วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

FORD FIESTA,FORD


30 เมษายน 2554 07:54 น. ข่าวต่างประเทศ- ฟอร์ด แจงผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2554 มีรายได้เพิ่มขึ้น 466 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับสามเดือนแรกของปีก่อน โดยมาจากการใช้แผนกลยุทธ์ One Ford จึงสามารถทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและเติบโตได้ตามเป้าnnอลัน มูลัลลี เชื่อมั่นแผนกลยุทธ์ One Ford ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสแรกของปีพ.ศ. 2554 โดยระบุว่าบริษัทมีรายได้สุทธิ 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.78 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 466 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.39 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา และหากนับเฉพาะภาคธุรกิจรถยนต์ มีผลกำไรก่อนหักภาษีรวมมูลค่า 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6.28 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 936 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท) และมียอดค้าส่งโดยรวมอยู่ที่ 1.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 150,000 คันnnอลัน มูลัลลี ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟอร์ด กล่าวว่า "ผลจากการทำงานของพวกเราอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมสำหรับไตรมาสนี้ ด้วยการเติบโตและพัฒนาการที่แข็งแกร่ง เรายังคงเดินหน้าทำงานตามแผนกลยุทธ์ One Ford อย่างต่อเนื่องในทุกประเทศทั่วโลก เพื่อมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ฟอร์ดที่ดีเยี่ยม และมอบการเติบโตอย่างมีกำไรให้แก่ทุกฝ่าย ไม่ว่าสภาวะทางเศรษฐกิจจะมีความผันผวนเพียงใดก็ตาม"nn ฟอร์ด เฟียสต้า หนึ่งในโมเดลที่ดันยอดพุ่งสูงขึ้นไตรมาสแรกสำหรับแผนกลยุทธ์ One Ford ประกอบด้วย การปรับโครงสร้างบริษัทอย่างจริงจังเพื่อผลกำไรทางธุรกิจ, เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า, สนับสนุนทางการเงินเพื่อปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้ และทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดยังคงเดินหน้าต่อไปตลอดทั้งปี 2554 nn"เราคาดหวังว่ายอดขายต่อปีจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นผลมาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกที่เติบโตขึ้น แต่อีกส่วนหนึ่งเพราะเรามีผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง และพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน" มูลัลลี กล่าวสรุปnnขณะเดียวกัน ผลประกอบการในประเทศไทยของ ฟอร์ด มีรายงานรวมอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและแอฟริกา ซึ่งมีกำไรก่อนหักภาษีที่ 33 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 988 ล้านบาท) เทียบกับกำไรก่อนหักภาษีของปีก่อนที่ 23 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 688 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ300 ล้านบาท)nn (Source)

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554


28 เมษายน 2554 11:39 น. ข่าวในประเทศ-หลังจากประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้นำเข้าและจำหน่ายฟิล์มกรองแสงยี่ห้อแม็กซ์ม่า (Maxxma) ล่าสุด บริษัท วงศ์บราเดอร์ อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดตัวสินค้าใหม่ สติกเกอร์ป้องกันสีรถ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และเป็นสินค้าที่ใกล้เคียงกับฟิล์มกรองแสง เพราะใช้ทักษะในการติดตั้งคล้ายกันnnMaxxma Carbon Guard เป็นสติกเกอร์ป้องกันรอยขีดข่วนที่อาจจะเกิดขึ้นกับสีรถยนต์ เนื่องจากวัสดุทำจากผ้า ปิดทับด้วยชั้นโพลียูรีเทนพิมพ์ลายคาร์บอนเคฟล่า ที่สามารถใช้ได้ทั้งภายใน-ภายนอก ไม่ว่าจะติดบนฝากระโปรงรถเพื่อป้องกันเศษหินกะเทาะ ติดบนหลังคาเพื่อช่วยลดเสียงจากภายนอก เช่นเสียงฝนที่ตกลงมากระทบบนหลังคารถยนต์ ส่วนภายในจะช่วยป้องกันรอยขูดขีดที่อาจจะเกิดขึ้นภายในรถ เช่น บริเวณคอนโซลรถยนต์ หรือจะนำมาตกแต่งภายในเพื่อเพิ่มความหรูหราให้แก่วัสดุแบบเดิมๆ nnสำหรับคุณสมบัติของ สติกเกอร์รถคาร์บอนการ์ด คือกันน้ำ ทนทาน ไม่เป็นรอยขูดขีดง่าย, ยืดหยุ่นได้ดี มีผิวสัมผัสนุ่มคล้ายหนัง, ทำจากวัสดุที่ไม่ติดไฟและไม่มีสารพิษ, ติดตั้งง่าย มีหน้ากว้างของสติกเกอร์ถึง 1.35 เมตร จึงสามารถติดได้กับรถเกือบทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ nnเนื่องจากเนื้อสติกเกอร์ Maxxma Carbon Guard ทำจากวัสดุที่มีส่วนผสมของผ้า ตัวสติกเกอร์จึงไม่ยืดหรือหดเวลาที่โดนความร้อนจากเครื่องเป่าลมร้อน แต่ไม่สามารถใช้ติดตรงบริเวณที่มีความโค้งลักษณะทรงกลมได้ เช่นกระจกมองข้างหรือมุมของกันชน Maxxma Carbon Guard เหมาะสำหรับติดที่กระโปรงหน้ารถ ,หลังคารถ และชิ้นส่วนที่ไม่โค้งมนเกินไปnnนอกจากติดเพื่อความสวยงามแล้ว จากคุณสมบัติของวัสดุที่คล้ายหนังจึงทำให้ Maxxma Carbon Guard สามารถดูดซับแรงกระแทกจากเศษหินๆ บนถนน ช่วยป้องกันไม่ให้ฝากระโปรงหน้าเป็นรอยจากคุณสมบัติเดียวกันนี้ การติด Maxxma Carbon Guard บนหลังคา จึงสามารถดูดซับเสียงภายนอกรถ โดยเฉพาะเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคา ช่วยให้ห้องโดยสารเงียบยิ่งขึ้นnnชัยรัตน์ ชูประภาวรรณสนนราคาฝากระโปรงรถประมาณ 5,000- 7,000 บาท บนหลังคาประมาณ 6,000 -8,000 บาท คอนโซล 4,000-5,000 บาท ทั้งนี้ราคาขึ้นอยู่กับรถแต่ละรุ่น (ราคาจะอยู่ที่ตารางเมตรละ 3,500 บาท รวมค่าติดตั้งด้วยแล้ว) มีให้เลือก 9 สี เริ่มจากดำด้าน ,ดำ,เทาดำ,น้ำตาล,ฟ้า,แดง, ชมพู,เงิน และทอง nnการติดตั้งโดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง สำหรับฝากระโปรงหน้า หรือหลังคารถ สำหรับการติดตั้งภายในและชิ้นส่วนบางชิ้นที่สามารถถอดออกได้ อาจจะต้องมีการถอดชิ้นส่วนนั้นก่อนการทำติดตั้งเพื่อเพิ่มความปราณีตในการติดตั้ง ฉะนั้นเวลาจึงอาจแปรผันตามความยากหรือง่ายของแต่ละชิ้นงาน รวมถึงเวลาในการถอดและประกอบชิ้นงานด้วยnnด้านแผนการรุกตลาดช่วงแรก ชัยรัตน์ ชูประภาวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วงศ์บราเดอร์ อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่าจะทำตลาดร่วมกับตัวแทนจำหน่าย โดยให้ตัวแทนจำหน่ายแนะนำ Maxxma Carbon Guard ควบคู่ไปกับฟิล์มกรองแสง "Maxxma " เพราะเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกัน ที่สำคัญบริษัทมีฐานลูกค้าเก่าที่ติดฟิล์มกรองแสงมากกว่า 10,000 ราย ที่จะสามารถส่งข้อมูลข่าวสารให้แก่กลุ่มลูกค้าเก่า และขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ ควบคู่กับการออกงานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ โดยตั้งงบการตลาดรวมโฆษณาประชาสัมพันธ์ไว้กว่า 10 % ของยอดขาย nnอย่างไรก็ตาม ผู้บริหารมั่นใจว่าสติกเกอร์ป้องกันสีรถจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เนื่องจากสภาพการแข่งขันของสินค้าประเภทนี้ไม่รุนแรงมากนัก ผู้ทำตลาดก็มีน้อยราย อีกทั้งผู้จำหน่ายส่วนใหญ่จะให้น้ำหนักการทำตลาดไปที่ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์มากกว่าสินค้าชนิดอื่น ที่สำคัญยังเป็นตลาดที่มีมูลค่าไม่มากผู้จำหน่ายรายอื่นยังไม่สนใจขยายตลาด บริษัทจึงต้อการขยายฐานลูกค้าในส่วนนี้เพิ่มขึ้นnnสำหรับผลประกอบการในปีที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายประมาณ 40 ล้านบาท แบ่งเป็นฟิล์มอาคาร 20 % ที่เหลือ 80 % เป็นยอดขายที่มาจากฟิล์มติดรถยนต์ ส่วนผลิตภัณฑ์ใหม่สติกเกอร์ป้องกันสีรถยนต์ตั้งเป้าไว้ 10 % ของยอดขายฟิล์มรถยนต์ ส่วนปีนี้คาดยอดขายจะเติบโตขึ้นอีกประมาณ 20 %nn (Source)

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

FIAT


28 เมษายน 2554 07:57 น. เฟอร์รารี่ FF ข่าวต่างประเทศ-เฟอร์รารี่ แบรนด์ซูเปอร์คาร์ชั้นนำของโลกในเครือ เฟียต ประกาศเป้าหมายใหม่ ตั้งเป้าขยับยอดขายต่อปีให้ขึ้นมาอยู่ในระดับ 8,000 คันให้ได้ภายใน 8 ปี โดยเชื่อว่าตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย และละตินอเมริกาจะมีส่วนช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้nnเฟอร์รารี่ 458Italiaลูก้า ดิ มอนเตเซโมโล ประธานของเฟอร์รารี่ เปิดเผยข่าวนี้ผ่านทางนิตยสารรถยนต์ Auto Motor Und Sport ของเยอรมนี โดยยืนยันว่า ตลาดเกิดใหม่เหล่านี้มีศักยภาพอย่างมาก และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น จำนวนกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายของเฟอร์รารี่เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลต่อเนื่องมาจากยังธุรกิจรถยนต์ระดับหรู และรถสปอร์ตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้nnในปัจจุบัน ยอดขายรถสปอร์ตต่อปีของเฟอร์รารี่อยู่ในระดับ 6,800-7,000 คันต่อปีขึ้น โดยสภาวะความผันผวนในด้านยอดขายขึ้นอยู่กับตลาดใหญ่ๆ อย่างในญี่ปุ่น ซึ่งเฟอร์รารี่มียอดขายที่นี่ระดับ 400 คันต่อปี ใกล้เคียงกับในจีนที่มียอดขาย FIAT 500 คันต่อปี แต่ทว่าในปี 2010 ที่ผ่านมา ยอดหล่นวูบมาอยู่ที่ 300 คันnnเฟอร์รารี่ California"จีนจะกลายมาเป็นตลาดที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 3 ของเฟอร์รารี่ได้ในเร็วๆนี้" มอนเตเซโมโล่ กล่าว ซึ่งในปัจจุบันตลาดใหญ่สุด 2 อันดับแรก คือ อเมริกาและเยอรมนี โดยอันดับที่ 3 เป็นการชิงกันระหว่างจีนกับญี่ปุ่น แต่ทางมอนเตเซโมโลมั่นใจว่าจีนน่าจะมียอดขายแซงหน้าญี่ปุ่นในปีนี้อย่างแน่นอนnnขณะเดียวกันการตั้งเป้าเพิ่มยอดขายในระดับนี้ ย่อมจะมาพร้อมกับการเพิ่มทางเลือกในตลาดด้วย ซึ่งในปัจจุบันเฟอร์รารี่มีรถสปอร์ตที่เป็นโมเดลหลักเพียง 4 รุ่น คือ 458Italia, 559GTB Fiorano, California และ FF ที่จะมาแทน 612 Schaglietti แต่ทางเฟอร์รารี่ไม่ได้เปิดเผยอะไรเกี่ยวกับนิวโมเดลหรือทางเลือกใหม่แต่อย่างใดnn (Source)

