วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

TOYOTA


1 กรกฎาคม 2553 10:29 น.ข่าวในประเทศ - โตโยต้าฉลองความสำเร็จในการส่งออก “ปิกอัพไฮลักซ์ -พีพีวี ฟอร์จูนเนอร์” เข้าสู่ตลาดโลก ครบ 1 ล้านคัน ภายใต้โครงการ IMV: “Innovative International Multi-Purpose Vehicle”nnหลังบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เริ่มแนะนำรถในโครงการ IMV เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2547 ภายใต้ชื่อ “ไฮลักซ์ วีโก้” และได้แนะนำ “ฟอร์จูนเนอร์” รถอเนกประสงค์ขับเคลื่อน 4 ล้อ รถยนต์อีกรุ่นหนึ่งในโครงการ IMV เข้าสู่ตลาดครั้งแรก ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 พร้อมได้รับการตอบรับจากลูกค้า ที่สำคัญยังเป็นการยกระดับครั้งสำคัญของ โตโยต้า ที่ทำให้ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เป็นฐานการผลิตในระดับโลกสำหรับรถกระบะ ขนาด 1 ตันและ รถยนต์อเนกประสงค์ จากจุดเริ่มต้นในการส่งออกสู่ลูกค้ากว่า 90 ประเทศ และขยายไปยังลูกค้า ใน 108 ประเทศ และมีแผนการที่จะขยายตลาดส่งออกอีก 9 ประเทศภายในเดือนตุลาคม 2553 รวมประเทศที่ส่งออกรถยนต์ในโครงการ IMV ทั้งสิ้น 117 ประเทศnnสำหรับ ไฮลักซ์ TOYOTA วีโก้ และ ฟอร์จูนเนอร์ ได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวไทยเป็นอย่างสูง ด้วยกระแสตอบรับอย่างดีตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ และต่อเนื่องจนมียอดจำหน่ายสูงสุดติดต่อกันถึง 4 ปี ครองส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศถึงกว่า 40% และยังยืนยันได้จากยอดการผลิตทั้งหมด ที่บรรลุ 1 ล้านคัน ไปแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2551nnเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า โครงการไอเอ็มวี ไม่เพียงจะเป็นรถยนต์ที่มีส่วนแบ่งตลาดในประเทศสูงสุดเป็นอันดับ 1 เท่านั้น ในส่วนของภาคการส่งออก ยังสามารถครองส่วนแบ่งของการส่งออกรถกระบะสูงสุด มากกว่า 37% ของการส่งออกรถกระบะทั้งหมด”nn“นอกจากนี้ยังทำการการส่งออกรถยนต์ภายใต้โครงการ ไอเอ็มวี ครบ 1 ล้านคัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรถยนต์สะสมกว่า 430,000 ล้านบาท รวมกับการส่งออกชิ้นส่วนอะไหล่สะสมคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 138,000 ล้านบาท สามารถนำเงินตรากลับสู่ประเทศไทยสร้างรายได้สะสมคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 568,000 ล้านบาท”nn“โครงการไอเอ็มวี นำมาซึ่งความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งของ โตโยต้า ที่มีโอกาสในการส่งเสริมเศรษฐกิจและพัฒนาการของประเทศ ด้วยการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดถึงกว่า 30,000 ล้านบาท พร้อมด้วยการสร้างงานให้กับคนไทยกว่า 30,000 ตำแหน่ง ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศสูงสุดถึง 94% และยังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ประเทศไทยอีกเป็นจำนวนมาก อาทิการนำเทคโนโลยี การผลิตอันล้ำสมัย ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มาใช้ที่โรงงาน โตโยต้า บ้านโพธิ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 โรงงานแห่งความยั่งยืน (Sustainable Plant) และถือเป็นต้นแบบของเครือข่ายการผลิต รถยนต์โตโยต้าทั่วโลก ที่สำคัญ โตโยต้า พร้อมแล้ว ที่จะเดินหน้าผลักดันให้โครงการไอเอ็มวี สมกับเป็น “Product Champion” ของประเทศไทยในระดับโลก และเป็นกลไกที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้มีความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน” นายทานาดะ กล่าวnn(Source)

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

BMW 5,BMW X1,BMW X3,MERCEDES BENZ A,BMW


30 มิถุนายน 2553 11:30 น.ค่ายใบพัดสีฟ้า “บีเอ็มดับเบิลยู” เขย่าตลาดรถหรูต่อเนื่อง เข็นรถรุ่นต่างๆ สู่ตลาดถี่ยิบ หวังเจาะทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้า จนปัจจุบันมีให้เลือกกันตาลายถึง 25 รุ่นย่อย มากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะการออก “ซีรี่ส์ 5” รุ่นพิเศษ และรุ่นใช้น้ำมัน E20 พร้อมกับกดราคาลงมาแบบสุดๆ จนทำให้สต็อกที่มีไว้รองรับถึงปลายปีหายเกลี้ยงก่อนกำหนด ต้องปรับแผนการผลิตเร่งขึ้นไลน์ประกอบ “ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์5” โฉมใหม่ ที่เดิมล็อกเวลาเปิดตัวไว้ช่วงปลายปี หรือต้นปีหน้า เลื่อนขึ้นมาเป็นปีนี้แน่นอน และเร็วกว่ากำหนดเดิมด้วย พร้อมกับเดินหน้าลุยอาศัยช่วงจังหวะตีเหล็กกำลังร้อน ยกขบวนรถซีบียูมาปั่นกระแสหนุนส่งช่วงครึ่งปีหลัง เริ่มตั้งแต่นำสปอร์ตโรสเตอร์ตัวแรง “ บีเอ็มดับเบิลยู Z4 sDrive35is” มาตีกินไปเรื่อยๆ ในราคา 8.399 ล้านบาท และล่าสุดเอาใจแฟนๆ ที่ชื่นชอบรถอเนกประสงค์แบบครอสโอเวอร์ขนาดเล็ก ด้วยการส่ง “X1” มาเป็นอีกทางเลือก เคาะราคา 3.399 ล้านบาท ก่อนที่กลางเดือนกรกฎาคนี้จะถึงเวลาไฮไลต์ประจำปี เปิดตัว “ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์5” โฉมใหม่ เวอร์ชั่นรถซีบียูบุกตลาดนำร่องให้กับรุ่นซีเคดี ข่าวสะพัด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เตรียมนำเข้ามาครบทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล รหัส “535i” และ “530d” มาให้เลือกถอยโฉบเฉี่ยวก่อนใครๆnnมิคาเอล คอร์ดิสแม้จะไม่ร้อนแรงเหมือนตลาดรถยนต์ประเภทอื่นๆ แต่กลุ่มรถยนต์หรูหรายังคงอยู่ในแดนบวกได้ โดยยอดขาย BMW 5 เดือนแรกของตลาดรถหรูปีนี้ (ม.ค.- พ.ค.) เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มีตัวเลขเติบโตอยู่ที่ประมาณ 15% ซึ่งส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดรถหรูยืนอยู่ในทิศทางเดียวกับตลาดรถยนต์อื่นๆ ได้ น่าจะมาจากค่ายใบพัดสีฟ้า “บีเอ็มดับเบิลยู” ที่ช่วงครึ่งแรกของปีร้อนแรงเหลือเกิน สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นถึงกว่า 60% แม้หลายคนอาจจะมองว่ามาจากปฏิบัติการออกรุ่นพิเศษ “ซีรี่ส์ 5” พร้อมกับกดราคาลงมาล่อใจแบบสุดๆ เพื่อระบายสต็อกให้หมดก่อนโฉมใหม่จะมาปลายปีนี้ แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า ปีนี้บีเอ็มดับเบิลยูขยันผลักดันยอดขายอย่างยิ่ง ทั้งการแนะนำรถรุ่นพิเศษ รุ่นใช้น้ำมัน E20 และรถนำเข้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ (CBU) ฉะนั้นความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยูในช่วงครึ่งปีแรก ย่อมต้องมาจากการวางแผนกลยุทธ์มาอย่างดีทีเดียวnn“ความสำเร็จสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยูในปีนี้ มาจากการขยันแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และหลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า ครบทุกโมเดลหลักไม่ว่าจะเป็น ซีรี่ส์3, BMW 5 และ BMW 7 รวมถึงรถนำเข้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศรุ่นใหม่ๆ ทำให้ปัจจุบันบีเอ็มดับเบิลยูมีสินค้าอยู่ในตลาดมากถึง 25 รุ่น จากเดิมที่จะมีเพียง 15-16 รุ่นเท่านั้น”nn“มิคาเอล คอร์ดิส” ประธานบริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงแรงผลักสำคัญที่ส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยูประสบความสำเร็จอย่างมากมายในปีนี้ แต่เพื่อยืนยันถึงการทำงานที่ผ่านการวางแผนมาอย่างดี จึงได้ย้ำกับ “ ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง” ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่คิดจะออกอะไรมาก็ได้ ทุกอย่างล้วนผ่านการศึกษาและวิจัยตลาด ทั้งจากตัวแทนจำหน่าย หรือดีลเลอร์ ตลอดจนถึงความต้องการของลูกค้ามาอย่างดี จึงจะทำการออกรถรุ่นใหม่ๆ ได้nnไม่เพียงแค่ตอบสนองลูกค้าเท่านั้น คอร์ดิสยังบอกว่า บีเอ็มดับเบิลยูได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีอยู่ในต่างประเทศมาให้กับลูกค้าชาวไทย อย่างเช่นเทคโนโลยีภายใต้แนวคิด Efficient Dynamicsที่ให้ความประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่นั่นใช่ว่าบีเอ็มดับเบิลยูจะลืมเรื่องสมรรถนะ และความสมบูรณ์ในการขับขี่ อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูไป โดยยังคงรักษาและพัฒนาให้ดีขึ้นไปอีก ขณะเดียวก็ได้เพิ่มเรื่องของการประหยัดเชื้อเพลิง และลดภาระให้กับผู้บริโภค ดังจะเห็นได้จากการแนะนำรถใช้น้ำมัน E20nnซีรีส์5 โฉมใหม่เมื่อถามถึงสาเหตุสำคัญมาจากการแนะนำ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์5 รุ่นพิเศษ พร้อมกับลดราคาลงมาหรือไม่?... คอร์ดิสยอมรับว่า ซีรี่ส์ BMW 5 รุ่นพิเศษเป็นส่วนขับเคลื่อนหนึ่งที่สำคัญ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่อยู่ดีๆ จะทำออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะต้องผ่านการศึกษาความต้องการ และจำนวนกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจนเสียก่อน เมื่อทราบว่ามีจึงจะแนะนำรถออกมา ไม่ใช่สาเหตุจากการลดราคาอย่างเดียวnn“แนวทางนี้จะมีในรถรุ่นอื่นๆ หรือไม่ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า และฤดูการขาย ซึ่งหากดูช่วงเวลาของ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ BMW 3 และ BMW 7 ยังไม่น่าจะใช่เวลาที่เหมาะสม เพราะยังใหม่สดอยู่และลูกค้าก็ยังต้องการอุปกรณ์ที่ครบครัน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งของตัวสินค้า อาจจะมีลูกค้าบางกลุ่มที่ไม่ต้องการ และขอเลือกราคาลดลงแทน ดังนั้นจึงไม่ปฏิเสธทีเดียวว่าจะไม่ใช้กลยุทธ์นี้อีก ”nnจากความสำเร็จทางด้านยอดขาย โดยเฉพาะ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ BMW 5 รุ่นปัจจุบัน (รหัส E60/E61) ที่ประเมินว่าน่าจะทำตลาดได้ถึงปลายปี หรือต้นปีหน้า ใกล้เคียงกับระยะเวลาการเปิดตัวโมเดลใหม่ของซีรี่ส์ BMW 5 (รหัส F10)ในไทยพอดี แต่ความต้องการของตลาดมากกว่าที่คาดไว้ ทำให้รถยนต์ที่ผลิตรองรับไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้ทำการปรับไลน์ผลิตรองรับโฉมใหม่แทน คาดว่าจะหมดเร็วกว่าที่ประเมินไว้nn“เดิมบีเอ็มดับเบิลยูประเมินไว้ว่า จะแนะนำโมเดลใหม่ของซี่รี่ส์ BMW 5 รุ่นประกอบในประเทศ(CKD) ประมาณช่วงปลายปีนี้ หรืออย่างช้าช่วงต้นปีหน้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราจำเป็นต้องปรับแผนงานอย่างเร่งด่วน ด้วยการเร่งขึ้นไลน์ผลิตซีรี่ส์ BMW 5 โฉมใหม่ให้เร็วขึ้น เพื่อไม่ให้กระแสความต้องการของลูกค้าขาดช่วงไป โดยจะเปิดตัวภายในปีนี้แน่นอน และเร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ด้วย ส่วนรายละเอียดช่วงเวลาคงไม่สามารถเปิดเผยได้ขณะนี้” คอร์ดิสกล่าวnnนั่นเป็นรถยนต์ที่ขึ้นไลน์ประกอบในประเทศ แต่อย่างที่บอกบีเอ็มดับเบิลยูเดินหน้าลุยตลาดรถหรูเต็มที่ ด้วยการส่งรถยนต์หลากหลายทางเลือกให้กับลูกค้า แน่นอนรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ หรือรถซีบียู (CBU) เป็นอีกหมัดเด็ดของ บีเอ็มดับเบิลยู แม้ตลาดจะไม่มากมายนัก แต่กับนโยบายพยายามเจาะลูกค้าทุกกลุ่ม ทำให้บีเอ็มดับเบิลยูประเทศไทยนำเข้ารถซีบียูรุ่นใหม่ๆ มาแนะนำสู่ตลาดต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อต้นปีได้มีการประกาศเล่นบทแข็ง ไม่ยอมรับซ่อมและรับประกันให้กับรถ บีเอ็มดับเบิลยู ที่ไม่ได้มาจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ซึ่งน่าจะเป็นอีกมาตรฐานการที่จะช่วยผลักดันให้รถซีบียูของ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ขยายตัวมากนักขึ้นnnZ4 sDrive35is แต่เรื่องนี้คอร์ดิสขอชี้แจงทำความเข้าใจทันที… “บีเอ็มดับเบิลยูไม่ได้มองเรื่องยอดขายแต่อย่างใด สิ่งที่เราประกาศออกไปเพราะห่วงภาพลักษณ์ของแบรนด์และลูกค้า เนื่องจากเป็นที่ทราบกันรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูโมเดล 2010 เป็นต้นไป ล้วนใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย และในยุโรปได้มีการกำหนดมาตรฐานไอเสียระดับยูโร5 แต่ขณะที่น้ำมันในไทยยังอยู่แค่ระดับยูโร3 ดังนั้นรถที่ผลิตในยุโรปจึงต้องผ่านมาตรฐานของเขา และเมื่อมีผู้นำเข้ามาแบบสำเร็จรูปเลย โดยไม่ผ่านการปรับเซ็ตอุปกรณ์ให้ตรงกับมาตรฐานน้ำมันไทย เหมือนกับที่การนำเข้ารถซีบียูของ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ อาจจะเสียหาย หรือซอฟแวร์ที่คุมการทำงานรถทั้งหมด ไม่รู้จักหรือปฏิเสธจะทำให้รถมีปัญหาได้ และสิ่งที่เกิดขึ้นลูกค้าไม่ได้ไปต่อว่าผู้นำเข้าอิสระ หรือเกรย์มาร์เก็ต แต่จะมาโทษบีเอ็มดับเบิลยูในฐานะเจ้าของแบรนด์แทน”nnหลังจากได้ขอย้ำทำความเข้าใจถึงสาเหตุของประกาศดังกล่าวแล้ว คอร์ดิสจึงได้เปิดเผยถึงแผนการนำเข้ารถซีบียูรุ่นใหม่มาทำตลาดในไทยช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แม้จะไม่ทั้งหมดบอกได้เพียงรถรุ่นที่จะเปิดตัวใน 1-2 เดือนข้างหน้านี้ แต่ก็ทำให้แฟนพันธุ์แท้ของค่ายใบพัดสีฟ้า ได้มองเห็นทางเลือกในการถอยรถรุ่นใหม่บ้างnn“ที่เพิ่งแนะนำสู่ตลาดไปเป็น บีเอ็มดับเบิลยู Z4 sDrive35is สปอร์ตโรดสเตอร์ที่รู้จักกันดี ซึ่งรุ่นนี้ได้มีการปรับปรุงเรื่องสมรรถนะและกำลังให้ดีขึ้น โดยมีราคาอยู่ที่ 8.399 ล้านบาท และในเดือนกรกฎาคมนี้จะแนะนำสู่ตลาดอีก 2 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive20dและไฮไลต์สำคัญ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ BMW 5 โฉมใหม่” คอร์ดิสกล่าวและว่าnnX1 sDrive20dทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive20dเครื่องยนต์ดีเซล 2000 ซีซี 177 แรงม้า ซึ่งได้มีการนำเข้ามาเผยโฉมในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2010 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่นี่ถือเป็นการเปิดตัวขายอย่างเป็นทางการ โดยวางราคาจำหน่ายอยู่ที่ 3.999 ล้านบาท และกลุ่มเป้าหมายจะแตกแต่งจาก บีเอ็มดับเบิลยู X3 ที่เคยทำตลาด เพราะ BMW X1 ไม่เชิงเป็นรถอเนกประสงค์แบบเอสยูวี เรียกว่าเป็นครอสโอเวอร์ หรือออกแนวสปอร์ตมากกว่า ทำให้กลุ่มเป้าหมายจะเป็นคนหนุ่มสาวกว่าผู้ใช้รุ่น X3nn“ในส่วนของ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ BMW 5 โฉมใหม่ ถือเป็นรุ่นสำคัญในการทำตลาด เพราะเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และอีกไม่นานก็จะมีรุ่นซีเคดีออกมา ดังนั้นการนำเข้ารุ่นซีบียูจึงเป็นการสร้างกระแสให้กัน โดยซีรี่ส์ BMW 5 โฉมใหม่ที่จะนำเข้ามาทำตลาดจะมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อให้ลูกค้าเลือกตามความต้องการ แต่จะเป็นรุ่นไหนคงต้องรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงประมาณกลางเดือนกรกฎาคมนี้”nnอย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จะนำเข้าเปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ BMW 5 โฉมใหม่ 2 รุ่น คือรหัส 535i เครื่องยนต์เบนซิน BMW 6 สูบ ความจุ 3000 ซีซี มาพร้อมกับเทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 300 แรงม้า ทื่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 41.4 กก.-ม. ที่ 1,200-5,000 รอบ/นาที เร้าใจกับอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน BMW 6 วินาที และอีกรุ่น บีเอ็มดับเบิลยู 5 30d เครื่องยนต์ดีเซล BMW 6 สูบ ขนาด 3000 ซีซี 245 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ แรงบิดสูงสุด 55.0 กก.-ม. ที่ 1,750 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 6.3 วินาที รวมถึงความเร็วปลาย 250 กิโลเมตร/ชั่วโมงnnเรียกว่าพอเข้าสู่เดือนแรกของครึ่งปีหลัง ตลาดรถยนต์หรูหราในไทยก็ร้อนแรงเสียแล้ว จากปฏิบัติการของค่ายใบพัดสีฟ้า “บีเอ็มดับเบิลยู” ที่โหมตีเหล็กช่วงกำลังร้อน รุกตลาดอย่างหนักหวังผงาดขึ้นเป็นผู้นำ แทนคู่แข่งสำคัญ “เมอร์เซเดส- เบนซ์ A mp;rdquo;nn(Source)

