่งnn
ยี่ห้อ ยอดขาย(คัน) เติบโต(%) ส่วนแบ่งตลาด(%)
โตโยต้า 39,242 47.3 42.4
ฮอนด้า 27,626 16.5 29.9
มาสด้า 8,747 489.0 9.5
nnตลาดปิกอัพ 1 ตัน (รวมปิกอัพดัดแปลง PPV)nn
ยี่ห้อ ยอดขาย(คัน) เติบโต(%) ส่วนแบ่งตลาด(%)
โตโยต้า 47,519 56.3 42.1
อีซูซุ 42,982 42.8 38.1
มิตซูบิชิ 8,002 85.1 7.1
nn(Source)

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

MERCEDES BENZ E,MERCEDES BENZ


21 พฤษภาคม 2553 10:22 น.ปีทองของค่ายดาวแฉก "เมอร์เซเดส-เบนซ์" กวาดยอดขายเป็นว่าเล่น หลังจากลูกค้าอั้นการซื้อมานาน จากปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะปีนี้มีตัวธง "อี-คลาส" โฉมใหม่ลงเขย่าตลาดรถหรู และเดินหน้าปั้นยอดต่อเนื่อง ด้วยการเพิ่มทางเลือกหลากหลายให้กับเศรษฐีไทย ล่าสุดแนะนำเครื่องยนต์ดีเซลสู่ตลาดแบบรวดเร็วทันใจ ส่ง E250 CDI 204 แรงม้า ที่มากับเทคโนโลยีคอมมอนเรลรุ่นใหม่ ที่แรงได้ใจ แต่ประหยัดเชื้อเพลิง และลดมลพิษขึ้น เคาะราคาที่ 3.999 ล้านบาท แต่ใช่เมอร์เซเดส-เบนซ์จะหยุดอยู่เพียงแค่นี้ ยังคงรุกเสริมเขี้ยวเล็บให้กับอี-คลาสโฉมใหม่เต็มที่ เตรียมนำเข้า "อี-คลาส รุ่นเปิดประทุน" มาบุกตลาดช่วงหลังกลางปีนี้ หวังเอาคืนผู้นำเข้าอิสระ หรือเกรย์มาร์เก็ต ที่ชิงเปิดตัวไปก่อนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และถือเป็นสมาชิกรุ่นที่ 3 ของอี-คลาส ภายใต้การทำตลาดของเมอร์เซเดส- เบนซ์ ประเทศไทยnnE250 CDIนับเป็นความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง สำหรับค่ายรถหรู "เมอร์เซเดส-เบนซ์" ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์เคลียร์อี-คลาสโฉมเก่าในปีที่ผ่าน จนทำให้ค่ายตราดาวสามแฉกเก็บยอดขายไว้ได้อย่างงดงาม ขณะที่ภาพรวมตลาดรถยนต์เมืองไทยติดลบกว่า 10% และมาปีเสือดุความร้อนแรงกลับไม่ห่างหายไป จะเห็นได้เฉพาะในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2010 กวาดยอดจองไปเกือบ 1,200 คัน เป็นการทุบสถิติในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งแรงผลักดันสำคัญมาจากอี-คลาสโฉมใหม่ เวอร์ชั่นประกอบในประเทศ หรือซีเคดี(CKD) ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างมากจากผู้บริโภคnnปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ยากที่จะเข้าใจเหมือนกัน นอกจากจะสรุปได้ว่าลูกค้าได้อั้นการซื้อมานานช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากเตรียมรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว และสถานการณ์ผันผวนทางการเมืองไทย แม้ในปีที่ผ่านมาจะมีลูกค้าซื้อเมอร์เซเดส- เบนซ์ อี -คลาส โฉมเก่าเป็นอย่างมาก แต่หากพิจารณาดูแล้วจะเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ ที่เมื่อก่อนอาจจะยังไม่สามารถขยับมาใช้เมอร์เซเดส- เบนซ์ หรือรุ่นอี-คลาสได้ เมื่อจังหวะเคลียร์สต็อกรับโฉมใหม่ ด้วยการปรับราคาลงมาแบบสุดๆ และแคมเปญเป็นเจ้าของได้ง่าย จึงทำให้เกิดฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ขึ้นมาnnส่วนเมื่อเปิดโฉมใหม่ของอี-คลาส ยอดขายกลับยังพุ่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะรุ่นประกอบในไทย หรือซีเคดี(CKD) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นั่นมาจากการผ่อนคลายของสภาวะเศรษฐกิจประกอบกับเป็นโฉมใหม่ของเมอร์เซเดส- เบนซ์ รุ่นอี-คลาส จึงทำให้ฐานลูกค้าเดิมที่อั้นการซื้อมานาน แห่มาซื้อรถยนต์หรูตราดาวกันเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงอี-คลาสในรุ่นอื่นๆ ทั้งซี-คลาส และเอส-คลาส ต่างก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นกัน แม้แต่เมอร์เซเดส- เบนซ์ อี -คลาส คูเป้ โฉมใหม่ ยังมียอดจองไปหลายสิบคันแล้ว นับเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมาnnอย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์ประเทศไทยจะหยุดอยู่เพียงนี้ ยังคงเดินหน้าปั้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวธงรุ่นอี-คลาสโฉมใหม่ ซึ่งได้แนะนำสู่ตลาดไทยไปแล้ว 2 โมเดล คือ แบบซาลูน และคูเป้ เพื่อให้ครบสูตรทางเลือกล่าสุดจึงได้ส่งเวอร์ชั่นซีเคดีของ เมอร์เซเดส- เบนซ์ อี -คลาส เครื่องยนต์ดีเซลสู่ตลาดไทย ซึ่งเดิมกำหนดจะทำตลาดประมาณช่วงกลางปี แต่กระทรวงอุตสาหกรรมได้อนุมัติผ่านมาตรฐานไอเสียเสร็จแล้ว จึงทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ประเทศไทยเปิดรับจอง ตั้งแต่ช่วงกลางงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2010 และแนะนำสู่ตลาดอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนพฤศภาคมที่ผ่านมาnnอี-คลาส เปิดประทุนnnโดยเมอร์เซเดส- เบนซ์ อี -คลาส ใหม่ เครื่องยนต์ดีเซล ที่ส่งทำตลาดเป็นรุ่น E250 CDI BluEFFICIENCY ELEGANCE มากับเทคโนโลยี CDI (Common-rail Direct Injection) รุ่นที่ 4 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ของเมอร์เซเดส- เบนซ์ มีอุปกรณ์หัวฉีด Piezo Injection ที่จำหน่ายน้ำมันด้วยแรงดันสูง 2,000 บาร์ และแรงอัดอากาศจากเทอร์โบ 2 ชุด (Compound Turbocharging) ที่มีขนาดต่างกัน โดยเทอร์โบขนาดเล็กทำงานที่รอบต่ำ ส่วนเทอร์โบขนาดใหญ่จะทำงานที่รอบสูง ส่งผลให้เครื่องยนต์ผลิตแรงบิดสูงอย่างต่อเนื่องnnขณะที่ห้องเผาใหม้ออกแบบให้สมบูรณ์มากขึ้น ทำให้อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยต่ำเพียง 16-17 กม./ลิตร และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่อากาศเฉลี่ย 154-159 กรัม/กม. นอกจากนี้เพลาถ่วงสมดุลคู่ (Two Lanchester Balancer Shafte) ยังช่วยให้การสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ลดลง ผู้โดยสารรู้สึกได้ถึงการทำงานที่เงียบ ราบเรียบ และนุ่มนวลขึ้นnnE250 CDI BluEFFICIENCY ELEGANCE วางเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 4 สูบ 16 วาล์ว เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2.2 ลิตร กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 4,200 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด MERCEDES BENZ 500 นิวตัน-เมตร ที่รอบทำงาน 1,600 – 1,800 รอบ/นาที ความเร็วจากจุดหยุดนิ่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 7.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุด MERCEDES BENZ 240 กม./ชม. โดยจำหน่ายในราคา 3.999 ล้านบาทnnนี่จึงเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า แต่ใช่ว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์ประเทศไทยจะหยุดการเสริมเขี้ยวเล็บให้กับรุ่นอี-คลาสเพียงแค่นี้ เพื่อให้ครอบคลุมทุกโมเดลที่ทำตลาดในต่างประเทศ และเป็นการรับมือกับผู้นำเข้าอิสระ หรือเกรย์มาร์เก็ต จึงเตรียมนำเข้าเวอร์ชั่นเปิดประทุนของอี-คลาสใหม่ออกมาอีกระลอก ซึ่งตามแผนจะเปิดตัวในช่วงหลังกลางปีนี้แน่นอนnnE-Class Cabriolet หรือรุ่นเปิดประทุนของอี-คลาส โฉมใหม่ เพิ่งถูกเกรย์มาร์เก็ตนำเข้ามาชิงลูกค้าไปก่อนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยเป็นรุ่น E250 CDI และ E250 CGI เคาะราคาที่ 5.29 ล้านบาท ส่วนเหตุผลที่ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ประเทศไทย ไม่สามารถนำเข้ามาได้รวดเร็วเหมือนเกรย์มาร์เก็ต เป็นปัญหาเดิมๆ เช่นเดียวกับอี-คลาสแบบซาลูน นั่นคือต้องรอปรับเครื่องยนต์ที่จะนำเข้ามาทำตลาดในไทยเสียก่อน เพื่อให้สามารถรองรับน้ำมันไทยที่มาตรฐานไอเสียต่ำกว่าของยุโรปได้ ซึ่งกว่าจะเปิดตัวรุ่นนำเข้า หรือซีบียู(CBU) ก็ผ่านเลยมาถึงปลายปี ขณะที่เกรย์มาร์เก็ตตั้งแต่กลางปีที่แล้วnnเรื่องนี้นับว่าเป็นปัญหาหนักอกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ประเทศไทย เพราะรถยนต์ที่นำเข้ามาไม่ผ่านการปรับเครื่องยนต์ เมื่อใช้ไปสักระยะจะมีปัญหาเครื่องหยุดทำงานดื้อๆ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ป้ายแดงจอดตายอยู่ริมถนนบ่อยๆ ที่สุดก็ต้องเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ประเทศไทยตามแก้ปัญหา เพื่อรักษาภาพพจน์แบรนด์เอาไว้ ไม่เหมือนบีเอ็มดับเบิลยูที่ประกาศนโยบายชัด ไม่รับซ่อมรถที่ขายผ่านเกรย์มาร์เก็ตเด็ดขาดnnสำหรับรุ่นอี-คลาส เวอร์ชั่นเปิดประทุน เป็นสมาชิกรุ่นที่ 4 ของเมอร์เซเดส- เบนซ์ อี -คลาส โฉมใหม่ หลังจากแนะนำรุ่นซาลูน หรือซีดาน คูเป้ และเอสเตท หรือสเตชั่นแวกอนไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยรุ่นเปิดประทุนเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่สหรัฐอเมริกา ในงานดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ 2010 เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการในตลาดโลกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาnnอี-คลาส เปิดประทุน เป็นโมเดลที่จะมาแทนรุ่นซีแอลเค(CLK) โดยใช้เทคโนโลยีเดียวกับ อี-คลาส คูเป้ ที่เปิดตัวในเมืองไทยไปในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา และมียอดจองไปหลายสิบคันแล้ว เพียงแต่เปลี่ยนมาเป็นหลังคาอ่อนผ้าใบสไตล์คลาสสิค ที่สามารถเปิด-ปิดได้อัตโนมัติในเวลาเพียง 20 วินาที ขณะรถกำลังวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 40 กม./ชม.nnทั้งนี้อี-คลาส เปิดประทุน ยังมีระบบ Aircap ที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นตัวเบี่ยงเบนลมด้านบนของกระจกหน้า โดยจะสามารถขยายได้ยาวถึง 6 เซนติเมตร และตัวป้องกันลมโกรกที่อยู่ระหว่างที่นั่งด้านหลัง ระบบดังกล่าวจะช่วยลดการตีไหลย้อนของลม ในขณะที่รถกำลังวิ่งอยู่ได้ และระบบยังสามารถทำงานได้ แม้จะวิ่งด้วยความเร็วสูงถึง 160 กม./ชม.nnเครื่องยนต์ของอี-คลาส เปิดประทุน มีให้เลือกหลากหลายเช่นเดียวกับรุ่นอุ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่มี E220 CDI 170 แรงม้า รุ่น E250 CDI 204 แรงม้า และรุ่น E350 CDI 231 แรงม้า ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ รุ่นE200 CGI 184 แรงม้า รุ่น E250 CGI 204 แรงม้า รุ่น E350 CGI 292 แรงม้า ไปจนถึงรุ่น E500 เครื่องยนต์เบนซิน MERCEDES BENZ 8 สูบ 388 แรงม้า ส่วนเมืองไทยคงทำตลาดเครื่องเบนซิน E250 หรือ E350 CGI ราคาใกล้เคียงกับเกรย์มาร์เก็ตอาจจะต่ำกว่าเล็กน้อยnnสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า "เมอร์เซเดส-เบนซ์" เดินหน้าเสริมเขี้ยวเล็บให้กับอี-คลาสโฉมใหม่อย่างต่อเนื่อง อาจจะมีเหลือก็เพียงรุ่นสเตชั่นแวกอน หรือเอสเตท ซึ่งเกรย์มาร์เก็ตได้นำเข้ามาทำตลาดแล้ว แต่รุ่นนี้กลับยังไม่มีในแผนทำตลาดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ประเทศไทยปีนี้ แต่ไม่แน่หากลูกค้าเรียกร้องมากๆ อาจจะได้เห็นในช่วงโค้งสุดท้ายของปีก็ได้?nn(Source)