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

MAZDA 3,HONDA,MAZDA,MITSUBISHI,NISSAN,SUZUKI,TOYOTA


27 เมษายน 2554 08:27 น. พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ! จากตัวเลขการผลิตและขายในประเทศ ที่ทำสถิติสูงสุดเป็นว่าเล่นในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ แต่พอเปิดฉากไตรมาส 2 กลับกลายเป็นฝันราย! อุตสาหกรรมรถไทย เมื่อเจอหางเลขเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น เพราะค่ายรถประเมินผลกระทบล่าสุด ตัวเลขการผลิตรถยนต์ในไทยไปจนถึงมิถุนายนลดลงเฉลี่ย 50% หรือประมาณ 1.5 แสนคัน เงินสะพัดในตลาดหายไปกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท เหตุผู้ผลิตชิ้นส่วนรถในญี่ปุ่นไม่สามารถผลิตป้อนให้ได้ตามต้องการ ยักษ์ใหญ่ "โตโยต้า" แถลงโรงงาน 3 แห่ง ต้องหยุดผลิตทุกวันจันทร์และศุกร์ และที่เหลือผลิตเพียงแค่ 50% ของปริมาณการผลิตปกติ ขณะที่ "ฮอนด้า" ประกาศงดรับจองอีโคคาร์ " ฮอนด้า บริโอ้" ที่เพิ่งเปิดตัว เช่นเดียวกับ "มาสด้า3" โฉมใหม่ ที่จะเริ่มส่งมอบได้ช่วงครึ่งปีหลัง แม้แต่ "นิสสัน" ที่ได้รับผลกระทบ 20% ปัจจุบันก็ไม่มีรถตัวธง " นิสสัน มาร์ช" ในสต็อกโชว์รูมดีลเลอร์เลย ส่วนค่ายรถอื่นๆ มีสภาพไม่แตกต่างกัน รวมถึงบรรดารถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะรถตู้ยอดฮิต " โตโยต้า คอมมิวเตอร์" ที่งานนี้ลูกค้านั่งรอกันจนรากงอกเลยnnยังไม่ทันปลาบปลื้มดีใจ กับยอดขายรถยนต์ในไทย ช่วงไตรมาสแรก(ม.ค.-มี.ค.)ของปีนี้ ที่ทำได้มากถึงร่วม 2.4 แสนคัน ซึ่งนับเป็นตัวเลขพุ่งแบบติดเทอร์โบ โดยเฉพาะเดือนมีนาคมยอดขายทะยานแรงเกือบ 1 แสนคัน เช่นเดียวกับภาพรวมของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไทยไตรมาสแรก ที่มีปริมาณการผลิต 4.68 แสนคัน และเดือนมีนาคมมากถึงกว่า 1.72 แสนคัน ที่ล้วนเป็นสถิติสูงสุดใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย แต่หลังการเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวเพียงไม่กี่วัน กระทรวงอุตสาหกรรมและบริษัทรถยนต์ ต่างได้มีการแถลงผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นชัดเจนเป็นครั้งแรก ปรากฏว่าส่งผลทำให้การผลิตรถในไทยหายไปเฉลี่ยประมาณ 50% nn"เหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น ทำให้โรงงานประกอบรถยนต์และชิ้นส่วนของญี่ปุ่นเสียหายมาก จนทำให้ไม่สามารถผลิตได้เต็มกำลัง โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนของญี่ปุ่นที่ผลิตได้เพียง 50% ทำให้ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนไปประกอบรถทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิตรถของญี่ปุ่นได้ตามต้องการ และจากการประชุมร่วมกับบริษัทรถยนต์ ต่างแจ้งว่าจะทำให้การผลิตรถในไทยลดลงเฉลี่ย 50% เช่นกัน"nnเป็นการเปิดเผยของ "วิฑูรย์ สิมะโชคดี" ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ภายหลังจากประชุมร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย อาทิ โตโยต้า, ฮอนด้า, อีซุซู, นิสสัน, ซูซูกิ, จีเอ็ม, มิตซูบิชิ และคาวาซากิ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังประเมินว่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้นในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และคาดว่าหลังจากนั้นจะเริ่มกลับมาฟื้นการผลิตได้มากขึ้น nnขณะที่ "วัลลภ เตียสิริ" ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า แม้การผลิตรถในไทยจะใช้ชิ้นส่วนประมาณ 70-80% แต่ยังมีบางชิ้นส่วนที่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะชิ้นส่วนประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นหัวใจสำคัญของการผลิตรถ ดังนั้นเมื่อผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ประเทศญี่ปุ่น ไม่สามารถผลิตสินค้าป้อนให้แก่ค่ายรถยนต์ทั่วโลกได้ตามต้องการ ย่อมทำให้การผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นในโรงงานต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยไม่สามารถผลิตได้เต็มที่เช่นกัน nn"จากตัวเลขที่บริษัทรถในไทยแจ้งมา จะทำให้ยอดการผลิตลดลง 50% ซึ่งหมายความว่าตัวเลขการผลิตจะหายไปประมาณ 1.5 แสนคัน ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ หรือจะเกิดการสูญเสียรายได้ไปประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท แต่นั่นเป็นผลกระทบถึงเพียงแค่เดือนมิถุนายน เพราะหากหลังจากนั้นสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ตัวเลขการผลิตย่อมลดลงมากกว่านั้น" nnเช่นเดียวกับ "ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร" ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุผลกระทบกับตัวเลขการผลิต และตลาดรถยนต์ในไทยได้ แต่เบื้องต้นจากปลายเดือนเมษายนถึงช่วงเดือนมิถุนายน จะทำให้ตัวเลขการผลิตรถยนต์ในไทยลดลงเฉลี่ยประมาณ 50% จากกำลังการผลิตเฉลี่ยเดือนละ 1.5 แสนคัน(สำหรับรองรับในประเทศและส่งออก) หากหลังจากนั้นสถานการณ์คลี่คลาย ผู้ผลิตชิ้นส่วนในญี่ปุ่นกลับมาผลิตได้เต็มที่ โรงงานผลิตรถยนต์ในไทยก็จะสามารถเร่งการผลิตได้ และทำให้ไม่หลุดเป้าหมายการผลิต 1.8 ล้านคัน หรือตลาดในประเทศขาย 9.5 แสนคัน จากที่เคยประเมินไว้เมื่อต้นปีมากนักnnทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ค่ายรถยนต์ได้แจ้งต่อกระทรวงอุตสาหกรรม ถึงผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิที่มีต่อการผลิตรถในไทย โดยโตโยต้าต้องลดกำลังการผลิตลง 50% เช่นเดียวกับฮอนด้า, อีซูซุ, ฮีโน่ และคาวาซากิ ขณะที่นิสสันลดลงประมาณ 20% ส่วนมิตซูบิชิ, ซูซูกิ และจีเอ็ม ลดกำลังการผลิตลงแต่ไม่ได้มากนัก และบริษัทรถยังคาดว่าจะส่งมอบรถบางรุ่นได้ช้าออกไปอาจจะให้ลูกค้ารับรถ 5-6 เดือนก็เป็นได้nnสำหรับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แถลงเป็นเอกสารต่อสื่อมวลชนว่า ได้พิจารณาปรับลดปริมาณการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณชิ้นส่วนที่มีจำนวนจำกัด จากผลกระทบเหตุการณ์สึนามิ ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2554 nโดยบริษัทฯ ได้ปรับลดปริมาณการผลิตในโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสำโรง โรงงานเกตเวย์ และโรงงานบ้านโพธิ์ โดยงดทำการผลิตรถยนต์ในวันจันทร์ และวันศุกร์ ส่วนการผลิตระหว่างวันอังคาร ถึงวันพฤหัสบดี จะเป็นการผลิตในสัดส่วน 50% ของปริมาณการผลิตปกติต่อวัน ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ไม่มีการผลิต บริษัทฯจะจัดกิจกรรมและการจัดการอบรมต่างๆ ให้แก่พนักงานเพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิต อันเป็นการเตรียมความพร้อมเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่งnnอย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ต้องขออภัยสำหรับความไม่สะดวก ที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าในครั้งนี้ สำหรับแผนการผลิตหลังวันที่ 4 มิถุนายน 2554 ทางบริษัทฯจะประเมินสถานการณ์และพิจารณาผลกระทบ และพร้อมประกาศให้ทราบอีกครั้งหนึ่งnnเช่นเดียวกับ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด โดย "อาซึชิ ฟูจิโมโตะ" ประธานบริษัท เปิดเผยว่า การประเมินผลกระทบล่าสุด จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น ต่อการจัดส่งชิ้นส่วนรถยนต์จากญี่ปุ่นมายังประเทศไทย ทำให้บริษัทฯ จำเป็นต้องหยุดรับจอง ฮอนด้า บริโอ้ รถยนต์อีโคคาร์ที่เพิ่งแนะนำสู่ตลาดเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมาชั่วคราวnn"สถานการณ์การจัดส่งชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นในขณะนี้ยังคงไม่แน่นอน ทำให้ชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการผลิต ฮอนด้า บริโอ้ มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า บริษัทฯ จึงมีความจำเป็นต้องหยุดรับจอง ฮอนด้า บริโอ้ เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเราจะติดต่อลูกค้าที่ได้จอง ฮอนด้า บริโอ้ ไปก่อนหน้านี้ ผ่านทางผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงสถานการณ์และกำหนดการรับรถเป็นระยะๆ และบริษัทฯ จะเปิดรับจอง ฮอนด้า บริโอ้อีกครั้ง ทันทีที่การผลิตและจัดส่งชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น กลับมาอยู่ในระดับปกติ และเราเสียใจที่ทำให้เกิดความไม่สะดวกต่อลูกค้า"nnส่วนค่ายนิสสันแม้จะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับโตโยต้าและ ฮอนด้า แต่จากการสอบถามตัวแทนจำหน่ายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบว่า ขณะนี้ต่างไม่มีรถยนต์ นิสสัน มาร์ช ในโชว์รูมไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้เป็นอย่างต่ำ ทำให้ระหว่างนี้ไม่สามารถส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าได้เช่นเดียวกัน nnด้านบริษัท มาสด้า เซลส์(ประเทศไทย) จำกัด ที่เพิ่งเปิดตัวเก๋งคอมแพ็กต์รุ่นใหม่ "มาสด้า3" เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีปัญหาการผลิตจากการไม่มีชิ้นส่วนส่งมอบจากญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน ทำให้ไม่สามารถผลิตรถยนต์รุ่นนี้ได้ และต้องแจ้งการส่งมอบรถให้กับลูกค้าเป็นครึ่งปีหลังเป็นต้นไป nnผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น ไม่เพียงจะส่งผลต่อการผลิตรถยนต์ในไทยลดลงเฉลี่ย 50% แล้ว รถนำเข้าสำเร็จรูปจากประเทศญี่ปุ่น เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้าอิสระ หรือเกรย์มาร์เกต หรือแม้แต่บริษัทตัวแทนจำหน่าย อย่างเช่นแบรนด์ "เลกซัส" หรือ "ซูบารุ" ขณะที่รถตู้ยอดนิยม " โตโยต้า คอมมิวเตอร์" ก็งดรับจองรุ่นนี้เช่นกัน nnเรียกว่า... อุตสาหกรรมรถยนต์ และตลาดรถในไทย เข้าสู่ช่วงไตรมาส 2 พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว! ทีนี้คงต้องมาลุ้นกันต่อไป จะสามารถกลับมาพลิกฟื้นได้เร็วแค่ไหน? หากไม่จบภายในเดือนมิถุนายน งานนี้เป็นเรื่องใหญ่แน่?! nn (Source)

HONDA,NISSAN,TOYOTA


26 เมษายน 2554 14:35 น. โตโยต้า วีออส ยังคงร้อนแรงกลุ่มซับคอมแพกต์ข่าวในประเทศ-ยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งสามเดือนแรกของปี 2554 แทบทุกค่ายยังคงเติบโตสวนกระแสราคาน้ำมันที่ยังไม่มีสัญญาณลดลง โดยปิดยอดรวมทั้งสิ้น 106,169 คัน เติบโต 60% โดยยี่ห้อรถยนต์นั่งยอดนิยมจากยอดขายสามอันดับแรก คือ โตโยต้า ฮอนด้า และนิสสันnnบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งยอดจำหน่ายรถยนต์ในเดือนมีนาคม ปี 2554 รวมทั้งสิ้น 92,978 คัน แยกประเภทเป็นรถยนต์นั่ง จำนวน 41,659 คัน นับรวมไตรมาสแรกรถยนต์นั่งอยู่ที่ 106,169 คัน เทียบในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน มีอัตราการเติบโตสูงถึง 60%nnขณะที่ยี่ห้อรถยนต์นั่งยอดนิยมจากยอดขายสามอันดับแรก คือ โตโยต้า ฮอนด้า และ นิสสัน ด้วยตัวเลข 17,221 คัน 9,531 คัน และ 6,844 คัน ตามลำดับ ส่วนหากเจาะกลุ่มและประเภทรถยนต์นั่ง รุ่นไหนขายดีอย่างไร ดูได้จากตารางประกอบnnnn (Source)

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

VOLVO


26 เมษายน 2554 08:06 น. ข่าวต่างประเทศ-กลายเป็นเรื่องฮือฮากันอีกครั้งสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์สวีเดน เมื่อมีข่าวลือว่าทางรัฐบาลของประเทศได้เข้าเจรจากับทางวอลโว่เพื่อร้องขอให้ทางแบรนด์ดังแห่งนี้ เข้าเทกโอเวอร์กิจการของซาบมาจาก Spyker โดยจะหนุนหลังในเรื่องของแหล่งเงินทุนกู้ยืม ขณะที่ทางวอลโว่ได้ออกมาปฏิเสธข่าวนี้แล้วnnข่าวลือระหว่างสองแบรนด์ดัง ซาบและวอลโว่ต้นตอของข่าวนี้มาจากการนำเสนอโดย De Telegraaf ซึ่งอ้างแหล่งข่าวภายในที่ไม่อาจบอกชื่อได้ของ วอลโว่ คาร์ เกี่ยวกับการที่รัฐบาลของสวีเดนพยายามเชิญชวนให้วอลโว่สนใจการเข้าซื้อกิจการของซาบ เพื่อผนึกกำลังกันในการร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ของสวีเดนnnนอกจากนั้นยังมีการระบุอีกว่า ทางภาครัฐจะให้การสนับสนุนในเรื่องของแหล่งเงินกู้ โดยจะออกหน้าในการกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการลงทุนของยุโรป หรือ European Investment Bank ในการเทกโอเวอร์กิจการครั้งนี้ รวมถึงการใช้เงินสำหรับดำเนินการบริษัทในช่วงแรกnnขณะเดียวกัน Per-Ake Froberg โฆษกของทางวอลโว่ก็ออกมาปฏิเสธถึงเรื่องนี้แล้ว "ไม่มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และเราไม่รับทราบถึงเรื่องนี้เลย"nnวิกเตอร์ มุลเลอร์ ยังคงนิ่งและไม่ให้ความเห็นใดๆ ทั้งสิ้นปัจจุบันทางวอลโว่ถูกทางจีลีย์ ผู้ผลิตรถยนต์จีนเทกโอเวอร์กิจการจากฟอร์ดมาในเดือนเมษายน 2010 และเสร็จสิ้นการโอนย้ายสินทรัพย์เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่วนทางด้านซาบโดนเทกโอเวอร์จากจีเอ็มในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน โดยอยู่ภายใต้การดูแลของสปายเกอร์ ผู้ผลิตรถสปอร์ตของฮอลแลนด์ โดยมีการวิเคราะห์ว่าข่าวลือชิ้นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่วิกเตอร์ มุลเลอร์ ซีอีโอของซาบ ต้องประสบปัญหาอย่างมากทางด้านสภาพคล่องทางการเงิน เพราะสปายเกอร์ไม่มีเงินสดเพียงพอในการบริหารงานและดำเนินการได้ ถึงขนาดมีข่าวลือว่าทางมุลเลอร์เดินสายเจรจากับทางผู้ผลิตรถยนต์จีนหลายรายเพื่อขายหุ้นของซาบnnอย่างไรก็ตาม ทางด้านซาบยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เกี่ยวกับข่าวดังกล่าวnn (Source)

25 เมษายน 2554 15:34 น. ข่าวต่างประเทศ-ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปแล้วสำหรับข่าวลือเรื่องของการซื้อหุ้นของอีซูซุโดยโฟล์คสวาเกน ซึ่งทางผู้ผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของญี่ปุ่นประกาศ ไม่สนใจที่จะขายหุ้นให้กับโฟล์คฯ และข้อตกลงที่ทำร่วมกันก็มีแค่การสนับสนุนเครื่องยนต์ของรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เท่านั้นnnคลิกที่นี่อ่านข่าวเก่า ยังลือไม่เลิก"โฟล์ค"เตรียมซื้อหุ้น"อีซูซุ"nnอีซูซุเพียงแค่ส่งเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ในการผลิตรถเพื่อการพาณิชย์ หนังสือพิมพ์ธุรกิจ Nikkei เปิดเผยว่า ในตอนนี้อีซูซุและโฟล์คฯ ได้เข้าเจรจาร่วมกัน แต่เป็นเรื่องของการเซ็นสัญญาสนับสนุนเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลขนาด 7 ลิตรให้กับโฟล์คฯ ในการผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ เช่นเดียวกับการส่งเครื่องยนต์ 3 ลิตรให้กับรถตู้และปิกอัพขนาดเล็กnnตามข้อตกลงนี้อีซูซุจะได้รับการสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีจากโฟล์คฯ ไม่ว่าจะเป็นระบบความปลอดภัยเกี่ยวกับตัวถัง และระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ในรถยนต์เป็นการแลกเปลี่ยน โดยข่าวยืนยันว่าอีซูซุจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในการผลิตกับปิกอัพรุ่นใหม่ของตัวเองที่กำลังจะเปิดตัวnnการเซ็นสัญญาความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยทำให้โฟล์คฯ สามารถลดต้นทุนในการผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของตัวเองให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด โดยเฉพาะการรุกเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญnnอย่างไรก็ตาม รายงานชิ้นนี้ยังระบุถึงการร่วมมืออย่างเต็มตัวของทั้งคู่ ซึ่งทาง Nikkei อ้างแหล่งข่าวภายในว่า มีแนวโน้มที่ทั้งอีซูซุกับโฟล์คฯ จะขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นในด้านต่างๆ เกี่ยวกับการสนับสนุนเทคโนโลยีทางด้านรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ เพราะว่าโฟล์คฯ วางเป้าหมายในการล้มผู้นำตลาดกลุ่มนี้อย่างเดมเลอร์ เอจีnnส่วนเรื่องที่ว่าจะก้าวหน้าถึงขั้นมีการขายหุ้นตามที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้หรือไม่นั้น ยังไม่มีการสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้nn (Source)

HONDA


25 เมษายน 2554 16:46 น. ข่าวในประเทศ - ค่าย "ฮอนด้า" ออกแถลงการณ์ หยุดรับจอง "บริโอ้" ชั่วคราว หลังเหตุแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น อันส่งผลกระทบต่อการผลิตและจัดส่งชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นnnอาซึชิ ฟูจิโมโตะ ประธาน บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากที่บริษัทได้ประเมินผลกระทบล่าสุดของเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นต่อการจัดส่งชิ้นส่วนรถยนต์ จากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย ทำให้บริษัทฯ จำเป็นต้องหยุดรับจอง ฮอนด้า บริโอ้ ชั่วคราวnnโดยสืบเนื่องจากการที่บริษัทฯ ได้ทำการเปิดตัว ฮอนด้า บริโอ้ เป็นครั้งแรกของโลกในประเทศไทย ไปตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีและมียอดจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สถานการณ์การจัดส่งชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นในขณะนี้ยังคงไม่แน่นอน ทำให้ชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการผลิต ฮอนด้า บริโอ้ มีไม่เพียงต่อความต้องการของลูกค้า บริษัทฯ จึงมีความจำเป็นต้องหยุดรับจอง ฮอนด้า บริโอ้ เป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปnn"เราจะติดต่อลูกค้าที่ได้จอง ฮอนด้า บริโอ้ ไปก่อนหน้านี้ผ่านทางผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงสถานการณ์และกำหนดการรับรถเป็นระยะๆ"nnบริษัทฯ จะเปิดรับจอง ฮอนด้า บริโอ้ อีกครั้งทันทีที่การผลิตและจัดส่งชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นกลับมาอยู่ในระดับปกติ เราเสียใจที่ทำให้เกิดความไม่สะดวกต่อลูกค้าnn (Source)