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

MAZDA 2,MAZDA


29 มิถุนายน 2553 09:37 น.ข่าวในประเทศ – มาสด้า ฟิตจัดเตรียมเดินสายโรดโชว์ให้ "น้อง2" ตามมหาวิทยาลัย ให้เรียนรู้ทักษะการขับที่ถูกต้อง พร้อมกิจกรรมร่วมสนุกเพียบ เริ่ม ม.มหิดล ศาลายา 30 มิถุนายนี้nnสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมามาสด้าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการสร้างการรับรู้ของแบรนด์รถยนต์ มาสด้า โดยเฉพาะหลังการเปิดตัวรถยนต์นั่งสปอร์ตน้องใหม่ New Mazda2 ทั้งรุ่นสปอร์ตแฮตช์แบค MAZDA 5 ประตู และสปอร์ต ซีดาน 4 ประตู ที่สร้างยอดขายและการเติบโตให้มาสด้าแบบก้าวกระโดด ทั้งนี้มาสด้าเตรียมต่อยอดด้วยการนำเอากิจกรรมส่งเสริมการตลาดในสไตล์ ซูม-ซูม เข้าโรดโชว์ตามมหาวิทยาลัย เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรงให้ลูกค้าได้สัมผัสรถยนต์มาสด้าอย่างใกล้ชิด หวังสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นnnแม้เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เป็นช่วงของการย่างเข้าสู่หน้าฝนซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่สำหรับมาสด้านั้นถือเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์ และสัมผัสประสบการณ์แบบ ซูม-ซูม ได้มากที่สุด ภายใต้ชื่องาน "New Mazda2 on Campus… Zoom-Zoom Life Begins" ซึ่งลูกค้าผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป โดยกิจกรรมแรกจะเริ่มในวันที่ 30 มิถุนายนที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ บางนา หรือ เอแบคตามลำดับ และมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ อีกกว่า 10 แห่งnnสำหรับการออกเดินสายโรดโชว์ตามมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ มาสด้ามุ่งสร้างสีสันและความสนุกสนานเพื่อให้เข้ากับแบรนด์ของ มาสด้า โดยกิจกรรมหลักๆ ประกอบไปด้วย การอบรมทักษะและสอนวิธีการขับขี่รถ มาสด้า 2 ใหม่ อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และถูกกฎจราจร เพื่อสร้างความมีวินัยในการใช้รถใช้ถนนร่วมกับผู้อื่น และสร้างความปลอดในการขับขี่ เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และสร้างจิตสำนึกที่ดีของการมีส่วนร่วมรับผิดต่อสังคมส่วนรวมร่วมกัน และพร้อมเตรียมนำเอากิจกรรมที่สนุกสนานพร้อมเกมส์การแข่งขันต่างๆมากมายnnนอกจากนี้มาสด้าได้มีการจัดประกวด "New Mazda2 Product Advisor Challenge" สำหรับน้องๆ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดสาวสวย ที่มากความรู้ ความสามารถ มีความมั่นใจ และมีบุคลิกอันโดเด่น เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัย เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในทีมประชาสัมพันธ์พิเศษรถยนต์ มาสด้า 2 ใหม่ เพื่อเดินสายไปพร้อมกับกิจกรรมต่างๆ ของทาง มาสด้า ซึ่งผู้ชนะเลิศในแต่ละมหาวิทยาลัยมีโอกาสร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์รถยนต์ มาสด้า 2 ใหม่ ในงานมหกรรมยานยนต์ที่กำลังจะมาถึงในช่วงปลายปีนี้ และในงานมอเตอร์โชว์ในช่วงต้นปีหน้าด้วยเช่นกันnn(Source)

MAZDA,VOLVO


29 มิถุนายน 2553 12:27 น.ข่าวต่างประเทศ - วอลโว่ และซาบขยับตัวเตรียมสร้างความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ในตลาดรถยนต์จีน โดยทางแบรนด์แรกซึ่งเพิ่งถูกบริษัทสัญชาติจีนอย่าง Geely เทคโอเวอร์ไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น ประกาศขยับเป้ายอดขาย โดยมั่นใจว่าภายในปี 2015 วอลโว่น่าจะมียอดขายในจีนไม่ต่ำกว่า 150,000 คัน ขณะที่ทางซาบกำลังพิจารณาวางแผนขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์ของตัวเองในจีนnnวี80 ฐานล้อยาวZhejiang Geely บริษัทแม่ของ Geely Automobile Holdings ผู้ผลิตรถยนต์ของจีน ที่เทคโอเวอร์กิจการของ วอลโว่ เปิดเผยว่าในตอนนี้วางแผนเตรียมผลิตเอสยูวีรุ่น VOLVO XC60 ในจีนช่วงปลายปีนี้ และตามด้วยรุ่น VOLVO S60 ในปี 2011 ซึ่งจะเป็นรถยนต์ 2 รุ่นที่สามารถสร้างยอดขายให้กับวอลโว่ในตลาดกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดีnnอย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ทาง Geely ยังไม่ได้กำหนดถึงสถานที่ตั้งของโรงงานใหม่แต่อย่างใด แต่ที่เป็นตัวเลือกหลักถูกระบุออกมาว่าอาจจะเป็น Beijing, Chengdu ทางตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่ก็ Ningbo ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของประเทศ โดยเชื่อว่ากำลังการผลิตของโรงงานใหม่แห่งนี้จะอยู่ในระดับ 150,000 คันต่อปีเลยทีเดียวnในปัจจุบัน รถยนต์ของวอลโว่ที่ประกอบในจีนมีเพียงรุ่น VOLVO S40 และ VOLVO S80 โดยมีไลน์ผลิตอยู่ที่โรงงานร่วมทุนของฟอร์ดอย่าง Changan-Ford-Mazda ซึ่งมีข่าวว่ากำลังจะมีการแยกส่วนการถือหุ้นใหม่หลังจากที่ฟอร์ดขายหุ้นจำนวนหนึ่งของมาสด้าออกไป และมีความเป็นไปได้ว่า Geely จะย้ายฐานการผลิตรถยนต์ของวอลโว่ทั้งหมดมาที่โรงงานใหม่แห่งนี้nnส่วนทางด้านซาบ ซึ่งมีการเปลี่ยนมือเจ้าของจากจีเอ็มมาเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตสัญชาติฮอลแลนด์อย่างสปายเกอร์เมื่อต้นปีนี้นั้น มีข่าวว่ากำลังสนใจจะเข้ามาเจาะตลาดรถยนต์ในจีนด้วยการตั้งโรงงานผลิต โดยทางวิคเตอร์ มุลเลอร์ ประธานของซาบกล่าวว่า ในตอนนี้บริษัทกำลังพิจารณาถึงเรื่องนี้ ส่วนเรื่องของการประกาศรายชื่อดีลเลอร์ของซาบในจีนจะมีการเปิดเผยในช่วงสัปดาห์หน้าnn'เราคาดหวังยอดขายของตัวเองในจีนเพียงแค่ 10,000 คันในช่วง 3 ปีข้างหน้า' มุลเลอร์กล่าว 'แน่นอนว่ามันไม่ใช่ตัวเลขที่มากมาย แต่ถ้าเป็นจริงขึ้นมา ผมว่าจะเป็นเรื่องง่ายขึ้นที่เราจะเดินเข้าไปคุยกับพันธมิตรท้องถิ่น และขอให้เขาช่วยประกอบรถยนต์ของเรา'nnนอกจากนั้น มุลเลอร์ยังกล่าวอีกว่าภายในปี 2012 ซาบจะกลับมามีความเข้มแข็งอีกครั้ง และคาดว่ายอดขายทั่วโลกของบริษัทจะมีในระดับ 125,000 คันทั่วโลก โดยเพิ่มขึ้นจาก 98,000 คันในปี 2008 เป็นเพราะในช่วงเวลานับจากนี้ ซาบวางเปิดตัวรถยนต์หลายรุ่น เช่น 9-5, 9-4X แบบครอสโอเวอร์ และ 9-3 แบบโมเดลเชนจ์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นตลาดได้เป็นอย่างดีnn(Source)

28 มิถุนายน 2553 17:30 น.ข่าวต่างประเทศ - แม้มีแนวโน้มของตัวเลขที่ค่อนข้างดีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ แต่สำนักวิจัยอย่างเจดี เพาเวอร์ แอนด์ แอสโซซิเอชั่นกลับเชื่อว่าตลาดรถยนต์อเมริกันยังอยู่ในช่วงที่ทรงตัวและยังไม่แข็งแกร่งอย่างที่คิด โดยเชื่อว่าตัวเลขยอดขายในเดือนมิถุนายนนี้มีแนวโน้มลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายรถยนต์ใหม่ของช่วงเดือนพฤษภาคมปีเดียวกันnn'ในตอนนี้ภาพรวมของเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้นในระดับหนึ่ง ดังนั้น ตัวเลขยอดขายแบบปลีกในตลาดรถยนต์ก็ควรจะดีขึ้นตามด้วย แต่นี่กลับไม่ และในเดือนมิถุนายนนี้ คาดว่าตัวเลขยอดขายจะลดลงอีก และถือเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันแล้ว ที่ตลาดรถยนต์อเมริกันมีตัวเลขยอดขายต่อเดือนลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า' Jeff Schuster กรรมการบริหารที่ดูแลในส่วนของการวิเคราะห์ตลาดรถยนต์ทั่วโลกกล่าวnn'ดูๆ ไปแล้วเหมือนกับว่า ผู้บริโภคมีความระมัดระวังตัวในการใช้เงินมากขึ้น และพวกเขามีความรอบคอบในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่กันมากขึ้น'nnคาดว่าในเดือนมิถุนายนนี้ ตัวเลขยอดขายรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาน่าจะอยู่ที่ 768,000 คัน และส่งผลต่อเนื่องไปยังค่าตัวเลขของการวิเคราะห์การแปรผันที่ส่งผลต่อภาพรวม หรือที่เรียกว่า Seasonally Adjusted Annualized Rate (SAAR) ไปด้วย โดยถ้าเหตุการณ์ยังเป็นในลักษณะนี้การวิเคราะห์ตามหลัก SAAR เชื่อว่าสิ้นสุดปี 2010 ตัวเลขยอดขายรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาจะต่ำกว่า 9 ล้านคันตามที่หวังอย่างแน่นอน โดยอยู่ในระดับ 8.6 ล้านคัน และลดลงจากค่า SAAR ที่ได้ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 8.9 ล้านคัน แต่ด็ยังดีกว่าค่า SAAR ที่ได้ในเดือนมิถุนายน 2009 ซึ่งอยู่ที่ 8.2 ล้านคันเท่านั้นnnอย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ได้เป็นแค่การวิเคราะห์จากแนวโน้มที่เกิดขึ้น แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่ายอดขายรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาน่าจะเกิน 9 ล้านคันสำหรับในส่วนของการขายปลีก หรือ Retail Sales และเมื่อรวมกับตัวเลขของการขายแบบ Fleet เชื่อว่าตัวเลขจะอยู่ในระดับ 11.8 ล้านคันnnจากสัญญาณที่ไม่ค่อยสู้ดีในครั้งนี้ ทำให้ทางเจดี เพาเวอร์มีการปรับลดตัวเลขการทำนายยอดขายรถยนต์แบบขายปลีกในสหรัฐอเมริกาลงมาจากเดิมที่เชื่อว่าจะอยู่ในระดับ 9.7 ล้านคันต่อปีลงมาอยู่ที่ 9.5 ล้านคันเท่านั้น แต่ยังไม่ปรับลดตัวเลขยอดขายรวมเพราะเชื่อว่าการขายแบบ Fleet ที่มีแนวโน้มที่ดีในด้านยอดขาย จะมีส่วนในช่วยในการรักษาระดับตัวเลขรวมของยอดขายในปีนี้ให้เป็นไปตามที่คาดหมายเอาไว้nnในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คาดว่าตัวเลขยอดขายแบบยกล็อต หรือ Fleet จะมีส่วนช่วยในการเพิ่มตัวเลขยอดขายในปีนี้ เพราะจากการคาดหมายเชื่อว่ายอดขายแบบ Fleet จะดีขึ้นมาอยู่ในระดับ 203,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีที่แล้วถึง 59%nn(Source)

28 มิถุนายน 2553 17:30 น.ข่าวต่างประเทศ - แม้มีแนวโน้มของตัวเลขที่ค่อนข้างดีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ แต่สำนักวิจัยอย่างเจดี เพาเวอร์ แอนด์ แอสโซซิเอชั่นกลับเชื่อว่าตลาดรถยนต์อเมริกันยังอยู่ในช่วงที่ทรงตัวและยังไม่แข็งแกร่งอย่างที่คิด โดยเชื่อว่าตัวเลขยอดขายในเดือนมิถุนายนนี้มีแนวโน้มลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายรถยนต์ใหม่ของช่วงเดือนพฤษภาคมปีเดียวกันnn'ในตอนนี้ภาพรวมของเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้นในระดับหนึ่ง ดังนั้น ตัวเลขยอดขายแบบปลีกในตลาดรถยนต์ก็ควรจะดีขึ้นตามด้วย แต่นี่กลับไม่ และในเดือนมิถุนายนนี้ คาดว่าตัวเลขยอดขายจะลดลงอีก และถือเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันแล้ว ที่ตลาดรถยนต์อเมริกันมีตัวเลขยอดขายต่อเดือนลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า' Jeff Schuster กรรมการบริหารที่ดูแลในส่วนของการวิเคราะห์ตลาดรถยนต์ทั่วโลกกล่าวnn'ดูๆ ไปแล้วเหมือนกับว่า ผู้บริโภคมีความระมัดระวังตัวในการใช้เงินมากขึ้น และพวกเขามีความรอบคอบในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่กันมากขึ้น'nnคาดว่าในเดือนมิถุนายนนี้ ตัวเลขยอดขายรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาน่าจะอยู่ที่ 768,000 คัน และส่งผลต่อเนื่องไปยังค่าตัวเลขของการวิเคราะห์การแปรผันที่ส่งผลต่อภาพรวม หรือที่เรียกว่า Seasonally Adjusted Annualized Rate (SAAR) ไปด้วย โดยถ้าเหตุการณ์ยังเป็นในลักษณะนี้การวิเคราะห์ตามหลัก SAAR เชื่อว่าสิ้นสุดปี 2010 ตัวเลขยอดขายรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาจะต่ำกว่า 9 ล้านคันตามที่หวังอย่างแน่นอน โดยอยู่ในระดับ 8.6 ล้านคัน และลดลงจากค่า SAAR ที่ได้ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 8.9 ล้านคัน แต่ด็ยังดีกว่าค่า SAAR ที่ได้ในเดือนมิถุนายน 2009 ซึ่งอยู่ที่ 8.2 ล้านคันเท่านั้นnnอย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ได้เป็นแค่การวิเคราะห์จากแนวโน้มที่เกิดขึ้น แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่ายอดขายรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาน่าจะเกิน 9 ล้านคันสำหรับในส่วนของการขายปลีก หรือ Retail Sales และเมื่อรวมกับตัวเลขของการขายแบบ Fleet เชื่อว่าตัวเลขจะอยู่ในระดับ 11.8 ล้านคันnnจากสัญญาณที่ไม่ค่อยสู้ดีในครั้งนี้ ทำให้ทางเจดี เพาเวอร์มีการปรับลดตัวเลขการทำนายยอดขายรถยนต์แบบขายปลีกในสหรัฐอเมริกาลงมาจากเดิมที่เชื่อว่าจะอยู่ในระดับ 9.7 ล้านคันต่อปีลงมาอยู่ที่ 9.5 ล้านคันเท่านั้น แต่ยังไม่ปรับลดตัวเลขยอดขายรวมเพราะเชื่อว่าการขายแบบ Fleet ที่มีแนวโน้มที่ดีในด้านยอดขาย จะมีส่วนในช่วยในการรักษาระดับตัวเลขรวมของยอดขายในปีนี้ให้เป็นไปตามที่คาดหมายเอาไว้nnในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คาดว่าตัวเลขยอดขายแบบยกล็อต หรือ Fleet จะมีส่วนช่วยในการเพิ่มตัวเลขยอดขายในปีนี้ เพราะจากการคาดหมายเชื่อว่ายอดขายแบบ Fleet จะดีขึ้นมาอยู่ในระดับ 203,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีที่แล้วถึง 59%nn(Source)