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553


20 พฤษภาคม 2553 08:10 น.ข่าวต่างประเทศ - บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอมพานี ประกาศผลประกอบการของไตรมาสที่หนึ่งประจำปี 2553 โดยมีรายรับสุทธิรวม 31,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (1,020,600 ล้านบาท) และรายได้จากการดำเนินธุรกิจรวม 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (38,880 ล้านบาท) ส่วนรายได้สุทธิตามมูลค่ามาตรฐานสำหรับผู้ถือหุ้นทั่วไปคิดเป็น 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (29,160 ล้านบาท) ส่งผลให้มีกำไรปรับลดต่อหุ้น (Diluted EPS) อยู่ที่ 1.66 เหรียญสหรัฐฯ (53.78 บาท) รายรับก่อนการหักดอกเบี้ยและภาษีในไตรมาสแรกของจีเอ็ม (EBIT) คิดเป็นมูลค่า 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (55,080 ล้านบาท) โดยไม่รวมถึงผลกระทบเชิงบวก ที่เกิดจากการขายแบรนด์ซาบบ์ของบริษัทฯnnจีเอ็ม อเมริกาเหนือ มีมูลค่ารายรับก่อนการหักดอกเบี้ยและภาษีในไตรมาสแรกของปี 2553 จำนวน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (38,880 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากความสูญเสียมูลค่า 3,400 ล้านเหรียญ (110,160 ล้านบาท) ในไตรมาสที่สี่ของปี 2552 ที่ผ่านมา ส่วนทางจีเอ็ม ยุโรป มีมูลค่าความสูญเสียก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีเป็นจำนวน 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (16,200 ล้านบาท) ซึ่งเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง 300 ล้านเหรียญ (9,720 ล้านบาท) จากไตรมาสที่สี่ของปีที่แล้ว ในส่วนของจีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล โอเปอเรชั่นส์ ได้บันทึกมูลค่ารายรับก่อนการหักดอกเบี้ยและภาษีจำนวน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (38,880 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (16,200 ล้านบาท) จากไตรมาสที่สี่ของปี 2552nnนายมาร์ติน แอพเฟลนายคริส ลิดเดลล์ รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน กล่าวว่า"ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ เราจะมีการเพิ่มการผลิตเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในทั้งสี่ แบรนด์ของเรา นอกจากนี้เรายังสร้างความเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอในตลาดใหม่ ด้วยการควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ภายใต้เป้าหมาย พร้อมทั้งสร้างกระแสเงินสดให้อยู่ในสภาพคล่องและรักษาบัญชีงบดุลของเราให้มีความเหมาะสม"nnในส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีเอ็มยังคงรักษาความมั่นคงของธุรกิจด้วยแผนกลยุทธ์สร้างความเติบโตในด้านต่างๆ โดยที่ตลาดทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย มีการบันทึกความเติบโตสูงขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2553 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทางด้านนายมาร์ติน แอพเฟล ประธานกรรมการ ประธานกรรมการ จีเอ็ม ประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงความคิดเห็นว่าnn"สำหรับในประเทศไทยเองแล้ว เราได้บันทึกอัตราการเติบโตถึง 42% ในสี่เดือนแรกของปี 2553 นี้ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงมีการเติบโตโดยเฉลี่ยคิดเป็น 40% ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย สามโครงการหลักของเรา ไม่ว่าจะเป็น โรงงานผลิตเครื่องยนต์ดีเซล รถกระบะสายพันธุ์ใหม่ และรถเอนกประสงค์สายพันธุ์ใหม่ ทั้งหมดยังอยู่ในระหว่างการดำเนินงานตามแผนที่ได้วางไว้ พันธะสัญญาของเราที่มีต่อประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง"nn(Source)

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

LEXUS


18 พฤษภาคม 2553 14:38 น.ข่าวต่่างประเทศ - 50 คันเท่านั้นจากยอดการผลิตทั้งหมด 500 คันของซูเปอร์คาร์ LFA โดยทางด้าน เล็กซัส แบรนด์หรูของโตโยต้าเผยความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ด้วยลิมิเต็ด เอดิชันของ LFA ในชื่อ Nürburgring Package ซึ่งแพงกว่ารุ่นปกติอยู่ 70,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 2.24 ล้านบาทnnความแตกต่างระหว่างรุ่นนี้กับรุ่นปกติของ LFA สังเกตได้อย่างชัดเจนกับความดุดันบนตัวถังด้วยสปอยเลอร์ที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์รอบคัน เช่นเดียวกับสปอยเลอร์หลังทรงสูงแบบยึดติดตายตัว ไม่ได้ยกขึ้นตามระดับความเร็วเหมือนกับรุ่นปกติ ตามด้วยล้อแม็กลายใหม่ พร้อมดิสก์เบรกแบบคาร์บอนเซรามิก และสีตัวถังมี 3 แบบ คือ ขาว, ดำ และส้ม ซึ่งสีดำมีทั้งดำเงา และดำด้านแบบ Matte Black ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 20,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 640,000 บาทnnสำหรับเครื่องยนต์รหัส 1LR-GUE แบบวี10 4,800 ซีซีได้รับการอัพเกรดอีกเล็กเพิ่มความเร้าใจด้วยจำนวนม้าในคอกที่เพิ่มขึ้นอีก 10 แรงม้าเป็น562 แรงม้า ส่วนเกียร์แบบกึ่งอัตโนมัติที่มีการเปลี่ยนเกียร์ในแบบซีเควนเชียล ก็จะมีจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่เร็วขึ้นดว่าเดิมอีก 0.05 วินาที โดยอยู่ที่ 0.15 วินาทีnnNürburgring ฝั่งเหนือ หรือ Nordschleife (The North Loop) ถือเป็นสนามที่มีความสำคัญกับผู้ผลิตรถยนต์หลายรายโดยเฉพาะพวกรถสปอร์ตพลังแรงทั้งหมด ที่มักจะนำตัวเลขที่แล่นทดสอบในสนามแห่งนี้มาเป็นมาตรบานอ้างอิงสมรรถนะของตัวเอง โดยสนามแห่งนี้มีระยะทางต่อรอบมากกว่า 20 กิโลเมตร และมีเส้นแบ่งเวลาอยู่ที่ 8 นาทีสำหรับความเป็นรถสปอร์ตพลังแรงหรือว่ารถสปอร์ตธรรมดา และในช่วงเวลาของการพัฒนา เล็กซัสก็นำ LFA ออกไปแล่นทดสอบที่สนามแห่งนี้อยู่เป็นประจำnnสำหรับค่าตัวของ Nürburgring Package อยู่ที่ 450,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 14.4 ล้านบาท และจะมีการผลิตออกมาแค่ 50 คันเท่านั้นnn(Source)

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

AUDI,MERCEDES BENZ,MINI


18 พฤษภาคม 2553 10:42 น.ข่าวต่างประเทศ - กลายเป็นรถยนต์ไซส์เล็กที่แรงเกินตัวสำหรับ ออดี้ A1 เมื่อทางค่าย 4 ห่วงเผยว่า ยอดจองของซับคอมแพ็กต์ระดับหรูรุ่นนี้ทำตัวเลขเกินหลัก 50,000 คัน ซึ่งเป็นยอดการผลิตที่วางเอาไว้สำหรับปีนี้ ทั้งที่เพิ่งเปิดตัว งานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เองnn ออดี้ เอ1'ตอนนี้ตัวเลขยอดจองมีมากเกินจากเป้าการผลิตของเรา ปีนี้แล้ว' ปีเตอร์ ชวาร์เซนเบาเออร์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดของ ออดี้ เอจีกล่าวnnA1 เป็นรถยนต์รุ่นเล็กสุดของออดี้ที่ถูกพัฒนามาจากรถยนต์ต้นแบบซึ่งเปิดตัว งานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2007 โดยตัวรถถูกวางเป้าหมายในการจับกลุ่มลูกค้าวัยหนุ่มสาวโดยเน้นไปที่กลุ่มผู้หญิง และมีการจ้างนักร้องชื่อดังอย่างจัสติน ทิมเบอร์เลคมาเป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์ให้กับบริษัท และทำงานครั้งแรกกับการลงเล่นในซีรีส์สำหรับโปรโมท A1 เลยnnส่วนยอดจองทั้งหมดของตัวรถน่าแปลกใจเหมือนกันที่ 90% ของคนที่ควักเงินจองนั้นเป็นลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยครอบครองรถยนต์ของออดี้มาก่อน ซึ่งประเด็นนี้อาจจะมาจากราคาของ A1 ที่เริ่มต้นไม่แพงเมื่อเปรียบเทียบกับแบรนด์ โดยสตาร์ทที่ 15,800 ยูโรในเยอรมนี หรือ 726,000 บาทเท่านั้นเองnnA1 ถูกพัฒนาบนพื้นตัวถัง PQ25 ของเครือโฟล์คสวาเกนร่วมกับเซียท อิบิซ่า, โฟล์คสวาเกน โปโล ซึ่งในตอนแรกมีข่าวว่า A1 จะเข้ามาทำตลาดแทนที่รุ่น AUDI A2 ที่ออดี้เลิกขายไปในปี 2006 แต่สุดท้ายแล้วไม่เกี่ยวกัน เพราะออดี้เองก็มีแผนปัดฝุ่นนำชื่อ AUDI A2 กลับมาใช้อีกครั้งในปี 2012nnตัวรถเป็นแบบแฮทช์แบ็ก 3 ประตูที่มีความยาว 3.91 เมตร และระยะฐานล้อ 2.46 เมตร มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 แบบคือ เบนซินเทอร์โบไดเร็กต์อินเจ็กชัน หรือ TFSI แบบ 4 สูบ 1,200 ซีซี 87 แรงม้า และ 1,400 ซีซี 122 แรงม้า ปิดท้ายกับเทอร์โบดีเซล 1,600 ซีซี 105 แรงม้าnnสำหรับคู่ปรับของ A1 มีทั้งเมอร์เซเดส- เบนซ์ เอ-คลาส ส่วนบีเอ็มดับเบิลยูก็จะอยู่ในระดับเดียวกับมินิ โดยที่มีอัลฟา Mi.To เป็นคู่ปรับอีกราย โดยทางออดี้ตั้งเป้าการส่งมอบให้กับลูกค้าในปีหน้าเป็นจำนวน 80,000 คัน ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 100,000 คันในปีต่อไป โดยฐานการผลิตของตัวรถอยู่ที่โรงงานในเมืองบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยมn(Source)

HONDA


17 พฤษภาคม 2553 16:54 น.ข่าวต่างประเทศ - รถยนต์รุ่นหลักของฮอนด้าอย่างซีวิคกำลังโดนโรคเลื่อนเล่นงาน เมื่อทางผู้บริหารระดับสูงของอเมริกัน ฮอนด้า มอเตอร์ เผยว่ารุ่นใหม่ หรือโมเดลเชนจ์ของคอมแพ็กต์คาร์รุ่นนี้ จำเป็นจะต้องเลื่อนเปิดตัว และจากสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป ฮอนด้าไม่ดำเนินนโยบายการเปลี่ยนโฉมรถยนต์ตามอายุตลาดเป็นหลักอีกต่อไป ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดและความต้องการจะเป็นตัวตัดสิน ขณะที่ CR-V ใหม่ซึ่งเป็นเอสยูวีที่แชร์พื้นฐานกับซีวิค มาตามนัดเหมือนเดิมnnซีวิค เวอร์ชันทำตลาดในอเมริกาnnเว็บไซต์ Autonews รายงานโดยอ้างคำสัมภาษณ์ของจอห์น เมนเดล รองประธานบริหารของอเมริกัน ฮอนด้า มอเตอร์ ซึ่งกล่าวว่า ในปัจจุบันตลาดมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก และตามปกติฮอนด้าจะมีการเปลี่ยนโฉมรถยนต์ประมาณ 5 ปีตามอายุตลาดnnแต่สำหรับซีวิคใหม่ ซึ่งจะเป็นเจนเนอเรชันที่ 9 นั้น จะมีความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการเปิดตัว เพราะในตอนนี้การพัฒนาได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความเข้มงวดในเรื่องมาตรฐานไอเสียและความประหยัดน้ำมันnnอย่างไรก็ตาม ทางเมนเดลไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับซีวิคใหม่แต่อย่างใด แต่จากการอ่างคำกล่าวของซึเนโอ ทานาอิ COO ของ ฮอนด้า มอเตอร์ในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2009 เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เขาระบุว่า ซีวิคใหม่จะมีขนาดตัวถังใกล้เคียงกับรุ่นเดิม แต่พื้นที่ใช้สอยในห้องโดยสารจะกว้างขวางขึ้นnnสำหรับซีวิครุ่นปัจจุบันเปิดตัวในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน 2005 ซึ่งแม้ว่าจะมีรูปลักษณ์ต่างกัน แต่ก็เป็นความต่างเฉพาะรูปลักษณ์ด้านหน้าและหลังบางจุด รวมถึงรายละเอียดในห้องโดยสารอีกเล็กน้อย แต่โครงสร้างตัวถัง เครื่องยนต์ และช่วงล่างใช้ร่วมกัน แต่เวอร์ชันอเมริกันจะมีตัวถังคูเป้ขายควบคู่กับซีดานด้วย ซึ่งตรงนี้จะต่างจากเวอร์ชันยุโรปที่แยกตัวพัฒนาเป็นเวอร์ชันของตัวเองต่างหาก และมีขายเฉพาะแฮทช์แบ็ก 3 และ 5 ประตู ส่วนรุ่นซีดานมีเฉพาะรุ่นไฮบริดที่มีหน้าตาเหมือนกับเวอร์ชันญี่ปุ่นหรือในบ้านเราnnอย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ไม่ได้ระบุว่าโรคเลื่อนจะเล่นงานซีวิคทั้งเวอร์ชันอเมริกัน และญี่ปุ่น หรือว่าเฉพาะเวอร์ชันอเมริกันเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ถ้าญี่ปุ่นโดนด้วย ผลกระทบก็ส่งตรงถึงบ้านเราอย่างแน่นอน เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ซีวิคที่ขายในบ้านเราอิงอยู่กับรูปลักษณ์เดียวกับญี่ปุ่นมาโดยตลอด ต่างจากแอคคอร์ดที่จะอิงกับโฉมอเมริกันนับจากรุ่น 6 ที่เปิดตัวในปี 1997 เป็นต้นมาnnสำหรับซีวิคถือเป็นรถยนต์รุ่นยอดนิยมของฮอนด้าด้วยยอดขายประมาณ 1 ล้านคันต่อปี และ 1 ใน 3 ของยอดขายอยู่ในตลาดสหรัฐอเมริกา โดยข่าวเกี่ยวกับซีวิคก็คือ ก่อนหน้านี้ทางฮอนด้าประกาศเลิกการผลิตเวอร์ชันตัวแรง หรือ Type R รหัส ABA-FD2 ในญี่ปุ่นช่วงเดือนสิงหาคมนี้nnแม้ซีวิคจะโดนโรคเลื่อนเล่นงาน แต่สำหรับ CR-V จะไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ และทางอเมริกัน ฮอนด้าเผยว่าจะมีอายุตลาด 5 ปี ซึ่ง CR-V รุ่นนี้เปิดตัวในปี 2006 เท่ากับว่าการเปิดตัวจะเผยโฉมในปีหน้า แต่ไม่ระบุว่าก่อนหรือหลังซีวิคnn(Source)