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

TOYOTA


22 เมษายน 2554 13:49 น. ข่าวในประเทศ - "โตโยต้า" ออกจดหมายชี้แจงอย่างเป็นทางการ ถึงการลดกำลังการผลิตในไทย ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ถึง 4 มิถุนายนนี้ รับลูกค้าอาจต้องรอการส่งมอบรถนานขึ้นnnโรงงานบ้านโพธิ์รายงานจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงและสึนามิในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดข้อจำกัดในการส่งชิ้นส่วนเพื่อทำการประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ดังนั้น บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จึงได้พิจารณาปรับลดปริมาณการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณชิ้นส่วนที่มีจำนวนจำกัด ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2554nnบริษัทฯ ได้ปรับลดปริมาณการผลิตในโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสำโรง โรงงานเกตเวย์ และโรงงานบ้านโพธิ์ โดยงดทำการผลิตรถยนต์ในวันจันทร์ และวันศุกร์ ส่วนการผลิตระหว่างวันอังคาร ถึงวันพฤหัสบดี จะเป็นการผลิตในสัดส่วน 50% ของปริมาณการผลิตปกติต่อวัน ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ไม่มีการผลิต บริษัทฯจะจัดกิจกรรมและการจัดการอบรมต่าง ๆ ให้กับพนักงานเพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิต อันเป็นการเตรียมความพร้อมเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่งnnอย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ต้องขออภัยสำหรับความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าในครั้งนี้ สำหรับแผนการผลิตหลังวันที่ 4 มิถุนายน 2554 ทางบริษัทฯจะประเมินสถานการณ์และพิจารณาผลกระทบ และพร้อมประกาศให้ทราบอีกครั้งหนึ่งnn (Source)

TOYOTA


22 เมษายน 2554 13:49 น. ข่าวในประเทศ - "โตโยต้า" ออกจดหมายชี้แจงอย่างเป็นทางการ ถึงการลดกำลังการผลิตในไทย ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ถึง 4 มิถุนายนนี้ รับลูกค้าอาจต้องรอการส่งมอบรถนานขึ้นnnโรงงานบ้านโพธิ์รายงานจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงและสึนามิในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดข้อจำกัดในการส่งชิ้นส่วนเพื่อทำการประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ดังนั้น บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จึงได้พิจารณาปรับลดปริมาณการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณชิ้นส่วนที่มีจำนวนจำกัด ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2554nnบริษัทฯ ได้ปรับลดปริมาณการผลิตในโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสำโรง โรงงานเกตเวย์ และโรงงานบ้านโพธิ์ โดยงดทำการผลิตรถยนต์ในวันจันทร์ และวันศุกร์ ส่วนการผลิตระหว่างวันอังคาร ถึงวันพฤหัสบดี จะเป็นการผลิตในสัดส่วน 50% ของปริมาณการผลิตปกติต่อวัน ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ไม่มีการผลิต บริษัทฯจะจัดกิจกรรมและการจัดการอบรมต่าง ๆ ให้กับพนักงานเพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิต อันเป็นการเตรียมความพร้อมเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่งnnอย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ต้องขออภัยสำหรับความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าในครั้งนี้ สำหรับแผนการผลิตหลังวันที่ 4 มิถุนายน 2554 ทางบริษัทฯจะประเมินสถานการณ์และพิจารณาผลกระทบ และพร้อมประกาศให้ทราบอีกครั้งหนึ่งnn (Source)

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

HONDA ACCORD,HONDA CIVIC,MITSUBISHI LANCER,CHEVROLET,HONDA,MAZDA,MITSUBISHI,NISSAN,TATA,TOYOTA


22 เมษายน 2554 09:01 น. โตโยต้า ไฮลักซ์ TOYOTA วีโก้ ยังคงเป็นปิกอัพที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตลาดรถไทยแรงจนฉุดไม่อยู่จริงๆ ปี 2553 ที่ผ่านมาว่าทุบสถิติแล้วทุบสถิติอีก แต่มาปีกระต่ายบินยิ่งแรงกว่า จนไม่รู้จะบรรยายยังไง? แม้แต่บรรดาเกจิในวงการยังยากที่จะค้นหาคำตอบมาอธิบายเหตุผลได้ชัดเจน เพราะยอดขายไตรมาสแรกของปี 2554 นี้(ม.ค.-มี.ค.) พุ่งไป 2.4 แสนคัน และยิ่งเฉพาะมีนาคมเดือนเดียว ตัวเลขยอดขายกระโดดค้ำถ่อไปร่วม 1 แสนคัน เรียกว่าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่กันเลยทีเดียว ทั้งที่ช่วงเดือนมีนาคมเจอปัจจัยลบเข้ามากระทบไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาน้ำมันแพง หรืออุทกภัยน้ำท่วมทางภาคใต้nnและหากจะว่ามีรถยนต์บางกลุ่มตลาด หรือเซกเมนต์ มาช่วยผลักดันให้ตลาดรถไทยไตรมาสแรกเติบโตก็ไม่ใช่ทีเดียว เพราะจากการสำรวจเข้าไปแต่ละเซกเมนต์แล้ว ล้วนขยายตัวเป็นบวกกันถ้วนหน้า อาจจะมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าตลาดรถไทยปีนี้เติบโตอย่างชัดเจน ส่วนเซกเมนต์ไหน? รุ่นใด? ฮอตมากฮอตน้อย "ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง" จะเอกซเรย์เป็นรายเซกเมนต์หลัก เพื่อให้เห็นกันอย่างแจ่มแจ้งไปเลย...nnจากรายงานตัวเลขยอดขายรถยนต์ไตรมาสแรกปีนี้(ม.ค.-มี.ค.) ของกลุ่มผู้ประกอบการรถยนต์ญี่ปุ่น(JCC) และสหรัฐอเมริกา รวมถึงค่ายรถทาทาจากอินเดีย ปรากฏว่าตลาดรถยนต์ไทยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้(ม.ค.) มียอดขายกว่า 2.4 แสนคัน (เฉพาะ JCC+สหรัฐอเมริกา 2.38 แสนคัน) หรือเติบโต 43.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ดูตารางประกอบ) และหากรวมกับรถหรูจากยุโรป ตลอดจนรถในประเทศเอเชียอื่นๆ ตลาดรถไทยไตรมาสแรกปีนี้มีจำนวนมากถึง 2.45 แสนคันnnเฉพาะเดือนมีนาคม นับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของตลาดรถไทย เพราะสามารถทำตัวเลขมากถึง 9.3 หมื่นคัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 48% และหากรวมกับรถยุโรปและอื่นๆ มียอดขายทั้งหมดร่วม 1 แสนคันเลยทีเดียวnnเมื่อเจาะเข้าไปแต่ละกลุ่มตลาดรถ หรือเซกเมนต์ โดยอาศัยข้อมูลจากตัวเลขยอดขายของ JCC และค่ายรถอเมริกัน จะเห็นว่าตลาดปิกอัพ 1 ตัน ยังคงเป็นตลาดหลักสำคัญของไทย แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายฝ่ายมองแนวโน้มสัดส่วนยอดขาย จะถูกเก๋งขนาดเล็กไล่เบียดจี้ขึ้นมาติดๆ แต่ ณ วันนี้ตลาดปิกอัพ 1 ตัน ยังคงเป็นตลาดหลักสำคัญของไทย เพราะมีสัดส่วนมากสุดเกินกว่า 50% โดยมีปริมาณการขาย 1.03 แสนคัน เติบโต 31.7% nnโดยปิกอัพที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ยังคงเป็น โตโยต้า ไฮลักซ์ TOYOTA วีโก้ ด้วยยอดขายกว่า 3.9 หมื่นคัน โดยมีอีซูซุ ดีแมคซ์ ตามมาเป็นอันดับ 2 แม้จะมีข่าวเปิดตัวปิกอัพอีซูซุโมเดลใหม่ มาแทนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ก็ตาม แต่ยอดขายดีแมคซ์กลับไม่ตกลง ทำได้กว่า 3.6 หมื่นคัน ยังรักษาการเติบโตไว้ได้ 17% เช่นเดียวกับปิกอัพ มาสด้า บีที-50 แม้จะเผยโฉมรุ่นใหม่ให้เห็นกันแล้ว แต่ยอดขายกับพุ่ง 140% ทำให้อยู่อันดับ 4 ของตลาดปิกอัพ รวมถึง เชฟโรเลต โคโรลาโด ที่จะเปิดตัวโฉมใหม่ช่วงปลายปีนี้เช่นกัน ยอดขายยังพุ่ง 98% ซึ่งนั่นมาจากแคมเปญกระตุ้นยอดขาย ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่าที่จะซื้อรถรุ่นเก่าอยู่nnนอกจากนี้ ที่น่าสนใจเห็นจะเป็นปิกอัพ มิตซูบิชิ ไทรทัน ที่มียอดขายเพิ่มถึงเกือบ 2 เท่าตัว และทำให้ผงาดมาอยู่อันดับ 3 นั่นน่าจะมาจากการเริ่มจับตลาดถูกทาง ไม่ว่าจะเป็นการวางเครื่องยนต์รองรับพลังงานก๊าซธรรมชาติ หรือซีเอ็นจี(CNG) รวมถึงการเปิดตัวเครื่องยนต์ใหม่ 2.5 วีจีเทอร์โบ เมื่อบวกกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ดีขึ้น จากความนิยมของรถอเนกประสงค์พีพีวี " มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต" จึงทำให้ยอดขายปิกอัพรุ่นไทรทันได้รับผลดีไปด้วย และอีกค่ายที่มีความชัดเจนในการทำตลาด เห็นจะเป็น " ทาทา ซีนอน" ที่ชูความเป็นรถระบบซีเอ็นจีเพียวๆ มุ่งเจาะกลุ่มผู้ประกอบขนส่ง ทำให้ยอดขายเติบโตเช่นเดียวกันnnมาที่เก๋งคอมแพ็กต์ โตโยต้า อัลติส ยังคงครองความเป็นผู้นำ และยิ่งการเปิดตัวรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ทำให้อัลติสกลับมาเติบโตได้อย่างน่าพอใจ และอันดับสองยังคงเป็น ฮอนด้า ซีวิค ที่ใกล้จะตกรุ่นทุกที เพราะโฉมใหม่จะมาทำตลาดแทนในปลายปีนี้แล้ว จึงไม่แปลกที่จะมียอดขายเติบโตน้อยสุดกว่า 5 อันดับแรกด้วยกัน แต่ที่น่าเหนื่อยเห็นจะเป็น มิตซูบิชิ แลนเซอร์ ที่ยอดขายกลับตกลง ทั้งที่โฉมใหม่เพิ่งเปิดตัวได้ปีกว่าๆ เท่านั้น และ เชฟโรเลต ครูซ เป็นอีกรุ่นที่ต้องลุ้น เพราะเพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่ยอดขายยังไม่ถึงหลักพันคันต่อเดือน เป้าหมายหลังปีแรก 1 หมื่นคันท่าจะลำบากซะแล้วnnการไมเนอร์เชนจ์ของ " ฮอนด้า แอคคอร์ด " กระตุ้นยอดขายได้ส่วนหนึ่งnnส่วนที่น่าจับตามองอีกรุ่น เห็นจะเป็นรถไฮบริด โตโยต้า พริอุส ที่ทำยอดขายได้เดือนละประมาณ 1 พันคัน ถือว่าเฉลี่ยยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายตลอดปี 1 หมื่นคัน แต่ก็ต้องลุ้นเช่นกัน เพราะช่วงเปิดตัวยังทำตัวเลขไม่เกินเป้า แล้วระยะยาวย่อมต้องลดลงตามสภาพความสดใหม่ของรถ นี่จึงเป็นการบ้านที่หนักพอสมควรกับเดิมพันของ โตโยต้า ในการที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถไฮบริดต่อไป เหตุนี้ล่ะมั้งเพียงแค่ 3 เดือน โตโยต้าจึงออกรุ่นตกแต่งพิเศษมาช่วยดันยอดเสียแล้วnnแต่ที่ร้อนแรงจริงๆ เห็นจะเป็นกลุ่มตลาดเก๋งขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นซับคอมแพกต์ หรืออีโคคาร์ ที่มียอดขายรวมกันมากถึง 6.4 หมื่นคัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 89% นับเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด เรียกว่าใครผลิตรถในตลาดนี้ออกมาเป็นขายดีเทน้ำเทท่า และมีที่น่าแปลกใจเห็นจะเป็น โตโยต้า วีออส เจ้าตลาดซับคอมแพ็กต์ ที่เดือนมีนาคมกวาดยอดไปกว่า 8 พันคัน ทำเอาคู่แข่งงงไปตามๆ กัน ซึ่งหากมองแบบตาเห็นทั่วไป น่าจะมาจากการทุ่มโฆษณา และจัดแคมเปญ โดยเฉพาะการให้เงื่อนไขพิเศษแก่ข้าราชการแบบสุดๆ นั่นเองnn มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆในส่วนของอีโคคาร์ก็น่าสนใจไม่น้อย เดิมมีเฉพาะ นิสสัน มาร์ช เพียงรุ่นเดียวทำตลาด คู่แข่งที่มีก็เป็นรถนำเข้าจากมาเลเซีย หรือจีน ชื่อชั้นจึงต่างกันเยอะ ทำให้ยอดค้างส่งมอบมาร์ชนับหมื่นคัน หรือลูกค้าต้องรอรถนาน 4-5 เดือน แต่ทันทีที่อีโคคาร์คู่แข่ง " ฮอนด้า บริโอ" เปิดตัวสู่ตลาด นิสสันสามารถเนรมิตรุ่นมาร์ชส่งมอบได้ทันที เห็นได้จากเดือนมีนาคมส่งมอบลูกค้าไปถึง 5 พันคัน จากปกติส่งมอบได้แค่เดือนละ 2 พันคันเท่านั้น nnสำหรับตลาดเก๋งขนาดกลาง โตโยต้า คัมรี ยังคงได้รับความนิยมสูงสุด แต่ก็เริ่มเห็นแนวโน้มลดลงชัดเจน ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการไมเนอร์เชนจ์ของคู่แข่ง " ฮอนด้า แอคคอร์ด " เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และอีกส่วนน่าจะมาจากกลุ่มลูกค้าหลักที่ซื้อรุ่นไฮบริด ที่ได้หันไปซื้อ โตโยต้า พริอุส รถไฮบริดเช่นเดียวกันแทน แม้จะเล็กกว่าก็ไม่ได้มาก แต่ดูหรูหราเช่นเดียวกัน ที่สำคัญมีราคาถูกกว่ามาก นี่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดขาย โตโยต้า คัมรี่ ตกลง 10%nnเช่นเดียวกับตลาดรถอเนกประสงค์แบบพีพีวี ที่แม้ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ จะครองความเป็นผู้นำ แต่ยอดขายก็ตกลงเช่นกัน ซึ่งน่าจะมาจากลูกค้าบางส่วน หันไปให้ความนิยมแก่ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง และถือเป็นคู่แข่งสำคัญที่จะโค่นฟอร์จูนเนอร์ หากเทียบกับอีซูซุ มิว-7 ที่มีรูปลักษณ์และการออกแบบค่อนข้างอนุรักษ์นิยม จึงมีลูกค้าที่เฉพาะกลุ่มตัวเองเท่านั้น ขณะที่รถเอสยูวี ฮอนด้า ซีอาร์-วี ยังคงสามารถประคองความนิยมได้ดีทีเดียว แม้จะถูกรถพีพีวีแย่งลูกค้าไปบ้าง โดยมี เชฟโรเลต แคปติวา มาคอยกวนใจให้พอรำคาญตาเล่นๆnnนี่เป็นภาพรวมของตลาดรถหลักๆ ในไทย(ดูรายละเอียดจากตารางประกอบ) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมของผู้บริโภคชาวไทย ที่มีต่อรถยนต์แต่ละยี่ห้อแต่ละประเภทในปัจจุบัน รวมถึงทิศทางแนวโน้มของตลาดและค่ายรถต่อไป...nn (Source)

BMW,FERRARI,PORSCHE


21 เมษายน 2554 14:49 น. ข่าวในประเทศ-มิชลิน ขยับตัวรุกตลาดรถซูเปอร์คาร์ ชูนวัตกรรมยางรุ่น "มิชลิน ไพลอต ซูเปอร์สปอร์ต" เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้รักการขับขี่ที่ต้องการใช้ยางสมรรถนะสูงnnมิชลิน ไพลอต ซูเปอร์สปอร์ต ได้รับการออกแบบและถ่ายทอดมาจากเทคโนโลยีการเข้าร่วมแข่งรายการ Le Mans 24 Hours ที่สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศจากการแข่งขันได้ถึง 13 ครั้งติดต่อกัน โดยมีจุดเด่นด้านสมรรถนะ 3 ประการที่รวมเข้าไว้ด้วยกัน ประการแรก Twaron® Belt คือการช่วยรักษาการทรงตัว ด้วยการออกแบบพิเศษที่ทำให้สามารถควบคุมการกระจายแรงกดบริเวณหน้ายางได้สม่ำเสมอ มีความแข็งแรงทนทานสูง แต่มีน้ำหนักเบา ประการที่สอง Dual-Compound คือการใช้สูตรเนื้อยาง 2 ชนิดบนหน้ายางเดียวกัน ผสมผสานความคงทนเข้ากับการเพิ่มสมรรถนะบนพื้นเปียกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสุดท้าย Variable Contact Patch 2.0 คือ การมีหน้าสัมผัสแบบแปรผัน ช่วยให้สามารถกระจายแรงกดและอุณหภูมิสะสมบนหน้ายางได้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ยึดเกาะถนนได้สูงสุดแม้จะขับด้วยความเร็วสูงบนทางตรงหรือขณะเลี้ยวเข้าโค้งnnทั้งนี้ "มิชลิน ไพลอต ซูเปอร์สปอร์ต" ได้ถูกพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Porsche , Bmw M และ Ferrari เพื่อให้ได้ยางที่สามารถตอบรับกับสมรรถนะและเทคโนโลยีของรถดังกล่าว และล่าสุดได้รับเลือกให้เป็น 1 ในยางติดรถ Ferrari FF 4x4 ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นในด้านการขับขี่พร้อมกับยังคงให้ความปลอดภัยสูงสุด และสำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ยางเพื่อรถสปอร์ต สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายยางมิชลิน หรือ มิชลิน ฮอตไลน์ โทร. 0-2793-6900 และ www.michelin.co.th โดยวางจำหน่ายตั้งแต่ขอบ 18- 21 นิ้วnn (Source)

