วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

MAZDA 3,MAZDA CX 9,MAZDA MX 5,MAZDA


7 มกราคม 2553 10:38 น.ข่าวในประเทศ – มาสด้า ขานรับนโยบายเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟต้า (ASEAN Free Trade Area: AFTA) ที่ผลให้ภาษีศุลกากรสำหรับกลุ่มประเทศอาเซียนเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ ประกาศปรับลดราคาจำหน่ายรถยนต์ มาสด้า 3 ทุกรุ่นใหม่หมดทันที เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป โดยราคาเริ่มต้นสุดคุ้มเพียง 755,000 บาท พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษด้วยดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 2.19% ฟรีค่าบำรุงรักษา MAZDA 3 ปี และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง มาสด้า 3 จอห์น เรย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การที่เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟต้า มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา ส่งผลให้รถยนต์นั่งสปอร์ต มาสด้า 3 ซึ่งทำการผลิตที่ประเทศฟิลิปปินส์ได้รับอานิสงค์จากมาตรการดังกล่าว จากการลดภาษีศุลกากรลงเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ โดยมาสด้าได้ประกาศปรับราคาของรถยนต์นั่ง มาสด้า 3 ทุกรุ่นใหม่ทันที ซึ่งปรับลดลงสูงสุดถึง 30,000 บาท"รถยนต์นั่ง มาสด้า 3 ยังคงความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งเรื่องของดีไซน์โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต สมรรถนะของรถยนต์ การขับขี่ที่สนุกเร้าใจ และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้ตรงจุด สำหรับราคาใหม่ของรถยนต์ มาสด้า 3 นั้นเริ่มต้นเพียง 755,000 บาท ในรุ่น Groove เกียร์อัตโนมัติ และปรับลดลงมากที่สุดถึง 30,000 บาท โดยเริ่มมีผลบังคับใช้สำหรับรถที่ส่งมอบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป"สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลังจากประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการเปิดตัวรถยนต์นั่งสปอร์ตซิตี้คาร์น้องใหม่ New Mazda2 ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ จากยอดยองทั้งสิ้นกว่า 4,000 คัน ในปีนี้ มาสด้า 3 ก็มาเป็นอีกโมเดลหนึ่งที่สร้างสีสันและทำให้อำนาจการแข่งขันของมาสด้าประเทศไทยแข็งแกร่งขึ้น สืบเนื่องจากการมีผลบังคับใช้ของอาฟต้าในปี 2010 นี้ ได้ให้ประโยชน์แก่ลูกค้าผู้กำลังมองหาเป็นเจ้าของรถยนต์นั่งดีไซน์สปอร์ตขนาดกลาง ที่มาพร้อมรูปโฉมที่สวยงาม ล้ำสมัย พร้อมให้อุปกรณ์และแพ็คเก็จรวมของรถอย่างคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับราคาจำหน่าย จึงทำให้ตำแหน่งของรถ มาสด้า 3 ในตลาดอยู่ในจุดที่สามารถแข็งขันได้สูงทั้งนี้เพื่อขอบคุณพร้อมร่วมเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลปีใหม่ต้อนรับปีขาล มาสด้ายินดีมอบข้อเสนอสุดพิเศษเอาใจแฟนพันธุ์แท้มาสด้าตลอดเดือนมกราคม 2553 โดยรถยนต์นั่งสปอร์ต