MAZDA


17 พฤษภาคม 2553 12:37 น.ข่าวต่างประเทศ - กลายเป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยความน่าอึดอัดใจ เพราะจริงอยู่ที่ในปีนี้ เซียท แบรนด์รถยนต์สัญชาติสเปนของเครือโฟล์คสวาเกนจะมีอายุครบ 60 ปีในการก่อตั้งบริษัท แต่ทว่าในนี้เอง เซียทต้องดิ้นรนอย่างหนักในฐานะที่เป็นบริษัทรถยนต์ในเครือโฟล์คสวาเกนที่มีผลประกอบการแย่ที่สุด และกำลังถูกพิจารณาถึงสถานะของบริษัทว่าจะอยู่หรือจะไปnnเซียท อัลฮัมบรา 'นี่คือความพยายามครั้งสุดท้ายของเซียทในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ถ้าใครสักคนต้องการกำจัดเซียทออกไปจากเครือ ก็ควรจะมีใครสักคนเช่นกันที่ยื่นมือเข้ามาด้วยการเทคโอเวอร์กิจการของเซียทไปดำเนินการต่อด้วย' James Muir ซีอีโอของเซียทกล่าวnnโฟล์คสวาเกนได้ดึงตัว Muir มาจาก มาสด้า ยุโรปเพื่อสะสางเรื่องยุ่งภายในเซียทตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยมีเป้าหมายว่าจะต้องพาเซียทกลับมามีกำไรให้ได้อีกครั้งภายใน MAZDA 3 ปี พร้อมกับเพิ่มยอดขายต่อปีอีกเท่าตัวให้มาอยู่ในระดับ 800,000 คัน และในตอนนี้เวลาของเขาเหลืออีกแค่ MAZDA 2 ปีแล้ว ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าไม่น่าจะเพียงพอแล้ว แค่การพลิกฟื้นกิจการก็อยู่ในสภาพหืดขึ้นคอ ส่วนเรื่องการดัดยอดขายให้เพิ่มเท่าตัวยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้nnเพราะดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่เป็นใจเท่าที่ควร เนื่องจากในปัจจุบัน ตลาดหลักของเซียทอย่างสเปนได้รับผลกระทบเต็มๆ จากวิกฤตการณ์จากกรีซ ซึ่งย่อมสงผลต่อเนื่องมายังความพยายามของเซียทในการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดตามเส้นตายที่ทางโฟล์คฯ ขีดเอาไว้nnนอกจากนั้น เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา Hans Dieter Poetsch CFO หรือ Chief Financial Officer ของโฟล์คสวาเกน กรุ๊ป กล่าวถึงแผนการใหม่ของบริษัทที่จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการลดต้นทุนเพื่อนำทางให้เซียทก้าวพ้นจากสภาพการขาดทุน หลังจากที่ในปี 2009 เซียทขาดทุนไปทั้งสิ้น 399 ล้านยูโร หรือ 18,000 ล้านบาท แต่แผนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่หลักประกันอะไรที่จะทำให้เซียทสามารถกลับมามีกำไรได้อีกครั้งอย่างรวดเร็วnnโดยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ แบรนด์ดังแห่ง Martello ขาดทุนไปแล้ว 110 ล้านยูโร หรือ 5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าถึง MAZDA 2 เท่าตัวเลยทีเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทอีก MAZDA 2 แห่งในเครืออย่างเบนท์ลีย์ และส่วนของบริษัทผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่มีสภาพขาดทุนเช่นกันnn'เป็นเรื่องที่ยากมากในการพลิกฟื้นกิจการของเซียท ตลาดส่วนใหญ่ที่สร้างยอดขายให้กับเซียทจะอยู่ในแถบยุโรปใต้ ซึ่งในตอนนี้มีปัญหาอย่างมากเกี่ยวกับเศรษฐกิจ และตรงนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตรถยนต์อย่างหนัก' Marc- Rene Tonn นักวิเคราะห์ของ M.M. Warburg ใน Hamburg ประเทศเยอรมนีให้ความเห็นnnครั้งหนึ่งเศรษฐกิจของสเปนเคยรุ่นเรืองและทำท่าว่าจะไปได้ดีในช่วงครึ่งหลังของปี 2009 แต่หลังจากโดนกระหน่ำด้วยปัญหาทางด้านวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2009 ทำให้ดินแดนกระทิงดุประสบปัญหาทันที และในปีที่แล้ว ตลาดรถยนต์สเปนลดลงถึง 21%nnขณะที่รถยนต์รุ่นดังและเป็นความหวังของเซียทอย่างอิบิซ่า และอัลฮัมบรา มียอดขายลดลงถึง 8.5% ด้วยตัวเลขรวมกัน 337,000 คัน ซึ่งตรงนี้ทำให้เซียทถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอที่อาจจะส่งผลให้โฟล์คฯ ไม่สามารถเดินหน้าสู่ความทะเยอทะยานในการขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์หมายเลข 1 ของโลกภายในปี 2018 ตามที่หวังเอาไว้ได้ และมีสิทธิ์สูงมากที่โฟล์คจะต้องพิจารณาแล้วว่าจะ 'เก็บ' หรือจะ 'กำจัด'nn(Source)

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

NISSAN


16 พฤษภาคม 2553 17:08 น.ข่าวต่างประเทศ - บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ประกาศผลประกอบการของปีงบประมาณ 2552 ที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 NISSAN มีนาคม 2553 ที่ผ่านมามีรายรับสุทธิ 7.5173 ล้านล้านเยน (80.92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลง 10.9 เปอร์เซ็นต์ จากปีที่ผ่านมา ด้วยค่าเงินเยนที่แข็งตัว ชดเชยด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์ที่สูงขึ้นผลกำไรจากการดำเนินการ 311.6 พันล้านเยน ( 3.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ) ผลกำไรทั่วไป 207.7 พันล้านเยน (2.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ) และรายได้สุทธิ 42.2 พันล้านเยน ( 460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เปรียบเทียบกับผลการเงินติดลบ 233.7 พันล้านเยนของปีงบประมาณ 2551nnนายคาลอส กอนส์ ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกล่าวว่า "ปีงบประมาณ 2552 เป็นปีที่ท้าทายอย่างมาก ภายใน นิสสัน เราพยายามเป็นอย่างยิ่งในการกอบกู้สถานการณ์โดยปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้ในแผนการ แม้ว่าขณะนี้เราจะยังอยู่ในช่วงวิกฤต นิสสันยังมีผลงานอยู่ในแนวทางที่กำหนดไว้และจะปฏิบัติบนแผนดังกล่าวจนจบโดยไม่ประนีประนอมต่อกลยุทธ์ที่สำคัญของเรา"nnโดยผลการดำเนินงานทั้งปีดีกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ในช่วงการประกาศผลการเงินของไตรมาสที่ 3 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผลงานดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาคือยอดขายที่โตขึ้นในตลาดเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะประเทศจีน และจากการปฏิบัติตามแผนการกอบกู้และฟื้นฟูจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกnnปีงบประมาณ 2552 นิสสันมียอดจำหน่ายรถยนต์จำนวน 3,515,000 คันทั่วโลก เพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ในทวีปอเมริกาเหนือ ยอดจำหน่าย 1,067,000 คัน ลดลง 5.8 เปอร์เซ็นต์ ประเทศสหรัฐอเมริกามียอดจำหน่าย 824,000 คัน ลดลง 3.8 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศญี่ปุ่นมียอดจำหน่าย 630,000 คัน เพิ่มขึ้น 2.9 เปอร์เซ็นต์ ทวีปยุโรปมียอดจำหน่าย 517,000 คัน ลดลง 2.4 เปอร์เซ็นต์ ประเทศจีนยอดจำหน่ายสูงถึง 756,000 คัน เพิ่มขึ้น 38.7 เปอร์เซ็นต์ และยอดจำหน่ายในตลาดอื่น ๆ 545,000 คัน ลดลง 7.8 เปอร์เซ็นต์ ปีงบประมาณ 2552 นิสสันได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ดังนี้ อินฟินิตี้ G37 แบบเปิดประทุน (Convertible) 370Z, NISSAN NV 200 Vanette, Fuga, Roox, PIXO, NISSAN PATROL และ Marchnnนอกจากนี้กอนส์ยังคาดว่าแนวโน้ม ปีงบประมาณ 2553จะยังคงต้องบริหารปฏิบัติงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่แปรปรวนและไม่แน่นอน "ในปีงบประมาณ 2553 นี้จะเป็นปีที่สำคัญอย่างยิ่งเพราะเราจะเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าปราศจากการปล่อยควันพิษที่สามารถเป็นเจ้าของได้สู่ตลาดมวลชน เป็นการเพิ่มจำนวนรถนิสสันในตลาดเศรษฐกิจใหม่ รวมทั้งพัฒนาความร่วมมือระหว่างพันธมิตรเรโนลต์- นิสสัน อีกด้วย"nnสำหรับการคาดการณ์ยอดขายในปีงบประมาณ 2553 จะอยู่ที่ 3.8 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 8.1 เปอร์เซ็นต์ บริษัทจะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 10 รุ่นทั่วโลก รวมถึง นิสสัน ลีฟ (LEAF) รถยนต์ปราศจากมลพิษ เปิดตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และในทวีปยุโรป อินฟินิตี้ QX ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศในตะวันออกกลาง รัสเซีย รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ในตระกูล NISSAN NV และรถเอนกประสงค์แบบเปิดประทุน ในประเทศสหรัฐอเมริกา รถมินิแวน NISSAN QUEST สำหรับทั้งตลาดในสหรัฐอเมริกาและแคนนาดา รถ นิสสัน Juke, Elgrand, minivan และรถยนต์รุ่นเล็กในประเทศญี่ปุ่น และรถยนต์รุ่นที่ 2 ในไลน์ของรถยนต์นิสสันคอมแพค รถยนต์แบบซีดานที่มีราคาสมเหตุสมผลnnนิสสันจะคงดำเนินการตามแผนงานกอบกู้และฟื้นฟูจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 3 ประการคือ การเติบโตของรายได้ การบริหารต้นทุนอย่างรัดกุมและการสร้างสภาพคล่องเงินสดหมุนเวียน โดยบริษัทฯ คาดว่าแผนดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2553 นี้nn(Source)