21 เมษายน 2554 12:45 น. ข่าวในประเทศ-ผ่านพ้น 3 เดือนแรกของปี 2554 ยอดผลิตรถยนต์มีจำนวนทั้งสิ้น 468,981 คัน เพิ่มขึ้น 22.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยนับเฉพาะเดือนมีนาคม สามารถผลิตได้ 172,004 คัน ถือเป็นจำนวนสูงสุดตั้งแต่มีการผลิตรถยนต์เลยทีเดียวnnศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิตและการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศในเดือนมีนาคม 2554 โดยจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้มีทั้งสิ้น 172,004 คัน เพิ่มขึ้น 13.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน นับเป็นจำนวนสูงสุดตั้งแต่มีการผลิตรถยนต์ และหากเทียบเป็นไตรมาสตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค. มีจำนวนการผลิตรวมทั้งสิ้น 468,981 คัน เพิ่มขึ้น 22.5% จากไตรมาสแรกของปีก่อนขณะที่หากแบ่งประเภทการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศและเพื่อการส่งออก ต่างเพิ่มจำนวนการผลิตกันถ้วนหน้า ซึ่งสามารถดูรายละเอียดต่างๆ จากตาราง ดังนี้nnnn (Source)

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

CHRYSLER,FIAT


20 เมษายน 2554 09:28 น. ข่าวต่างประเทศ- เฟียต เตรียมขยับบทบาทของตัวเองใน ไครสเลอร์ ผู้ผลิตรถยนต์หมายเลข 3 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อมีข่าวระบุว่าทางผู้ผลิตรถยนต์จากอิตาลีเตรียมทุ่มเงินจำนวน 2,170 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 65,100 ล้านบาทในการซื้อหุ้นของไครสเลอร์เพิ่มอีก 16% โดยคาดหวังจะใช้ไครสเลอร์เป็นฐานในการนำแบรนด์ของตัวเองจากยุโรปเข้ามาขายในตลาดสหรัฐอเมริกา รวมถึงการใช้รถยนต์ในเครือไครสเลอร์เป็นแม่แบบเพื่อต่อยอดพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆnnสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวภายในว่า จากการเพิ่มจำนวนหุ้นในครั้งนี้จะทำให้เฟียตถือหุ้นอยู่ในไครสเลอร์รวมทั้งสิ้น 46% จากเดิมที่ถืออยู่แล้ว 30% และเชื่อว่าทางไครสเลอร์จำเป็นต้องชำระหนี้กลับสู่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาหลังจากที่กู้ยืมมาภายในเดือนมิถุนายนนี้nnข้อเท็จจริงนี้สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของแซร์โจ้ มาร์คิออนเน่ บอสใหญ่ที่นั่งคุมทั้งเฟียตและ ไครสเลอร์ ที่ระบุว่าไครสเลอร์จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงกันอีกครั้ง โดยเฉพาะในเรื่องการเงิน เพราะใกล้ถึงเวลาของการชำระหนี้แล้วnnโดยมีการวิเคราะห์ว่า การที่เฟียตเข้าไปเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในครั้งนี้มีประโยชน์ทั้งทางเฟียตและ ไครสเลอร์ เพราะว่าทำให้เฟียตมีโอกาสที่จะใช้ฐานการผลิต และเครือข่ายจำหน่ายของไครสเลอร์ในสหรัฐอเมริกา เป็นพื้นฐานในการนำแบรนด์ต่างๆ เช่น เฟียต และอัลฟากลับเข้ามาขายในเมืองลุงแซม เช่นเดียวกับการนำเทคโนโลยีบางอย่างเช่นการผลิตเอสยูวีของไครสเลอร์มาใช้ในการต่อยอดnnแซร์โจ้ มาร์คิออนเน่ ในปี 2011 ถือเป็นปีที่ไครสเลอร์มีการขยับตัวในการทำตลาดมากขึ้น เพราะมีการเผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาด และในขณะเดียวกันก็ยังร่วมมือกับเฟียตในการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ เพื่อใช้ร่วมกัน โดยไครสเลอร์วางแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ของดอดจ์ที่ใช้พื้นฐานเดียวกับอัลฟา จุยเลียตตาของ เฟียต nnขณะเดียวกันทางด้าน MOPAR ซึ่งผลิตชิ้นส่วนและชุดแต่งของไครสเลอร์ก็ประกาศเตรียมขายชิ้นส่วนรถยนต์รุ่นต่างๆ ของเฟียตที่จะเข้ามาขายในสหรัฐอเมริกาอีกด้วยnn (Source)

CHRYSLER,FIAT


20 เมษายน 2554 09:28 น. ข่าวต่างประเทศ- เฟียต เตรียมขยับบทบาทของตัวเองใน ไครสเลอร์ ผู้ผลิตรถยนต์หมายเลข 3 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อมีข่าวระบุว่าทางผู้ผลิตรถยนต์จากอิตาลีเตรียมทุ่มเงินจำนวน 2,170 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 65,100 ล้านบาทในการซื้อหุ้นของไครสเลอร์เพิ่มอีก 16% โดยคาดหวังจะใช้ไครสเลอร์เป็นฐานในการนำแบรนด์ของตัวเองจากยุโรปเข้ามาขายในตลาดสหรัฐอเมริกา รวมถึงการใช้รถยนต์ในเครือไครสเลอร์เป็นแม่แบบเพื่อต่อยอดพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆnnสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวภายในว่า จากการเพิ่มจำนวนหุ้นในครั้งนี้จะทำให้เฟียตถือหุ้นอยู่ในไครสเลอร์รวมทั้งสิ้น 46% จากเดิมที่ถืออยู่แล้ว 30% และเชื่อว่าทางไครสเลอร์จำเป็นต้องชำระหนี้กลับสู่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาหลังจากที่กู้ยืมมาภายในเดือนมิถุนายนนี้nnข้อเท็จจริงนี้สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของแซร์โจ้ มาร์คิออนเน่ บอสใหญ่ที่นั่งคุมทั้งเฟียตและ ไครสเลอร์ ที่ระบุว่าไครสเลอร์จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงกันอีกครั้ง โดยเฉพาะในเรื่องการเงิน เพราะใกล้ถึงเวลาของการชำระหนี้แล้วnnโดยมีการวิเคราะห์ว่า การที่เฟียตเข้าไปเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในครั้งนี้มีประโยชน์ทั้งทางเฟียตและ ไครสเลอร์ เพราะว่าทำให้เฟียตมีโอกาสที่จะใช้ฐานการผลิต และเครือข่ายจำหน่ายของไครสเลอร์ในสหรัฐอเมริกา เป็นพื้นฐานในการนำแบรนด์ต่างๆ เช่น เฟียต และอัลฟากลับเข้ามาขายในเมืองลุงแซม เช่นเดียวกับการนำเทคโนโลยีบางอย่างเช่นการผลิตเอสยูวีของไครสเลอร์มาใช้ในการต่อยอดnnแซร์โจ้ มาร์คิออนเน่ ในปี 2011 ถือเป็นปีที่ไครสเลอร์มีการขยับตัวในการทำตลาดมากขึ้น เพราะมีการเผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาด และในขณะเดียวกันก็ยังร่วมมือกับเฟียตในการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ เพื่อใช้ร่วมกัน โดยไครสเลอร์วางแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ของดอดจ์ที่ใช้พื้นฐานเดียวกับอัลฟา จุยเลียตตาของ เฟียต nnขณะเดียวกันทางด้าน MOPAR ซึ่งผลิตชิ้นส่วนและชุดแต่งของไครสเลอร์ก็ประกาศเตรียมขายชิ้นส่วนรถยนต์รุ่นต่างๆ ของเฟียตที่จะเข้ามาขายในสหรัฐอเมริกาอีกด้วยnn (Source)

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

SUZUKI


18 เมษายน 2554 15:50 น. ข่าวต่างประเทศ-แม้ข่าวลือที่ว่าโฟล์คสวาเกนวางแผนเตรียมซื้อหุ้นของอีซูซุ มอเตอร์ จะผ่านมาแล้ว 4 สัปดาห์ แต่ทว่าข่าวนี้ก็ยังไม่ลดความแรงลง เมื่อมีอีกกระแสยืนยันออกมาว่า โฟล์คสวาเกนเอาจริงแน่ โดยหวังใช้เทคโนโลยีของอีซูซุในการพัฒนารถยนต์เพื่อการพาณิชย์สำหรับตลาดรถยนต์เกิดใหม่ เพื่อทำให้เป้าหมายในปี 2018 ในการแซงหน้าโตโยต้าขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์หมายเลข 1 เป็นความจริงnnManager Magazin หนังสือพิมพ์ธุรกิจในเยอรมนีรายงานถึงความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ และเชื่อมั่นว่าโอกาสที่โฟล์คสวาเกนจะเข้าซื้อหุ้นของอีซูซุมีค่อนข้างสูง เพราะล่าสุดได้ส่งโจเช็ม ไฮซ์มานน์ บอร์ดบริหารระดับสูงเข้าเจรจากับทางอีซูซุพร้อมกับเยี่ยมชมไลน์การผลิตในญี่ปุ่นnnอย่างไรก็ตาม ทางโฟล์คฯ ได้ออกมาปฏิเสธและบอกว่าทางบริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ เช่นเดียวกับทางอีซูซุที่ได้รับผลกระทบในเชิงบวกจากข่าวนี้ เพราะว่าราคาหุ้นของอีซูซุขยับขึ้นถึง 9.6% นับจากวันที่ 16 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่เริ่มมีการเปิดเผยข่าวลือเกี่ยวกับการซื้อหุ้นออกมาnnนอกจากนั้น ทางหนังสือพิมพ์เล่มนี้ยังเปิดเผยอีกว่า การซื้อหุ้นและถือหุ้นครั้งนี้ทางโฟล์คฯ จะไม่ทำผ่านตัวเอง แต่ให้ทาง MAN SE ผู้ผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งทางโฟล์คฯ ถือหุ้นอยู่เป็นจำนวน 29.9% เป็นผู้ดำเนินการ ขณะเดียวกันทางโฆษกของ MAN SE ก็ปฏิเสธไม่ให้ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวnnรอดูกันต่อไปว่าอีซูซุจะรวมอยู่ในเครือโฟล์คฯ หรือไม่?โดยช่วงนี้ดูเหมือนว่าโฟล์คฯ กำลังมีข่าวเกี่ยวข้องกับการซื้อหุ่นและซื้อกิจการกับหลายบริษัทรถยนต์ ซึ่งก่อนหน้าในกรณีของปอร์เช่ ทางโฟล์คฯ ต้องการนำกิจการของแบรนด์ซูเปอร์คาร์เข้ามาอยู่ในเครือให้เสร็จสมบูรณ์สักที หลังจากที่ทุ่มเงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อหุ้นจำนวน 49.9% nnขณะเดียวกันในเดือนมกราคม 2010 ที่ผ่านมา ได้ใช้เงินจำนวน 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 75,000 ล้านบาทในการซื้อหุ้นจำนวน 19.9% ของ ซูซูกิ เพื่อร่วมกันพัฒนารถยนต์ไซส์เล็กสำหรับขายในตลาดรถยนต์เกิดใหม่ อีกทั้งยังเล็งการเทกโอเวอร์กิจการของอัลฟามาจากเครือเฟียตอีกด้วย โดยทั้งหมดก็เพื่อเป้าหมายในปี 2018 ซึ่งโฟล์คฯ ต้องการแซงหน้าโตโยต้าขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์หมายเลข 1 ของโลกให้ได้nn (Source)

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554


15 เมษายน 2554 12:14 น. โฉมหน้าทีมชนะเลิศข่าวในประเทศ-มิชลินมอบรางวัลทัศนศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศสให้แก่ทีมนักศึกษาจากเทคโนฯ ลาดกระบัง ผู้ชนะการแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์โลจิสติกnnมิชลินเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความสามารถในการคิดค้นประดิษฐ์นวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ โดยจัดการแข่งขันประกวดหุ่นยนต์โลจิสติกส์ ขึ้นเป็นปีแรก ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ในคลังเก็บสินค้ายางรถยนต์ โดยให้หุ่นยนต์แยกประเภทยางรถยนต์ (จำลอง) ที่มีหลากหลาย เพื่อวางจัดเก็บอย่างถูกต้อง และผลการแข่งขันได้ผู้ชนะคือ ทีมนักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยได้รับรางวัลเดินทางไปทัศนศึกษาพร้อมนำผลงานไปแสดงที่งาน Michelin Student Day ณ เมือง Clermont-Ferrand ประเทศฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคมนี้ และยังได้รับโอกาสเข้าร่วมทำงานกับมิชลิน ทันทีที่จบการศึกษาต่อไปnnภารกิจของหุ่นยนต์ต้องจัดเก็บยางในโรงงานnn (Source)

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

FORD FIESTA,FORD


13 เมษายน 2554 18:41 น. ข่าวในประเทศ- ฟอร์ด อัดแคมเปญเอาใจคนรักรถและเทคโนโลยีการสื่อสาร ชวนลูกค้าทดลองขับ ฟอร์ด โฟกัส และ ฟอร์ด เฟียสต้า พร้อมลุ้นรับ iPad และ iPhone 4nn ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศจัดแคมเปญทดลองขับ ฟอร์ด โฟกัส และ ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ ทุกรุ่น ที่โชว์รูมของผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 พฤษภาคม 2554 เพื่อให้ลูกค้าผู้สนใจได้มีโอกาสสัมผัสกับสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมของรถ ฟอร์ด ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติที่โดดเด่นเหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านดีไซน์ ความปลอดภัย เทคโนโลยีที่ชาญฉลาด และการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม โดยลูกค้าที่ทดลองขับจะมีโอกาสได้ชิงรางวัล Apple iPhone 4 จำนวน 10 รางวัล และ Apple iPad จำนวน 10 รางวัลnnทั้งนี้ผู้สนใจสามารถติดต่อขอทดลองขับได้ที่ Ford Call Center at 02-686-5899 หรือที่ www.ford.co.th หรือที่โชว์รูมผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศnn (Source)