มาสด้า 3 รับฟรีทันทีค่าบำรุงรักษานาน MAZDA 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร พร้อมรับฟรีประกันภัยชั้น1 และอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 2.19% สำหรับผู้ซื้อรถสปอร์ตปิคอัพ มาสด้า บีที-50 รับทันทีประกันภัยชั้นหนึ่ง ดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.79 %รถยนต์นั่งสปอร์ตน้องใหม่ New Mazda2 ราคาเริ่มต้นเพียง 535,000 บาท พร้อมรับฟรีประกันภัยชั้น1 ส่วนรถยนต์สปอร์ตครอสโอเวอร์หรู 7 ที่นั่ง New Mazda Cx 9 รับฟรีประกันภัยชั้น1 พร้อมด้วยฟรีค่าบำรุงรักษานาน MAZDA 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และสุดยอดรถสปอร์ตโรดสเตอร์ที่ขายดีที่สุดในโลก New Mazda Mx 5 รับฟรีประกันคุณภาพนาน MAZDA 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยฟรีค่าบำรุงรักษานาน MAZDA 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร และประกันภัยชั้น1ตารางแสดงราคาจำหน่ายใหม่ของ มาสด้า 3
รุ่นรถ มาสด้า 3 ราคาขายเดิม ราคาขายใหม่ ส่วนต่างลดลง
1.6L Groove 777,000 755,000 22,000
1.6L Spirit 829,000 799,000 30,000
1.6L Spirit sports 865,000 835,000 30,000
2.0L Maxx 990,000 960,000 30,000
2.0L Maxx sports (S/R) 1,055,000 1,025,000 30,000
หมายเหตุ -สำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟต้า ได้ก่อตั้งขึ้นในราวปี พ.ศ. 2535 โดยวัตถุประสงค์หลักของอาฟต้า คือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประเทศอาเซียน ในฐานะที่เป็นฐานการผลิตที่สำคัญเพื่อป้อนสินค้าออกสู่ตลาดโลก โดยการเปิดเสรีด้านการค้าได้ให้สิทธิประโยชน์แก่กันแบบต่างตอบแทน ขจัดอุปสรรคข้อกีดขวางทางการค้าที่มิใช่ภาษี และลดภาษี ปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีศุลกากร โดยความเห็นพ้องของประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนที่เดิมมี MAZDA 6 ประเทศ คือ บรูไน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, ไทย และต่อมาอาเซียนมีสมาชิกใหม่เพิ่มอีก 4 ประเทศ คือ เวียดนาม, ลาว, พม่า, กัมพูชา รวมเป็น 10 ประเทศ ทำให้อาเซียนมีประชากรประมาณมากถึง 500 ล้านคน ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกเดิม MAZDA 6 ประเทศ จะลดภาษีสินค้าในบัญชี Inclusion List (IL) ให้เหลือ 0-5% ภายในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2003 และจะลดให้เป็น 0 % ภายในปี ค.ศ. 2010

FORD FIESTA,HONDA CIVIC,HYUNDAI I10,MAZDA 2,MAZDA 3,MERCEDES BENZ S,MITSUBISHI LANCER,PROTON SAGA,SKODA FABIA,SKODA SUPERB,TOYOTA VIOS,VOLVO S40,VOLVO V70,BMW,CHEVROLET,FERRARI,FORD,HONDA,HYUNDAI,MAZDA,MERCEDES BENZ,MITSUBISHI,NISSAN,PEUGEOT,PROTON,SKODA,TATA,TOYOTA,VOLVO