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553


27 มิถุนายน 2553 16:12 น.ข่าวในประเทศ - MMS-Bosch Car Service เปิดคลินิกตรวจสุขภาพรถ ภายในสถานีบริการน้ำมัน ประเดิมที่แรกที่ปั๊มปตท. เยื้องคาร์ฟูร์ สำโรง พร้อมรับโปรโมชั่นช่วงเปิดตัวเพียบnnอาสา ปิยะรัฐ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า MMS ได้เปิดคลินิกตรวจสุขภาพรถ MMS-Bosch Car Service ในปั๊มน้ำมัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์การขยายธุรกิจรูปแบบใหม่ เนื่องจากปั๊มน้ำมันต่างๆ มีสาขาครอบคลุมทุกหัวเมือง และศูนย์บริการฯ MMS-Bosch Car Service รูปแบบใหม่ ปรับเป็นแบบคลินิกสำหรับตรวจสุขภาพรถ และซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ในการตั้งสาขา ดังนั้น จึงถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวในการขยายธุรกิจ โดยประเดิมที่แรกที่ปั๊มน้ำมันยักษ์ใหญ่ ปตท. เพื่อโอกาสในการขยายสาขาศูนย์บริการฯ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นnnการดำเนินงานต่างๆจะอยู่ภายใต้การควบคุมของทีมงานที่มีประสบการณ์สูง ด้วยระบบการจัดเก็บประวัติคนไข้แต่ละคันผ่าน Service Booklet และบันทึกในระบบฐานข้อมูลของบริษัทฯ โดยจะมี Call Center ไว้บริการอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะทำการตรวจสอบความพึงพอใจของลูกค้า เพื่อให้เราคงไว้ในคุณภาพของการบริการที่ดีnnทั้งนี้บริษัทยังได้มอบบริการสุดพิเศษ สำหรับลูกค้า เมื่อเปลี่ยนยางครบ 4 เส้น ภายใต้แคมเปญ "Save Safe" (ประหยัด และปลอดภัย) ซึ่งประกอบไปด้วยnn1- รับส่วนลด 50 % สำหรับเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องปตท. สังเคราะห์แท้ 100%n2- ฟรีตรวจเช็คช่วงล่างทั้งระบบด้วยคอมพิวเตอร์ มูลค่า 1,300 บาทn3- ฟรีบัตรสมนาคุณ มูลค่า 500 บาท สำหรับเช่ารถที่ Master Car Rentaln4- ฟรีดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 6 เดือนnnสิทธิพิเศษนี้ สำหรับสาขาสำโรงเท่านั้น เริ่มตั้งแต่วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2553 เท่านั้น ผู้สนใจสามารถติดต่อเข้ารับบริการบำรุงรักษารถยนต์ ได้ที่คลินิกตรวจสุขภาพรถยนต์ MMS-Bosch Car Service สาขาสำโรง ตั้งอยู่ภายในปั๊มน้ำมันปตท.เยื้องคาร์ฟูร์ สำโรง หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์ 02-757-7000 และอีก 3 สาขา ได้แก่ สาขารามอินทรา กม.4 โทร.02-971-9000 สาขางามวงศ์วาน โทร.02-953-3000 และสาขาสุขาภิบาล3 (ติดหมู่บ้านธารารมณ์) โทร.02-728-1600nn(Source)

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

LAMBORGHINI GALLARDO,LAMBORGHINI,LOTUS


25 มิถุนายน 2553 14:45 น.ข่าวในประเทศ - บริษัท นิช คาร์ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ ระดับซูปเปอร์พรีเมี่ยม Lamborghini, Hummer, Aston Martin, และ Lotus แถลงข่าวเปิดตัว รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด Lamborghini Gallardo LP570 – 4 Superleggera โดยได้รับเกียรติจากนายมีเกลันเจโล ปีปัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี ขึ้นกล่าวเปิดงาน พร้อมกับนายเสรี รักวิทย์ ประธานกรรมการ และ นายวิทวัส ชินบารมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิช คาร์ จำกัดnnLamborghini Gallardo LP570 – 4 Superleggera พระเอกของงานที่จอดโชว์อยู่เป็นสีส้ม กลางเวที เพราะนอกจากสีสันจะดูสดใสรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวสะดุดตาแล้วยังมีการเพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งในส่วนของเครื่องยนต์และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ของรถเพื่อทำให้ตัวรถมีสมรรถนะที่ดีขึ้น ด้วยแรงม้าที่มากถึง 570 แรงม้า และอัตรส่วนของน้ำหนักต่อแรงม้าที่ดีที่สุดในตลาดรถซุปเปอร์คาร์ในปัจจุบันที่ 2.35 กิโลกรัมต่อ 1 แรงม้า จึงทำให้รถรุ่นนี้ทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียงระยะเวลา 3.4 วินาทีเท่านั้น ด้วยความเร็วสูงสุด 325 กิโลเมตร/ชั่วโมง สนนราคาต่าตัวอยู่ที่ 26.5 ล้านบาทnnทางด้านนายเฟรด ซอเรีย ผู้จัดการฝ่ายบริการกล่าวว่า บริษัท นิช คาร์ จำกัด กล่าวว่า จะนำเข้าแต่ Lamborghini ใหม่เท่านั้น สำหรับความพิเศษของรถอยู่ตรงที่รถทุกคันจะถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุพิเศษอย่างดีส่งตรงจากโรงงานประเทศอิตาลี และพัฒนาระบบบำรุงรักษารถยนต์ขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่ใช่ Sole Authorized มาลองผิดลองถูกกับรถ และหนึ่งในเทคโนโลยีการป้องกันคือรหัสตัวเลขของ “GEKO token” ซึ่งขณะเชื่อมต่อกับฝ่ายบริการหลังการขายของ Lamborghini ltaly รหัสจะถูกเปลี่ยนทุกๆ 60 วินาที เฉพาะตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้นที่สามารถมีและใช้อุปกรณ์นี้ได้ nn(Source)

วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553

MINI COOPER,MINI COOPER S,MINI ONE,BMW,MINI


25 มิถุนายน 2553 11:27 น.ข่าวในประเทศ - มินิ อัพพลังเครื่องยนต์ให้รุ่น คูเปอร์ คูเปอร์เอส โดยรุ่นหลังใช้เทอร์โบร่วมวาวล์แปรผัน เพิ่มแรงม้าเป็น 184 ตัว ส่วนรุ่น วัน ทิ้งพิกัด1.4 ลิตร หันมาคบเครื่อง 1.6 ลิตร 98 แรงม้า แถมทุกรุ่นยันราคาเท่าเดิมnnรายงานจาก มินิ ประเทศไทย ว่า Mini Cooper S อัพเกรดเครื่องยนต์ด้วยระบบอัดอากาศ Twin-Scroll Turbo พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VALVETRONIC ซึ่งจัดเป็นระบบเครื่องยนต์ที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน ให้กำลังสูงสุด184 แรงม้า อัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร ดีกว่าเดิม 7% และค่าเฉลี่ยอัตราการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ 149 กรัมต่อกิโลเมตร ตามมาตรฐานการวัดค่าเฉลี่ย EU ซึ่งจากค่าสถิติดังกล่าว ทำให้เครื่องยนต์ของ Mini Cooper S เครื่องนี้จัดเป็น เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตรที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในโลกnnขณะเดียวกันเครื่องยนต์ใน Mini Cooper ก็ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถผลิตกำลังสูงสุดได้ 122 แรงม้า และ Mini One ก็เปลี่ยนจากเดิมที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร มาใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตรพร้อมด้วยเทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VALVETRONIC สามารถผลิตแรงม้าได้ 98 แรงม้า นอกจากนี้ ด้วยเทคโนโลยี MINIMALISM ซึ่งตั้งอยู่พื้นฐานปรัญชา EfficientDynamics ของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ไลน์เครื่องยนต์ใหม่ของมินินี้ ยังมีศักยภาพการลดอัตราการคายไอเสียให้เข้ามาตรฐาน EU5 สำหรับรุ่นที่จำหน่ายในยุโรปด้วยnnวิศวกรของมินิไม่ได้หยุดนิ่งในการคิดค้นเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย Sustainability ของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของมินิได้สร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยายนต์ด้วยระบบเครื่องยนต์ที่ผสมผสานสามสุดยอดเทคโนโลยีเพื่อสร้าง 'เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตรที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในโลก' กล่าวคือ (1) เทคโนโลยีระบบอัดอากาศ Twin-Scroll Turbo (2) ระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VALVETRONIC และ (3) ระบบฉีดน้ำมันตรงเข้ากระบอกสูบ Direct Injectionnnเครื่องยนต์ของ Mini Cooper S ที่ได้รับการอัพเกรดในครั้งนี้ จัดได้ว่าเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้มีการผนวกรวมระบบอัดอากาศ Twin-Scroll Turbo และระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VALVETRONIC เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งต่างก็เป็นสุดยอดเทคโนโลยีระบบป้อนอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ จึงเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ของ Mini Cooper S ซึ่งเป็นสุดยอดอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ทั้งในแง่ของสมรรถนะ ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน และการลดการคายไอเสียnnเทคโนโลยีระบบอัดอากาศ Twin-Scroll Turbo ใช้หลักการแบ่งทางเดินไอเสียเป็นสองช่อง โดยทั้งสองช่องจะทำงานสอดประสานกัน สร้างแรงดันของไอเสียให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำ เพื่อป้อนเป็นพลังงานขับเคลื่อนใบพัดของระบบเทอร์โบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบ Twin-Scroll Turbo จึงเป็นระบบเทอร์โบเดี่ยวที่สามารถให้กำลังอัดอากาศสูงและต่อเนื่องเสมือนกับใช้ระบบเทอร์โบคู่ ซึ่งนอกจากจะมีขนาดกะทัดรัดซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับรถขนาดเล็กอย่างมินิแล้ว ยังเป็นการประหยัดพลังงานโดยเฉพาะในเรื่องของระบบหล่อเย็นของเทอร์โบอีกด้วย ส่วนระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะnnVALVETRONIC ซึ่งมีความสามารถกำหนดระยะเปิด-ปิดและระยะเวลาการเปิดวาล์วอากาศได้แปรผันต่อเนื่องตลอดทุกช่วงรอบตามความต้องการของเครื่องยนต์ ทำให้สามารถป้อนอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การทำงานของทั้งสองระบบดังกล่าวอย่างควบคู่กัน จะส่งผลให้เครื่องยนต์สามารถผลิตกำลังตอบสนองความต้องการในทุกรูปแบบการขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดnnผลลัพธ์ที่ได้คือ Mini Cooper S มีสมรรถนะสูงยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งในด้านสมรรถนะการขับขี่ และประสิทธิภาพความประหยัดน้ำมันและลดการคายไอเสีย ใน Mini Cooper S รุ่นแฮ็ทแบ็ค เครื่องยนต์ใหม่ที่มีกำลังสูงสุด 184 แรงม้านี้ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 7.0 วินาที และสามารถทำอัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ยได้ดีกว่าเดิมอีก 7% เป็น 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร อีกทั้งค่าเฉลี่ยอัตราการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ต่ำเพียง 149 กรัมต่อกิโลเมตร ตามมาตรฐานการวัดค่าเฉลี่ย EUnnด้านเครื่องยนต์ของ Mini Cooper ได้รับการปรับปรุงในส่วนของซ๊อฟแวร์บริหารเครื่องยนต์ ทำให้มันมีกำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 122 แรงม้า (เดิม 120 แรงม้า) Mini Cooper รุ่นแฮ็ทแบ็ค มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลา 9.1 วินาที และสามารถทำอัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 18.5 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เฉลี่ย 127 กรัมต่อกิโลเมตร ตามมาตรฐานการวัดค่าเฉลี่ย EUnnMini One ได้รับการแทนที่เครื่องยนต์เดิม ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.4 ลิตร ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 1.6 ลิตรพร้อมด้วยเทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VALVETRONIC สามารถผลิตกำลังสูงสุด 98 แรงม้า (เดิม 95 แรงม้า) พร้อมแรงบิด 153 นิวตัน-เมตรที่ 3,000 รอบ (เดิม 140 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ) ทำให้ Mini One รุ่นแฮ็ทแบ็ค สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยเวลา 10.5 วินาที (เดิม 10.9 วินาที) และทำอัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ยที่ 18.5 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เฉลี่ย 127 กรัมต่อกิโลเมตร ตามมาตรฐานการวัดค่าเฉลี่ย EUnnราคา(เริ่มต้น)ตัวถังแฮ็ทแบ็คnn
รุ่น ราคา(บาท)
วัน 2,000,000
คูเปอร์ 2,300,000
คูเปอร์ เอส 2,800,000
nnราคา(เริ่มต้น)ตัวถังคลับแมนnn
รุ่น ราคา(บาท)
คูเปอร์ 2,700,000
คูเปอร์ เอส 3,200,000
nnราคา(เริ่มต้น)ตัวถังเปิดประทุนnn
รุ่น ราคา(บาท)
คูเปอร์ 2,800,000
คูเปอร์ เอส 3,200,000
nnหมายเหตุ : ราคาขายรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรม MSI MINI Service Inclusive 3 ปี / 50,000 กิโลเมตรnn(Source)

FORD FIESTA,FORD,MAZDA


25 มิถุนายน 2553 08:06 น.ข่าวในประเทศ– ค่าย "ฟอร์ด" มั่นใจศักยภาพไทย ประกาศลงทุนตั้งโรงงานแห่งใหม่มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อผลิตเก๋ง " ฟอร์ด โฟกัส" รุ่นใหม่ในปี 2555 และอีกหลายรุ่นสู่ตลาดในอนาคต เผยฟอร์ดมีแผนการที่จะจัดซื้อชิ้นส่วนมูลค่าปีละกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท จากเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทย เพื่อป้อนโรงงานผลิตรถแห่งใหม่นี้nnนายโจ ฮินริคส์ ประธาน ฟอร์ด ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและแอฟริกนายโจ ฮินริคส์ ประธาน ฟอร์ด ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและแอฟริกา เปิดเผยว่า เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดังนั้น ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี จึงประกาศแผนการลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ในประเทศไทย ด้วยมูลค่าการลงทุน 450 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิต 150,000 คันต่อปี โดยจะเริ่มดำเนินการผลิตในปี 2555 เป็นต้นไปnn"โรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่นี้ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ถือหุ้น 100% ซึ่งเป็นเงินลงทุนของฟอร์ดและบางส่วนมาจากเงินกู้สถาบันการเงินในประเทศ เพื่อที่จะทำการผลิตรถยนต์ ฟอร์ด โฟกัส รุ่นใหม่ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการผลิต เพื่อส่งออกประมาณ 85% ไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่เหลือจะรองรับตลาดในไทย"nnสำหรับการลงทุนครั้งนี้เพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้ฟอร์ดมีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ได้หลากหลายรุ่นในอนาคต และเป็นกลยุทธ์เชิงรุกของฟอร์ดในการขยายธุรกิจอย่างไม่หยุดยั้ง ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและแอฟริกา พร้อมทั้งย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของประเทศไทย ในการเป็นฐานผลิตและการส่งออกที่มีความสำคัญระดับโลกของ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ซึ่งไทยถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดำเนินงานสู่การเติบโต ภายใต้กลยุทธ์ One Ford ที่ประกาศไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาnnนายฮินริคส์เปิดเผยว่า ทั้งนี้ ฟอร์ด มอเตอร์ ตัดสินใจลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถแห่งใหม่ในไทยตั้งแต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เบื้องต้นเลือกพื้นที่ก่อสร้างแถบมาบตะพุด แต่ติดปัญหาเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้หมายถึงฟอร์ดไม่ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพราะโรงงานฟอร์ดเป็นมาตรฐานระดับโลกที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดเพื่อความยั่งยืน ตลอดจนกระบวนการ และระบบการผลิตที่มีความรับผิดชอบ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมnn"ปัญหาอยู่ที่กฎหมายเรื่องเขตพื้นที่ของไทยมากกว่า ทำให้แม้โรงงานฟอร์ดจะผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แต่หากอยู่ในเขตพื้นที่มีปัญหาและไม่รู้ว่าจะได้รับอนุมัติเมื่อไหร่ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินงาน ฟอร์ดเลยต้องติดสินใจย้ายสถานที่ตั้งโรงงานแห่งใหม่ มายังนิคมอุตสาหกรรมเหมราชทันที จึงไม่ส่งผลต่อแผนการผลิตรถยนต์ของฟอร์ดแต่อย่างใด" นายฮินริคส์กล่าวและว่าnnโดยโรงงานประกอบรถยนต์แห่งใหม่ที่จะสร้างขึ้นนี้ ดำเนินงานภายใต้บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ประเทศไทย ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดระยอง อยู่ใกล้เคียงกับโรงงานออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย หรือเอเอที(AAT) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี และ มาสด้า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น มีขนาดพื้นที่ 750,000 ตารางเมตร เป็นโรงงานแบบครบวงจร เพื่อการประกอบตัวถัง การพ่นสี การเก็บรายละเอียด และการประกอบรถยนต์ขั้นสุดท้าย โดยใช้กระบวนการผลิตตามรูปแบบระดับโลกnn"ที่สำคัญจากการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่นี้ ยังจะทำให้ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี มีการแผนจัดซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดต่อปีถึง 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 26,000 ล้านบาท จากเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทย"nnพร้อมกันนี้การเปิดโรงงานแห่งใหม่ ยังจะสามารถจ้างงานใหม่ได้สูงสุด 11,000 ตำแหน่ง โดยจะเป็นตำแหน่งงานที่ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี จ้างโดยตรงสูงสุดถึง 2,200 ตำแหน่ง และเป็นการจ้างงานผ่านทางเครือข่ายซัพพลายเออร์ และดีลเลอร์อีกถึง 8,800 ตำแหน่ง เมื่อโรงงานมีกำลังการผลิตสูงถึง 150,000 คันต่อปีnnนายปีเตอร์ ฟลีท ประธานฟอร์ดอาเซียน เปิดเผยว่า ทั้งนี้รถยนต์ ฟอร์ด โฟกัส รุ่นใหม่ ที่จะถูกผลิตในโรงงานใหม่แห่งนี้ ใช้โครงสร้างตัวถังใหม่ของรถยนต์ขนาดกลาง หรือซี-คาร์ของ ฟอร์ด ซึ่งคาดว่าจะมียอดขายรวมทั่วโลกมากกว่าปีละ 2 ล้านคัน โดยปัจจุบันตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลางถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ในโลก และคาดว่าภายในปี 2556 จะมีสัดส่วนประมาณ 28% ของยอดขายรถยนต์นั่งโดยรวมทั้งหมดnn"ในช่วงระยะเวลา 5-7 ปีข้างหน้านี้ คาดกันว่าภูมิภาคเอเชียจะมีอัตราการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ คิดเป็นสัดส่วนถึง 40% และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตดังกล่าว ฟอร์ดจึงได้ลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งลงทุนมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์นั่งแห่งใหม่ ในนามของบริษัทเอเอที เพื่อผลิตรถยนต์นั่ง ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ ซึ่งกำลังจะแนะนำเข้าสู่ตลาดไทยเร็วๆ นี้ และจากการลงทุนล่าสุดผลิตรถยนต์นั่ง ฟอร์ด โฟกัส ใหม่ รวมถึงอีกหลายรุ่นที่จะผลิตในอนาคต ทำให้ฟอร์ดเชื่อมั่นว่าจะช่วยผลักดันส่วนแบ่งทางการตลาดของฟอร์ดในไทยเพิ่มขึ้นได้"นายฟรีทกล่าวnn(Source)