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

AUDI


13 เมษายน 2554 10:14 น. ออดี้ A1 ได้รับการตอบรับดีเกินคาดข่าวต่างประเทศ- ออดี้ เอจี แบรนด์รถยนต์หรูในเครือโฟล์คสวาเกน เผยจากยอดขายที่พุ่งทะยานในตลาดใหญ่อย่างจีนและเยอรมัน เช่นเดียวกับการได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมากสำหรับรถยนต์ไซส์เล็กรุ่นใหม่อย่าง A1 ช่วยทำให้ไตรสมาสแรกของปี 2011 ประสบความสำเร็จอย่างมาก และกลายเป็นตัวเลขยอดขายของไตรมาสแรกของปีที่ดีที่สุดเท่าที่มีในประวัติศาสตร์ของบริษัทเลยทีเดียวnnออดี้เผยว่ายอดขายรถยนต์ช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 312,600 คัน หรือเพิ่มขึ้น 18.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่เฉพาะเดือนมีนาคมเดือนเดียวมียอดขายสูงถึง 125,700 คัน หรือเพิ่มขึ้น 13.9% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมีนาคมของปีที่แล้วnn ออดี้ TT คูเป้ ปัจจัยหลักที่ทำให้ออดี้ประสบความสำเร็จเป็นผลมาจากยอดขายรถยนต์ไซส์เล็กอย่างรุ่น A1 ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่ดีเกินคาด เพราะมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไป (ในเยอรมนีมีราคาเริ่มต้นที่ 15,800 ยูโร หรือ 790,000 บาท) ขณะที่ตัวรถก็ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองรุ่นใหม่อย่างลงตัว โดยช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ออดี้เผยว่า A1 มียอดขายรวม 31,000 คันทั่วโลก เฉพาะเดือนมีนาคมเดือนเดียวทำยอดขายได้ 13,880 คันnnนอกจากนั้น การเติบโตในด้านยอดขายของตลาดอย่างจีน และเยอรมนียังมีส่วนอย่างมาก โดยในจีน ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ ออดี้ มียอดขายเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีที่แล้วถึง 24.6% ด้วยตัวเลข 64,122 คัน ขณะที่เยอรมนี เป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของออดี้มียอดขายเพิ่มขึ้น 13.7% อยู่ที่ 56,283 คัน โดยอังกฤษเป็นตลาดหมายเลข 3 ด้วยตัวเลข 34,869 คันเพิ่มขึ้น 13.7% ส่วนสหรัฐอเมริกามียอดขาย 25,383 คัน เพิ่มขึ้น 19.1%nn ออดี้ A6 โมเดลหลักที่จะมาเพิ่มยอดจำหน่ายให้เติบโตต่อไปทางด้านปีเตอร์ ชวาร์เซนบาวเออร์ บอสส์ใหญ่ที่ดูแลด้านการตลาดและการขายมั่นใจว่า ยอดขายของออดี้ช่วงไตรสมาสต่อๆ ไปของปีจะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเดือนเมษายนนี้ ออดี้จะเริ่มวางขายรถยนต์ที่เป็นโมเดลหลักในตลาดอย่าง AUDI A6 ใหม่แบบโมเดลเชนจ์ โดยรถยนต์รุ่นนี้ถือว่าได้รับความนิยมในตลาด และตลอดช่วง 7 ปีที่วางขายของรุ่นที่แล้ว สามารถทำยอดขายได้มากถึง 1 ล้านคันทั่วโลกnnสำหรับปีนี้ ออดี้วางเป้าหมายทำยอดขายจำนวน 1.2 ล้านคันทั้งส่วนรถยนต์นั่ง และเอสยูวี ซึ่งถ้าทำได้ก็จะเป็นยอดขายรวมต่อปีสูงสุดในประวัติศาสตร์ของ ออดี้ ขณะที่ปี 2015 วางเป้าหมายเอาไว้ที่ 1.5 ล้านคัน และจะต้องแซงหน้าบีเอ็มดับเบิลยูขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับหรูหมายเลข 1 ให้ได้nn (Source)

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554


12 เมษายน 2554 08:25 น. "สงกรานต์" เทศกาลวันปีใหม่ไทย เวียนกลับมาอีกครั้งในทุกๆ ปี และเช่นเดียวกันมีสิ่งที่กลายเป็นเงาติดตามช่วงเทศกาลไปเสียแล้ว นั่นคือ… การรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นมกราคมวันขึ้นปีใหม่ฝรั่ง หรือของไทยงานสงกรานต์เดือนเมษายน เพราะในช่วงเทศกาลมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบนท้องถนน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ถือว่าร้ายแรงกว่าภัยพิบัติต่างๆ เสียอีก เช่น อุบัติเหตุสงกรานต์เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต 361 ราย และบาดเจ็บถึง 3,802 ราย ดังนั้นเมื่อถึงช่วงงานสงกรานต์ หรือเทศกาลปีใหม่เวียนกลับมาในแต่ละปี ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงพากันโหมประโคมรณรงค์ลดอุบัติเหตุเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน จนกลายเป็นประเพณีไปแล้ว ทั้งที่อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นแทบทุกวัน และสถิติอยู่ในระดับสูงมากเช่นกันnnฉะนั้น การรณรงค์หรือป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ประชาชน หรือองค์กรใดๆ ก็ตาม ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญตลอดเวลา โดยทำอย่างไร?... ที่จะเกิดความปลอดภัยบนท้องถนนทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ช่วงงานเทศกาลปีใหม่ หรือสงกรานต์เท่านั้น!nn"ปัจจุบันไทยมีอุบัติเหตุบนท้องถนนมากถึงปีละ 1.2 หมื่นรายต่อปี เฉลี่ยวันละ 30 ราย หรือคิดเป็น 17.39 รายต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งหากเทียบกับมาตรฐานโลกถือว่าสูงมาก เพราะอย่างญี่ปุ่นหรือประเทศพัฒนาแล้ว และแม้แต่ในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ เขามีอัตราตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น"nnชยันต์ ศิริมาศ ผู้อำนวยการสำนักบูรณาการสาธารณภัยอุบัติภัยและความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวในงานสัมมนา "ความปลอดภัยบนท้องถนน : วาระเร่งด่วนต่อการพัฒนาประเทศ" จัดโดยสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2011 ที่ผ่านมา nn"เมื่อ 4 ปีก่อน องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประเมินความปลอดภัยบนท้องถนนของไทย ปรากฏว่าไทยสอบตกหมดทุกหมวด และมีความปลอดภัยบนท้องถนนอยู่อันดับที่ 106 จากการประเมินทั้งหมด 178 ประเทศทั่วโลก"nnจากการประเมินของ WHO นับว่าไทยอยู่ในสภาวะที่มีความปลอดภัยบนท้องถนนน้อยอย่างยิ่ง โดยชยันต์ได้ให้รายละเอียดแต่ละหัวข้อในการประเมินว่า อันดับแรกเรื่องการ "ขับรถเร็ว" คะแนนเต็ม 10 WHO ให้ประเทศไทยได้แค่ 2 คะแนน นั่นหมายความว่าคนไทยขับรถเร็วอย่างยิ่ง ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาจะเรียนและทำความเข้าใจหลักกลศาสตร์ว่า ความเร็วขนาดไหนถึงจะปลอดภัย อย่างความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันจะมีแรงขนาดไหนและควรจะเบรกระยะเท่าไหร่ โดยมีการเรียนและได้รับการทำความเข้าใจมาตั้งแต่ชั้นประถมเลยnnต่อมาเป็นเรื่อง "เมาแล้วขับ" ไทยได้ 5 คะแนน แต่ดูจากสถิติปัจจุบันจริงๆ และหากกรมป้องกันภัยฯ ประเมินจะให้ตัวเลขต่ำกว่านี้มาก เพราะเมาแล้วขับเป็นสาเหตุหลักอีกอย่าง ที่ทำให้เกิดอุบัติบนท้องถนนของไทย ส่วนเรื่องหมวกนิรภัยได้ 4 คะแนน คาดเข็มขัดนิรภัยประเทศไทยได้ 5 คะแนนnn"ยิ่งกว่านั้นไทยได้ 0 คะแนน ในเรื่องที่นั่งนิรภัยเด็ก ซึ่งในประเทศไทยไม่ได้มีหรือให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้เลย แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เขาเขียนเป็นกฎหมายบังคับออกมาเลย รวมถึงคนนั่งตอนหลังต้องคาดเข็มขัดนิรภัยด้วย"nnอย่างไรก็ตาม ชยันต์บอกว่าประเทศไทยเห็นปัญหาเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน และถูกยกให้เป็นวาระสำคัญระดับชาติมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน เพราะเมื่อปี 2546 - 22548 มีสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงสุด 1.4 หมื่นรายต่อปี และเมื่อดำเนินการรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุมาต่อเนื่อง จนถึงแผนแม่บทปัจจุบัน 2552-2555 ลดลงเหลือ 1.2 หมื่นรายต่อปี หรือ 17.39 รายต่อประชาการ 1 แสนคน แต่นั่นยังไม่บรรลุเป้าหมายตามแผนที่จะต้องลดให้ได้ 14.15 รายnn"ล่าสุดมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนของปีที่ผ่านมา ได้วางเป้าหมายลดอุบัติเหตุต่ำกว่า 10 คนต่อประชากร 1 แสนคัน โดยให้นำความเห็นของกระทรวงเทคโนโลยีฯ, คมนาคม, สาธารณสุข และสภาพัฒน์ไปพิจารณาดำเนินการ โดยเน้นให้มีการใช้รถสาธารณะมากขึ้น"nnแม้จะพยายามให้เพิ่มการใช้รถสาธารณะมากขึ้น แต่อย่างที่รู้กันรถสาธารณะของไทย ยังมีปัญหาเรื่องระบบและความปลอดภัยบนทองถนนเช่นเดียวกัน มติครม. จึงให้มีการควบคุมดูแลรถสาธารณะด้วย โดยพิจารณาให้ติดตั้งระบบนำทาง GPS และให้คนขับรถสาธารณะทางไกลรายงานตัว โดยสแกนนิ้วมือ เพื่อควบคุมคนและการขับรถnnนอกจากนี้ สาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน มาจากการเรื่องการใช้รถ และมากกว่า 70% มาจากรถจักรยานยนต์ ดังนั้นตามกรอบมติ ครม. ตามข้อเสนอของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เสนอให้พิจารณาลดอัตราสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน โดยเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ในอัตราเหมาะสมตามขนาดเครื่องยนต์(CC) และกำหนดมาตรฐานการออกใบอนุญาตขับรถ หรือใบขับขี่ จะต้องมีการอบรมเป็นเวลา 15 ชั่วโมงก่อน รวมถึงบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนในสถานศึกษา พร้อมกับเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้นnnชยันต์กล่าวว่า ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นเรื่องระดับโลก เพราะปัจจุบันมีอุบัติเหตุบนท้องถนนปีละ 1.3 ล้านรายในทั่วโลก มากที่สุดจากอุบัติภัยทุกชนิด และคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 1.9-2.0 ล้านรายต่อปี เหตุนี้สหประชาชาติ(UN) จึงเรียกร้องให้ทุกประเทศปฏิบัติป้องกันเพื่อลดเหลือเพียง 9 แสนรายต่อปีnnโดยหลักปฏิบัติลดอุบัติเหตุของ UN มีจำนวน 5 ข้อ ได้แก่ สิ่งแรกการบริหารจัดการบนท้องถนน ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมายและระเบียบการใช้ถนน ต่อมาเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ที่หมายถึงมาตรฐานถนนและการสัญจร และอีกข้อเป็นมาตรฐานยานพาหนะ คือเทคโนโลยีความปลอดภัยต่างๆ ของยานพาหนะ ข้อต่อมาเป็นพฤติกรรมการขับขี่ของประชาชนที่จะต้องบังคับ รณรงค์ และปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน และสุดท้ายกลไกช่วยเหลือกู้ชีพ หรือกู้ภัยอย่างไร? จึงจะเหมาะสม nn"รูโหว่มากที่สุดจะเป็นการบริหารจัดการ โครงสร้างพื้นฐาน และพฤติกรรมของผู้ใช้รถ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ คือ มนุษย์ ถนนหรือโครงสร้างพื้นฐาน รถยนต์ และระบบบริหารจัดการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎระเบียบ และใบอนุญาตขับขี่ให้เข้มงวด เป็นต้น" ชยันต์กล่าวและว่าnn"การผลักดันเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน จะต้องดำเนินงาน 2 ส่วน คือ สร้างจิตสำนึกของคน เพื่อให้ตระหนักถึงความปลอดภัย (Safety Culture) ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น อย่างคนญี่ปุ่นเขาจะระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุมาก อะไรที่เป็นอันตรายเขาจะไม่ทำหรือเข้าใกล้ และอีกส่วนเป็นเรื่องระบบหรือเทคโนโลยี ที่จะรองรับความผิดพลาดต่างๆ ของมนุษย์"nnจากการประเมินของ WHO หรือหลักปฏิบัติของสหประชาชาติ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน มาจากการกระทำหรือพฤติกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์ของผู้ที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายและดูแลคดี อย่าง "พ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ" รองผู้บังคับการตำรวจจราจร (รอง บก.จร.) ได้สรุปสาเหตุของอุบัติเหตุบนท้องถนนว่า...nnอันดับแรกมาจากความประมาท และขาดวินัย ทั้งในเรื่องของการขับรถเร็ว เมาแล้วขับ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และไม่สวมหมวกกันน็อก สองผู้ใช้รถไร้ทักษะ แม้จะมีขับได้มีใบขับขี่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าขับรถเป็น คือขับรถเห็นแต่ข้างหน้า ไม่เห็นด้านข้างหรือหลัง นึกจะออกก็ออก จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุแก่ตนเองและผู้อื่นnnประการต่อมา ไร้สมรรถนะ ไม่ว่าจะเป็นสภาพรถยนต์ที่ยางโล้นไม่เกาะถนน เบรกไม่ดี หรือรถเสียศูนย์ รวมสภาพของผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับ อารมณ์หงุดหงิดก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ รวมถึงพวกที่กินยาและง่วงก็ยังดันทุรังขับอยู่ และอีกปัญหาของอุบัติเหตุ "ไม่รู้จักความเครียดของรถ" คือไม่รู้ว่ารถเข้าโค้งได้เท่าไหร่ หากเกินรถมันก็ต้องเครียดหลุดโค้ง เป็นต้นnn"สิ่งเหล่านี้เราจะต้องพร้อมอย่าประมาท ผมเห็นเด็กอนุบาลร้องไห้ไม่ยอมซ้อนท้ายรถพ่อ เพราะไม่มีหมวกนิรภัย เห็นแล้วรู้สึกภูมิใจแทนอนาคตของชาติ แต่ผู้ใหญ่กลับไม่มีสำนึก แล้วยังจะมาเป็นฆาตกรบนท้องถนนอีก" nnเป็นการสรุปจากประสบการณ์ของ พ.ต.ท.ขิง และยังฝากบอกว่า จะให้ภาครัฐดำเนินการอย่างเดียวย่อมไม่ได้ผล ต้องได้รับความร่วมมือกันทั้งจากประชาชน ภาคเอกชน ภาครัฐ รวมถึงสื่อมวลชน ถึงจะสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนได้nnและแน่นอนไม่ใช่เพียงลดการสูญเสียชีวิต การทุพพลภาพ และทรัพย์สินเท่านั้น เพราะจากสถิติผู้สูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 1 ใน 3 เป็นกำลังหลักของครอบครัว และที่สำคัญอุบัติเหตุสูงสุด 70% มาจากรถจักรยานยนต์ ที่ล้วนเป็นวัยรุ่นและเยาวชน...nnทั้งหมดล้วนเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาและสร้างชาติทั้งนั้น!!nn (Source)

HONDA FIT,HONDA


11 เมษายน 2554 14:37 น. ฮอนด้า CR-Z ได้รับผลกระทบเต็มๆข่าวต่างประเทศ-ไม่ใช่เฉพาะตลาดญี่ปุ่นเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น แต่โรงงานผลิตรถยนต์ของฮอนด้าที่สหรัฐอเมริกาก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน เมื่อมีการเปิดเผยว่า ฮอนด้าจำเป็นจะต้องลดกำลังการผลิตของโรงงานบางแห่งเพื่อชะลอการผลิตอันเนื่องมาจากชิ้นส่วนที่ส่งมาจากบริษัทในญี่ปุ่นขาดแคลนnnทางด้าน ฮอนด้า อินไซท์ รวมอยู่ในโมเดลนำเข้าเช่นกันจอห์น เมนเดล ประธานของ ฮอนด้า อมเริกาเหนือ เปิดเผยว่า "สภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างน้อยนานถึง 3 เดือน หรือถ้าเร็วที่สุดก็อาจจะแค่ 2 เดือน" ซึ่งสัปดาห์ที่แล้ว ฮอนด้าเพิ่งประกาศลดกำลังการผลิตของโรงงาน 5 ใน 6 แห่งที่ตั้งอยู่ในอเมริกาเหนือ อันเป็นผลมาจากชิ้นส่วนขาดแคลน เพราะเหตุภัยพิบัติซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ประเทศญี่ปุ่นnnอย่างไรก็ตาม แม้ว่าประมาณ 90% ของรถยนต์ฮอนด้าที่ขายในสหรัฐอเมริกาได้รับการผลิตจากโรงงานในทวีปอเมริกาเหนือ และบริษัทซัพพลายเออร์หลักๆ จำนวน 600 จาก 710 รายก็ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่เมนเดลก็กล่าวว่าซัพพลายเออร์เหล่านั้นก็ยังต้องพึ่งพิงชิ้นส่วนบางอย่างจากผู้ผลิตในญี่ปุ่นอยู่ดี และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ฮอนด้าเกิดปัญหานี้ขึ้นมาnn ฮอนด้า ฟิต อีกรุ่นที่ต้องนำเข้าจากญี่ปุ่น"เราไม่สามารถเดินเข้าไปบอกบรรดาซัพพลายเออร์ของเราให้เร่งมือกับเรื่องนี้หน่อย เพราะตอนนี้ทุกอย่างยังไม่อยู่ในการควบคุม ถนนหนทางยังเสียหาย และเราก็ไม่ทราบว่าบรรดาซัพพลายเออร์เหล่านั้นต้องพึ่งพิงชิ้นส่วน เช่น ไมโครชิพจากผู้ผลิตญี่ปุ่นมากน้อยแค่ไหน หรือบางแห่งอาจจะไม่สามารถผลิตได้ เพราะขาดแคลนกระแสไฟฟ้า หรือไม่ก็อยู่ในโซนของการแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสี" เมนเดลอธิบายnnสำหรับรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบแน่ๆ คือ สปอร์ตไฮบริด CR-Z และอินไซท์ รวมถึงฟิต เพราะเป็นโมเดลที่อิมพอร์ตจากไลน์ผลิตของ ฮอนด้า ส่วนรถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่มีการประกอบจากโรงงานในทวีปอเมริกาเหนืออย่างซีวิค, CR-V โอดิสซีส์ แอคอร์ด ก็ได้รับผลประทบมากน้อยแตกต่างกันไป จนทำให้ฮอนด้าต้องปรับลดกำลังการผลิตชั่วคราวnn (Source)