6 มกราคม 2553 14:14 น.ข่าวในประเทศ - ผ่านพ้นปีวัวบ้าไปอย่างคลายใจ เมื่อตลาดรถยนต์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติ และทำให้ยอดขายรถยนต์ในไทยปี 2552 น่าจะติดลบไม่เกิน 15% ต่ำกว่าที่คาดการณ์กันไว้เมื่อต้นปี เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว และส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ทำให้ในปี 2553 หรือปีเสือ ทุกฝ่ายต่างเชื่อมั่นว่าตลาดรถยนต์ไทย จะกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนนอกจากเรื่องเศรษฐกิจ และแคมเปญต่างๆ ที่ค่ายรถงัดมากระตุ้นยอดขายแล้ว การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ สู่ตลาด เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการผลักดันยอดขายของแต่ละยี่ห้อให้เติบโต ดังนั้น "ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง" จะพาไปส่องกล้องสำรวจรถใหม่ในปีเสือดูซิว่า... ค่ายไหนมีทีเด็ดอะไรบ้าง? และเทรนด์รถประเภทไหนจะมาแรงสุด?FORD FIESTAหากดูทิศทางตลาดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คงเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงพอสมควร จากตลาดรถยนต์นั่ง หรือเก๋ง ที่มีส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีสัดส่วนใกล้เคียงกับปิกอัพ จากเดิมที่ปิกอัพครองส่วนแบ่งมากถึงกว่า 60% โดยมีเก๋งขนาดเล็กเป็นพระเอก ในการขยายสัดส่วนของตลาดรถยนต์นั่งนี่จึงแสดงให้เห็นแนวโน้มพฤติกรรมการเลือกซื้อรถของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าตลาดรถยนต์นั่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปีเสือที่จะเป็นปีทองของเก๋งขนาดเล็กแล้ว ยังเปิดศึกชิงยอดขายกันอย่างดุเดือด เพราะมีรถยนต์โมเดลใหม่เตรียมตัวเปิดตัวสู่ตลาดหลากหลายรุ่นNissan Eco Carเก๋งเล็กปลุกปีเสือรุกเป็นไฟแน่นอนที่โหมกระแสไปแล้ว จากการเปิดตัว "มาสด้า2" เวอร์ชั่นแฮ็ทช์แบ็ก ไปเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และก็สร้างความฮือฮาสมกับความตั้งใจ หลังเปิดตัวไม่ถึงเดือนมียอดจองพุ่งไปกว่า 3 พันคัน ดังนั้นสุภาษิตที่ว่า... "ตีเหล็ก ต้องตีตอนกำลังร้อน" ทำให้ค่ายมาสด้าไม่ยอมให้โอกาสทองผ่านไป เตรียมส่งรุ่นซีดาน หรือแบบ 4 ประตู ถล่มคู่แข่งต่อทันทีที่รูดม่านเข้าสู่ไตรมาสแรกปีเสือ มาสด้า 2 ซีดาน นับเป็นตัวที่จะเติมเต็มฝันของค่าย มาสด้า ในการผลักดันยอดขาย มาสด้า 2 ให้บรรลุเป้าหมาย 1.5 หมื่นคันในปีแรก เพราะการออกแบบไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ ห้องโดยสาร และที่เก็บสัมภาระท้ายรถ ล้วนมุ่งจับกลุ่มเป้าหมายกว้างกว่ารุ่นแฮ็ทช์แบ็ก ครอบคลุมตั้งแต่วัยรุ่น คนหนุ่มสาววัยทำงาน ไปจนถึงกลุ่มครอบครัวที่ซื้อรถเป็นคันแรกในส่วนของสนนราคา มาสด้า 2 ซีดาน แรกเริ่มผู้บริหารมาสด้าระบุว่าราคารุ่นแฮ็ทช์แบ็กและซีดานเท่ากัน แต่จากข่าวล่าสุดได้พยายามทำให้ มาสด้า 2 รุ่นซีดาน ต่ำกว่ารุ่นแฮ็ทช์แบ็กเหมือนกับคู่แข่ง แต่คงไม่ได้มีส่วนต่างกันมากนักMAZDA 2 Sedanนอกจาก มาสด้า 2 ที่สร้างความร้อนแรงให้กับเก๋งขนาดเล็กในไทยแล้ว รถยนต์โมเดลใหม่ของ "นิสสัน" ภายใต้โครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรือ "อีโคคาร์" หรือจะเรียกว่าเป็นโฉมใหม่ของ " นิสสัน มาร์ช" (March) หรือ "ไมครา" (Micra) ในตลาดโลกนั่นเองค่ายนิสสันได้ทยอยปูกระแสรถยนต์ประเภทใหม่ ภายใต้โครงการอีโคคาร์ดังกล่าว ไปตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยภาพสเก็ต หรือให้ความรู้เกี่ยวทางเทคโนโลยีทางวิศวกรรมต่างๆ ก่อนจะนำไปสู่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยประมาณเดือนมีนาคม 2553 ที่จะถึงนี้การเปิดตัวเก๋งขนาดเล็กโมเดลใหม่ของนิสสันในไทยครั้งนี้ นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นรถรุ่นหลักที่จะรุกตลาดไทยและทั่วโลก โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิตแทนประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยังได้รับการเฝ้าจับตามองจากคู่แข่งว่า อีโคคาร์จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยแค่ไหน เนื่องจากเป็นโมเดลแรกภายใต้โครงการอีโคคาร์ที่จะแนะนำสู่ตลาด จากที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอไปทั้งหมด 6 ยี่ห้อ ส่วนที่เหลือล้วนมีแผนเปิดตัวในปี 2554-2555HYUNDAI I10อีโคคาร์ของนิสสันคาดว่าจะวางเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติแบบ CVT และที่ถูกเฝ้าจับตามองเห็นจะเป็นเรื่องราคาจำหน่าย เพราะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จาการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงอัตราภาษีสรรพสามิตที่ลดลงเหลือ 17% ซึ่งต่ำกว่ารถยนต์นั่งปกติทั่วไป เหตุนี้จึงมีข่าวปล่อยออกมาว่า อีโคคาร์นิสสันจะเริ่มที่หลัก 4 แสนบาทเท่านั้น แต่ก็หลายฝ่ายก็ยังกังขาอยู่ ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยของอีโคคาร์ ที่จะต้องทำให้ได้ตามเงื่อนไขของบีโอไอ น่าจะทำให้ต้นทุนสูงจนไม่สามารถทำราคาต่ำอย่างที่คาดหวังได้ส่วนทางผู้บริหารของนิสสันได้แต่ชี้แจงเรื่องนี้ว่า... อีโคคาร์นิสสันจะไม่ใช่รถราคาต่ำ แต่เป็นรถที่มีความคุ้มค่า และสามารถเป็นเจ้าของได้.... รับฟังแล้วก็ตีความหมายเอาเองแล้วกัน" ฟอร์ด เฟียสต้า " เป็นเก๋งซับคอมแพ็กต์โมเดลใหม่อีกรุ่น ที่จะมาสร้างความร้อนแรงในตลาด โดยได้มีการเปิดเผยโครงการในเวลาไล่เลี่ยกับ มาสด้า 2 เพราะเป็นรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ (AAT) แห่งเดียวกัน เพียงแต่ข้อตกลงและแผนการทำตลาด จะช้ากว่าค่ายพันธมิตรประมาณ 3 เดือน หรือราวๆ เดือนมีนาคมปีนี้ แต่จากข่าวล่าสุดฟอร์ดได้เลื่อนแผนการเปิดตัวไปเป็นกลางปี หรือช่วงเดือนมิถุนายน 2553TOYOTA VIOSรูปลักษณ์หน้าตาของ ฟอร์ด เฟียสต้า คงได้เห็นกันไปแล้ว ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 เดือนธันวาคมที่ผ่านมา เหลือเพียงรายละเอียดเครื่องยนต์ที่จะทำตลาด ซึ่งแว่วว่าฟอร์ดจะฉีกตลาดซับคอมแพ็กต์ทั่วไป ด้วยการวางเครื่องยนต์เบนซิน 1600 ซีซี และอาจจะมีเครื่องยนต์ดีเซลตามมาภายหลัง โดยมีให้เลือกทั้งแบบแฮ็ทช์แบ็ก และซีดาน พร้อมกับชูเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะเป็นอีกจุดขาย