LANDROVER,ROVER,TATA


24 มิถุนายน 2553 15:46 น.ข่าวต่างประเทศ- ทาทา มอเตอร์ส กรุ๊ป รายงานยอดจำหน่ายรถยนต์รวมทั่วโลกประจำเดือนพฤษภาคม 2553 มีจำนวน 79,819 คัน เพิ่มขึ้น50 %จากเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นยอดจำหน่ายรถยนต์ทาทา, ทาทา แดวู, ฮิสปาโน คาร์โรเซรา, จากัวร์, แลนด์โรเวอร์ และแบรนด์อื่นๆ ที่ทาทาเป็นผู้จัดจำหน่ายในประเทศอินเดีย ส่วนยอดจำหน่ายรวมในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมปีนี้อยู่ที่ 157,548 คัน เพิ่มขึ้น 52 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนnnเดือนพฤษภาคม 2553 ทาทาจำหน่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ได้ 36,689 คัน เพิ่มขึ้น 45 % จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่วนในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมจำหน่ายได้รวม 71,159 คัน เพิ่มขึ้น 42 % รถยนต์นั่งส่วนบุคคลมียอดจำหน่าย 43,130 คันในเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 54% ส่วนยอดจำหน่ายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมมีจำนวน 86,389 คัน เพิ่มขึ้น 60 %nnรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของทาทาและยี่ห้ออื่นๆ ที่ทาทาจัดจำหน่าย มียอดขาย 24,077 คันในเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 42 % ส่วนในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมจำหน่ายได้ 49,427 คัน เพิ่มขึ้น 56 %nnสำหรับรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์มียอดจำหน่ายทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม 19,053 คัน เพิ่มขึ้นถึง 72 % แบ่งออกเป็นรถยนต์จากัวร์ 5,120 คัน เพิ่มขึ้น 34 % และ แลนด์โรเวอร์ 13,933 คัน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวคือ 93 % ยอดขายรวมของทั้งสองยี่ห้อช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 มีจำนวน 36,962 คัน เพิ่มขึ้น 66 % แบ่งออกเป็นจากัวร์ 8,679 คัน เพิ่มขึ้น 18 % และ แลนด์โรเวอร์ 28,283 คัน เพิ่มขึ้นถึง 91 %n(Source)

วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

MINI


24 มิถุนายน 2553 08:05 น.ข่าวในประเทศ - รถยนต์จากจีนยกทัพบุกตลาดไทย กลุ่มผู้นำเข้าและจำหน่ายสินค้าอิเลคทรอนึค-มือถือจากจีน "เอสเคจี" (SKG) สยายปีกรุกตลาดรถยนต์ไทย คว้าแบรนด์ "โซคอน" (SOKON) รถจีนของกลุ่มโซคอน มอเตอร์ พันธมิตรและหุ้นส่วนของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ "ตงฟง มอเตอร์" หรือยี่ห้อ "ดีเอฟเอ็ม" (DFM) มาเปิดศึกตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก โดยมีให้เลือก 4 รุ่น ปิกอัพตอนเดียวพื้นเรียบ, ปิกอัพ 4 ประตู, รถตู้ขนของ และรถตู้โดยสาร วางเครื่องยนต์ 1.0 และ 1.3 ลิตร พร้อมติดตั้งแก๊สแอลพีจีเป็นมาตรฐานจากโรงงานฟรี ฟุ้งคุณภาพและสเปกเหนือกว่าคู่แข่งจากจีนด้วยกัน ที่สำคัญติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานมาเพียบ เคาะราคาตั้งแต่ 2.96-4.55 แสนบาท แถมแจกแหลกหวังชิงลูกค้าสร้างตลาด นำผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอสเคจีมาอัดแคมเปญ ทั้งบลูทูธติดรถยนต์ เครื่องเสียงเล่น MP5 กล้องโทรศัพท์มือถือ และกล้องดิจิตอล-วีดีโอ แต่ยืนยันให้ความสำคัญบริการหลังการขายเป็นอันดับแรก ตั้งเป้าผุดโชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศปีนี้ไม่ต่ำกว่า 50 แห่ง สต็อกอะไหล่มูลค่า 12 ล้านบาท เผยปลายปีนี้เล็งขยายผลิตภัณฑ์รุกตลาดเก๋งเล็ก และผลักดันให้ขึ้นไลน์ประกอบในไทย หลังบริษัทแม่กำลังพิจารณาเลือกระหว่างไทยและอินเดีย เป็นฐานการผลิตรถยนต์โซคอนรองรับตลาดเอเชียในปีหน้าnnรุ่น MINI TRUCK จากการที่ตลาดรถยนต์ไทยมีขนาดใหญ่ระดับต้นของภูมิภาคอาเซียน และยังเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นนำของโลก จึงไม่เพียงผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นและตะวันตกเท่านั้น ที่เข้ามาทำตลาดในไทย ยิ่งในช่วงหลายปีมานี้มีรถยนต์จากประเทศในเอเชีย ก็ทยอยเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรถจากอินเดีย มาเลเซีย และโดยเฉพาะจากจีน ซึ่งกำลังเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถยนต์ของโลกรายใหม่ โดยมีแบรนด์ชื่อดังมากมายส่งขายไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ที่มีการเปิดตัวทำตลาดไปแล้วหลายยี่ห้อ และล่าสุดรถจากจีนยี่ห้อ "โฟตอน" ที่กลุ่มดีเอดี(DAD) บริษัทจำหน่ายรถยนต์จากยุโรปและเอเชีย ของคนในตระกูล "ลีนุตพงษ์" คว้ามาทำตลาดอีกยี่ห้อ และกำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ แต่ใช่ว่ารถยนต์จากจีนจะมีเพียงแค่นี้ เพราะกองทัพรถจีนกำลังไหลบ่าสู่สมรภูมิตลาดรถไทยอย่างต่อเนื่องnn"ตลาดรถยนต์ไทยมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะบางตลาดยังมีช่องว่างอยู่ ประกอบกับกลุ่มเอสเคจี(SKG) ผ่านการทำธุรกิจจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิคจากจีนมานาน มีรายได้เดือนละกว่า 100 ล้านบาท จึงค่อนข้างมีความเข้าใจตัวผลิตภัณฑ์พอสมควร และเรามีเป้าหมายที่จะขยายผลิตภัณฑ์ในไทยมากขึ้น จึงได้เจรจากับทางกลุ่มจงชิง โซคอน มอเตอร์ (CHONGQING SOKON MOTOR) พันธมิตรและผู้ถือหุ้นร่วมกับกลุ่มตงฟงมอเตอร์(DONGFENG MOTOR : DFM) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน เพื่อนำเข้ารถยนต์ยี่ห้อโซคอน (SOKON) มาจำหน่ายในไทย" nn"พุฒิพงศ์ จางเจริญสุข" ประธานกลุ่มบริษัท เอสเคจี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิคจากประเทศจีน มาทำตลาดในไทยมานานกว่า 20 ปี ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง "เอสเคจี" (SKG) รวมถึงโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ SKG เปิดเผยกับ "ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง" ถึงที่มาที่ไปในการเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์จากจีน ยี่ห้อ "โซคอน" (SOKON) ในไทย ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เอสเคจี โซคอน มอเตอร์ กรุ๊ป(ประเทศไทย) จำกัด หรือ "เอสเคจี-โซคอน"nnรุ่น MINI TRUCK DOUBLE CABIN"กลุ่มเอสเคจีของเราได้เริ่มติดต่อกับทางโซคอนในประเทศจีน เป็นระยะเวลา 2-3 ปี เพื่อเจรจาเป็นผู้แทนจำหน่ายในไทย และศึกษาข้อมูลทางการตลาด รวมถึงเรื่องสมรรถนะของรถยนต์โซคอน ซึ่งเป็นรถที่ใช้พื้นฐานเดียวกับดีเอฟเอ็ม เพราะเป็นผู้ผลิตร่วมกับดีเอฟเอ็ม มอเตอร์ แต่จำหน่ายภายใต้แบรนด์ที่แตกต่างกัน โดยรถโซคอนจะมีการปรับปรุงสเปกที่เหนือกว่า"nnพุฒิพงศ์ยังตอกย้ำถึงมาตรฐานคุณภาพของรถโซคอนว่า เป็นรถยนต์ที่ทางรัฐบาลจีนได้เลือก ให้เข้ามาอยู่ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจีน เมื่อเจอวิกฤตเศรษฐกิจการเงินของสหรัฐอเมริกาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยการสนับสนุนช่วยจ่ายเงินส่วนหนึ่งแทนประชาชนที่ซื้อรถยนต์โซคอน นั่นแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานและคุณภาพของรถยนต์โซคอนได้ระดับหนึ่งnnสำหรับการทำตลาดในไทยได้เริ่มดำเนินงานมา 2 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการรุกตลาดเต็มรูปแบบ เพราะกำลังอยู่ในช่วงเร่งแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย หรือดีลเลอร์ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้มีโชว์รูมและศูนย์บริการที่พร้อมรองรับลูกค้าแล้วประมาณ 10 แห่ง อาทิ ถนนพระราม2 (ของเอสเคจี), วงศ์สว่าง, ประเวศ, กิ่งแก้ว-บางนา, เชียงใหม่, อุดรธานี, สกลนคร และนครพนม เป็นต้นn"เราเข้าใจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยต่อสินค้าจากจีนดี เนื่องจากดำเนินธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายมานาน สิ่งสำคัญอยู่ที่การบริการหลังการขาย เหตุนี้จึงไม่ได้มุ่งทำตลาดหรือขายทันที แต่จะเน้นการสร้างเครือข่ายและบริการให้ครอบคลุมเสียก่อน ตั้งเป้าหมายว่าปีนี้จะเปิดให้ครบ 50 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด เพราะแค่ทราบข่าวว่ากลุ่มเอสเคจีจะขายรถยนต์โซคอน มีคนโทรเข้ามาสมัครเป็นดีลเลอร์อย่างต่อเนื่อง แต่เราจะเน้นดีลเลอร์ที่มีประสบการณ์เป็นสำคัญ หรือเป็นพันธมิตรของกลุ่มเอสเคจีมายาวนาน ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเลคทรอนิค และโทรศัพท์มือถือของเอสเคจี"พุฒิพงศ์กล่าวและว่าnnโดยเอสเคจี-โซคอนได้กำหนดมาตรฐานโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์โซคอน จะต้องมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 3 ห้อง และมีช่องซ่อม 3 ช่องเป็นอย่างต่ำ ขณะที่ช่างซ่อมบำรุงได้ส่งพนักงานไปฝึกอบรมที่จีน และมีช่างจากประเทศจีนมาอบรมให้ด้วย เช่นเดียวกับอะไหล่ที่ได้มีการสั่งเข้ามาสต็อกรองรับลูกค้าไว้แล้วมูลค่าถึง 12 ล้านบาท จึงไม่มีปัญหาในการที่จะดูแลลูกค้าแต่อย่างใดnnนอกจากนี้กำลังติดต่อกับทางบริษัทแม่ เพื่อขอนำช่างจากโรงงานในจีนมาประจำที่ประเทศไทย 1-2 คน โดยทางกลุ่มเอสเคจี-โซคอนจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้หมด เพราะเรื่องบริการหลังการขายเป็นนโยบายสำคัญของเอสเคจี-โซคอนในไทยnnส่วนรถยนต์โซคอนที่จะนำเข้ามาทำตลาดในไทย พุฒิพงศ์บอกว่าเริ่มต้นมีทั้งหมด 4 รุ่นให้เลือก เป็นปิกอัพขนาดเล็กตอนเดียวพื้นเรียบ ปิกอัพ 4 ประตู รถตู้ขนของ และรถตู้เพื่อการโดยสาร ซึ่งรถยนต์รุ่นหลักในการทำตลาดจะเป็นปิกอัพตอนเดียวประมาณ 70% รถตู้ขนของ 20% ปิกอัพ 4 ประตู และรถตู้โดยสาร 10%nnรุ่น MINI VANในส่วนของเครื่องยนต์ที่ติดตั้งมี 2 ทางเลือก เป็นเครื่องยนต์เบนซิน EQ 474i หัวฉีดอิเลคทรอนิค 4 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 1.3 ลิตร ให้กำลัง 82 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที ระบบขับเคลื่อนเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ ทำความเร็วสูงสุด 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอีกรุ่นเป็นเครื่องยนต์เบนซิน EQ465i หัวฉีดอิเลคทรอนิค 4 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 1.0 ลิตร 52 แรงม้า ที่ 5,200 รอบต่อนาที เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ สามารถทำความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง nnทั้งนี้เครื่องยนต์ 1.3 ลิตรจะมีให้เลือกทุกรุ่น แต่ในส่วนของเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร จะมีเฉพาะปิกอัพตอนเดียวพื้นเรียบ และรถตู้ขนของเท่านั้น โดยราคารถยนต์โซคอนเริ่มตั้งแต่ 2.96-4.55 แสนบาท ซึ่งทุกรุ่นสามารถใช้น้ำมันเบนซิน 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 E10 และติดตั้งแก๊ส LPG เป็นมาตรฐานจากโรงงานฟรี พร้อมรับประกัน 3 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตรnnพุฒิพงศ์บอกว่า รถยนต์โซคอนได้รับการปรับปรุงจุดอ่อนต่างๆ ซึ่งทางดีเอฟเอ็มในไทยประสบมา และรายงานไปยังบริษัทแม่ที่จีน ขณะที่รูปลักษณ์ก็ได้มีการปรับโฉมให้แตกต่างโดดเด่นทันสมัย เครื่องยนต์ยังปรับเป็นผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ3 อุปกรณ์ต่างๆ ติดตั้งมาให้ครบเป็นมาตรฐานทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นแอร์ 2 ช่อง เครื่องเสียงรองรับ MP5 ฟังเพลงและดูหนังได้ เบาะหนังสีเบจ ห้องโดยสารตกแต่งลายไม้ ระบบเซ็นทรัลล็อค ไฟตัดหมอก กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ และที่เปิดประตูเป็นแบบโครเมียมnn"ในช่วงแรกเพื่อสร้างตลาดให้กับโซคอน ลูกค้าที่ซื้อรถนอกจากจะได้รับเครื่องเสียงติดรถแล้ว ยังจะได้บลูทูธติดรถยนต์หน้าจอแอลซีดี มูลค่า 5 พันบาท ประกันภัยชั้น 1 ฟรี และยังสามารถเลือกกล้องดิจิตอล หรือกล้องวีโอของเอสเคจีได้อีกอย่าง ซึ่งเป็นอีกจุดเด่นของเอสเคจี-โซคอน ที่สามารถนำผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม มาจัดกิจกรรมและสร้างความสนใจให้กับลูกค้าได้ และยังมีฐานลูกค้าที่เป็นพันธมิตร หรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าในกลุ่มเอสเคจี ที่พร้อมจะซื้อรถยนต์โซคอนด้วย ขณะเดียวกันยังมีไฟแนนซ์ของกรุงไทย และเอเชียฯ รองรับ ทำให้การเป็นเจ้าของรถโซคอนได้ง่ายขึ้น ดังนั้นภายในปีนี้จึงเชื่อว่าจะสามารถทำยอดขายได้ 500-600 คัน โดยจะมีการนำเข้ารถยนต์นั่ง หรือเก๋งขนาดเล็กมาเปิดตัวในปลายปีนี้ด้วย และปีต่อไปน่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 คัน" พุฒิพงศ์กล่าวและว่าnnนอกจากนี้กลุ่มโซคอนมอเตอร์ ประเทศจีน ยังมีความสนใจที่จะลงทุนผลิตรถยนต์ในภูมิภาคเอเชีย โดยมีตัวเลือก 2 แห่ง คือ ที่ประเทศไทย และอินเดีย ซึ่งทางเอสเคจี-โซคอนพยายามชักชวนให้มาลงทุนในไทย และพร้อมที่จะขอร่วมทุนตั้งโรงงานประกอบรถด้วย โดยน่าจะสรุปการตัดสินใจได้ในปีหน้า และล่าสุดทางโซคอนมอเตอร์ได้มาประเทศไทย เพื่อดูพื้นที่ก่อสร้างโรงงานที่จังหวัดชลบุรี สำหรับเป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจเลือกตั้งโรงงานผลิตรถยนต์โซคอน สำหรับป้อนตลาดในภูมิภาคเอเชีย ที่ปัจจุบันมีขายในฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินเดีย และล่าสุดประเทศไทย เป็นต้นnnทั้งหมดเป็นแผนงานของค่ายรถน้องใหม่จากจีน ที่ไม่กลัวน้ำร้อนกระโจนเข้ามาสู่สมรภูมิตลาดรถยนต์ไทยอันแข่งขันดุเดือด ส่วนจะเป็นไปตามที่วาดฝันหรือไม่? คงติดต้องติดตามกันต่อไป เพราะนี่เพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น!... nn(Source)