FORD,SUBARU


11 เมษายน 2554 13:16 น. ข่าวในประเทศ-ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ค่ายรถและผู้ประกอบการในธุรกิจยานยนต์ ต่างขานรับพร้อมเป็นทางเลือกให้บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ก่อนการเดินทาง นำโดย "ซูบารุ" จัดแคมเปญ "SUBARU SUMMER CARE" ชวนลูกค้าเช็กรถฟรี 30 รายการ รวมทั้งให้ส่วนลดค่าอะไหล่และค่าแรง 15% ด้าน "ทีเอสแอล" ชู "ขับอย่างมั่นใจและปลอดภัย 100% กับ SMRT"ยินดีต้อนรับดูแลรถยนต์นำเข้าทุกรุ่นและทุกค่าย ขณะที่ "ฟอร์ด" แนะวิธีตรวจความพร้อมรถยนต์อย่างง่ายด้วยตัวเองnnสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการซูบารุSUBARU SUMMER CAREnn ซูบารุ เผยแผนงานบริการหลังการขาย ต้อนรับซัมเมอร์ด้วยแคมเปญ "SUBARU SUMMER CARE" โดยลูกค้าซูบารุที่นำรถเข้ามารับบริการ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายนนี้ จะได้รับการตรวจเช็กรถฟรี 30 รายการ พร้อมทั้งให้ส่วนลดค่าอะไหล่และค่าแรงสูงถึง 15% สำหรับลูกค้าที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ ซูบารุ ถ.เสรีไทย โทร. 02-725-1888nnทีเอสแอลพร้อมดูแลรถนำเข้าทุกค่ายทีเอสแอล ชวนขับอย่างมั่นใจและปลอดภัย 100% กับ SMRT nnบริษัท ทีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เชิญชวนลูกค้านำรถเข้าตรวจสภาพ เพื่อความพร้อมก่อนออกเดินทาง ด้วยแคมเปญ "ขับอย่างมั่นใจและปลอดภัย 100% กับ SMRT" โดยลูกค้าที่ใช้รถยนต์นำเข้าทุกรุ่น ทุกค่าย สามารถเข้ารับบริการ SMRT ฟรี สามารถรับสิทธิในการตรวจสอบสภาพรถ ฟรี ! ทันที 25 รายการ พร้อมรับส่วนลดค่าแรง 50% และส่วนลดค่าอะไหล่สูงสุดถึง 50% (สำหรับรถบางรุ่น) เพียงนำโบชัวร์หรือแสดงข้อความ SMS ตั้งแต่วันนี้ - 10 เมษายน 2554 เฉพาะโชว์รูมทองหล่อ เท่านั้น สอบถามข้อมูลที่ได้ 02-391-0099 หรือที่เว็บไซต์ www.tsl.co.thnnอีกหนึ่งแคมเปญการตรวจเช็กสภาพรถจากฟอร์ดฟอร์ดแนะ 10 วิธี ตรวจสภาพรถยนต์ด้วยตัวเองnn ฟอร์ด ประเทศไทย แสดงความห่วงใยผู้ใช้รถใช้ถนน แนะ 10 วิธีการเช็กความพร้อมรถยนต์ก่อนการเดินทางnnข้อ 1. ควรสละเวลาเล็กน้อยทำความเข้าใจกับเครื่องยนต์ อาจจะดูเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่อย่างน้อยควรจะรู้หลักง่ายๆ โดยเฉพาะการเช็กระดับน้ำและน้ำมันเครื่องnnข้อ 2. เช็กที่กรองอากาศเพราะรถก็ต้องการออกซิเจนเช่นกัน หากที่กรองอากาศสกปรก รถจะวิ่งได้ไม่เต็มที่แถมยังเปลืองน้ำมัน การวิจัยพบว่าหากเปลี่ยนที่กรองอากาศที่สกปรกออก สามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 8% ของหนึ่งถังเลยทีเดียวnnข้อ 3. ยางรถยนต์เป็นหัวใจของความปลอดภัย ควรเช็กลมยางให้เรียบร้อยอีกครั้งก่อนออกเดินทาง โดยดูปริมาณลมยางที่เหมาะสมจากคู่มือที่มากับรถ นอกจากนั้นยังควรเช็กดอกยาง และลมของยางสำรองเผื่อไว้ด้วยnnข้อ 4. ตรวจดูไฟรถให้พร้อม โดยเฉพาะทริปที่ต้องมีการเดินทางตอนกลางคืน ทั้งไฟหน้า ไฟท้าย ไฟตัดหมอก ไฟสูง ไฟเบรก และไฟฉุกเฉิน โดยอาจจะให้เพื่อนยืนอยู่นอกรถเพื่อเช็กความเรียบร้อยnnข้อ 5. ควรเช็กที่ปัดน้ำฝนให้พร้อมเพราะรถต้องพร้อมเผชิญกับทั้งน้ำและแป้งตลอดเทศกาลสงกรานต์ ไม่จำเป็นต้องซื้อน้ำยาราคาแพง แค่น้ำยาล้างจานสองสามหยดผสมกับน้ำเปล่าก็เพียงพอแล้ว และสามารถสังเกตสภาพยางของที่ปัดน้ำฝนได้ง่ายๆ หากที่ปัดน้ำฝนทำให้เกิดรอยจางๆ บนกระจก นั่นเป็นสัญญาณว่าควรเปลี่ยนได้แล้ว nnข้อ 6. เบรกเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเช็ค สัญญานของปัญหาที่สังเกตได้ง่ายๆ คือ เหยียบแล้วเบรกไม่นิ่งแต่มีอาการกระเด้ง นิดหน่อย เหยียบเบรกแล้วรถเบนไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือมีเสียงแปลกๆnnข้อ 7. โช้กอัพเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับความปลอดภัยในการขับรถ แน่นอนว่าเราไม่แนะนำให้คุณพยายามเปลี่ยนโช้กเอง แต่คุณควรจะสามารถเช็กได้ว่าโช้กอยู่ในสภาพดีหรือไม่ โดยให้คนที่แข็งแรงออกแรงกดรถทีละด้าน หากรถคืนตัวเป็นจังหวะเดียวแสดงว่าโช้คยังอยู่ในสภาพดี แต่หากรถกระดกขึ้นลงหลายทีก่อนจะหยุด ควรจะนำรถไปให้ช่างตรวจสอบnnข้อ 8. คุณไม่จำเป็นต้องพกรองเท้าให้ครบทุกสีทุกวัน เราแนะนำให้คุณเอาหนังสือ รองเท้า ไม้กอล์ฟ หรือของใช้ที่ไม่จำเป็นออกบ้าง ถ้าหากคุณใส่ของในรถ 48 กิโล รถของคุณจะกินน้ำมันมากขึ้นถึง 2% เลยทีเดียวnnข้อ 9. เตรียมชุดปฐมพยาบาลและไฟฉายไว้เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินnnและข้อ 10. เตรียมเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินต่างๆ ไว้เผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อย่างน้อยคุณควรจะมีเบอร์ของตำรวจทางหลวง (1193) ศูนย์อุบัติเหตุบนทางด่วน (1543) สถานีวิทยุ จส. 100 (1137) สถานีวิทยุสวพ. 91 (1644) แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย (191) และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมงจาก ฟอร์ด (Ford Roadside Assistance) ที่เบอร์ 1800-222-000 หรือ 1401-222-000nn (Source)