ในฐานะเป็นรายแรกในตลาดซับคอมแพ็กต์ไทยนอกจากยี่ห้อหลักแล้ว จับตาเก๋งขนาดเล็กจากบรรดาแบรนด์เล็กๆ ที่จะนำเข้ามาเปิดตัวในไทยต่อเนื่อง หลังจากตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป ภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากประเทศในอาเซียน จะปรับลดลงเหลือ 0%ฮุนไดเป็นค่ายที่เปิดเผยว่า สนใจจะนำเข้ารถยนต์ขนาดเล็ก "ไอ10" (i10) ซึ่งจะเป็นการนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย เพื่อให้ได้ภาษีตามกรอบอาฟต้า หลังจากได้นำรถคอนเซ็ปต์ i10 Super Blue CNG มาโชว์เทคโนโลยีในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2008 ที่ผ่านมา แต่รุ่นที่ฮุนไดสนใจจะนำเข้ามาเป็นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.1 ลิตร แน่นอนคู่แข่งตรงๆ ในไทย ย่อมต้องเป็น "เกีย พิแคนโต" ซึ่งเป็นฝาแฝดโครงสร้างตัวถังเดียวกันนั่นเองPROTON SAGA"โปรตอน" เป็นอีกค่ายที่ไม่น่าจะพลาดตลาดนี้ แม้จะยังไม่เปิดเผยชัดเจนจะนำเข้ารุ่นไหน แต่หากพิจารณาโปรดักซ์ที่น่าสนใจแล้ว คงจะไม่พ้น "โปรตอน ซาก้า" (Saga) เก๋งซีดานขนาดเล็ก หรือจะเรียกว่าเวอร์ชั่น 4 ประตูของรุ่นเซฟวี่ก็ได้ โดยวางเครื่องยนต์ขนาด 1300 ซีซี 95 แรงม้า หากนำเข้ามาราคาน่าจะใกล้เคียงกับรุ่นเซฟวี่ในเมื่อตลาดเก๋งขนาดเล็กถูกรุมชิงก้อนเค้กขนาดนี้ มีหรือที่เจ้าตลาดอย่าง "โตโยต้า" จะไม่ยอมขยับทำอะไร แม้จะไม่ใช่การปรับโฉมใหม่หมด แต่การแต่งหน้าทาปากให้กับ "วีออส" ย่อมเป็นวิธีที่น่าจะดึงลูกค้าที่เริ่มลังเล ให้หันกลับมาเป็นสาวกได้ ซึ่งวีออสไมเนอร์เชนจ์ได้ทำตลาดไปแล้วในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ญี่ปุ่นภายใต้ชื่อรุ่น "เบลต้า" หรือวีออสที่สหรัฐอเมริกาก็เปิดตัวไปแล้วจากความเคลื่อนไหวเหล่านี้ จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า....ตลาดเก๋งขนาดเล็กไทยในปีเสือร้อนแรงสุดๆChevrolet Cruzคอมแพ็กต์-ปิกอัพปีเสือหงอยในส่วนของเก๋งคอมแพ็กต์ที่เคยเป็นตลาดหลักของไทย ปีนี้ยังไม่มีอะไรให้ฮือฮานัก เพราะรุ่นที่รอคอยมานานอย่าง " มิตซูบิชิ แลนเซอร์ " โฉมใหม่ หรือแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ส่วนโฉมใหม่ของรถยอดนิยมไม่ว่าจะเป็น ฮอนด้า ซีวิค , โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส, มาสด้า 3 และ นิสสัน ทีด้า ล้วนมีแผนเปิดตัวในระหว่างปี 2554-255 ไม่ใช่ปีเสือนี้แน่นอนส่วนคอมแพ็กต์คาร์ที่น่าจะเปิดตัวปลายปีนี้ เห็นจะเป็น " เชฟโรเลต ครูซ" (Cruze) ของค่ายจีเอ็ม ซึ่งผู้บริหารเคยหลุดปากบอกว่าจะเปิดตัวในปี 2553 นี้ ขณะแถลงข่าวสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ในช่วงที่กำลังประสบปัญหาวิกฤตทางการเงินเมื่อกลางปีที่แล้ว แต่ต่อมาได้ปฏิเสธกำหนดการเปิดตัวดังกล่าว ระบุเพียงจะมีการเปิดตัวรถใหม่อย่างน้อยปีละโมเดลเท่านั้นอย่างไรก็ตาม จากกระแสข่าวจีเอ็มประเทศไทยจะเปิดตัว เชฟโรเลต ครูซ ซึ่งเป็นคอมแพ็กต์คาร์ที่จะมาทำตลาดแทนรุ่น "ออพตร้า" แน่นอน โดยยังคงขึ้นไลน์การผลิตในไทย และวางเครื่องยนต์หลักเป็นรุ่น 