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

CITROEN,MITSUBISHI,TOYOTA


22 มิถุนายน 2553 17:44 น.ข่าวต่างประเทศ - มิตซูบิชิ มอเตอร์ วางแผนกระตุ้นยอดขายให้กับรถยนต์พลังไฟฟ้าในบ้านตัวเอง เตรียมหั่นราคาลงจากที่ขายอยู่ในปัจจุบันอีก 30% โดยจะเริ่มปรับราคาลงช่วงปลายปี 2011 เพื่อหวังให้ i-MiEV สามารถรองรับกับความต้องการของลูกค้าซึ่งเชื่อว่าช่วงปี 2012 ตลาดรถยนต์พลังไฟฟ้าจะมีการขยายตัวมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันnnหนังสือพิมพ์ธุรกิจ Nikkei ของญี่ปุ่นรายงานว่า การปรับราคาลงครั้งนี้เป็นผลมาจากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตตัวรถ รวมถึงความสามารถในการพัฒนาแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออนให้สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์นั้น เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนของการผลิตรถยนต์พลังไฟฟ้าถูกลงอย่างมากnnโฆษกของมิตซูบิชิกล่าวว่า ทางบริษัทตั้งเป้าในการลดราคาของ i-MiEV ลงอีก 2 ล้านเยน หรือ 700,000 บาท ซึ่งนั่นจะทำให้รถยนต์รุ่นนี้มีราคาที่ไม่แพงและน่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้า ส่วนในเรื่องของโรงงานผลิตแบตเตอรี่ของมิตซูบิชิจะมีการระบุว่าปี 2012 จะมีกำลังการผลิตอยู่ในระดับ 70,000 ยูนิตต่อปี และการเพิ่มจำนวนการผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลต่อต้นทุนที่ลดลงซึ่งจากเดิมต้นทุนของแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า 1 คันจะอยู่ที่ 2.5 ล้านเยน หรือ 875,000 บาท ก็ลดลงมาอยู่ที่ 1 ล้านเยน หรือ 330,000 บาทต่อคันnnสำหรับราคาของ i-MiEV ในเยอรมนีแบบที่ยังไม่ได้รับการอุดหนุนหรือลดหย่อยภาษีเพื่อกระตุ้นให้คนหันมาขับรถยนต์ไฟฟ้าตั้งเอาไว้ที่ 48,000 ยูโร หรือ 2.16 ล้านบาท ส่วนในญี่ปุ่นตั้งเอาไว้ที่ 4.59 ล้านเยน หรือ 1.6 ล้านบาท แพงกว่า โตโยต้า พริอุสรุ่นปัจจุบันถึง 2 เท่าตัว โดยตัวรถเปิดตัวขายในญี่ปุ่นเมื่อปลายปีที่แล้ว และมิตซูบิชิตั้งเป้ายอดขายเอาไว้ที่ 1,400 คัน ช่วงปีแรก และอีก 250 คันสำหรับตลาดต่างแดนnnนอกจากจะขายในบ้านตัวเองแล้ว ทางมิตซูบิชิยังผลิต i-MiEV ส่งให้กับพันธมิตรอย่างกลุ่ม PSA เพื่อส่งขายในยุโรปด้วยชื่อเปอโยต์ iOn และ ซีตรอง C-Zero โดยจะเริ่มวางขายปลายปีนี้nn(Source)

22 มิถุนายน 2553 15:20 น.ข่าวต่างประเทศ - จีเอ็ม หรือเจนเนอรัล มอเตอร์ส ตัดสินใจยุติการขอความช่วยเหลือทางด้านเงินสนับสนุนจากทางภาครัฐเพื่อประคองกิจการของโอเปิล/วอกซ์ฮอลล์ โดยประกาศจะให้การสนับสนุนทางด้านการเงินกับ 2 บริษัทพี่น้องแห่งนี้เองnnAutoNews เปิดเผยว่า หลังจากที่จีเอ็มได้ยื่นข้อเสนอไปทางสหภาพยุโรปเพื่อขอกู้ยืมเงินมาใช้ในการปรับโครงสร้างและฟื้นฟูกิจการไปเมื่อ 7 เดือนที่แล้ว แต่ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน บวกกับทางรัฐบาลของประเทศที่เกี่ยวข้องเริ่มมีข้อเสนอที่ซับซ้อนและยุ่งยากรวมถึงใช้เวลานานขึ้นในการพิจารณา ทำให้จีเอ็มตัดสินใจที่จะยุติคำร้องที่ได้ยื่นไปก่อนหน้านี้ และจะใช้เงินทุนของตัวเองในการปรับปรุงกิจการของโอเปิล/วอกซ์ฮอลล์nn‘เรารู้สึกยินดีอย่างมากกับการให้การสนับสนุนของรัฐบาลบางประเทศในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษ และสเปน แต่ตอนนี้เราต้องเดินหน้าต่อไป การตัดสินใจที่จะประกาศไม่ให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลเยอรมันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นสิ่งที่ไม่น่ายินดีสักเท่าไร และเป็นการแสดงให้เห็นว่าคำร้องขอของเราที่ได้ยื่นไปก่อนหน้านี้มีแนวโน้มว่าจะต้องล่าช้าออกไป หรืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ได้’ นิก ไรลีย์ ประธานของจีเอ็ม ยุโรปกล่าวnn‘แน่นอนว่า ความต้องการในเงินทุนของเรายังไม่เปลี่ยนแปลง และเราก็ถูกทำให้เชื่อว่าเงินกู้ที่มีให้กับกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปภายใต้โปรแกรมของทาง EU ในการให้ความช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบจากทางวิกฤตเศรษฐกิจจะมีความสำคัญเท่าเทียมกับเงินกู้ที่เราร้องขอเพื่อนำมาใช้กับทางโอเปิล/วอกซ์ฮอลล์ แต่หลังจากกระบวนการพิจารณาและเจรจากับทางภาครัฐอย่างยาวนาน เราตัดสินใจที่จะดำเนินการด้วยตัวเอง และยินดีมากสำหรับการสนับสนุนจากทางบริษัทแม่ ซึ่งผลักดันให้เราเดินหน้าไปอย่างมั่นใจ’nnก่อนหน้านี้ทางรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนีได้ออกมากล่าวว่า ทางรัฐบาลเยอรมันจะปฏิเสธคำร้องขอของบริษัทรถยนต์ และกล่าวอีกว่า บริษัทรถยนต์อเมริกันมีเงินมากพอแล้วที่จะนำมาใช้ในการสนับสนุนหน่วยงานของตัวเองในยุโรป ซึ่งตรงนี้ถือเป็นฝางเส้นสุดท้ายที่ทำให้จีเอ็มตัดสินใจใช้เงินทุนของตัวเองสนับสนุนโอเปิล/วอกซ์ฮอลล์nnก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ ทางโอเปิล/วอกซ์ฮอลล์เพิ่งจะเซ็นสัญญากับตัวแทนของกลุ่มลูกจ้างในยุโรปสำหรับแผนการฟื้นฟูกิจการของบริษัทรถยนต์ 2 แห่งนี้ โดยในเนื้อหาจะระบุถึงเรื่องของการลดต้นทุนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการลดเงินเดือน และการลงทุนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดnn(Source)

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553


21 มิถุนายน 2553 11:42 น.ข่าวในประเทศ- บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เผยโรงงานจีเอ็ม ประเทศไทย ที่จังหวัดระยอง ได้รับการรับรองเป็นโรงงานล่าสุดจากโรงงานจีเอ็ม 69 แห่งทั่วโลก หรือคิดเป็น 48 % ของโรงงานจีเอ็มทั่วโลก ที่สามารถลดปริมาณของเสียและขยะอุตสาหกรรมที่จะถูกฝังกลบจนเป็นศูนย์ได้แล้ว สถิติที่น่ายินดีดังกล่าวเป็นไปตามแผนงานที่จีเอ็มประกาศในปี 2551 ว่าจะผลักดันให้โรงงานกว่าครึ่งหนึ่งทั่วโลกให้กลายเป็นโรงงานปลอดการกำจัดขยะและวัสดุเหลือใช้ด้วยการฝังกลบให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งล่าสุด คิดเป็น 96 % ที่จีเอ็มได้บรรลุตามเป้าหมายnn“จีเอ็มได้ใช้ความพยายามเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วในการที่จะกำจัดขยะอุตสาหกรรมอย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุดต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการนำขยะและวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ขณะนี้โรงงานของจีเอ็มทั้ง 69 แห่งได้สร้างมาตรฐานใหม่ขึ้น โดยได้ลดปริมาณของเสียที่จะถูกฝังกลบจนเป็นศูนย์ และจะเป็นต้นแบบการปฏิบัติของโรงงานของเราทั่วโลก” นาย ไมค์ โรบินสัน รองประธานบริหารด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และนโยบายความปลอดภัย กล่าวnnโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 97 % ของขยะและเศษวัสดุเหลือใช้จะถูกนำมารีไชเคิล และส่วนที่เหลืออีก 3 % ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานหมุนเวียนเพื่อทดแทนพลังงานเชื้อเพลิงกลุ่มปิโตรเลียม โรงงานที่สามารถเลื่อนสถานะขึ้นมาเป็นสถานประกอบการปลอดการฝังกลบประกอบด้วยโรงงาน 28 แห่งในภูมิภาคอเมริกาเหนือ 27 แห่งในเอเชียแปซิฟิกและ อเมริกาใต้ รวมทั้งโรงงานอีก 14 แห่งในทวีปยุโรปnn“การปลอดการฝังกลบขยะและวัสดุเหลือใช้จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการนำเอาอุตสาหกรรมรถยนต์ออกจากสมการผลกระทบสิ่งแวดล้อมอันเป็นที่ถกเถียงกันในปัจจุบัน จีเอ็มได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการผลิตรถยนต์ที่ประหยัดพลังงาน และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ในระดับต่ำ เราใช้ความพยายามอย่างมากไม่เพียงแต่ในการผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังมุ่งพัฒนาฐานการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ” นาย ไมค์ กล่าวnnในปีนี้จีเอ็มตั้งเป้าว่าจะทำการรีไซเคิลขยะและวัสดุเหลือใช้กว่า 2 ล้านตันจากโรงงานทั่วโลก อีกทั้งยังจะนำเอาขยะจำนวนกว่า 45,000 ตันมาใช้ผลิตพลังงานทดแทน ถึงแม้ว่าโรงงานของจีเอ็มทั้งหมดยังไม่ไช่โรงงานปลอดการฝังกลบของเสีย แต่ปัจจุบันนี้โรงงานส่วนใหญ่มีการทำการรีไซเคิลของเสียในอัตราที่สูงกว่า 92 % ของปริมาณของเสียทั้งหมด โดยโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมที่จีเอ็มได้ทุ่มเทมาตลอดจะสามารถทำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศไปได้แล้ว มากกว่า 3 ล้านตันnnจีเอ็มคาดการณ์ว่าในปีนี้บริษัทจะสามารถรีไซเคิลวัสดุเหลือใช้ส่วนที่เป็นเศษเหล็กกว่า 650,000 ตัน เศษไม้กว่า 16,600 ตัน รวมถึงลังกระดาษกว่า 21,600 ตันและพลาสติกกว่า 3,600 ตัน โดยสิ่งที่ท้าทายที่สุดในการปลอดการฝังกลบ คือการหาวิธีการนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์กับวัสดุทุกชิ้น ไม่เว้นแม้แต่วัสดุชิ้นส่วนเล็กๆ ตัวอย่างเช่น ขยะที่เป็นเศษอลูมิเนียม เหล็ก และอัลลอยด์จะถูกส่งไปเตาหลอมเพื่อขึ้นรูปใหม่เป็นชิ้นส่วนเครื่องยนต์ 1,น้ำมันที่ใช้แล้วจะถูกปรับสภาพเพื่อนำกลับมาใช้อีกครั้งในโรงงานของจีเอ็มเองและพาเลทไม้และกระดาษกล่องจะถูกนำกลับมาใช้อีกเรื่อยๆและเมื่อหมดสภาพจะถูกส่งไปในขั้นตอนการผลิตพลังงานทดแทนทันที่nnนอกจากนี้ยังส่งเสริมให้บรรดาซัพพลายเออร์ของบริษัททำการรีไซเคิลขยะและวัสดุเหลือใช้ที่เหลือจากการผลิต โดยเน้นการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์สูงสุดทั้งนี้เพื่อให้เกิดการรีไซเคิลขึ้นได้อย่างครบวงจร โดยจีเอ็มเป็นหนึ่งในองค์กรแรกๆที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม และเป็นบริษัทรถยนต์เพียงรายเดียวที่ได้รับการยกย่องในหอเกียรติยศของ the U.S. EPA WasteWise ซึ่งได้เล็งเห็นถึงผลงานที่โดดเด่นของจีเอ็มในการรณรงค์เพื่อที่จะลดและรีไซเคิลขยะและวัสดุเหลือใช้nnนายสุภัคพงศ์ เจริญพรพาณิชย์ ผู้จัดการอาวุโส แผนกสิ่งแวดล้อมและสาธารณูปโภค บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับโรงงานจีเอ็ม ในประเทศไทยนั้น เป็นโรงงานล่าสุดจากโรงงานจีเอ็ม 69 แห่งทั่วโลก ที่สามารถปลอดการฝังกลบของเสีย เพราะเราสามารถยืนยันได้ว่า ไม่มีของเสียหรือขยะใด ๆ ที่เกิดจากกระบวนการผลิตรถยนต์ ณ ศูนย์การผลิตรถยนต์ของจีเอ็ม ที่จังหวัดระยอง ที่มีการฝังกลบอย่างแน่นอนnn(Source)

21 มิถุนายน 2553 09:17 น.ข่าวในประเทศ- คลินิกรถเครื่องแนะเคล็ดลับการสังเกตเลือกซื้ออะไหล่รถที่ได้คุณภาพ รวมถึงการดูแลรักษารถในเบื้องต้นด้วยตนเอง แก่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์nnนายพิเชฐ ตังคไชยนันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คลินิกรถเครื่อง จำกัด บริษัทในเครือกลุ่มสิทธิผล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ชั้นนำของประเทศไทย เปิดเผยว่า "การผลิตรถแต่ละคันจะต้องมีชิ้นส่วนอะไหล่ประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก การเลือกซื้ออะไหล่จึงจำเป็นอย่างยิ่งควรเลือกซื้ออะไหล่ที่ดีมีคุณภาพ เพื่อลดความสิ้นเปลืองและเสริมสร้างสมรรถนะในการขับขี่ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ความปลอดภัยสูง และประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่งnnบริษัทจึงเล็งเห็นว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสภาพรถของตนเองเป็นอย่างดี เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่มีสถิติสูงขึ้นเป็นลำดับ จึงขอแนะนำเคล็ดลับการสังเกตเลือกซื้ออะไหล่รถที่ได้คุณภาพ รวมถึงการดูแลรักษารถในเบื้องต้นด้วยตนเอง ดังนี้nn1.ยางรถ เลือกขนาดและชนิดของยางให้เหมาะสมกับขนาดของรถ หมั่นตรวจเช็คความดันลมยางในให้อยู่ในค่ามาตรฐานในขณะที่ยางยังเย็นอยู่หรือก่อนการใช้งานเสมอ และตรวจลมยางใน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่อเดินทางไกลควรสูบลมเพิ่ม 1-2 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ไม่ควรบรรทุกน้ำหนักมากเกินไป หรือขับขี่ด้วยความเร็วสูงเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนในยางสูงและหลีกเลี่ยง การเบรกกะทันหัน หรือการออกตัวรุนแรง ซึ่งจะทำให้ยางเสื่อมสภาพเร็วnn2.โซ่และสเตอร์ ควรดูแลตรวจสอบความตึงหย่อนของโซ่ทุกๆ สัปดาห์ อีกทั้งไม่ควรตั้งโซ่ ให้ตึงเกินไป เพราะจะทำให้ทั้งโซ่และสเตอร์สึกหรอมาก การบำรุงรักษาโซ่ควรหล่อลื่นด้วยน้ำมันเกียร์เป็นประจำ กรณีที่มีคราบสกปรกมากควรใช้แปรงล้างด้วยน้ำมันโซล่าหรือเบนซิน โซ่และสเตอร์มีอายุการใช้งานประมาณ 10,000 กิโลเมตรเมื่อถึงระยะเวลาเปลี่ยนควรเปลี่ยนทั้งชุดnn3.หลอดไฟ ควรเลือกหลอดไฟของแท้ที่ได้มาตรฐานรับรองจากหน่วยงาน เช่น มาตรฐานยุโรป (ECE) มาตรฐานญี่ปุ่น (JIS) เป็นต้น ไม่ควรใช้หลอดไฟวัตต์สูงเกินกว่ามาตรฐานของรถแต่ละรุ่น อีกทั้งควรพกหลอดไฟสำรองติดรถไว้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุควร “เปิดไฟ ใส่หมวกกันน็อค” ทุกครั้งที่ขับขี่รถจักรยานยนต์nn4. น้ำมันหล่อลื่น ควรเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นแบบ 4 จังหวะ หรือออโต้ลูป2 จังหวะ ที่มีคุณภาพและมาตรฐานรับรองโดยสถาบันหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเลือกเบอร์ความหนืดให้เหมาะกับชนิดของเครื่องยนต์และสภาพการใช้งานของรถ สังเกตว่าน้ำมันไม่เป็นตะกอนหรือยางเหนียว รวมทั้งหมั่นตรวจเช็คให้ระดับอยู่ในเกณฑ์เพียงพอ หรือเปลี่ยนถ่ายตามระยะกำหนดการใช้งานnn5. หัวเทียน ควรเลือกเขี้ยวหัวเทียนที่มีรูปร่องตัวยู เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการสร้างประกายไฟสำหรับจุดระเบิด ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เกิดการเผาไหม้ที่หมดจด ปราศจากคราบเขม่าอันเป็นสาเหตุให้หัวเทียนบอด กินน้ำมัน เครื่องยนต์สะดุดและสตาร์ทติดยาก ควรหมั่นสังเกตตรวจดูสภาพหัวเทียน โดยสภาพปกติจะมีคราบสีเทาหรือสีน้ำตาลที่ปลายฉนวนnn6.สายพานรถออโตเมติก ควรเลือกที่สามารถโค้งงอตัวได้ดีซึ่งช่วยระบายความร้อนและยืดอายุการใช้งาน เนื้อยางต้องทำจากยางสังเคราะห์ เพราะสามารถทนต่อแรงเสียดสี ช่วยให้ส่งกำลังได้ดี หลีกเลี่ยงสายพานไม่ให้ถูกน้ำ น้ำมัน สารเคมี สี หรือสารแปลกปลอมเพราะทำให้สายพานเกิดการ ลื่นไถลขณะใช้งานได้ นอกจากนี้ต้องหมั่นตรวจสอบสภาพสายพานตามระยะทางที่ผู้ผลิตกำหนดnn(Source)