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

FORD FIESTA,FORD MONDEO,CHEVROLET,FORD,MITSUBISHI


9 เมษายน 2554 12:56 น. ข่าวในประเทศ - ส่องกล้องแกะรอยรถใหม่ 12 รุ่นเขย่าตลาดรถไทย เมื่อสองค่ายยักษ์จากสหรัฐอเมริกา "ฟอร์ด-จีเอ็ม" ประกาศแผนรุกตลาดรถไทย ฟอร์ดเผยชัดภายใน 5 ปี เตรียมส่งรถใหม่ภายใต้โครงการ Global Car มากถึง 8 รุ่น บุกตลาดไทยและอาเซียน ประเดิมปลายปีนี้กับปิกอัพโฉมใหม่ " ฟอร์ด เรนเจอร์" ครบทั้ง 3 ตัวถัง พร้อมต่อยอดกับรถอเนกประสงค์แบบพีพีวีรุ่น "เอเวอเรสต์" ในปีหน้า และตามมาด้วย " ฟอร์ด โฟกัส" ที่จะทำตลาดทั้งรุ่นซีดานและแฮ็ทช์แบ็กในปี 2012 ส่วนที่เหลือจับตาต้นแบบ "เวอร์เทรก" เอสยูวีโมเดลใหม่ตามแผนรถระดับโลก ที่จะมาแทน ฟอร์ด เอสเคป และเก๋งขนาดกลาง " ฟอร์ด มอนเดโอ" ส่วนค่ายจีเอ็มไม่น้อยหน้าระยะเวลาแค่ 14 เดือน เตรียมส่งรถใหม่ลุยตลาดไทย 4 รุ่น ที่ประกาศชัดปิกอัพโฉมใหม่ " เชฟโรเลต โคโลราโด" เปิดตัวขายปลายปีนี้เช่นกัน และตามด้วยผลิตต่อเนื่องรถพีพีวี ที่ใช้พื้นฐานปิกอัพโคโลราโดครั้งแรก เพื่อขายในช่วงต้นปี 2012 แต่ก่อนหน้านั้นพบกับบิ๊กไมเนอร์เชนจ์ " เชฟโรเลต แคปติวา" ประมาณกลางปีหรือครึ่งหลังปีนี้ จากนั้นจึงปิดท้ายแผนกับซับคอมแพ็กต์คันเก๋ง " เชฟโรเลต อาวีโอ" โฉมใหม่สู่ตลาด ภายในปี 2012 นี้แน่นอนnn" เชฟโรเลต อาวีโอ" โฉมใหม่ จะขึ้นไลน์ผลิตช่วงครึ่งหลังของปีหน้าผ่านพ้นงานแสดงรถยนต์รายการใหญ่ประจำช่วงต้นปี "บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2011" ไปหมาดๆ ยอดจองพุ่งแรงทะลุตัวเลข 2.8 หมื่นคัน ของเมื่อปีที่ผ่านมาแน่นอน เพราะกลุ่มรถเล็กได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอีโคคาร์ หรือซับคอมแพ็กต์ ขณะเดียวกันหลายค่ายรถยังใช้เวทีบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ปีนี้ นำว่าที่รถบางรุ่นที่จะเปิดตัวทำตลาดในไทย มาเผยโฉมหยั่งเสียงกระแสตอบรับ ก่อนเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้กันอย่างคึกคัก ทั้ง "โกลบอล สมอล คาร์" ซึ่งเป็นรถต้นแบบอีโคคาร์ของ มิตซูบิชิ หรือการเผยโฉมปิกอัพต้นแบบ " เชฟโรเลต โคโลราโด" ครั้งแรกในโลก และ " ฟอร์ด เรนเจอร์" โฉมใหม่ที่มีรูปลักษณ์เสมือนจริง ซึ่งจะขึ้นไลน์ผลิตช่วงครึ่งหลังของปีและทำตลาดช่วงปลายปีนี้ แต่ที่สำคัญในโอกาสนี้ "ฟอร์ด-จีเอ็ม" ยังได้ประกาศแผนการทำตลาดในไทย อย่างมีนัยสำคัญทีเดียว...nn" ฟอร์ด เรนเจอร์ นับเป็นรถยนต์ระดับโลก (Global Car) และอยู่ภายใต้กลยุทธ์ One Ford ที่จะเปิดตัวสู่ตลาดในภูมิภาคอาเซียนเป็นคันแรก โดยจะเริ่มทำตลาดที่ประเทศไทยก่อนในปลายปีนี้ และภายใน 5 ปี ฟอร์ดจะมีผลิตภัณฑ์ระดับโลกแนะนำสู่ตลาดไทยและอาเซียน 8 รุ่น โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิตทั้งหมด"nn " เชฟโรเลต เคปติวา" ซึ่งเป็นการบิ๊กไมเนอร์เชนจ์ จะเปิดตัวประมาณช่วงกลางปีนี้นั่นเป็นคำกล่าวของ "โจ ฮินริคส์" ประธาน ฟอร์ด ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกและแอฟริกา กับสื่อมวลชนไทยและอาเซียน ในการเปิดตัวปิกอัพโฉมใหม่ " ฟอร์ด เรนเจอร์" รอบสื่อมวลชน เช่นเดียวกับทาง เจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือจีเอ็ม(GM) โดย "มาร์ติน แอพเฟล" ประธานกรรมการ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เซาท์อีสท์ เอเชีย โอเปอเรชั่นส์ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด หรือจีเอ็ม และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่กล่าวในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2011 รอบสื่อมวลชนว่า...nn"การเปิดตัวรถต้นแบบ เชฟโรเลต โคโลราโด โฉมใหม่ และใช้ไทยเป็นฐานการผลิต เพราะถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญ และจากนี้ไปจีเอ็มจะรุกตลาดประเทศไทยในทุกๆ ด้านมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่จะทำตลาด ที่ได้วางเป้าหมายเปิดตัว 4 รุ่นใหม่ ภายในระเวลา 14 เดือน เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ครอบคลุมตลาดมากที่สุด"nnจับตาต้นแบบ "เวอร์เทรก" เอสยูวีโมเดลใหม่ ฟอร์ดอาจจะนำมาทำตลาดในไทยจากคำกล่าวของสองบอสใหญ่ประจำภูมิภาค ของบริษัทรถรายใหญ่สหรัฐอเมริกาดังกล่าว จึงนับเป็นพันธสัญญาที่ได้ให้ไว้แล้ว และจากนี้คงต้องมาเฝ้าติดตามดูว่า ทั้งฟอร์ดและจีเอ็มจะดำเนินตามที่ประกาศไว้อย่างไร และมีรถรุ่นไหนบ้างที่จะทยอยเปิดตัวสู่ตลาดไทยและอาเซียน ตามระยะเวลาที่ได้ประกาศเป็นพันธสัญญาไว้ ซึ่งจากการแกะรอยและติดตามความเคลื่อนไหวของทั้งสองยี่ห้อ มีที่เห็นชัดเจนและพอคาดเดาได้บ้างเช่นกันnnเริ่มจากค่ายฟอร์ดที่อย่างน้อยก็ไม่ต้องวิเคราะห์หรือคาดเดา 2-3 รุ่น เพราะผู้บริหารของฟอร์ดได้ประกาศออกมาแล้ว นั่นก็คือปิกอัพโฉมใหม่ " ฟอร์ด เรนเจอร์" และเก๋งคอมแพ็กต์ "ฟอร์ดโฟกัส" โฉมใหม่ ที่ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ได้ลงทุนเป็นมูลค่า 450 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการตั้งโรงงานผลิตแห่งใหม่ในไทย เพื่อรองรับการผลิต ฟอร์ด โฟกัส และรุ่นอื่นๆ ภายใต้โครงการ Global Carโดยคอมแพ็กต์คาร์รุ่นโฟกัส "ปีเตอร์ ฟลีท" ประธาน ฟอร์ด อาเซียน ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าว่า... "ขณะนี้ทุกอย่างได้ดำเนินงานไปตามแผน การก่อสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักร น่าจะเสร็จเรียบร้อยภายในสิ้นปี 2011 และจะเปิดตัวทำตลาด ฟอร์ด โฟกัส ในไทยไม่เกินกลางปี 2012"nn ฟอร์ด โฟกัส จะเปิดตัวในไทยไม่เกินกลางปี 2012นั่นเป็นสองรุ่นชัดเจนที่จะผลิตและทำตลาดในไทย แต่หากติดตามดูรถที่เป็น Global Car ตามกลยุทธ์ One Ford ที่ได้ประกาศไปแล้ว รุ่นแรกย่อมเป็น " ฟอร์ด เฟียสต้า " แต่รุ่นนี้คงต้องตัดออกไป เพราะฟลีทบอกชัดว่าไม่ได้รวมรถรุ่นนี้เข้าไปเป็น 8 รุ่นใหม่ ที่จะถูกนำมาผลิตและทำตลาดในไทยตามแผน 5 ปีแต่อย่างใดnnดังนั้นหากดูจากความเป็น Global Car ตามแผนฟอร์ดที่ได้ประกาศออกไปแล้ว จึงมีเหลือเพียง ฟอร์ด เรนเจอร์ และ ฟอร์ด โฟกัส แต่คงไม่ลืมรถอเนกประสงค์แบบพีพีวี(PPV) ที่ใช้พื้นฐานของปิกอัพเรนเจอร์ ฉะนั้นน่าจะเป็นอีกหนึ่งในรถใหม่ 8 รุ่น และประธานฟอร์ดอาเซียนได้กล่าวถึงรถรุ่นนี้ว่า...nn"ฟอร์ดยืนยันจะผลิตรถพีพีวี ฟอร์ด เอเวเรสต์ เคียงคู่กับปิกอัพเรนเจอร์ต่อไป โดยมีไทยจะเป็นฐานการผลิตทำตลาดและส่งออกทั่วโลก เช่นเดียวกับปิกอัพ ฟอร์ด เรนเจอร์ ส่วนกำหนดการทำตลาดน่าจะหลังจากรุ่นเรนเจอร์ไม่นาน"nnนั่นเป็นรถใหม่ที่ชัดเจนมากที่สุด แต่หากดูจากความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ฟอร์ด ในงานดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ 2011 เมื่อมกราคมที่ผ่านมา ในบูธของฟอร์ดมีรถเด่นที่น่าติดตามคันหนึ่ง "เวอร์เทรก คอนเซปต์ (Vertrek Concept) ซึ่งเป็นต้นแบบของรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์ ที่จะมาทำตลาดแทน ฟอร์ด เอสเคป หรือ ฟอร์ด คูกาในยุโรป โดยจะเปิดตัวในตลาดโลกประมาณปี 2013 และที่สำคัญเป็นรถ Global Car ภายใต้กลยุทธ์ใหม่ของฟอร์ดเช่นกันnn" เชฟโรเลต โคโลราโด" เปิดตัวขายปลายปีนี้แน่นอนหากรถต้นแบบรุ่นนี้มาแทนเอสเคป โอกาสที่จะเข้ามาทำตลาดในไทยย่อมเป็นไปได้สูง เพราะปัจจุบันฟอร์ดประเทศไทยได้นำเข้ารุ่นเอสเคปจากโรงงานฟิลิปปินส์มาขายในไทยอยู่แล้ว ส่วนการจะย้ายไลน์ผลิตมาจากฟิลิปปินส์ก็เป็นไปได้ เช่นเดียวกับ ฟอร์ด โฟกัส ซึ่งปีเตอร์ ฟลีท ประธานฟอร์ดอาเซียน ได้อธิบายบทบาทระหว่างโรงงานในไทยยกับฟิลิปปินส์ไว้ว่า...nn"โรงงานฟิลิปปินส์ยังจะผลิตต่อไป แต่จะผลิตรถที่เป็นโมเดลเฉพาะ ส่วนโรงงานในไทยเหมาะสมกับรถยนต์รุ่นใหม่ภายใต้โครงการ Global Car หรือรองรับการการผลิตรถที่มีความยืดหยุ่นสูง และมีเทคโนโลยีทันสมัย" nn ฟอร์ด เวอร์เทรก จึงเป็นรถภายใต้โครงการ Global Car รุ่นล่าสุด แต่มีอีกรุ่น " ฟอร์ด มอนเดโอ" (Ford Mondeo) ที่แม้จะยังไม่ประกาศเป็นรถภายใต้กลยุทธ์ใหม่ของ ฟอร์ด ซึ่งหลายฝ่ายต่างก็เชื่อมั่นว่าจะเป็นหนึ่งในรถระดับโลกของ ฟอร์ด เพราะเป็นรถในกลุ่มรถขนาดกลาง หรือตลาดดีเซกเม้นท์ ทำให้ฟอร์ดต้องดันรถรุ่นนี้เข้ามาอยู่ใน Global Car เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ครอบคลุมตลาดหลักแน่นอน และที่สำคัญมีรายงานข่าว ฟอร์ด มอนเดโอ เป็นอีกโมเดลในเป้าหมายการตั้งโรงงานแห่งใหม่ ไม่ใช่เพียงเพื่อผลิต ฟอร์ด โฟกัสเท่านั้นnnจากการแกะรอยที่ชัดเจนและเป็นไปได้มีรถใหม่ 5 รุ่น ส่วนที่เหลืออีก 3 รุ่น ยังไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด แต่ที่ชัดเจนไม่น่าจะเป็นรถขนาดเล็กตลาดเอเซกเม้นท์ หรือกลุ่มอีโคคาร์ เพราะฟอร์ดยืนยันแต่ต้นไม่สนใจทำตลาดดังกล่าว และจากการสอบถามฝ่ายผลิตของฟอร์ดในประเทศไทย ยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เหลือ แต่ก็ให้ความเห็นว่า ปกติฟอร์ดจะนับรุ่นไม่ค่อยเหมือนยี่ห้ออื่นๆ โดยจะยึดรุ่นตามประเภทตัวถังรถ อย่างเช่นปิกอัพจะมี 3 ตัวถัง รุ่นมาตรฐาน รุ่นแค็บ และรุ่น 4 ประตู หรือเก๋งคอมแพ็กต์รุ่นโฟกัสที่จะมี 2 ตัวถัง คือ รุ่นซีดาน และแฮทช์แบ็กnnปิกอัพโฉมใหม่ " ฟอร์ด เรนเจอร์" มาครบทั้ง 3 ตัวถัง ปลายปีนี้แน่นอนหากเป็นเช่นนั้นย่อมหมายความว่า รถใหม่ฟอร์ดจะมีทั้งหมด 8 รุ่นพอดี ส่วนจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่? คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ที่ค่อนข้างชัดเจนกว่า เห็นจะเป็นทางฝั่งเจนเนอรัล มอเตอร์ ประเทศไทย ซึ่งตามที่ประกาศไว้จะเปิดตัวรถใหม่ 4 รุ่น ภายในระยะเวลา 14 เดือน นับจากนี้ไป... nอันดับแรกที่ชัดเจนและจีเอ็มได้ประกาศไว้แล้ว ปิกอัพโฉมใหม่ของ " เชฟโรเลต โคโลราโด" ซึ่งได้เผยโฉมรุ่นต้นแบบให้ได้ฮือฮาในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2011 ไปแล้ว โดยจะขึ้นไลน์ผลิตจริงช่วงครึ่งหลังปีนี้ และจะเปิดตัวภายในช่วงปลายปีนี้แน่นอน nnและผลิตผลที่จะคลอดออกมา ต่อจากปิกอัพโคโลราโด ย่อมต้องเป็นรถอเนกประสงค์พีพีวี ที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานของปิกอัพ เชฟโรเลต โคโลราโด แม้ที่ผ่านมาจีเอ็มจะไม่มีการผลิตรถพีพีวี แต่ในการลงทุนมูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาทในไทยล่าสุด จีเอ็มประกาศชัดเจนเงินลงทุนส่วนหนึ่ง จะใช้ในการขึ้นไลน์ผลิตรถอเนกประสงค์พีพีวีรุ่นใหม่ ซึ่งจากรายงานข่าวจะขึ้นไลน์ผลิตหลังจากปิกอัพโคโลราโด หรือประมาณในช่วงต้นปี 2012nnอย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะพบกับปิกอัพ เชฟโรเลต โคโลราโด และรถอเนกประสงค์พีพีวีใหม่ จีเอ็มในประเทศไทยได้เตรียมเปิดตัวรถอเนกประสงค์เอสยูวี " เชฟโรเลต เคปติวา" ซึ่งเป็นการบิ๊กไมเนอร์เชนจ์ และได้มีการเปิดตัวในตลาดต่างประเทศเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยในไทยจากรายงานล่าสุดจะเปิดตัวประมาณช่วงกลางปีนี้ จากเดิมที่มีข่าวจะเปิดตัวช่วงกลางปี 2012nnส่วนโมเดลสุดท้ายที่จะปิดแผน 4 รุ่น 14 เดือนของจีเอ็ม คงต้องเป็นซับคอมแพ็กต์ " เชฟโรเลต อาวีโอ" โฉมใหม่ ที่ได้เริ่มทำตลาดไปแล้วในยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยตามแผนไทยจะขึ้นไลน์ผลิตช่วงครึ่งหลังของปีหน้า แต่เมื่อจีเอ็มประกาศแผน 14 เดือน การเปิดตัวทำตลาด เชฟโรเลต อาวีโอ โฉมใหม่ จึงย่อมอยู่ภายในปี 2012 แน่นอน จากเดิมที่จะเป็นต้นปี 2013 ซึ่งถือเป็นการขยับขึ้นมาเร็วขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นจีเอ็มคงสูญเสียโอกาสให้กับคู่แข่ง ที่กำลังกอบโกยลูกค้าในตลาดซับคอมแพ็กต์กันอย่างคึกคักnnฉะนั้นนับจากนี้ไป… ไม่ต้องห่วงตลาดรถไทยจะเกิดอาการเหงาหงอย เฉพาะ 2 ค่ายรถอเมริกัน มีรถใหม่ให้เลือกถอยถึง 12 รุ่น นี่ยังไม่รวมบรรดาอีโคคาร์อีก ยกเว้นจะเกิดวิกฤตการเมืองและพิบัติภัยครั้งใหญ่ในไทยอีกรอบ ถึงเวลานั้นก็คงตัวใครตัวมันแล้วกัน?!!nn (Source)

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

SUZUKI


8 เมษายน 2554 09:02 น. ข่าวในประเทศ- ไออาร์ซี ประกาศเปิดตัวยางใหม่ "IRC ตระกูล IZR" เจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยมเน้นสมรรถนะที่เหนือกว่า รองรับมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะทุกประเภท เผยยอดขายปีที่ผ่านมา 5.5 พันล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนหน้า 18 % คาดตลาดยางรถจักรยานยนต์จะโตตามยอดขายรถจักรยานยนต์ราว 5 %nnพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล เหล่าจินดา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีโนเว รับเบอร์(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตยางรถจักรยานยนต์ไออาร์ซี บริษัทในกลุ่มไออาร์ซีที เปิดเผยว่า ตลาดยางรถจักรยานยนต์ในปีนี้มีทิศทางการเติบโตที่ดี ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยบวกหลายอย่าง อาทิ ผลผลิตทางการเกษตรที่มีราคาดีขึ้น การออกรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ ๆ แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีปัจจัยเสี่ยงบางประการกดดันอยู่ อย่างราคาวัตถุดิบที่ผันผวน ปัญหาภัยพิบัติในประเทศ และต่างประเทศ nnสำหรับภัยพิบัติทางภาคใต้และที่ญี่ปุ่น คาดว่าจะส่งผลกระทบในระยะสั้น-กลาง แต่อย่างไรโรงงานในญี่ปุ่นก็ได้มีการแก้ไขปัญหาให้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการผลิต และการจำหน่ายในประเทศไทยมากนัก รวมถึงการผันผวนของราคาน้ำมันที่เกิดขึ้น ส่วนปีนี้บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น5% ตามสภาพตลาด ขณะที่ตลาดโดยรวมของรถจักรยานยนต์จะเติบโตจากปีก่อนหน้าประมาณ 5% หรือตัวเลขที่ 1.8 ล้านคันnnล่าสุด บริษัท ได้มีการเปิดตัวยางรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ ตระกูล "IZR" ซึ่งเป็นยาง Racing ตัวใหม่ล่าสุดที่ออกมาสำหรับนักบิดผู้รักความแรง โดยเฉพาะในส่วนของทีมแข่งและนักแข่ง ซึ่งช่วงเริ่มต้นตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งตลาดไม่ต่ำกว่า 50 % ของทีมแข่งนักแข่งที่เป็นรถจักรยานยนต์ผลิตในประเทศทั้งหมดnn"ตลอด 40 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้สร้างสมประสบการณ์และการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศมาโดยตลอดและสม่ำเสมอ จึงทราบดีว่าความต้องการของผู้บริโภคในประเทศเป็นอย่างไร วันนี้บริษัทจึงได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ตระกูล "IZR เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าสิงห์นักบิด ที่ชอบความแรงเหนือคู่แข่ง"nnยางรถจักรยานยนต์ ตระกูล "IZR" มีการออกแบบโครงสร้างแบบยางแข่งและโครงสร้างดอกยางด้านในใช้วัสดุที่เรียกว่า "Kevlar " ซึ่งเป็นวัสดุชนิดเดียวกับเสื้อเกราะเป็นยางที่สามารถใช้ได้กับรถจักรยานยนต์ทุกประเภท อาทิ ฮอนด้าตระกูลเวฟ, สกูปปี้-ไอ, คลิ๊ก,PCX, ซีบีอาร์150 และ 250 ซีซี, ยามาฮ่า สปาร์ค, ฟีโน่, มีโอ , ซูซูกิ สแมช, สเต็ป, สกายไดร์ฟ, คาวาซากิ นินจา 250 ซีซี, เคเอสอาร์และ ดีแท็กเกอร์ 125 ซีซี คาดว่าจะได้รับการตอบรับดีจากกลุ่มนักแข่งและผู้รักความแรงระดับพรีเมี่ยมnnด้านผลประกอบการในปี 2553 ที่ผ่านมานั้น เฉพาะผลิตภัณฑ์ยางนอก-ยางในรถจักรยานยนต์ไออาร์ซี บริษัทฯ สามารถทำยอดขายรวมประมาณ 2,395 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2 % แต่ถ้ารวมชิ้นส่วนประเภทยางในอุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ที่ 5.5 พันล้านบาท หรือ เติบโตที่18% จากปีก่อนหน้านับว่ามากกว่าที่คาดการณ์ไว้ อันเป็นผลมาจากจุดแข็งของบริษัท ในเรื่องคุณภาพการวิจัยและพัฒนารูปแบบยางใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการออกกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการจัดจำหน่ายและสร้างสรรค์กิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคมมาโดยตลอด พิมพ์ใจ กล่าวตบท้าย nn (Source)