1.6 และ 1.8 ลิตร ส่วนกำหนดเปิดตัวตามรายงานข่าวน่าจะเป็นปลายปีนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินต้นปีหน้า จากแผนเดิมก่อนเกิดวิกฤตล้มละลาย มีกำหนดเปิดตัวตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาMERCEDES BENZ S-classเห็นตลาดเก๋งคอมแพ็กต์เงียบเหงาแล้ว แต่หากหันไปมองปิกอัพยิ่งหงอยมากกว่า เพราะไม่เพียงตลาดจะตกลงหนัก การเปิดตัวโฉมใหม่ของปิกอัพในช่วงปี 2553 แทบจะไม่มีเลยสักยี่ห้อ ไล่เรียงตั้งแต่ยักษ์อย่าง "อีซูซุ" ที่การเปิดตัวโมเดลเชนจ์ของดีแมคซ์ครั้งนี้ ว่าเร็วสุดกว่าทุกเจนเนอเรชั่นแล้ว ยังต้องรอไปจนถึงปี 2554เช่นเดียวกับพันธมิตร " เชฟโรเลต โคโลราโด" โฉมใหม่ แม้จะร่วมมือกันน้อยลง โดยเฉพาะเครื่องยนต์ที่แยกกันพัฒนา แต่ยังมีโครงสร้างพื้นฐานบางอย่างที่ต้องใช้ร่วมกัน เมื่อบวกกับวิกฤตการล้มละลายของจีเอ็ม ถึงล่าสุดจะเริ่มคลี่คลายและจีเอ็มในประเทศไทย มีแหล่งเงินกู้สร้างโรงงานผลิตเครื่องยนต์ดีเซล และปรับไลน์ผลิตปิกอัพ เชฟโรเลต โคโลราโด ใหม่แล้ว แต่กว่าจะเปิดตัวได้อย่างเร็วสุดก็คงเป็นปลายปี 2554ด้านพันธมิตรอีกคู่ "มาสด้า-ฟอร์ด" ถึงจะซุ่มพัฒนาปิกอัพโฉมใหม่ มาสด้า บีที-50 และ ฟอร์ด เรนเจอร์ในโรงงานเอเอที จ.ระยอง มาระยะหนึ่งแล้ว แต่กำหนดการเปิดตัวก็อยู่ในช่วงปี 2554-2555 ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยักษ์ใหญ่ "โตโยต้า" ที่ดูเหมือนจะลาก "ไฮลักซ์ วีโก้" ยาวไปอีก 2-3 ปี กว่าจะเปิดตัวโฉมใหม่ภายใต้โครงการไอเอ็มวี2ฉะนั้นในปีเสือนี้ค่ายปิกอัพทุกยี่ห้อทำได้มากสุด คือการแต่งหน้าทาปากโฉมปัจจุบันให้ดูสดใสขึ้นเท่านั้น หรือเต็มที่ก็เพิ่มไลน์สินค้าใหม่ อย่าง โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ 2.5 VN Turbo รุ่นยกสูง ก็จะมีระบบเกียร์อัตโนมัติมาให้เป็นอีกทางเลือก ที่เป็นการไมเนอร์เชนจ์จริงๆ คงจะมีเพียง " นิสสัน นาวารา" ยี่ห้อเดียวเท่านั้น หรือไม่ก็จะเป็นปิกอัพขนาดเล็ก จากค่าย "ทาทา" ที่จะเปิดตัวรุ่น "เอช"(ACE) ซึ่งได้มีการได้มีการนำเผยโฉมสำรวจเสียงตอบรับจากลูกค้า ไปในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 ที่ผ่านมา และจะมีการเปิดตัวทำตลาดต้นปีนี้ โดยเคาะราคาไม่เกิน 3 แสนบาทBMW Series 5รถหรู-เฉพาะกลุ่มชักแถวลุยนั่นเป็นความเคลื่อนไหวของรถตลาด แต่ในส่วนของรถเฉพาะกลุ่ม หรือรถหรูหราแล้ว ต่างเตรียมลุยรับตลาดฟื้นกันเป็นแถว และแน่นอนเจ้าตลาด "เมอร์เซเดส-เบนซ์" ย่อมต้องไม่พลาด หลังจากปีที่ผ่านอัดแคมเปญดุเดือด จนบรรดาเศรษฐีไทยอดใจไม่ไหว เมินวิกฤตเศรษฐกิจยอมควักกระเป๋า ถอยรถตราดาวออกมาขับกันเป็นว่าเล่นถึงอย่างนั้นเมอร์เซเดส- เบนซ์ ยังเสียเหลี่ยมให้กับบรรดาผู้นำเข้ารถอิสระ หรือเกรย์มาร์เก็ต โดยชิงตัดหน้านำเข้าโฉมใหม่ของ "อี-คลาส" มากวาดยอดขายไปพอสมควร กว่าเมอร์เซเดส- เบนซ์ ประเทศไทย จะนำรุ่นซีบียู(รถนำเข้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ) มาแก้เกมก็ผ่านไปหลายเดือนแต่สำหรับปีนี้เมอร์เซเดส- เบนซ์ ขอตัดช่องทางทำมาหากินเกรย์มาร์เก็ต ด้วยการเปิดตัวเวอร์ชั่นประกอบในไทย หรือซีเคดี(CKD) เสียที โดยกำหนดส่งทำตลาดในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ และไม่เพียงเท่านั้นเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังเอาคืนคู่แข่ง "บีเอ็มดับเบิลยู" ที่เปิดตัวซีรี่ส์ 7 ใหม่ไปเมื่อปีที่ผ่านมา กับการไมเนอร์เชนจ์ "เอส-คลาส" รุ่นท็อปคลาสของค่ายตราดาว ซึ่งในต่างประเทศได้มีการเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว จุดที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนได้แก่ กระจังหน้า กันชนหน้า-หลัง และไฟหน้า-หลังลายใหม่ พร้อมกันนี้ยังจะนำเข้าซีแอลเอส (CLS)ใหม่มาทำตลาดด้วยPeugeot RCZในเมื่อคู่แข่งขยับเช่นนี้ ค่ายใบพัดสีฟ้า "บีเอ็มดับเบิลยู" มีหรือจะยอม แม้ในปีที่ผ่านมาจะขนรถโมเดลใหม่ๆ มาเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับปีเสือบีเอ็มดับเบิลยูยังมีทีเด็ด เพราะเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู เอจี เพิ่งเผยโฉมใหม่ของ "ซีรี่ส์5" รหัสรุ่น F10 ให้ฮือฮากันไป และกำหนดขายจริงในตลาดโลกปีนี้ ซึ่งประเทศไทยจะนำเข้ารถสำเร็จรูป หรือซีบียู(CBU) มาทำตลาดไปก่อน จากนั้นค่อยขึ้นไลน์ประกอบในไทย และจะเปิดตัวรุ่นซีเคดีได้ในปี 2554 หรืออย่างเร็วก็เป็นปลายปี 2553ทางด้านค่าย "วอลโว่" ปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวรถใหม่ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเซฟตี้คาร์อย่าง วอลโว่ เอ็กซ์ซี60 และช่วงส่งท้ายปีส่งรถหรูเล็ก วอลโว่ เอส40 และวี50 สร้างยอดขายได้มากพอสมควร สำหรับในปีนี้นอกจากรุ่น ซี30 และซี70 ไมเนอร์เชนจ์แล้ว " วอลโว่ วี70 " เป็นอีกรุ่นที่น่าจับตา แม้หลายคนเฝ้ารอแล้วรอเล่า จนเชื่อว่าวอลโว่ประเทศไทยน่าจะไม่ทำตลาดรถรุ่นนี้แล้ว แต่จากการพูดคุยกับผู้บริหารของ วอลโว่ ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 ถึงจะไม่ยืนยันว่าจะทำตลาดรุ่นวี70 ชัดเจน แต่ก็ถูกยกเป็นรถตัวอย่างรุ่นที่น่าสนใจSKODA SUPERBแบรนด์จากยุโรปที่น่าจับตา เห็นจะเป็น "ซีตรอง" และ "สโกด้า" ภายหลังจากปรับโครงสร้างใหม่ในกลุ่มยนตรกิจคอร์ปอเรชั่นล่าสุด โดยถูกแยกให้ไปอยู่ในมือของ "วิเชียร ลีนุตพงษ์" ภายใต้ชื่อกลุ่มที่เรียกกันว่า "แด๊ด ยนตรกิจ" (DAD Yontrakit) จึงดูเหมือนจะรุกตลาดรถไทยอีกครั้ง ดังเห็นจากการเปิดตัว สโกด้า ฟาเบีย และ สโกด้า ออคตาเวีย รถยนต์จากสาธารณรัฐเช็ก ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 ที่ผ่านมา หลังจากห่างหายไปจากตลาดรถยนต์ไทยหลายปีทีเดียว และในปี 2553 ประกาศความมุ่งมั่นในการหวนคืนตลาดไทย โดยจะนำเข้ารถหรูรุ่น "ซูเพิร์บ" เข้ามาทำตลาดเสริมอีกรุ่น ส่วนแบรนด์ "ซีตรอง" จากฝรั่งเศส จะมีการนำเข้า "ซี8" มา พร้อมกับ "แกรนด์ พิคัสโซ่" เข้ามารุกตลาดมากันที่ค่ายสิงห์ผยอง "เปอโยต์" ที่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ภายใต้กลุ่มยนตรกิแล้ว แต่การรุกตลาดยังคงมีต่อเนื่อง สำหรับในปี 2553 