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

TATA


19 มิถุนายน 2553 14:34 น.ข่าวในประเทศ- ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) เผยยอดขายรถปิกอัพประจำเดือนพฤษภาคม 2553 รวมทั้งสิ้น 433 คัน เป็นอันดับ 6 ในตลาดรถปิกอัพของไทย พร้อมเดินหน้าโดยตอกย้ำจุดเด่นการเป็นผู้ผลิตรถปิกอัพรายแรกที่แนะนำรถปิกอัพเครื่องยนต์ซีเอ็นจีแท้ทั้งระบบจากโรงงาน รวมทั้งปิกอัพที่มีกระบะพื้นเรียบเปิดได้ถึง 3 ด้าน เพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะnnนายอาจิต เวนคาทารามัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า "ยอดขายรถปิกอัพของทาทามีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถจำหน่ายได้มากกว่า 300 คันในแต่ละเดือนตามแผนที่ได้วางไว้ และในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาสามารถจำหน่ายได้ 433 คัน เป็นอันดับ 6 ของตลาด ทั้งนี้ ทาทาเป็นผู้ผลิตรายแรกในตลาดรถยนต์เมืองไทยที่แนะนำรถปิกอัพเครื่องยนต์ซีเอ็นจี/เอ็นจีวีแท้ทั้งระบบจากโรงงาน คือรุ่น 'ซีนอน ซูเปอร์ ซีเอ็นจี' ซึ่งช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งรุ่น "ซีนอน ไจแอนท์ ซูเปอร์ ซีเอ็นจี" ที่มีถังก๊าซ 3 ถังวางไว้ใต้พื้นกระบะขนาดใหญ่ พื้นกระบะเรียบไม่ติดซุ้มล้อ พร้อมเปิดได้ 3 ด้าน เพื่อความสะดวกในการใช้งานขนส่งเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริงnn"ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารถปิกอัพ ทาทา ซีนอน ได้รับการยอมรับมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าชาวไทยที่ต้องการรถปิกอัพสำหรับใช้งานเชิงพาณิชย์ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดต้นทุน และบำรุงรักษาง่าย เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนายานพาหนะที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและสร้างการรับรู้ถึงคุณภาพของรถยนต์ ทาทา เพื่อขยายฐานลูกค้าและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต" นายอาจิต กล่าวทิ้งท้ายn(Source)

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

HYUNDAI


19 มิถุนายน 2553 07:26 น.ข่าวต่างประเทศ - บริษัท ฮุนได มอเตอร์ คอมปานี หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ การแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA 2010 World Cup™ ได้ทำการจัดส่งลูกฟุตบอล Dream Ball ลูกแรกให้กับทางสำนักเลขาธิการสหประชาชาติ โดยมีท่านเลขาธิการสหประชาชาติ นาย บาน คี มูน เป็นตัวแทน ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมใหญ่ที่ฮุนไดจัดขึ้นภายใต้โครงการมอบลูกฟุตบอล 1 ล้านลูกแก่เด็กๆ ในอัฟริกาที่มีชื่อว่า `One Million Dream Balls for Africa' Program ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองการแข่งขันฟุตบอลโลกในปีนี้หรือ FIFA World Cup 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้nการมอบลูกฟุตบอลที่มีขึ้นครั้งนี้ จัดขึ้นที่กรุงโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ในงานที่มีชื่อว่า Sports for Peace Gala 2010 ซึ่งมีบุคคลสำคัญมากมายเข้าร่วมงาน อาทิ เช่น เลขาธิการสหประชาชาติ นายบาน คิ มูน ประธานาธิบดีประเทศอัฟริกาใต้ นาย จาคอป ซูมา ภรรยาอดีตประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดล่า นางกราซ่า มาเชล ประธานและซีอีโอ บริษัท ฮุนได มอเตอร์ คอมปานี นาย สตีฟ เอส แยง และรองประธานอาวุโส ฝ่ายการตลาด นาย ชอน เอา เอช คิมnnฮุนไดจะทำการสนับสนุนลูกฟุตบอลเพื่อการกุศลฝ่ายองค์กร NGO และหน่วยงานภายใต้การดูแลของสหประชาชาติไปสู่ผู้คนในทุกๆที่ในทวีปอัฟริกาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงเดือนธันวาคมปีนี้จนครบ 1 ล้านลูก ซึ่งกิจกรรมนี้นับได้ว่าเป็นกิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์ขนาดใหญ่ที่ฮุนไดให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นกิจกรรมบริจาคลูกฟุตบอลต้นแบบ ของบริษัทฮุนไดในประเทศต่างๆทั่วโลกn(Source)

18 มิถุนายน 2553 13:22 น.ข่าวในประเทศ- กู๊ดเยียร์ประเทศไทยคืนสังเวียนมอเตอร์สปอร์ต จัด "กู๊ดเยียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดริฟท์ ซีรี่ส์" ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร การแข่งขันดริฟท์ระดับนานาชาติมาตรฐานสากลครั้งแรกของไทยที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตnnการแข่งขัน กู๊ดเยียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดริฟท์ ซีรี่ส์ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยาม-มกุฎราชกุมาร นับเป็นการแข่งขันดริฟท์รายการแรกของไทยที่ใช้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกับ Federation Internationale l'Automobile (FIA) สมาพันธ์การแข่งขันรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับและเชื่อมั่นทั่วโลก นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองจากราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย (รยสท.) ในด้านกฎเกณฑ์การแข่งขันและความปลดภัย รวมทั้งเป็นเพียงการแข่งขันดริฟท์รายการเดียวที่ได้รับการบรรจุไว้ในรายการกิจกรรมอะเมซิ่งไทยแลนด์ (Recommended Amazing Thailand Events) ประจำปีนี้ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยnnนายก้องเกียรติ ทีฆมงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กู๊ดเยียร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "การจัดการแข่งขันกู๊ดเยียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดริฟท์ ซีรี่ส์ 2010 คือการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกู๊ดเยียร์ที่จะยกระดับและพัฒนาความสามารถของนักดริฟท์เมืองไทยให้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง และยังเป็นการโชว์ความสำเร็จของเราในการกลับคืนสู่ความเป็นผู้นำวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอีกครั้ง เราจึงมีความภูมิใจและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่การแข่งขันนี้จะเป็นการแข่งขันดริฟท์รายการเดียวที่ผู้ชนะจะได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารnn"จากความสำเร็จในการจัดฟอร์มูล่าดริฟท์อาเซียนซีรี่ส์ในปี 2551 และ 2552 ทำให้เรามีความพร้อมและมั่นใจที่จะยกระดับการแข่งดริฟท์ในภูมิภาคนี้ โดยการริเริ่มจัดการแข่งขันดริฟท์ระดับอินเตอร์เป็นครั้งแรกในประเทศไทยและมาเลเซีย เพื่อเปิดโอกาสให้นักดริฟท์ที่มีความฝันอยากจะเป็นนักดริฟท์มืออาชีพในวงการ ดริฟท์ระดับนานาชาติ" นายก้องเกียรติกล่าวเสริมnnในงานนี้ สนามแรก ในวันที่ 17-18 กรกฎาคมนี้สนาม "วันเดอร์เวิลด์ พาร์ค" ถนนรามอินทรานักดริฟท์ไทยและต่างชาติจะมาร่วมกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน สีสัน ซึ่งจะเริ่มระเบิดความมันส์และความท้าทายเป็น ซึ่งเป็นสนามดริฟท์มาตรฐานสากลแห่งแรกของไทย โดยในงานนี้ผู้ชมจะได้สัมผัสประสบการณ์ความเร้าใจในการดวลความสามารถในการดริฟท์แบบตัวต่อตัว เอาชนะกันแบบเฉียดฉิวในการบังคับรถให้ไถลไปในทิศทางและระยะทางที่ต้องการ โดยการใช้กำลังเครื่องยนต์ ยางสมรรถนะสูง และทักษะในการบังคับรถที่แม่นยำnnการจัดการแข่งขันในช่วงนี้ นับเป็นการสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยที่กู๊ดเยียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดริฟท์ ซีรี่ส์ เป็นเพียงการแข่งขันดริฟท์หนึ่งเดียวที่ได้รับการบรรจุไว้ในรายการกิจกรรมอะเมซิ่งไทยแลนด์ของททท. และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานชาวไทยและต่างประเทศมากถึง 10,000 คนnnการแข่งขันนี้จะมีทั้งสิ้น 6 สนาม ได้แก่nnสนาม 1 และ 2 – วันที่ 17-18 กรกฎาคม 2553 ที่วันเดอร์เวิลด์พาร์ค รามอินทราnnสนาม 3 และ 4 – วันที่ 18-19 กันยายน 2553 ที่วันเดอร์เวิลด์พราร์ค รามอินทราnnสนาม 5 และ 6 – วันที่ 16-17 ตุลาคม 2553 ที่ เลคแลนด์พาร์ค พัทยาnnกู๊ดเยียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดริฟท์ ซีรี่ส์ จะเป็นกิจกรรมที่ทุกคนทุกเพศทุกวัยทั้งครอบครัวสามารถมาร่วมสนุกได้ ไม่เฉพาะแต่คนรักมอเตอร์สปอร์ตเท่านั้น โดยในงานจะมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติและความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการดริฟท์ เพื่อที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่และคนรักมอเตอร์สปอร์ตหันมาร่วมกิจกรรมมากขึ้นในอนาคต และคาดว่าในแต่ละรอบจะมีนักดริฟท์กว่า 50 คนเข้าร่วมประลองความสามารถnnสำหรับปีนี้ กำหนดให้ธีมหลักของการจัดงานเป็นการสร้างบรรยากาศแบบ "คาร์นิวัล" จึงจะมีการจัดกิจกรรมสนุกสนานและเพิ่มสีสันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกม การออกร้านสินค้าต่างๆ รวมทั้งยังมีการเตรียมของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาทไว้แจกให้แก่ผู้ร่วมงานที่โชคดีอีกด้วยnnกู๊ดเยียร์ อินเตอร์เนชั่นแนลดริฟท์ ซีรี่ส์ จะเป็นเวทีสำคัญที่สร้างแรงบันดาลใจให้นักดริฟท์ได้พัฒนาฝีมือ เพื่อเตรียมพร้อมลงแข่งความเป็นเจ้านักดริฟท์ในศึกใหญ่ Formula Drift ปลายปีนี้nnส่วนนักดริฟท์ทีมกู๊ดเยียร์ที่จะลงแข่ง ทั้งหมดจะใช้ยางสมรรถนะสูงรุ่น Eagle F1 Asymmetric ยางที่มีสมรรถนะสูงในการเข้าโค้งซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของศิลปะการดริฟท์ CornerGrip เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ยางมีหน้าสัมผัสกับพื้นถนนมากขึ้น จึงถ่ายทอดแรงดันได้อย่างทั่วถึงตลอดความกว้างของหน้ายางและเนื้อยาง ทำให้สามารถควบคุมการทรงตัวของรถได้ดี แม้จะต้องเข้าโค้งแคบๆ ก็ตามnn"กู๊ดเยียร์มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานในวงการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต ในฐานะที่เป็นเจ้าแห่งยางสมรรถนะสูง จากจุดเด่นดังกล่าวและประสบการณ์อันโชกโชนในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำยุค ทำให้กู๊ดเยียร์เป็นที่รู้จัก ยอมรับ และมีคนใช้ยางของกู๊ดเยียร์มากขึ้นทุกวัน" นายก้องเกียรติกล่าวสรุปnnสนามดริฟท์ที่วันเดอร์เวิลด์พาร์ค รามอินทราจะเปิดตั้งแต่ 10.00-21.00 น. บัตรเข้าชมราคา 150 บาทต่อการแข่งขัน 1 รอบ ผู้ที่สนใจสามารถจองตั๋วได้ทางเว็บไซต์ www.thaiticketmajor.comnn(Source)