7 เมษายน 2554 16:59 น. ่ข่าวในประเทศ- โยโกฮามาปูพรมโหมกิจกรรมส่งเสริมการขายให้แก่ดีลเลอร์เต็มสูบ หลังจากทำตัวเลขขายปี 2553 ไปไม่ถึงฝัน พร้อมเปิดยางรถรุ่นใหม่ "ADVAN Decibel (แอดแวน เดซิเบล)" ชูจุดเด่นนุ่มเงียบที่สุดกว่าบรรดายางทั้งหมดในตลาด ยึดเกาะถนนเยี่ยม แม้บนถนนแห้งหรือถนนเปียก ตั้งเป้าขาย 10,000 เส้นต่อเดือน มั่นใจด้วยชื่อเสียงของโยโกฮามา ผนวกกับการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดที่อัดแน่นตลอดทั้งปี 2554 และทยอยเปิดดีลเลอร์รายใหม่ 2-3 แห่งต่อเดือน สามารถทำยอดขายให้สูงถึง 400,000 เส้น เพิ่มขึ้นราว 40% หรือ 100,000 เส้น จากยอดขายปีที่ผ่านมาสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ ส่วนเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิถล่มญี่ปุ่น แม้โรงงานผลิตยางในญี่ปุ่นจะปลอดภัย แต่ซัพพลายเออร์เสียหายหนัก ส่งผลให้การส่งมอบยางทั้งในญี่ปุ่น ตลาดต่างประเทศ และไทย สะดุดชั่วคราวnnยาซูชิ อิอิดะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โยโกฮามา ไทร์ เซลส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การเปิดตัวยางรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ADVAN Decibel (แอดแวน เดซิเบล) "พลังแห่งความนุ่มเงียบ-The Power of Silence" ครั้งนี้ ได้รับการตอบรับและความสนใจจากดีลเลอร์เป็นอย่างมาก ซึ่งในโอกาสนี้ทางโยโกฮามาได้มอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานทางการตลาดให้แก่ดีลเลอร์ตลอดปี 2554 อย่างชัดเจน เพื่อทำให้โยโกฮามาสามารถบรรลุถึงเป้าหมายในการจำหน่ายตามที่ได้คาดหวังไว้ nn"ปีที่ผ่านมา (มกราคม-ธันวาคม 2553) โดยส่วนตัวไม่พอใจนัก เนื่องจากทำยอดขายต่ำกว่าที่ตั้งเป้าไว้จำนวน 300,000 เส้นไปนิดหน่อย และในปี 2554 นี้ ตั้งเป้าว่าจะทำยอดขายได้ถึง 400,000 เส้นต่อปี เพิ่มขึ้นราว 40% หรือประมาณ 100,000 เส้น จากยอดขายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถและเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่โดยส่วนตัวมีความมั่นใจว่าจะผลักดันให้เป็นจริงได้ เพราะบริษัทได้เตรียมกิจกรรมส่งเสริมการขายให้แก่ดีลเลอร์ไว้มากมายตลอดปี 2554 โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุด ยาง ADVAN Decibel (แอดแวน เดซิเบล) เป็นยางที่เงียบที่สุดกว่าบรรดายางทั้งหมดในตลาด โดยตั้งเป้าขายให้ได้ถึง 10,000 เส้นต่อเดือน"nnตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โยโกฮามาได้ทยอยเปิดตัวยางรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากยางโยโกฮามารุ่น ES-501 ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างมาก ทำให้มั่นใจว่าการพัฒนายางรุ่นใหม่จากนี้ไปจะส่งเสริมให้บริษัททำยอดขายอย่างต่อเนื่องจนบรรลุเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ยังจะเพิ่มจำนวนดีลเลอร์ให้มากขึ้นอย่างน้อย 2-3 แห่งต่อเดือน โดยพิจารณาเป็นรายๆ ไป เนื่องจากการแต่งตั้งดีลเลอร์รายใหม่ ทางบริษัทจะต้องปกป้องดูแลดีลเลอร์เดิมเป็นหลักก่อน เพื่อไม่ให้มีพื้นที่ขายทับซ้อนกัน ซึ่งปัจจุบันโยโกฮามามีดีลเลอร์ราว 200 แห่งnnพร้อมกันนี้จะมุ่งเน้นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และสานต่อกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านกลยุทธ์ "มอเตอร์สปอร์ต" เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา เพื่อตอกย้ำจุดเด่นผลิตภัณฑ์ เพิ่มศักยภาพ และสร้างโอกาสทางการขายให้ดีลเลอร์ เนื่องจากยางโยโกฮามาเป็นที่รู้จักกันดีในวงการมอเตอร์ครอส nnสำหรับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิพัดถล่ม สร้างความเสียอย่างใหญ่หลวงให้แก่ประเทศญี่ปุ่นนั้น แม้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตของยางโยโกฮามาในญี่ปุ่นก็ตาม แต่สร้างความเสียหายต่อซัพพลายเออร์ของโยโกฮามาที่ต้องส่งอุปกรณ์บางอย่าง เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตยางของโยโกฮามา nn"เบื้องต้นส่งผลกระทบต่อการส่งมอบผลิตภัณฑ์ ทั้งในส่วนที่ขายในญี่ปุ่นและส่งออกไปต่างประเทศ รวมถึงไทยด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่กังวลใจคือ การส่งมอบยางให้ลูกค้าอาจล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากปัจจุบันมีปริมาณการสั่งซื้อเข้ามาเยอะ แต่เราส่งของให้ลูกค้าไม่ทัน จนทำให้ยางขาดตลาด ล่าสุดบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นได้เร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว และจะกลับสู่ภาวะปรกติในเร็วๆ นี้ เนื่องจากตัวโรงงานผลิตยางของบริษัทไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประสบภัย" ยาซูชิ อิอิดะ กล่าวในท้ายสุด nnสำหรับยางรถยนต์ ADVAN Decibel (แอดแวน เดซิเบล) "พลังแห่งความนุ่มเงียบ-The Power of Silence" ที่โดดเด่นในด้านความนุ่มเงียบ พร้อมสมรรถนะการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม แม้บนถนนแห้งหรือถนนเปียก ด้วยส่วนผสมของเนื้อยางสูตรใหม่ ADVAN dB Nano-Power Rubber ทำให้เนื้อยางมีความยืดหยุ่น เพิ่มพื้นผิวหน้าสัมผัสของยางกับพื้นถนนได้อย่างนุ่มนวล ไร้เสียงรบกวน เข้ามาจำหน่ายผ่านตัวแทน ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ขอบ 15-20 นิ้ว รวม 44 ขนาด ตอบสนองความต้องการของตลาดในเมืองไทย ครอบคลุมรถยนต์นั่งขนาดเล็ก รถยนต์นั่งขนาดกลาง และรถยนต์สมรรถนะสูง เริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 4 เมษายน 2554 ที่ผ่านมาnn (Source)

7 เมษายน 2554 10:23 น. บูกัตตี้ บริษัทรถยนต์ระดับหรูของโฟล์คสวาเกน ยืนยันเตรียมขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์ระดับหรูที่พัฒนามาจากต้นแบบรุ่น 16C Galibor อย่างแน่นอน ตั้งเป้าเตรียมวางจำหน่ายในปี 2014 ด้วยราคาแพงสุดใจ ระดับ 1 ล้านยูโร หรือ 50 ล้านบาทnnแหล่งข่าวภายในของบูกัตตี้ยืนยันว่า โปรเจ็กต์ผลิตซีดานระดับหรูรุ่นนี้ได้รับไฟเขียวแล้ว โดยจะอิงรายละเอียดของรูปลักษณ์มาจากต้นแบบชื่อเดียวกันนี้ที่เปิดตัวงาน "เจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010" และจะใช้เครื่องยนต์แบบ W16 8,000 ซีซี ควอดเทอร์โบ 1,001 แรงม้าของรุ่นเวย์รอนเป็นขุมพลังในการขับเคลื่อน แต่อาจจะลดทอนความดุดันลงมาเหลือเพียง 800 แรงม้าเท่านั้นnnอย่างไรก็ตาม มีการเปิดเผยต่อว่า เครื่องยนต์บล็อกนี้จะมีการปรับปรุงเพื่อยกระดับให้เข้ากับสภาพความเปลี่ยนแปลงของการใช้งานในยุคอนาคต โดยจะมีการปรับให้สามารถใช้เชื้อเพลิงแบบ Biofuel ได้ และเชื่อว่าจะสามารถนำมาใช้งานได้จริงในปี 2013 หรือไม่ก็ 2014nnสำหรับเวอร์ชั่นต้นแบบ ตัวรถได้รับการสร้างสรรค์และสะท้อนให้เห็นถึงความหรูหราทั้งภายนอกและภายในโดยอิงรายละเอียดมาจากรถดังในอดีตของค่ายอย่าง Type 35 และ Type 57 ทุกรายละเอียดได้รับการผลิตในแบบ Hand made โดยตัวถังเป็นส่วนผสมกันระหว่างการเลือกใช้วัสดุอย่างอะลูมิเนียม และคาร์บอนไฟเบอร์nnถ้ามีการผลิตออกมา 16C Galibor จะเป็นรถยนต์โมเดลที่ 2 ต่อจากเวย์รอนในยุคของโฟล์คสวาเกน ที่เข้าครอบครองบูกัตตี้มาตั้งแต่ปี 1998nn (Source)

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

FORD FIESTA,MAZDA 2,FORD,HONDA,MAZDA,NISSAN


6 เมษายน 2554 09:46 น. ข่าวในประเทศ - รูดม่านงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2011 เวทีใหม่ ประสบความสำเร็จเกินคาด ยอดผู้ชมงานพุ่ง 1.9 ล้านคน ยอดจองรถใหม่ทำสถิติสูงสุด 3 หมื่นคัน คาดเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท งานนี้เก๋งเล็กโดยเฉพาะอีโคคาร์เป็นพระเอก จนดันฮอนด้าผงาดขึ้นแท่นเบอร์ 2 เป็นรองเพียงเจ้าตลาดโตโยต้าที่กวาดยอดจอง 8,000 คัน ผู้จัดเตือนบริษัทรถต้องแจ้งลูกค้าเรื่องวันรับรถให้ชัด เพราะอาจมีปัญหาต้องรอรับรถนาน 60 -90 วันnnนายปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2011 เปิดเผยว่า แม้จะเป็นครั้งแรกที่ย้ายมาจัดงานที่อาคารชาลเลนเจอร์ เมืองทองธานี ปรากฏว่านับตั้งแต่วันแรก 25 มีนาคมที่ผ่านมา จนถึงวันสุดท้ายของงานวันที่ 5 เมษายน 2554ประสบความสำเร็จเกินคาด โดยมียอดผู้เข้าชมงานประมาณ 1.9 ล้านคน มากกว่าปีที่ผ่านมาที่จัดอยู่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา ซึ่งมีผู้เข้าชมงาน 1.6 ล้านคนnn"คาดว่าจะมียอดจองรถใหม่ภายในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคัน ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมาที่ทำสถิติสูงสุด 2.8 หมื่นคัน เนื่องจากมีรถใหม่โดยเฉพาะอีโคคาร์ ฮอนด้า บริโอ้ มาเปิดตัวเพิ่มอีกรุ่น จากเดิมที่มีขายเพียง นิสสัน มาร์ชเท่านั้น และกระแสเก๋งขนาดเล็กยังมาแรง โดยจะเห็นว่ามียอดจองรถที่มีราคาระดับ 3-8 แสนบาท คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของยอดจองรถใหม่ทั้งหมด ขณะที่ตัวเลขเงินสะพัดภายในงาน รวมมูลค่ารถใหม่และอุปกรณ์ตกแต่งไม่น่าจะต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท" nnส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้บริโภคหันมานิยมเก๋งเครื่องยนต์ขนาด 1200 -1800 ซีซี.มากขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูง ประกอบกับรถรุ่นใหม่มีสมรรถนะดีขึ้นมาก แทบจะไม่แตกต่างจากรถขนาดใหญ่ แต่มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำกว่า ผู้บริโภคจึงหันมาใช้รถขนาดเล็กลง โดยเฉพาะอีโคคาร์และซับคอมแพ็กต์ nnนายปราจินกล่าวว่า ยอดจองรถภายในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2011 มากที่สุดเป็นโตโยต้าที่ถึงวันสุดท้ายน่าจะถึง 8,000 คัน รองลงมาเป็นฮอนด้าที่เพิ่งเปิดตัวรถใหม่ ฮอนด้า บริโอ้ มียอดจองมากกว่า 4,000 คัน และอันดับสามนิสสันที่อีโคคาร์ นิสสัน มาร์ช ยังคงได้รับความนิยมเช่นเดิม ประกอบกับมีแคมเปญ จึงทำยอดจองได้มาก 3,000 คัน nnอย่างไรก็ตาม บริษัทรถคงต้องชี้แจงลูกค้าให้ทราบถึงความชัดเจนในการส่งมอบรถกับลูกค้า อาจจะต้องล่าช้าประมาณ 60-90 วัน เนื่องจากมียอดจองเข้ามามาก ประกอบกับปัญหาเรื่องการประกอบรถ เพราะชิ้นส่วนสำคัญบางอย่างที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิ จึงไม่สามารถผลิตและส่งมาให้โรงงานในไทยได้ แต่เชื่อว่าบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นน่าจะแก้ไขปัญหาได้ภายใน 2-3 เดือนนี้ nnสำหรับยอดจองรถใหม่อย่างเป็นทางการถึงวันที่ 4 เมษายนก่อนวันสุดท้าย โตโยต้ามียอดจองมากสุดจำนวนทั้งสิ้น 6,978 คัน รองลงมาฮอนด้าทำได้ 4,676 คัน อันดับสามนิสสัน2,849 คัน ตามมาด้วยอีซุซุ 2,527 คัน และอันดับห้า มาสด้า 2 ,463 คัน nnทั้งนี้บรรยากาศภายในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2011 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าค่อนข้างคึกคักอย่างมาก เมื่อเทียบกับวันธรรมดาอื่นๆ โดยเฉพาะบูธที่มีรถอีโคคาร์อย่าง ฮอนด้า บริโอ้ ที่มียอดจองประมาณ 50% ของรถฮอนด้าทุกรุ่น ขณะที่คู่แข่งสำคัญ นิสสัน มาร์ช ที่จัดแคมเปญอีซี่ เพย์ ผ่อนเดือน 3,999 บาท ทำให้มียอดจองประมาณ 60% ของรถนิสสันทุกรุ่น ส่วนเก๋งซับคอมแพ็กต์ก็ได้รับความนิยมสูงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นมาสด้า2, ฟอร์ด เฟียสต้า และเกีย พิแคนโต nnด้านค่ายรถอื่นๆ ได้รับความนิยมจากผู้มาชมงานเช่นกัน เห็นได้จากยักษ์ใหญ่โตโยต้าที่ลูกค้ายังคงตอบรับแทบทุกรุ่น จนทำให้ยอดขายพุ่งแตะ 8,000 คัน หรืออีซูซุที่มีเพียงปิกอัพและรถอเนกประสงค์พีพีวี ยังมีแฟนเหนียวแน่นกวาดยอดจองไปร่วม 3,000 คัน ส่วนรถหรูอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ไม่ค่อยแรงนัก มียอดจองไม่ถึงพันคันเหมือนปีที่ผ่าน แต่บีเอ็มดับเบิลยูมีลูกค้าเข้าบูธค่อนข้างหนาตา จึงทำให้ยอดจองน่าจะทะลุ 800 คัน เช่นเดียวกับวอลโว่ที่ยอดจองดีกว่าปีที่ผ่านมาทำได้ร่วม 200 คันnn (Source)

TOYOTA


5 เมษายน 2554 16:19 น. โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน เชื่อว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจะส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างมาก และรายได้ที่คาดหมายเอาไว้ในปี 2011 จะลดลงอย่างมากแน่นอน แต่ไม่เปิดเผยว่าจะทำให้ตัวเลขลดลงมากน้อยแค่ไหนnnอากิโอะ โตโยดะ ประธานของโตโยต้าเปิดผยถึงเรื่องนี้ พร้อมกับระบุว่าทางบริษัทได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้อย่างมาก ทั้งในแง่ของความเสียหายจากโรงงานผลิต และการที่โรงงานไม่สามารถเดินเครื่องผลิตได้ เพราะขาดแคลนทั้งกระแสไฟฟ้า น้ำมัน รวมถึงชิ้นส่วน โดยทางบริษัทกำลังเร่งมืออย่างมากในการที่จะนำระบบต่างๆ กลับมาสู่สภาพปกติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้nnเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โตโยต้าเปิดเผยว่าในปีนี้บริษัทน่าจะมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นถึง 34% จากปี 21010 ขึ้นมาอยู่ในระดับ 5,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 177,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากยอดขายน่าจะเพิ่มจากปีที่แล้วประมาณ 1.3%nnแต่จากการที่เกิดขึ้นทำให่โตโยต้าต้องปิดโรงงานตั้งแต่วันที่ 14-26 มีนาคม และทำให้ไม่สามารถผลิตรถยนต์จำนวน 140,000 คันได้อันเป็นผลมาจากความเสียหายของโรงงาน รวมถึงการขาดแคลนชิ้นส่วนที่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์, ยางและพลาสติด เช่นเดียวกับการขาดแคลนพลังงานในการเดินเครื่องจักรnn (Source)

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

MAZDA


5 เมษายน 2554 09:36 น. ข่าวในประเทศ - มาสด้าจัดโปรแกรมเอาใจลูกค้าช่วงสงกรานต์ บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี ร่วมรณรงค์การขับขี่ปลอดภัยโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ พร้อมรับส่วนลดสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง 10%nnนางสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าจากความสำเร็จทางด้านยอดขายที่เกิดขึ้นเป็นบทพิสูจน์ถึงทิศทางการดำเนินการตลาดที่ลงลึกถึงกลุ่มเป้าหมาย และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างชัดเจน นอกจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดโดยเฉพาะรถยนต์นั่งสปอร์ต All New Mazda3 เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดแล้ว มาสด้ายังให้ความสำคัญต่อการดูแลเอาใจใส่บริการหลังการขายสำหรับลูกค้า มาสด้า เพื่อให้ลูกค้ามีความสุขและสนุกสนานกับการเดินทาง โดยการร่วมรณรงค์การขับขี่ปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์กับโปรแกรมพิเศษ "เช็คครบ...ให้รถรัก" กับช่างฝีมือดี ศูนย์บริการใหม่ อะไหล่ไม่แพงnn"มาสด้าตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนในช่วงที่การจราจรหนาแน่นรวมทั้งมีประชาชนที่เดินทางจำนวนมาก จึงอยากเชิญชวนลูกค้าที่ใช้รถยนต์มาสด้าทุกรุ่น นำรถเข้าตรวจเช็คสภาพก่อนการเดินทาง ด้วยบริการตรวจเช็คสุขภาพรถฟรีด้วยเครื่องมือวิเคราะห์อัจฉริยะระบบคอมพิวเตอร์ (M-MDS) โดยช่างผู้เชี่ยวชาญจาก มาสด้า ที่พร้อมมอบบริการอันแสนประทับใจให้กับลูกค้าทุกท่าน"nnโปรแกรมนี้เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 15 พฤษภาคมศกนี้ ที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมรับส่วนลดสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง 10% รับฟรีกระเป๋ามาสด้าอีกด้วยnn (Source)