LOTUS


16 พฤษภาคม 2553 12:41 น.บริษัท พระนครโอโตเซลส์ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ โปรตอน ในประเทศไทย จัดแคมเปญใหม่สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ โปรตอน เอ็กซ์โซร่า ทุกรุ่น ด้วยเงื่อนไขสิทธิพิเศษ ดาวน์เพียง 5 % ผ่อน 84 เดือน ดอกเบี้ย 3.49 % หรือดอกเบี้ย 1.99 % ผ่อน 36 เดือน เริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 สอบถามรายละเอียดและทดลองขับ เอ็กซ์โซร่า ได้ที่โชว์รูมโปรตอนกว่า 40 แห่งทั่วประเทศnเอ็กซ์โซร่า เป็นรถยนต์ MPV 7 ที่นั่ง ที่มาพร้อมความกว้างสบายเหนือระดับ ระบบปรับอากาศสำหรับที่นั่งแถวที่ 2 และ 3 เย็นสบายทุกที่นั่ง พร้อมความสะดวกสบายรอบคัน สุดยอดแห่งความปลอดภัยด้วย Dual Airbags และ ABS พร้อม EBD , BEBD เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกคัน ผสานเทคโนโลยีช่วงล่างจาก Lotus ประเทศอังกฤษ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 719,000 บาทเท่านั้นn(Source)

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

TOYOTA


14 พฤษภาคม 2553 21:25 น.ข่าวในประเทศ – โตโยต้า แจงกรณีย้ายไลน์ผลิต ปิกอัพ "วีโก้" และ พีพีวี "ฟอร์จูนเนอร์" จากโรงงานสำโรง ไปบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เผยเป็นการพัฒนาศักยภาพการผลิต รองรับตลาดในประเทศและส่งออกnnวีโก้จากกรณีสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โตโยต้าเตรียมปิดโรงงานผลิตรถยนต์สำโรง หรือ ไทยออโตเวิร์กส (TAW) (อ่านข่าวย้อนหลังโตโยต้าประกาศปิดโรงงานผลิตรถที่สำโรง เหตุยอดส่งออกตก) ล่าสุด โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย (TMT) ออกแถลงการณ์ด่วน โดย วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส เปิดเผยว่า บริษัทฯ จะทำการย้ายไลน์การผลิตรถอเนกประสงค์จาก บริษัท ไทยออโต้เวิร์ค จำกัด ไปยัง โรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิต ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม ศกนี้ เป็นต้นไปnn"จากการตอบรับอย่างดียิ่งของลูกค้าที่มีต่อรถอเนกประสงค์ ฟอร์จูนเนอร์ และรถกระบะ ไฮลักซ์ TOYOTA วีโก้ แบบ 4 ประตู ทำให้โตโยต้าตัดสินใจย้ายไลน์การผลิตจากโรงงานปัจจุบัน ไปยังโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญสำหรับรถกระบะ และรถอเนกประสงค์ในในโครงการ IMV โดยโรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานใหม่ล่าสุดของเครือข่ายโรงงานโตโยต้าในประเทศไทย เริ่มทำการผลิตครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2550 โดยทำการผลิตเพื่อการส่งออกไปยัง 114 ประเทศ ทั่วโลก การย้ายสายการผลิตในครั้งนี้เป็นการพัฒนาศักยภาพการผลิต เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าทั้งตลาดภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศ โดยจะเริ่มต้นทำการผลิต ณ ไลน์การผลิตแห่งใหม่ ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม ศกนี้ เป็นต้นไป"nnนายวุฒิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโรงงานประกอบรถยนต์ ไทยออโต้เวิร์ค เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท โตโยต้า ออโต้บอดี้ ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จากการย้ายฐานการผลิตในครั้งนี้ จะเป็นการบริหารงานโดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เพียงบริษัทเดียว และจะมีการเพิ่มกำลังการผลิต จาก 1 กะ เป็น 2 กะ อีกด้วย nn(Source)

14 พฤษภาคม 2553 14:45 น.ข่าวในประเทศ - ม็อบแดงพ่นพิษ! "เชลล์" เผยช่วงชุมนุมฉุดธุรกิจน้ำมันร่วง 10% ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่อง และน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ตลาดไตรมาสสองทรงตัว แต่ยังหวังครึ่งปีหลังกลับเติบโตเช่นเดียวกับไตรมาสแรก ทำให้ภาพรวมตลาดน้ำมันเครื่องทั้งปี น่าจะกลับมาพุ่ง 5% หรือมีปริมาณยอดขายกว่า 450 ล้านลิตรnnพิศวรรณ อัชนะพรกุล ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดน้ำมันหล่อลื่น หรือน้ำมันเครื่อง ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้มีการขยายตัวค่อนข้างดี เทียบกับปีที่ผ่านมาเติบโตกว่า 6% และสำหรับเชลล์มีอัตราการขยายตัวมากกว่าตลาด โดยเติบโตถึงกว่า 15% แต่เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ภาพรวมทั้งตลาดกลับมาอยู่ระดับทรงตัวใกล้เคียงกับปีที่แล้วnn"สาเหตุมาจากการชุมนุมของนปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งปกติเดือนเมษายนจะเป็นช่วงของการเดินทางท่องเที่ยว แต่เมื่อมีการชุมนุมของคนเสื้อแดงและเกิดเหตุการณ์ปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาเมืองไทย เห็นได้จากรถตู้หรือรถบัสท่องเที่ยววิ่งน้อยมาก แม้แต่นักท่องเที่ยวคนไทยเองก็ไม่เดินทางเช่นกัน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันหล่อลื่น หรือแม้แต่น้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดงนี้ลดลงกว่า 10%"nnดังนั้นจึงคาดว่าภาพรวมตลาดน้ำมันหล่อลื่นไตรมาสสอง จะทรงตัวระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไปทิศทางจะกลับมาดีขึ้น หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อไปนานอีกหลายเดือน โดยน่ามีอัตราการเติบโตเช่นเดียวกับช่วงไตรมาสแรก ทำให้ภาพรวมตลาดน้ำมันหล่อลื่นปีนี้จะขยายตัวประมาณ 5% หรือมีปริมาณการใช้น้ำมันหล่อลื่น 450 ล้านลิตรnnอย่างไรก็ตามเชลล์ยังคงวางเป้าหมายในการเป็นผู้นำตลาดน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพสูง โดพลิกกลยุทธ์รูปแบบขายใหม่ พร้อมแต่งตั้ง "ดีเคเอสเอช" เป็นผู้แทนจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นอย่างเป็นทางการของเชลล์ ในการกระจายสินค้าของเชลล์ไปยังอู่ซ่อมรถ และร้านจำหน่ายอะไหล่และน้ำมัน ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีช่องทางการจำหน่ายสู่บริโภคได้มากกว่า 20,000 แห่งในปีนี้ จากเดิมที่มีอยู่กว่า 10,000 แห่ง และเชื่อว่าจะทำให้เชลล์มีอัตราการเติบโตกว่า 15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ทำได้ประมาณ 100 ล้านลิตรnn(Source)