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

AUDI,CITROEN


17 มิถุนายน 2553 12:28 น.กลุ่มดีเอดี (DAD) ผู้จำหน่ายรถยนต์ 6 ยี่ห้อในไทย หลังแยกจากยนตรกิจกรุ๊ปยังไม่ถอดใจ เดินหน้ารุกตลาดรถยนต์ไทยอีกระลอก ประเดิมปีนี้คว้าสิทธิ์รถยนต์ "โฟตอน" (FOTON) จากผู้ผลิตรถระดับต้นๆ ของประเทศจีน มาเสริมทัพเป็นแบรนด์ที่ 7 กำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 1-2 เดือนจากนี้ กับรถโมเดลแรก "โฟตอน วิว" รถตู้อเนกประสงค์ราคาประหยัด เริ่มต้นเพียงกว่า 6 แสนบาท แถมยังมีทางเลือกอีกมาก ในการนำรุ่นอื่นๆ เข้ามาทำตลาดลำดับต่อไป ไม่ว่าจะเป็นรถแบบเอ็มพีวี เอสยูวี และปิกอัพ ขณะที่แบรนด์อื่นๆ ในเครือเริ่มขยับเช่นกัน โดยเล็งนำเข้า "ดีเอส3" (DS3) รถตระกูลใหม่ของ "ซีตรอง" มาท้าชนกับ "มินิ" ในช่วงปลายปีนี้ เช่นเดียวกับ "สโกด้า" ที่กำลังศึกษานำรถรุ่นใหม่เข้ามาทำตลาดต่อเนื่อง รวมถึงรถตกแต่งภายใต้ชื่อ "เอ็มทีเอ็ม"(MTM) เตรียมเจรจานำแบรนด์ใหม่มาโมดิฟาย เอาใจเศรษฐีไทยที่หลังติดเบาะไม่พอ เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มอีกโมเดลnnโฟตอน วิวหลังจากแบ่งสมบัติกงสีธุรกิจในกลุ่มยนตรกิจ ของตระกูล "ลีนุตพงษ์" เสร็จสิ้นเมื่อปีที่ผ่านมา โดยหนึ่งในพี่น้องทั้งหมด "วิเชียร ลีนุตพงษ์" ได้นำรถยนต์ 4 ยี่ห้อ ได้แก่ ซีตรอง, สโกด้า, เซียท และโพลาซัน พร้อมกับแบรนด์ที่ถือในมืออยู่ก่อนแล้ว อย่างสปายเกอร์และรถยนต์ตกแต่งชื่อดัง เอ็มทีเอ็ม(MTM) แยกมาทำตลาดเอง ภายใต้โครงสร้างบริษัทใหม่ "ไดเร็คชั่นแนล ออโตโมบิล ดีเวลลอปเม้นท์" หรือดีเอเด (DAD)nnจากนั้น "เสี่ยเชียร" ก็เดินหน้าลุยทันที ด้วยการเข็นรถยนต์สโกด้าที่กลุ่มยนตรกิจเบรกการทำตลาดไว้นานหลายปี กลับมาปัดฝุ่นรุกตลาดไทยอีกครั้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวแรกของกลุ่มดีเอดี และทำให้ต่างคาดว่าจะต้องมีอะไรตามออกมา เพื่อสร้างสีสันให้แก่ตลาดรถยนต์ไทยอีกแน่นอนnnอย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นก็แทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวของแบรนด์รถยนต์ในเครือดีเอดีอีกเลย ไม่ว่าจะเป็น "เซียท" ที่ถูกแช่แข็งมานานและรอการปลุกปั้นอยู่อีกตัว หรือแบรนด์อื่นๆ ที่ถึงจะไม่ถูกดองเค็มและทำตลาดอยู่ต่อเนื่อง แต่เป็นในแบบเรื่อยๆ ไม่มีโปรดักต์ใหม่แนะนำสู่ตลาดเลยnnดังนั้นจึงดูเหมือนว่าการปัดฝุ่นรถยนต์สโกด้ารุกตลาดรถยนต์ไทยครั้งนั้น จะเป็นเพียงการจุดพลุเปิดตัวกลุ่มดีเอดีเท่านั้น?!…nnอีกหนึ่งโปรดักต์ของ "โฟตอน" รถเอนกประสงค์ MP-X เรื่องนี้จากรายงานข่าวที่ได้รับมา มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อแผนการทำงานของดีเอดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพเศรษฐกิจและความไม่สงบจากเหตุการณ์ทางการเมืองของไทย ประกอบกับตัวโปรดักต์ที่ยังไม่มีอะไรโดดเด่นมากนัก หรือไม่ก็เพิ่งมีการเปิดตัวแบบสดๆ ร้อนๆ ของบริษัทแม่ ตลาดไทยในภูมิภาคอาเซียนจึงต้องรอสักระยะnnแต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากลุ่มดีเอดีจะชะลอการบุกตลาดรถยนต์ไทย เพราะเร็วๆ นี้จะมีการเปิดตัวรถยนต์แบรนด์ใหม่ "โฟตอน" (FOTON ) ที่ดีเอดีเพิ่งคว้าสิทธิ์มาทำตลาดในไทย ซึ่งตามรายงานข่าวจะมีการแนะนำสู่ตลาดในช่วง 1-2 เดือนนับจากนี้ไปnnโฟตอนเป็นรถยนต์จากประเทศจีน ภายใต้กลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ฝู่เทียนเป่ยชี หรือรู้จักกันทั่วไปว่า BEIQI FOTON MOTOR ภายใต้แบรนด์รถยนต์ FOTON (ชื่อเรียกสินค้าทำตลาดในต่างประเทศออกเสียงเป็นโฟตอน) โดยเริ่มดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 1996 มีชื่อเสียงเป็นแบรนด์รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ระดับต้นๆ ของจีน ไม่ว่าจะเป็นรถอเนกประสงค์ ปิกอัพ รถบรรทุกขนาดเล็กและใหญ่ รถบัสโดยสาร ไปnจนถึงรถทางการเกษตรnnปิกอัพ Blizzard ของโฟตอนกลุ่มฝู่เทียนเป่ยชีนอกจากจะอยู่ในอันดับต้นๆ ของตลาดรถยนต์จีนแล้ว ยังผลิตและส่งออกรถไปขายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริการัสเซีย ญี่ปุ่น เยอรมนี ไต้หวัน และอินเดีย รวมถึงภูมิภาคอาเซียนอย่างประเทศฟิลิปปินส์ และล่าสุดที่กลุ่มดีเอดีได้คว้าสิทธิ์เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์โฟตอนในประเทศไทยnnสำหรับรถยนต์โฟตอนที่ทางกลุ่มดีเอดีจะนำเข้ามาทำตลาดในไทย โมเดลแรกจะเป็นรถตู้อเนกประสงค์รุ่นวิว(VIEW) เครื่องยนต์ CDRi 2.8 ลิตร เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค โดยจะใช้เป็นรถตู้โดยสาร หรือขนส่งสินค้า มีให้เลือกตามวัตถุประสงค์ ด้วยราคาเริ่มnต้นอยู่ที่ประมาณกว่า 6 แสนบาทnnนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะโฟตอนเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน มีรถยนต์หลากหลายประเภทให้เลือกอย่างที่กล่าวไป แม้ในส่วนของดีเอดีจะเน้นรถขนาดเล็ก แต่ก็มีหลายโมเดลให้เลือกมาทำตลาดในไทยเช่นกัน นอกจากรถตู้อเนกประสงค์ที่จะแนะนำเป็นโมเดลแรกแล้ว ยังมีรถอเนกประสงค์แบบเอ็มพีวี รถแบบเอสยูวี และปิกอัพเช่นกันnn ซีตรอง ดีเอส3 (DS3)สิ่งนี่จึงแสดงให้เห็นว่ากลุ่มดีเอดียังคงเดินหน้ารุกตลาดรถยนต์ไทย และในปีนี้จะเริ่มเห็นการขยับในส่วนของแบรนด์อื่นๆ เช่นกัน ที่ค่อนข้างชัดเจนจะเป็นรถยนต์ "ซีตรอง" ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์สร้างชื่อให้กับกลุ่ม โดยได้มีการพิจารณาว่าในช่วงปลายปีนี้จะมีการนำเข้ารถโมเดลใหม่ล่าสุด " ซีตรอง ดีเอส3" มาทำตลาดเพิ่มอีกรุ่นnn ซีตรอง ดีเอส3 (DS3) เป็นรถยนต์รุ่นแรกของรถตระกูลใหม่ ซีตรอง เพื่อจับตลาดบนกว่าฉีกไปจากรถตระกูลซี (C)ในปัจจุบัน ซึ่งตามแผนนอกจากดีเอส3 แล้ว ในอนาคตซีตรองยังจะมีรุ่นอื่นในตระกูลนี้เข้ามาทำตลาดด้วย ไม่ว่าจะเป็นดีเอส4 รถเล็กขนาดใกล้เคียงโฟล์คสวาเกน กอล์ฟ และรถหรูขนาดกลาง ซีตรอง ดีเอส5 ตามออกมาnภายใน ดีเอส 3ดีเอส3 โมเดลแรกของตระกูลนี้ เป็นรถแบบแฮ็ตช์แบ็ก 3 ประตู ที่ถือเป็นคู่แข่งในระดับเดียวกันกับ "มินิ" (MINI) ทำให้การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกและในจึงดูมีสไตล์ชัดเจน แม้โครงสร้างหรือภายในจะมีการใช้รูปแบบเดียวกับรุ่นซี3 (C3) แต่การออกแบบดูดุดันกว่า และการฉีกไปจับตลาดบนของดีเอส3 จึงตกแต่งลวดลายให้ดูหรูมีสไตล์มากกว่า พร้อมกับมีทางเลือกรูปแบบการตกแต่งภายนอกและภายใน ให้กับลูกค้าหลากหลายอีกด้วยnnดังนั้นภายนอกของดีเอส3 จึงมีสีและลวดลายให้เลือกมากมาย แม้แต่กระจกข้างและคิ้วกันชน ยังสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นสีหรือ เคลือบโครเมียม กระทั่งในส่วนของล้อและดุมล้อยังมีให้เลือกหลายสีด้วย ขณะที่ภายในลูกค้ายังสามารถเลือกแผงหน้าปัดได้ถึง 6 แบบ เช่นเดียวกับผ้าเบาะหรือหนังหุ้มเบาะก็มีให้เลือกหลายสีเช่นกัน แม้แต่หัวกระปุกเกียร์ยังมีถึง 5 สีให้เลือกเลยทีเดียวnnในการเปิดตัวทำตลาดของดีเอส3 แฮตช์แบ็กระดับพรีเมียมของ ซีตรอง มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งดีเซล HDi ให้กำลัง 90 และ 110 แรงม้า และเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร พกพากำลังมาให้เลือกหลายขนาด ตั้งแต่ 94, 120 และเทอร์โบ 150 แรงม้า ซึ่งในเมืองไทยยังไม่ชัดเจนว่าจะนำรุ่นไหนเข้ามาทำตลาด แต่ปลายปีนี้มาเมืองไทยแน่นอนnnสำหรับแบรนด์อื่นๆ ในกลุ่มดีเอดี กำลังมีการพิจารณานำโปรดักต์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเช่นกัน อย่างรถยนต์ยี่ห้อ "สโกด้า" ก็มีการศึกษาถึงแผนการนำเข้ารุ่น "สุเพิร์บ" หรือรถยนต์ตกแต่งเอ็มทีเอ็มแว่วว่า นอกจากปัจจุบัน เอ็มทีเอ็ม ออดี้ และเอ็มทีเอ็ม สโกด้าแล้ว ยังเตรียมนำรถสปอร์ตใหม่ยี่ห้อดัง มาตกแต่งและโมดิฟายเอาใจคนรักความแรง ที่มีแค่ม้าจากโรงงานเดิมๆ ยังไม่หลังติดเบาะพอ ให้ได้เลือกได้ถอยเช่นกันnnฉะนั้นกลุ่มดีเอดีภายใต้การกุมบังเหียนของ "เสี่ยเชียร" วิเชียร ลีนุตพงษ์ จึงชัดเจนว่ายังไม่ถอดใจจากการรุกตลาดรถยนต์ไทยแน่นอน!n(Source)

TOYOTA


17 มิถุนายน 2553 13:02 น.ข่าวในประเทศ – ยอดขายรถยนต์สะสม 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค. 2553) โตกระฉูด 52.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว หรือปริมาณ 286,135 คัน โตโยต้าชี้การลงทุนในประเทศขยายตัว กอปรน้ำมันนิ่ง หลายค่ายเน้นออกอีเวนท์กระตุ้นยอด ล้วนเป็นปัจจัยบวกส่งตลาดโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันnnวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์เดือนพฤษภาคม 2553 มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 62,205 คัน เพิ่มขึ้น 53.4% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 27,808 คัน เพิ่มขึ้น 60.2% รถเพื่อการพาณิชย์ 34,397 คัน เพิ่มขึ้น 48.4% รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ จำนวน 29,119 คัน เพิ่มขึ้น 44.1%nnตลาดรถยนต์เดือนพฤษภาคม มีปริมาณการขาย 62,205 คัน เพิ่มขึ้น 53.4% เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเติบโตในทุกๆตลาดสะท้อนถึงกำลังซื้อของภาคเอกชนยังอยู่ในเกณฑ์ดี จากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังคงดี ตลอดจนยอดค้างจองจากงานมอเตอร์โชว์และอีกส่วนเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อปรับสมดุลการตอบสนองความต้องการของทั้งตลาดส่งออกและตลาดในประเทศ ทั้งนี้แม้ว่าจะมีปัจจัยทางการเมืองมากระทบบ้างแต่ด้วยมาตรการฟื้นฟูที่รวดเร็วจึงไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนักnnขณะเดียวกันยอดขายสะสม 5 เดือน รวมทุกยี่ห้อทำได้ 286,135 คัน เพิ่มขึ้น 52.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 55.6% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 49.8% เป็นผลมาจากการการขยายตัวของการลงทุนในประเทศซึ่งส่งผลให้รายได้ภาคครัวเรือนอยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบกับราคาน้ำมันไม่ผันผวนมาก อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่เหมาะสม การแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆหลายรุ่นเข้าสู่ตลาดตั้งแต่ต้นปี และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดทั่วประเทศจากหลายๆค่ายnnสำหรับตลาดรถยนต์ในเดือน มิถุนายน คาดว่ายังคงเติบโต จากความนิยมต่อเนื่องในรถยนต์นั่ง และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์รุ่นใหม่ที่แนะนำมาตั้งแต่ต้นปี ซึ่งหลายรุ่นยังคงมียอดค้างส่งมอบ ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจของประเทศที่ดี การคงอัตราดอกเบี้ย และการเมืองที่คลี่คลาย ล้วนเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดรถยนต์ ซึ่งทำให้เชื่อมั่นว่าตลาดรถยนต์ในปีนี้จะมียอดขายรวมกว่า 650,000 คันnnตารางแสดงยอดขายรถยนต์nnหน่วย : คันnn(Source)

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

MERCEDES BENZ


16 มิถุนายน 2553 09:50 น.ข่าวในประะเทศ - เมอร์เซเดส- เบนซ์ จัดกิจกรรมบริการหลังการขาย "Service Clinic 2010" ชวนลูกค้าเข้ารับการตรวจเช็คสภาพรถฟรี โดยผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค จากประเทศเยอรมนี ณ ศูนย์บริการผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนพฤศจิกายนนี้nnสำหรับ "Service Clinic" เป็นกิจกรรมที่บริษัทเมอร์เซเดส- เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 จากศูนย์บริการฯ 3 แห่ง ขยายเพิ่มเป็น 5 แห่งในปี 2551 และ 13 แห่งในปี 2552 สำหรับปี 2553 นี้มีศูนย์บริการฯเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นเป็น 14 แห่งทั่วประเทศ กิจกรรมService Clinic นำทีมโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเครื่องยนต์ซึ่งบินตรงมาจากเยอรมนี ร่วมกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคชาวไทย ที่จะมาทำการตรวจเช็คสภาพรถยนต์อย่างละเอียด พร้อมกับให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยให้แก่ลูกค้าทุกท่านnnศาสตราจารย์ ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัทเมอร์เซเดส- เบนซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า เมอร์เซเดส- เบนซ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องความพึงพอใจของลูกค้ามาโดยตลอด จึงได้จัดกิจกรรม Service Clinic นี้ขึ้นมา ภายใต้โครงการ Customer Appreciation (สร้างความประทับใจในบริการที่ดีเลิศ) ซึ่งบริษัทฯได้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 แล้วnnโดยจุดเด่นของกิจกรรมนี้ก็คือ ลูกค้าที่นำรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์เข้ามารับการตรวจเช็คสภาพ จะมีโอกาสพูดคุยและซักถามข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคด้านเครื่องยนต์โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสามารถเข้าใจความต้องการและอธิบายข้อซักถามได้อย่างตรงจุดและชัดเจนมากขึ้น จะทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยและมีความรู้สึกสนุกในทุกครั้งที่ขับรถเมอร์เซเดส- เบนซ์ นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังเชื่อมั่นว่ากิจกรรม Service Clinic จะยังช่วยเพิ่มความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายฯ อีกด้วยnnรายชื่อศูนย์บริการที่เข้าร่วมโครงการ Service Clinic และที่ดำเนินกิจกรรมไปแล้วคือ สวนหลวง ออโต้เฮ้าส์ และ เบนซ์ระยอง สาขาพัทยา และสำหรับศูนย์ที่จะเริ่มกิจกรรมคือ เบนซ์รามอินทรา (14-18 มิถุนายน) ธนบุรีประกอบรถยนต์ สาขางามวงศ์วาน (21-25 มิถุนายน) เบนซ์วีทีซี อุบลราชธานี(5-9 กรกฎาคม) เบนซ์เพชรรัตน์ (12-16 กรกฎาคม) ธนบุรีประกอบรถยนต์ สาขาราชดำเนิน (16-20 สิงหาคม) ออโต้โพลิส ขอนแก่น (23-27 สิงหาคม) เบนซ์ทีทีซี (6-10 กันยายน) จันทบุรีเจพี มอเตอร์ จันทบุรี (13-17 กันยายน) เบนซ์บีเคเค วิภาวดี (11-15 ตุลาคม) ทีเอสที เมอร์เซเดส- เบนซ์ ราชบุรี (18-22 ตุลาคม) สงวนวัฒนาเอนเตอร์ไพร์ส หาดใหญ่ (8-12 พฤศจิกายน) และเบนซ์พระราม 3 (15-19 พฤศจิกายน)nn(Source)

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

MITSUBISHI I,BMW,CITROEN,KIA,MITSUBISHI


15 มิถุนายน 2553 08:51 น.ข่าวต่างประเทศ - กลุ่มพีเอสเอ (เปอโยต์และซีตรอง) แห่งฝรั่งเศส ยังเดินหน้าสานต่อความสัมพันธ์กับทาง มิตซูบิชิ มอเตอร์สต่อไป เตรียมจับมือในการร่วมมือพัฒนารถยนต์ไซส์เล็ก โดยจะใช้ Global Small Car ซึ่งมีฐานการผลิตในประเทศไทย ของมิตซูบิชิเป็นพื้นฐานในการพัฒนาnnรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งบทความในหนังสือพิมพ์ธุรกิจ Les Echos ในฝรั่งเศส ซึ่งระบุว่า ในตอนนี้ทางพีเอสเอ กำลังเจรจากับมิตซูบิชิถึงโปรเจ็กต์ผลิตรถยนต์ไซส์เล็ก ราคาประหยัดเพื่อส่งขายในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก ซึ่งแหล่งข่าวภายใน PSA ระบุว่า โปรเจ็กต์นี้จะเป็นการสานต่อมาจากรถยนต์ขนาดเล็กราคาประ หยัด หรือ Eco Car ของมิตซูบิชิที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทยnnอย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวไม่ได้ระบุถึงความชัดเจนในการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่ายว่าจะมีการประกาศผลของความร่วมมือกันเมื่อไร เช่นเดียวกับที่ทางพีเอสเอยังไม่ให้ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับข่าวนี้nnมิตซูบิชิวางแผนผลิตรถยนต์ไซส์เล็กราคาประหยัดภายใต้กรอบสเปกของ Eco Car เพื่อทำตลาดในปลายปี 2010 และจะมีการส่งกลับไปขายในตลาดญี่ปุ่นในปี 2011 และ 2012 สำหรับตลาดแห่งอื่นๆ ทั่วโลก โดยมิตซูบิชิจะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของรถยนต์รุ่นนี้nnเปอโยต์ 4007 สำหรับพีเอสเอและมิตซูบิชิมีความสัมพันธ์ในเรื่องของการร่วมพัฒนารถยนต์กันมาหลายครั้ง อย่างเช่น เอสยูวีรุ่นเปอโยต์ 4007 และ ซีตรอง ซี-ครอสเซอร์ ก็เป็นการดัดแปลงมาจากรุ่นเอาท์แลนเดอร์ของ มิตซูบิชิ เช่นเดียวกับเปอโยต์ iOn และ ซีตรอง C-Zero ก็เป็นการนำ มิตซูบิชิ I -MiEV มารีแบรนด์ใหม่เพื่อขายในยุโรปnnนอกจากข่าวนี้แล้ว ยังมีข่าวอีกชิ้นระบุว่าทาง บีเอ็มดับเบิลยู และซาบกำลังสนใจที่จะเซ็นสัญญาร่วมมือกันเพื่อผลิตและพัฒนารถยนต์ขนาดเล็ก โดยอาศัยทางซาบเป็นศูนย์กลางของโครงการ โดยทางบีเอ็มดับเบิลยูจะสนับสนุนในส่วนของเครื่องยนต์ และ เกียร์ โดยที่ซาบรับหน้าที่ในการพัฒนาพื้นตัวถังของรถยนต์รุ่นนี้nnDagens Industri หนังสือพิมพ์ธุรกิจในสวีเดนรายงานว่า ข้อตกลงระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายน่าจะได้คำตอบในอีกไม่เกิน 2 เดือน ซึ่งทั้ง บีเอ็มดับเบิลยู และซาบกำลังต้องการรถยนต์ขนาดเล็กเข้ามาเสริมตลาด เพื่อปรับตัวตามสภาพตลาด ซึ่งมีแนวโน้มว่ารถยนต์ใหม่รุ่นนี้อาจจะเข้ามาขายผ่านแบรนด์ซาบโดยเป็นรุ่น 9-1 และจะเป็นรถยนต์รุ่นหลักในการช่วยกระตุ้นยอดขายของซาบ ซึ่งทางวิคเตอร์ มุลเลอร์ CEO สปายเกอร์ เจ้าของซาบเปิดเผยว่า ในปี 2012 พวกเข่าวางแผนเพิ่มยอดขายของซาบทั่วโลกให้อยู่ในระดับ 85,000 คันnn(Source)