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

MITSUBISHI,NISSAN,TOYOTA


13 พฤษภาคม 2553 20:20 น.ก้าวแรกของโครงการอีโคคาร์ จากการเปิดตัว " นิสสัน มาร์ช" นับว่าได้รับการตอบรับอย่างมาก ถึงแม้จะใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จยังไม่ได้ เพราะยังคงต้องดูกันยาวๆ แต่ที่ประสบความสำเร็จแน่นอนคงเป็นตัวโครงการอีโคคาร์ ที่ภาครัฐสามารถผลักดันจนทำให้เกิดการลงทุนและผลิตอีโคคาร์ได้สำเร็จตามนโยบาย ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ยานยนต์ หรือแผนแม่บทยานยนต์ของไทยฉบับปัจจุบันnnอย่างไรก็ตามกรอบระยะเวลาของแผนแม่บทดังกล่าว กำลังจะหมดลงในสิ้นปี และขณะนี้คณะทำงานแผนยุทธศาสตร์ยานยนต์ กำลังจะจัดทำแผนแม่บทฉบับใหม่มาทดแทน จึงน่าสนใจว่าทิศทางและนโยบายอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากนี้ไปจะเป็นอย่างไร? ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง สัมภาษณ์ "สรยุทธ เพ็ชรตระกูล" ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรมnnการจัดทำแผนแม่บทยานยนต์ฉบับใหม่nnแผนแม่บทยานยนต์ปัจจุบันมีช่วงระยะเวลา 5 ปี และกำลังจะสิ้นสุดในปี 2553 นี้พอดี ซึ่งเมื่อหมดระยะเวลาเราก็จะทำแผนแต่ละรอบออกมาใหม่ โดยปกติอุตสาหกรรมรถยนต์เราจะมองเทรนด์ จากนี้ไปประมาณ 10 ปีข้างหน้า เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ยานยนต์ของไทย สำหรับวางแผนนโยบายและทิศทางการดำเนินงานต่างๆ ให้สอดคล้องnnทิศทางและกรอบการทำแผนแม่บทnnจะเห็นว่า 2 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกเกิดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และปัญหาทางการเงิน ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมายอดขายรถยนต์ลดลงมาก ขณะเดียวกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หันมาซื้อรถยนต์ขนาดเล็กมากขึ้น และต้องการรถที่ประหยัดน้ำมัน มีความปลอดภัยสูง และที่สำคัญต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยnnเทรนด์อุตสาหกรรมรถยนต์กับแผนฉบับใหม่nnแน่นอนแผนแม่บทยานยนต์ฉบับใหม่ คงต้องชัดเจนและสานต่อแผนที่ทำไว้เดิม ขณะเดียวกันก็ต้องรองรับเทคโนโลยีในอนาคตที่กำลังมา โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า(Electric Vehicle : EV) นอกจากนี้ก็ต้องปรับฐานของบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะซัพพลายเออร์ หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทย ให้มีความพร้อมในการปรับเข้าหาเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงรับมือกับการเปิดเสรีทางการค้าต่างๆ เนื่องจากต่อไปนี้การผลิตจะไม่ได้อยู่แห่งเดียวอีกต่อไป ตลาดไหนที่มีศัยภาพเขาก็จะไปผลิตรถที่นั่น ฉะนั้นซัพพลายเออร์ไทยจะต้องปรับตัวให้มีความพร้อม ที่จะซัพพอร์ตชิ้นส่วนให้กับฐานการผลิตได้ทั่วโลกnnรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นหัวใจต่อไปnnเทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานมันมาเร็วมาก เดิมแต่ละค่ายก็เกรงว่ามันจะเร็วไป กลัวว่าตลาดจะไม่ยอมรับ แต่ปรากฏว่าเทรนด์มันมาเร็วขึ้น อย่างในไทยเมื่อประมาณปี 2551 ได้ไปพบกับโตโยต้าให้นำรุ่นคัมรี่ไฮบริดมาประกอบในไทย และเมื่อเปิดตัวกระแสเรื่องพลังงานทดแทนมาแรงพอดี จนทำให้ โตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยอย่างมาก แต่ไฮบริดปัจจุบันก็ยังใช้น้ำมันจากฟอสซิลควบคู่อยู่ จึงยังไม่พ้นปัญหาพลังงานซะทีเดียว ซึ่งแน่นอนเราก็ต้องมองเทคโนโลยีต่อไปจะเป็นอย่างไร และรถพลังงานไฟฟ้าเป็นอีกสิ่งที่กำลังจะมา ก็ต้องพยายามเตรียมพร้อมรองรับ โดยในแผนแม่บทยานยนต์ฉบับใหม่ต้องเตรียมพร้อมไว้nnได้คุยกับบริษัทรถอย่างไรnnเรื่องรถยนต์พลังงานไฟฟ้า คาดว่าภายใน 4-5 ปี จะเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวชัดเจน ตอนนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้เริ่มคุยกับบริษัทรถ โดยเฉพาะค่ายที่เริ่มผลิตเพื่อทำตลาดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนิสสัน, ฮอนด้า, มิซูบิชิ และบีวายดี(BYD) ที่เป็นรถยนต์จากประเทศจีน เราได้ชักชวนเขามาลงทุนผลิตในไทย เนื่องจากไทยเปิดรับทุกเทคโนโลยีและทุกแบรนด์ และที่สำคัญไทยมีความพร้อมในการซัพพลายอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเราถือว่าเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และเขาก็ตอบรับยินดีจะพิจารณาประเทศไทยแน่นอนnnในญี่ปุ่นรถไฟฟ้าได้เริ่มทยอยทำตลาดแล้ว ดังจะเห็นได้จาก มิตซูบิชิ ไอ-มีฟ (i-MiEV) ที่ทำมาได้ 3-4 เดือน และกำลังจะส่งออกไปในอเมริกา แต่ติดผู้ที่ซัพพลายแบตเตอรี่ของเขาทำไม่ทัน ตอนนี้เลยเริ่มเปิดตัวเฉพาะหน่วยงานที่เป็นของรัฐบาล อย่างบริษัทไปรษณีย์ หรือให้หน่วยงานราชการใช้ก่อน และอย่าง นิสสัน ลีฟ (LEAF) ที่จะเริ่มทำตลาดในปีนี้ แต่มาแรงจริงๆ เห็นจะเป็นรถยนต์บีวายดี (BYD) จากประเทศจีนnnบีวายดีน่าจะมาแรงสุดnnบีวายดีเป็นกลุ่มธุรกิจที่โตมากับการสร้างแบตเตอรี่ หลังจากนั้นก็ทำพาร์ทเกี่ยวกับแบตเตอรี่มือถือทั้งหมด ซึ่งมือถือในโลกเข้าใจว่า 40% เป็นการผลิตแบตเตอรี่จากบีวายดี ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าของบีวายดีใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบเหลว ไม่ใช่แบบลิเทียมเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าของญี่ปุ่น ซึ่งชาร์จแล้ววิ่งได้ไกลกว่า แต่ต้นทุนแบตเตอรี่ถูกกว่า ปัจจุบันบีวายดีมียอดการผลิตรถประมาณ 5 แสนคันต่อปี และปัจจุบันไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค ที่มีออเดอร์กว่า 7.5 แสนคัน แต่บีวายดีผลิตได้เพียงกว่า 5แสนคันต่อปีเท่านั้นnnจุดแข็งของบีวายดีคืออะไรnnสิ่งแรกอยู่ที่การมีเทคโนโลยีของตัวเอง อย่างที่สองมีเงินลงทุนไม่จำกัด ซึ่งเขาเล่าให้ฟังว่าการทำแบตเตอรี่มือถือยากกว่าทำแบตเตอรี่รถยนต์ สมมุติถ้าเอาโทรศัพท์มา 1 เครื่อง จะมีชิ้นส่วนประมาณ 20 กว่าชิ้น แต่รถยนต์จะมีชิ้นส่วนน้อยกว่า แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง เขาเลยมั่นใจว่ารถยนต์ไฟฟ้าทำได้ไม่ยาก และตอนนี้ตลาดโอเวอร์ซัพพลาย นั้นคือเหตุผลให้เขามั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค และล่าสุดบีวายดีกำลังจะบุกตลาดอเมริกาด้วย ทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นศักยภาพ จึงไปชักชวนเขามาตั้งฐานการผลิตในไทย และบีวายดีก็มีทีท่าตอบรับที่ดีเช่นกันnnการเตรียมความพร้อมรับแผนแม่บทฉบับใหม่nnอาจจะตั้งเป็นหน่วยงานในขึ้นมา เพื่อไปพูดคุยกับบริษัทที่กำหนดมาตรฐานต่างๆ เพื่อจะได้รู้ก่อนว่าเขากำหนดแบบไหน และทำอย่างไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน อย่างไฟฟ้าที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ จะทำยังไงให้ตัวชาร์จไฟสามารถใช้ร่วมกันได้ และจากนั้นก็มาเตรียมทีมทำงานในไทย รวมถึงเตรียมพร้อมทั้งในภาคอุตสาหกรรม หรือที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ที่คุมผังเมือง ปั๊มน้ำมัน หรือต่อไปจะตั้งสถานีอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะต้องคุยกันอย่างน้อย 2-3 ปีnnสิทธิประโยชน์ในการลงทุนผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าnnนอกจากเรื่องของภาษีสรรพสามิตที่ต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยจัดเก็บในอัตราภาษี 10% เรื่องนี้คงต้องดูภาพรวม เหมือนตอนที่ให้สิทธิประโยชน์กับโครงการอีโคคาร์ เพราะถือเป็นโครงการที่จะต้องมีการลงทุนสูงทีเดียว แต่ก็ต้องดูด้วยว่าบริษัทรถเขาต้องการอะไรบ้าง?nnส่วนของรถยนต์พลังงานทางเลือกnnรัฐได้ดำเนินการผลักดันจนประสบความสำเร็จเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นแก๊สโซฮอล์ อี10, อี20 และอี85 แต่ต้องเข้าใจว่านี่เป็นทางเลือกอีกอย่าง เพราะความเป็นจริงในแง่ของการลดค่าใช้จ่ายผู้ใช้รถ น่าจะลดลงไม่มากหรือใกล้เคียงน้ำมันจากฟอสซิล ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่เป็นการช่วยเหลือภาคสินค้าการเกษตร และไทยสามารถผลิตเองได้nnสิ่งสำคัญต่อนโยบายต่างๆnnต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มองภาพรวมเป็นกลุ่ม ผลักดันโครงการอะไรขึ้นมาจะไม่ส่งผลกระทบต่อกัน อย่างเรื่องนโยบายรถยนต์ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี85 หากไม่ดูภาพรวมอุตสาหกรรมรถทั้งระบบ การลดภาษีเพียงจะผลักดันให้เกิดการใช้น้ำมันอี85 อาจจะส่งผลกระทบต่ออีโคคาร์ ที่มีการลงทุนเป็นจำนวนมาก และเพิ่งเริ่มเกิดมาไม่นานได้nnความผันผวนทางการเมืองผลกระทบส่งผลหรือไม่nnอุตสาหกรรมยานยนต์มีความแข็งแกร่ง และแผนแม่บทยานยนต์วางทิศทางไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ที่สำคัญผู้ผลิตมีศักยภาพสูง ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือรัฐบาลไหนเข้ามาบริหาร บริษัทรถยนต์เขายังขับเคลื่อนต่อไปได้ จนทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย กลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกnn(Source)