AUDI,BMW,MERCEDES BENZ


14 มิถุนายน 2553 22:02 น.ข่าวต่างประเทศ - เมอร์เซเดส-เบนซ์มาแรงในเดือนพฤษภาคม เมื่อสามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 17% และสามารถแซงออดี้และ บีเอ็มดับเบิลยู โดยการขยายตัวในตลาดจีนเป็นปัจจัยหลักของยอดขายที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้ อีกทั้งทางผู้บริหารของค่ายดาว BMW 3 แฉกยังมั่นใจว่ายอดขายรวมในปีนี้จะสามารถตรงตามที่คาดหมายเอาไว้ คือ 7%nnอี-คลาส รุ่นฐานล้อยาว หวังเจาะตลาดจีนโดยเฉพาะโจอาคิม ชมิดท์ บอสส์ใหญ่ของเดมเลอร์ เอจี บริษัทแม่ของเมอร์เซเดส- เบนซ์ เผยว่า ทางบริษัทต้องการมียอดขายในปี 2010 เพิ่มขึ้นจากปี 2009 อยู่ที่ 7% 'และในตอนนี้ดูเหมือนว่าเรากำลังเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางเอาไว้ได้อย่างราบรื่น'nnในตอนแรก ชมิดท์เชื่อว่าตลาดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปีนี้คงจะโตไม่มาก มียอดขายเพิ่มขึ้นจากปี 2009 อยู่ในเรต 3-4% เพราะสภาพตลาดที่ยังซบเซาเพราะผลกระทบต่อเนื่องจากเศรษฐกิจทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่จากหลายปัจจัยที่บ่งชี้ในช่วงหลังผ่านครึ่งแรกของปี ทำให้ชมิดท์เชื่อมั่นว่า เป้าหมาย 7% ที่วางเอาไว้จะสามารถกลายเป็นจริงได้ โดยเฉพาะการขยายตัวของตลาดจีนnnสำหรับในเดือนพฤษภาคม เมอร์เซเดส-เบนซ์มียอดขายเพิ่มขึ้น 17% ด้วยตัวเลข 101,400 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขยอดขายที่มากกว่าทั้ง ออดี้ และ บีเอ็มดับเบิลยู (มียอดขายเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 15 และ 11% ตามลำดับ)nส่วนตลาดจีน ทางเบนซ์เองต้องการเพิ่มยอดขายโดยมีการประกาศว่าจะขยับตัวเลขจาก 1.05 ล้านคันในปี 2009 มาเป็น 1.5 ล้านคันให้ได้ภายในปี 2015nn(Source)

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

HONDA,SUZUKI


14 มิถุนายน 2553 09:40 น.ข่าวในประเทศ - กระแสรถจักรยานยนต์หัวฉีดแรง "ซูซูกิ" ทุ่มปรับไลน์ผลิตรถเป็นระบบหัวฉีดยกแผง พร้อมเปิด 2 รุ่นหัวฉีดใหม่ "โชกุน-ฮายาเต้" สู่ตลาด เผยลงทุนต่อเนื่องรองรับ เฉพาะปีนี้ในส่วนของการผลิตทั้งหมดตั้งไว้ 500 ล้านบาท และยืนยันบริษัทตัดสินใจย้ายไลน์ผลิตเครื่องยนต์เรือเล็ก จากประเทศญี่ปุ่นมาที่ไทยแน่นอนแล้ว ขณะที่ฮอนด้าในฐานะผู้นำเทคโนโลยีหัวฉีด ออกแคมเปญ "ดูดีๆ หัวฉีดหรือเปล่า" สวนกลับnnเลิศศักดิ์ นววิมานเลิศศักดิ์ นววิมาน ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไทย ซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ เปิดเผยว่า เป็นที่ชัดเจนไทยยังเป็นฐานการผลิตของซูซูกิในภูมิภาคอาเซียน ไม่มีการโยกไปยังประเทศอินโดนีเซียแน่นอนแล้ว และซูซูกิในประเทศไทยยังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับไลน์และเพิ่มกำลังการผลิต รวมถึงพัฒนารถรุ่นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาดn"ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป รถจักรยานยนต์ซูซูกิทุกรุ่นจะปรับเป็นเครื่องยนต์หัวฉีดทั้งหมด ยกเว้นรุ่นสแมชที่ยังเป็นระบบคาร์บูเรเตอร์อยู่ โดยได้มีการลงทุนปรับไลน์ผลิตเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และปีนี้ใช้เงินลงทุนในการปรับไลน์เป็นหัวฉีด เพิ่มกำลังการผลิต และพัฒนารุ่นใหม่สู่ตลาด รวมทั้งหมดกว่า 500 ล้านบาท"nnส่วนการที่ซูซูกิปรับไลน์การผลิตรถให้เป็นเทคโนโลยีหัวฉีดเกือบทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องทิศทางของตลาด ที่เทคโนโลยีระบบหัวฉีดได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีจุดเด่นอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเทคโนโลยีหัวฉีดของซูซูกิผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ 6 และสามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ ขณะที่ซูซูกิยังคงรุ่นสแมชไว้หนึ่งรุ่น ไม่ปรับเป็นระบบหัวฉีดทั้งหมด เพราะตลาดบางส่วนยังต้องการรถที่มีราคาประหยัด แต่ก็ให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำ และผ่านมาตรฐานไอเสียที่บังคับเช่นกันnnนายเลิศศักดิ์กล่าวว่า จากการปรับไลน์ผลิตให้เป็นรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีด ทำให้ล่าสุดซูซูกิได้เปิดตัวรถใหม่สู่ตลาด 2 รุ่น ได้แก่ ซูซูกิ โชกุน ใหม่ รถแบบครองครัว 125 ซีซี ที่มาพร้อมกับระบบเครื่องยนต์หัวฉีดใหม่ EPI (Electric Petrol Injection) ซึ่งได้รับการพัฒนาใหม่ให้ดีกว่าระบบหัวฉีดเดิม ทำให้มีประสิทธิภาพความแรงดีกว่า การจ่ายน้ำมันที่เที่ยงตรง เผาไหม้ได้หมดจด และที่สำคัญยังโดดเด่นในเรื่องอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันยิ่งขึ้นnnขณะที่อีกรุ่นเป็น ซูซูกิ ฮายาเต้ รถจักรยานยนต์กึ่งสปอร์ตเครื่องยนต์ 125 ซีซี ที่มาพร้อมกับระบบหัวฉีดแบบ DCP-FI อันสมบูรณ์แบบของ ซูซูกิ และโดดเด่นในเรื่องของการประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคซูซูกิยังรับประกันรถทั้งสองรุ่นตลอดทั้งคัน เป็นระยะเวลา 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร และรับประกันอุปกรณ์ระบบหัวฉีดถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตรnn" ซูซูกิ โชกุน ใหม่ ราคากว่า 4.5 หมื่นบาท ตั้งเป้าจำหน่ายปีนี้ 2.4 หมื่นคัน และ ซูซูกิ ฮายาเต้ ราคากว่า 5.1 หมื่นบาท คาดว่าจะมียอดขาย 1.2 หมื่นคัน เมื่อรวมกับ ซูซูกิ สแมช และรุ่นอื่นๆ ของ ซูซูกิ คาดว่าปีนี้จะมียอดขาย 1 แสนคันตามเป้าแน่นอน และอาจจะต้องมีการทบทวนเป้าหมายการขายใหม่ หลังจากมีผลจากการตอบรับรถซูซูกิทุกรุ่นที่ดีมากๆ โดยเฉพาะรุ่นสแมช จนต้องมีการปรับกำลังการผลิตเพิ่ม" นายเลิศศักดิ์กล่าวและว่าnnสำหรับโครงการผลิตเครื่องยนต์เรือขนาดเล็ก 2 จังหวะในไทย ล่าสุดทางบริษัทแม่ ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ยืนยันจะย้ายไลน์การผลิตจากญี่ปุ่นมาไทยแน่นอนแล้ว โดยจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า ส่วนเงินลงทุนจะเป็นเท่าไหร่ยังไม่สรุปรายละเอียด เพราะต้องพิจารณาปริมาณการผลิตให้ชัดเจนก่อน ซึ่งปัจจุบันไทยผลิตเครื่องยนต์เรือเล็กอยู่นิดหน่อยปีละกว่า 3.2 หมื่นคันnnนายธีรพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารงานขาย บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เปิดเผยว่า หลังจากตัดสินใจเป็นผู้นำในการปรับสายการผลิตทั้งหมดในประเทศไทย ให้เป็นระบบหัวฉีด PGM-FI และมีสัญญาณที่ดีของตลาดรถจักรยานยนต์ในไทย ถึงแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนเป็นระบบหัวฉีดทั้งหมด เห็นได้ยอดจดทะเบียนเดือนเมษายนจำนวน 80,849 คัน คิดเป็นสัดส่วนตลาดถึง 60 % เมื่อเปรียบเทียบกับระบบคาร์บูเรเตอร์ และเพื่อสร้างการรับรู้ถึงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์หัวฉีด จึงได้จัดแคมเปญประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ซื้อว่า "ดูดีๆ หัวฉีดหรือเปล่า"nnส่วนกิจกรรมอื่นๆ ในช่วงนี้ ฮอนด้าได้จัดแคมเปญ "เกาะติดอังกฤษ สู้ศึกลูกหนังโลก ลุ้นโชคทุกรอบกับฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ" รับกระแสฟุตบอลโลกฟีเวอร์ ด้วยการเปิดโอกาสให้แฟนบอลทั่วประเทศ ได้ลุ้นโชคทุกรอบไปกับทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นครั้งแรกในวงการรถจักรยานยนต์ ที่เข้าซื้อลิขสิทธิ์ทีมชาติอังกฤษมาร่วมสร้างสีสันความสนุกในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ในครั้งนี้nn(Source)

KIA


14 มิถุนายน 2553 08:28 น.ข่าวในประเทศ - "ยนตรกิจเกีย" เปิดโชว์รูม "Kia Center" บนถนนเทียมร่วมมิตร ด้วยขนาดใหญ่สุดใน Southeast Asia เน้นนโยบายการบริการแบบครบวงจรnnสาธิต เตชะลาภอำนวย สาธิต เตชะลาภอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยนตรกิจเกียมอเตอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ Kia แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย หนึ่งในเครือยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ทางบริษัทฯ ได้เปิด Showroom และศูนย์บริการแห่งใหม่ บนถนนเทียมร่วมมิตร ในนาม "Kia Center" โดยเริ่มเปิดดำเนินการให้แก่ลูกค้ารถยนต์ Kia ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไปnnสำหรับ Showroom และศูนย์บริการ "Kia Center" นับเป็นแห่งใหม่ล่าสุดที่ดำเนินการด้วยมาตรฐานระดับสากล และมีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น ทางบริษัทฯ จึงมีนโยบายที่จะนำมาเป็นแบบอย่างสำหรับการก่อสร้าง Showroom และศูนย์บริการสำหรับสาขาและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Kia ต่อไปในอนาคตnnในส่วนของการบริหารงาน ทางบริษัทฯ จะเน้นนโยบายการบริการนำการขาย ซึ่งจะนำมาใช้เป็นหลักในการบริหารงานของสาขาและตัวแทนจำหน่ายด้วยเช่นกัน เนื่องจากบริษัทฯ มีนโยบายที่จะพัฒนาศักยภาพด้านการบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพสูงสุดควบคู่กับการจำหน่ายรถยนต์ที่มีคุณภาพสำหรับลูกค้า เพื่อรองรับนโยบายหลักที่มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดสำหรับลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบและครบวงจรnn"Kia Center" มีพื้นที่ในส่วนของ Showroom และศูนย์บริการ รวมทั้งสิ้น 9 ไร่ แบ่งออกเป็นพื้นที่สำหรับ Showroom ประมาณ 1,600 ตารางเมตร โดยเน้นการปรับปรุงและออกแบบในลักษณะเรียบหรู ซึ่งเป็นการตกแต่งตามมาตรฐานของ Kia และ Modern Lifestyles ที่เข้ากันอย่างลงตัวและกลมกลืน เพื่อสร้างความโดดเด่นให้แก่รถยนต์ที่นำมาแสดงโชว์ภายใน Showroom แห่งนี้ ซึ่งมีพื้นที่สำหรับการจอดรถแสดงได้มากกว่า 10 คันnnนอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ได้จัดสรรพื้นที่เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการใน Showroom แห่งนี้ ด้วยการแบ่งพื้นที่ออกเป็นห้องต่างๆ อาทิ ห้องรับรองลูกค้า ห้องส่งมอบรถ หรือห้องเจรจาสำหรับการจำหน่ายรถยนต์ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานเป็นสัดส่วน สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้นnnด้านภายในศูนย์บริการ มีปริมาณพื้นที่รวมทั้งสิ้น 1,600 ตารางเมตร มีช่องซ่อมทั้งหมด 20 ช่องซ่อม รองรับลูกค้าได้วันละประมาณ 50 คันต่อวัน พร้อมกันนี้ ยังมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัย อาทิ ระบบวิเคราะห์ปัญหาด้านเทคนิครถยนต์ เพื่อรองรับการให้บริการที่มีเปี่ยมด้วยประสิทธิ์ภาพสำหรับลูกค้ารถยนต์ Kia ทั้งให้ความสำคัญกับบุคลากรในแผนกต่างๆ ด้วยการจัดฝึกอบรมบุคลากร ด้านการจำหน่ายและการบริการหลังการขาย เพื่อให้เกิดความรู้ความชำนาญ และประสบการณ์ที่จะรองรับการเข้ามาใช้บริการของลูกค้ารถยนต์ Kia ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องnnในโอกาสการเปิด Showroom และศูนย์บริการ "KIA Center" แห่งใหม่นี้ ทางบริษัทฯ ได้มอบข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้ารถยนต์ Kia ที่เข้ามาใช้บริการใน Showroom และศูนย์บริการแห่งนี้ ด้วยการตรวจเช็คสภาพรถฟรี 25 รายการ, รับส่วนลดค่าอะไหล่แท้สูงสุดถึง 20%, รับสิทธิประโยชน์เป็นลูกค้าระดับ VIP พร้อมรับของสัมมนาคุณพิเศษต่างๆ ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน นี้nn(Source)

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553


12 มิถุนายน 2553 16:04 น.ข่าวในประเทศ - "เบ็นดิกซ์" เปิดกลยุทธ์ใหม่ อิงกระแสฟุตบอลโลกฟีเวอร์ชูสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งด้วยการให้การสนับสนุน "ทีมการท่าเรือ" ในการแข่งขันไทยพรีเมียร์ ลีก 2010 หวังสร้างแบรนด์เบ็นดิกซ์เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายสู่กลุ่มใหม่ตลอดช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้nnประพัฒน์ อัศวาดิศยางกูร (ซ้าย) รับมอบเสื้อแข่งการท่าเรือจาก พิเชษฐ์ มั่นคง ประธานสโมสร ประพัฒน์ อัศวาดิศยางกูร ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เอฟเอ็มพี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าเบรก "เบ็นดิกซ์" (Bendix) เปิดเผยว่า ในฐานะที่เบ็นดิกซ์เป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับระบบเบรก การเปิดกลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้นล่าสุดเบ็นดิกซ์จึงได้เข้าเป็นผู้สนับสนุนร่วม (Co-Sponsor) ให้กับทีมการท่าเรือ หรือสโมสรฟุตบอลการท่าเรือไทย เอฟ.ซี. (Thai Port F.C.) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอันดับท๊อป 10 ในการแข่งขันไทยพรีเมียร์ ลีก 2010nn"กลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้งถือเป็นทิศทางที่เหมาะสม ทำให้เบ็นดิกซ์สามารถขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในการแข่งขันไทยพรีเมียร์ ลีก 2010 ซึ่งคนไทยให้ความสนใจเป็นอย่างสูง ผนวกกับศักยภาพของทีมสิงห์เจ้าท่า ในฐานะทีมที่มีชื่อเสียงและมีคะแนนอยู่ในอันดับต้นๆ ของตารางการแข่งขันไทยพรีเมียร์ ลีก 2010"nขณะเดียวกันระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 11 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงของการแข่งขันฟุตบอลโลก เบ็นดิกซ์ก็ได้ใช้งบประมาณในการซื้อโฆษณาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดฟุตบอลโลกในครั้งนี้ด้วย มั่นใจว่าจะทำให้ เบ็นดิกซ์ เป็นแบรนด์ที่สามารถเข้าไปอยู่ในใจของผู้ใช้รถยนต์ที่เป็นแฟนฟุตบอลได้เพิ่มขึ้นnnสำหรับที่ผ่านมา เบ็นดิกซ์นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้กลยุทธ์มอเตอร์สปอร์ต ด้วยการสนับสนุนการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ รวมถึงกิจกรรมแรลลี่ต่างๆ เพื่อเน้นเรื่องการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ ให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ให้ความสำคัญกับการศึกษาและเลือกใช้อะไหล่ที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ก็ยังได้ขยายกลุ่มเป้าหมายด้วย Social Network ผ่านทางเว็บไซต์ www.bendix.co.th และ www.bendixtakeabrake.com ซึ่งมีรูปแบบการสื่อสาร 2 ช่องทางให้ลูกค้ามีส่วนร่วมโดยตรง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บริษัทเลือกใช้ช่องทางสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างใกล้ตัวมากขึ้นnn(Source)