HONDA


13 พฤษภาคม 2553 18:23 น.ข่าวในประเทศ – แม้จะไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนหลัก "ฟุตบอลโลก 2010" ที่แอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการ แต่ฮอนด้าใช้วิธีสนับสนุนอ้อม ออกแคมเปญ"เกาะติดอังกฤษ สู้ศึกลูกหนังโลก ลุ้นโชคทุกรอบ กับฮอนด้าสกู๊ปปี้ ไอ" ร่วมเชียร์ทีมชาติสิงโตคำราม พร้อมลุ้นรับรางวัลมูลค่ากว่า 7 ล้านบาทnnจิอากิ คาโต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า บริษัททุ่มงบกว่า 50 ล้านบาท นำลิขสิทธิ์ทีมชาติอังกฤษ สร้างสรรค์กิจกรรมแนวเฉพาะสุดพิเศษ ให้ชาวไทยได้ร่วมเกาะติดเกมส์การแข่งขันในศึกลูกหนังโลกปี 2010 นี้ ได้อย่างสนุก ด้วยแคมเปญ "เกาะติดอังกฤษ สู้ศึกลูกหนังโลก ลุ้นโชคทุกรอบ กับฮอนด้าสกู๊ปปี้ ไอ"nnโดยผู้สนใจเพียงทายว่า ทีมชาติอังกฤษจะสู้ศึกการแข่งขันระดับโลกที่แอฟริกาใต้ในปีนี้ได้ถึงรอบไหน (รอบ 32/16/8/4 ทีมสุดท้าย รอบรอง,รอบชิง) ทายถูกลุ้นรับรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ ลายสิงห์โตคำราม Limited Edition เพียง 100 คัน ทายพลาดมีสิทธิ์ลุ้นรับ เสื้อโปโลทีมชาติอังกฤษ 1,000 ตัว รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 7 ล้านบาทnn"การแข่งขันกีฬาฟุตบอล เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากกลุ่มคนทุกวัย ไม่เพียงแต่เฉพาะในเมืองไทย แต่เป็นกระแสความนิยมที่เกิดขึ้นไปทั่วทุกมุมโลก ซึ่งที่ผ่านมาฮอนด้าได้ใช้กระแสฟุตบอลมาช่วยกระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง"nnสำหรับการร่วมสนุกในครั้งนี้ ผู้ที่สนใจขอรับคูปองทายผลได้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ หรือตัดจากใบปลิว โฆษณาหนังสือพิมพ์ และ นิตยสารต่างๆ โดยสามารถส่งชิ้นส่วนทายผลได้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ และร้านพลัสฟรีดอม คาเฟ่ สยามแสควร์ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 11 กรกฎาคม 2553 และจับรางวัลพร้อมกันวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 ที่บริษัท เอ.พี ฮอนด้า จำกัด ประกาศผลทางหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2553 และทางเว็บไซต์ www.aphonda.co.thnn(Source)

13 พฤษภาคม 2553 14:46 น.ข่าวในประเทศ – เชลล์ รุกตลาดมันหล่อลื่น ประกาศแต่งตั้ง"ดีเคเอสเอช" เป็นผู้แทนจำหน่ายเข้าร้านอะไหล่และอู่ซ่อม ตั้งเป้า 20,000 แห่ง หวังดันยอดขายรวมทั้งปีโตต่อเนื่องnnพิศวรรณ อัชนะพรกุล ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยในปีนี้มีการเติบโตที่ดีขึ้นส่งผลให้ตลาดน้ำมันเครื่องมีการขยายตัวไปในทิศทาง ที่ดีกว่าในปี 2552 โดยในไตรมาสที่1 ของปีนี้ตลาดโดยรวมมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ในขณะที่เชลล์มีการขยายตัวอยู่ที่ 10% ซึ่งมากกว่าตลาด และเป้าหมายที่วางไว้ บริษัทคาดว่าปริมาณการใช้น้ำมันหล่อลื่นของประเทศไทยในปี 2553 น่าจะอยู่ที่ 450 ล้านลิตรnnนอกจากนี้เชลล์ยังได้วางเป้าหมายที่จะตอบสนองความต้องการของคู่ค้า และลูกค้าให้สะดวก รวดเร็วและง่ายขึ้น โดยการปรับกลยุทธ์การจัดจำหน่ายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มช่องทางการขาย อีก 2 รูปแบบ คือ แบบที่ 1 การให้บริการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของเชลล์ผ่านอินเตอร์เน็ต Touchless Processing สำหรับลูกค้าที่มีการสั่งซื้อโดยตรงจากเชลล์ ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมการขายแบบครบวงจรได้อย่างรวดเร็ว เช่น การสั่งสินค้า, เช็คจำนวนสินค้า, การตรวจสอบยอดสั่งซื้อ, การยืนยันวันเวลาในการส่งสินค้าอัตโนมัติ เป็นต้น ปัจจุบันมีจำนวนยอดสั่งซื้อผ่าน Touchless Processing แล้วกว่า 75 % จากยอดการสั่งซื้อทั้งหมดnnแบบที่ 2 คือการขายผ่านผู้แทนจำหน่าย โดยล่าสุด เชลล์ได้ร่วมมือกับ "ดีเคเอสเอช (DKSH)" ซึ่งเป็นมืออาชีพด้านการขยายตลาดเข้ามาเป็น "ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ" เพื่อให้การกระจายสินค้าของเชลล์ไปยังร้านจำหน่ายอะไหล่และน้ำมันเครื่อง และอู่ซ่อมรถเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนร้านค้าและอู่ซ่อมรถที่วางขายน้ำมันหล่อลื่นเชลล์ให้ได้ถึง 20,000 แห่งเพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะหาซื้อน้ำมันหล่อลื่นเชลล์ได้ง่ายขึ้นnn"การปรับกลยุทธ์ด้านการให้บริการการขายของธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นเชลล์ในปีนี้จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายด้านยอดขาย และการขยายตลาดน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพสูงได้ หากตลาดน้ำมันหล่อลื่นโตขึ้น 4% เชลล์หวังที่จะเติบโตมากกว่าตลาดอย่างแน่นอน" นางพิศวรรณ กล่าวnnนายสมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการร่วมมือกับเชลล์ในครั้งนี้ว่าเปรียบเสมือนการรวมความแข็งแกร่งระหว่างบริษัทชั้นนำของประเทศ โดยดีเคเอสเอชมีจุดแข็งในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ได้อย่างกว้างขวางระบบคลังสินค้าที่ทันสมัยช่วยให้พันธมิตรของเราสามารถสร้างยอดขายในตลาดใหม่ และขยายยอดขายในตลาดที่มีอยู่เดิมได้อย่างก้าวกระโดด ขณะที่เชลล์เป็นผู้นำด้านน้ำมันหล่อลื่นระดับโลกและได้รับความเชื่อถือด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ ดีเคเอสเอช จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างความเติบโตให้กับน้ำมันหล่อลื่นเชลล์ได้อย่างแน่นอน โดยในปีนี้วางเป้าหมาย การเติบโตร่วมกันไว้ที่ 15%nn"ดีเคเอสเอชมีภารกิจหลักในการให้บริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นจึงได้มีการนำเครื่องพีดีเอมาเชื่อมต่อกับระบบบริหารสินค้าคงคลัง และฐานข้อมูลลูกค้า ทำให้ทีมงานขายมีข้อมูลที่ช่วยในการขายครบถ้วน ทั้งยังช่วยให้ร้านค้าเพิ่มยอดขายได้ นอกจากนี้เราจะมีการนำระบบ GPS มาพัฒนาทำแผนเดินทางประจำวัน เพื่อให้พนักงานขายสามารถเดินทางไปยังร้านค้าต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว" นายสมบุญ กล่าวnn(Source)

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

MERCEDES BENZ


12 พฤษภาคม 2553 18:58 น.ข่าวในประเทศ – เมอร์เซเดส- เบนซ์ เสริมไลน์อี-คลาส รุ่น E MERCEDES BENZ 250 CDI ชูเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ ให้ทั้งแรงและประหยัดน้ำมันระดับ 17 กม./ลิตร สนนราคา 3.99 ล้านบาทnnศาสตราจารย์ ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส- เบนซ์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หลัง E-Class โฉมใหม่ ประสบความสำเร็จด้วยการเปิดตัวเครื่องยนต์เบนซินในรุ่น E MERCEDES BENZ 200 CGI BlueEFFICIENCY ELEGANCE, E MERCEDES BENZ 250 CGI BlueEFFICIENCY AVANTGARDE และ E MERCEDES BENZ 300 AVANTGARDE ล่าสุด บริษัทฯ ส่ง E MERCEDES BENZ 250 CDI BlueEFFICIENCY เครื่องยนต์ดีเซลเพื่อเพิ่มความหลากหลายและเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค คาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีnnสำหรับ E MERCEDES BENZ 250 CDI BlueEFFICIENCY ELEGANCE มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ให้สมรรถนะเครื่องยนต์อันทรงพลัง ให้แรงบิดสูงในรอบต่ำและสนองอัตราเร่งได้อย่างรวดเร็วทันใจ โดยมีแรงบิดเพิ่มขึ้นถึง 25% จากเครื่อง V6 รุ่นเดิมนอกจากนี้เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ยังช่วยประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 23% จากรุ่นเดิมอีกด้วย โดยมีอัตราการสิ้นเปลืองเพียง 5.3 ลิตร/100 กม. เท่านั้น ระบบการทำงานของเครื่องยนต์มีความเงียบมากขึ้นกว่าเดิม และยังช่วยลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงความสะดวกสบายในทุกการขับขี่ ที่สำคัญคือยังคงระบบความปลอดภัยสูงสุดตามแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ไว้nnE MERCEDES BENZ 250 CDI BlueEFFICIENCY ELEGANCE โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี CDI (Common-rail Direct Injection) รุ่นที่ 4 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดของเมอร์เซเดส- เบนซ์ มีอุปกรณ์หัวฉีด piezo injectors ที่จ่ายน้ำมันได้อย่างแม่นยำด้วยแรงดันสูงถึง 2,000 บาร์ และแรงอัดอากาศจากเทอร์โบ 2 ชุด (compound turbocharging) ที่มีขนาดต่างกัน โดยเทอร์โบขนาดเล็กจะทำงานที่รอบต่ำ ส่วนเทอร์โบขนาดใหญ่จะทำงานที่รอบสูง ซึ่งส่งผลให้เครื่องยนต์ผลิตแรงบิดสูงอย่างต่อเนื่อง และด้วยการออกแบบห้องเผาไหม้สมบูรณ์แบบ ทำให้อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยต่ำเพียง 16 – 17 กม./ลิตร ทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่อากาศโดยเฉลี่ย 154 – 159 กรัม/กม. นอกจากนี้ เพลาถ่วงสมดุลคู่ (two Lanchester balancer shafts) ยังช่วยให้การสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ลดลง ซึ่งผู้โดยสารสามารถรู้สึกได้ถึงการทำงานที่เงียบ ราบเรียบและนุ่มนวลกว่าที่เคยnnE MERCEDES BENZ 250 CDI BlueEFFICIENCY ELEGANCE มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 4 สูบ 16 วาล์ว เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2.2 ลิตร ผลิตกำลังสูงสุดถึง 204 แรงม้า ที่ 4,200 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด500 นิวตันเมตร ที่รอบการทำงานของเครื่องยนต์ต่ำเพียง 1,600 – 1,800 รอบ/นาที ทะยานจากจุดหยุดนิ่ง 0 – 100 กม./ชม. ด้วยเวลาเพียง 7.8 วินาที และทำความเร็วได้สูงสุดถึง MERCEDES BENZ 240 กม./ชม.nnโดยเมอร์เซเดส- เบนซ์ ตั้งราคาE MERCEDES BENZ 250 CDI BlueEFFICIENCY ELEGANCE ไว้ 3,999,000 บาทnn(Source)

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

MITSUBISHI LANCER,MITSUBISHI


11 พฤษภาคม 2553 15:37 น. มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จับมือ 5 บริษัทลิสซิ่งชั้นนำ เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์มิตซูบิชิได้ง่ายขึ้น พร้อมเดินหน้าฉลองรางวัล "รถยอดเยี่ยม" ด้วยการมอบข้อเสนอพิเศษดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 0.99 % เผยยอดขายไตรมาสแรกโต เกือบ 100%nnนายโคจิ นากาฮาร่า กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดเปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการให้บริการสินเชื่อรถยนต์ กับ 5 บริษัทลีสซิ่งชั้นนำ ได้แก่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด บริษัท ทิสโก้ลีสซิ่ง จำกัด ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) โดย ทั้ง 5 สถาบันการเงินยินดีจะมอบข้อเสนอพิเศษ อาทิ ดอกเบี้ยต่ำ แก่ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ ทั้งนี้การร่วมมือกันดังกล่าวนอกจากจะเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ที่สนใจแล้วยังมีส่วนช่วยยกระดับการขายพร้อมช่วยขยายฐานลูกค้าของมิตซูบิชิให้กว้างขึ้นอีกด้วยnnตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประกอบกับการเข้าร่วมงานมอเตอร์โชว์ และการจัดกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นโชว์รถในห้างสรรพสินค้า การเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมทดสอบรถในสภาพการใช้งานจริง รวมไปถึงการจัดกิจกรรมให้กับลูกค้าปัจจุบันในรูปแบบต่างๆ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และส่งผลให้ยอดขายในช่วง 3 เดือนแรกของมิตซูบิชิอยู่ที่ 7,628 คัน เติบโตขึ้น 97.77 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาnพร้อมกันนี้เพื่อเป็นการฉลองการคว้ารางวัล "รถยอดเยี่ยมแห่งปี" ซึ่งในปีนี้ 4 ยนตรกรรมจาก มิตซูบิชิ ทั้ง มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มิตซูบิชิ สเปซ แวกอน และไทรทัน สามารถคว้ามาได้ถึง 5 รางวัล ด้วยเหตุนี้บริษัทฯ จึงได้ขยายเวลาการจัดแคมเปญการขายดังกล่าวออกไปอีก 1 เดือน โดยเงื่อนไขพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์มิตซูบิชิตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ถึง วันที่ 31 พฤษภาคม นี้ nn(Source)

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

HONDA,TOYOTA


11 พฤษภาคม 2553 07:41 น.ข่าวต่างประเทศ -หลังหันไปทุ่มเทการพัฒนารถยนต์ไฮบริดทั้งแบบธรรมดาและแบบปลั๊กอิน หรือ PHEV อยู่พักใหญ่จนแทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวในตลาดรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell Vehicle ซึ่งใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงตอนนี้ โตโยต้าประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่าจะกลับมาสู่ตลาดประเภทนี้อีกครั้งโดยจะมีการผลิตยานยนต์ที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงออกสู่ตลาดเพื่อขายในเชิงพาณิชย์ภายในปี 2015 และตั้งราคาเอาไว้ที่ 50,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 1.7 ล้านบาทnnโยชิฮิโกะ มาซึดะ กรรมการผู้จัดการของ โตโยต้า มอเตอร์ กล่าวเปิดเผยในระหว่างการประชุม National Hydrogen Association ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ตอนนี้โตโยต้ากำลังสนใจผลิตรถยนต์ที่ใช้ไฮโดรจนเป็นเชื้อเพลิงออกขายในตลาดแบบเชิงพาณิชย์ โดยรถยนต์ไฮโดรเจนรุ่นแรกของโตโยต้าจะเป็นตัวถังแบบซีดาน ซึ่งจะมีระยะทางการแล่นต่อการเติมเชื้อเพลิง 1 ถังใกล้เคียงกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน และจะผลิตออกมาในปี 2015nnเรื่องของราคานั้น ทางมาซึดะกล่าวว่า ปัจจุบันนี้ ต้นทุนการผลิตรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงมีราคาสูงถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 34 ล้านบาทเลยทีเดียว แต่สำหรับโตโยต้าจะพยายามลดต้นทุนการใช้วัตถุดิบลง โดยเฉพาะการลดปริมาณการใช้แพล็ตตินั่มในการผลิตแผงเซลล์เชื้อเพลิง และฟิล์มเคลือบถังเก็บไฮโดรเจนnnปัจจุบันรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงของโตโยต้าที่พัฒนาขึ้นมามีการใช้แพล็ตตินัมจำนวน 30 กรัม และทางโตโยต้าจะพยายามลดจำนวนให้น้อยกว่านี้ เช่นเดียวกับจีเอ็ม หรือเจนเนอรัล มอเตอร์ส ซึ่งเผยว่ากำลังพยายามลดจำนวนการใช้แพล็ตตินัมอีก 2/3 จากที่ใช้ในปัจจุบัน อีกทั้งการผลิตในเชิง Economies of scale ก็จะมีส่วนช่วยลดต้นทุนของตัวรถให้ลดลง ซึ่งโตโยต้าตั้งเป้าว่าเมื่อถึงปี 2015 ราคาของรถยนต์ไฮโดรเจนน่าจะลดลงมาอยู่ที่ 50,000 เหรียญสหรัฐฯ ได้nnโตโยต้าและฮอนด้ากลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ 2 รายแรกที่ผลิตรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงออกมาใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2002 โดยให้บริการแบบเช่าใช้กับหน่วยงานราชการและบริษัทเอกชนในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น แต่กลายเป็นว่ารถยนต์รุ่น FCHV ของโตโยต้ากลับไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรออกมาเลย เมื่อเปรียบเทียบ FCX ของ ฮอนด้า ซึ่งมีการผลิตรุ่น FCX Clarity ออกมาในปี 2008 และมีบริการเช่าใช้กับบุคคลทั่วไปในสหรัฐอเมริกาด้วยnnรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารูปแบบหนึ่ง โดยหลักการทำงานของระบบในการสร้างกระแสไฟฟ้า คือ การใช้ไฮโดรเจนในถัง และออกซิเจนในอากาศทำปฏิกิริยากันในแผงเซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell Stack เพื่อก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะถูกส่งเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่ ก่อนส่งให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับการขับเคลื่อน ขณะที่สิ่งที่ออกมาจากปลายท่อไอเสียคือ น้ำ หรือ H2O ซึ่งเป็นอีกผลผลิตจากการทำปฏิกิริยาของไฮโดรเจนและออกซิเจนn(Source)