นี้เป็นการก้าวสู่ไปสู่ยุคใหม่ ด้วยการนำรุ่น "3008" ซึ่งเป็นรหัสใหม่ในสายพันธุ์ 308 ในรูปทรง 2 กล่องมาทำตลาด รวมถึง "5008" ที่นำรหัส 5 ในอดีตกลับมาปัดฝุ่นทำตลาดอีกครั้ง แต่มาในรูปลักษณ์ของมินิแวน 3 แถว 7 ที่นั่ง และอีกรุ่นเป็นสปอร์ตคูเป้สายพันธุ์ใหม่ ไม่ต้องอิงรุ่นที่มีอยู่เดิมเหมือนอย่าง 406 หรือ 407 คูเป้ นั่นก็คือ "เปอโยต์ อาร์ซีแซด" (RCZ) ที่แม้จะเปิดตัวในงานแฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ 2009 แต่กำหนดขายในยุโรปช่วงเดือนมีนาคมปีนี้ ซึ่งหลังจากนั้นคงจะถูกนำเข้ามาทำตลาดในไทยFerrari 458 Italiaแต่หากใครที่ชื่นชอบสปอร์ตซูเปอร์คาร์ เตรียมพบกับ "เฟอร์รารี่ 458 อิตาเลีย" หรือโฉมใหม่ของ ตระกูล 430 Scuderia ซึ่งทางตัวแทนรายใหม่ คาวาลิโน มอเตอร์ ที่สองตระกูลดัง "ภิรมย์ภักดี" และ "อยู่วิทยา" จับมือเป็นพาร์ทเนอร์กัน เตรียมจะส่งมาให้เศรษฐีพันธุ์แรงได้ควบขับ ขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4499 ซีซี ระดับ 570 แรงม้าให้มันสุดๆ ไปเลยนั่นเป็นรถหรูหรา หรือสปอร์ตพันธุ์แรง ส่วนใครที่ชื่นชอบรถอเนกประสงค์แบบเอสยูวี มีทางเลือกใหม่อีกรุ่นกับค่ายรถจากแดนกิมจิ "ฮุนได" ที่ยังไม่ถอดใจกับรถประเภทนี้ แม้รุ่นซานตาเฟจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ คราวนี้เตรียมนำ "ทูซอน ไอเอ็กซ์" (Tucson iX) เอสยูวีขนาด 2000 ซีซี ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี, เชฟโรเลต แคปติวา และ ฟอร์ด เอสเคป แต่เนื่องจากเป็นรถนำเข้าจากประเทศเกาหลี ราคาจึงอาจจะสูงกว่าบ้างเล็กน้อย และชื่อชั้นยังเป็นรองคู่แข่งอยู่ การที่ฮุนไดนำเข้ามาคงน่าจะเป็นการสร้างแบรนด์อิมเมจมากกว่าHyundai Tusconทั้งหมดเป็นความเคลื่อนไหวเบื้องต้น ที่จะมาเขย่าตลาดรถยนต์ปีเสือให้ทะยานจากหลุม ส่วนจะเป็นปีเสือไฟหรือไม่? คงต้องติดตามกันตลอด 12 เดือนจากนี้ไป...Tata Ace

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

TOYOTA


6 มกราคม 2553 12:24 น.ข่าวในประเทศ – ค่ายยักษ์ "โตโยต้า" รอเก้อ เมื่อมติครม.วานนี้(5 ม.ค.) ตีกลับเรื่องลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อการประกอบรถยนต์ไฮบริด อีก 7 รายการลงเหลือ 0% ตามที่ร้องขอไปยังกระทรวงการคลัง ด้าน"มาร์ค"ให้เวลา 1 เดือนกลับไปดูทั้งแพกเกจแล้วนำมาเสนอใหม่ โตโยต้า คัมรี่ ไฮบริดสืบเนื่องจากที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์ คัมรี่ ไฮบริด ในประเทศไทย พร้อมทำตลาดตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ขณะเดียวกันยังเจรจากับกระทรวงการคลัง เพื่อขอลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อการประกอบรถยนต์ไฮบริดที่เหลืออีก 7 รายการ ให้ลดลงเหลือ 0% จากเดิมที่เก็บ 20-30% ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้ข้อสรุปล่าสุดนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ ยังไม่มีการพิจารณาเรื่องมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิต และการใช้รถยนต์นั่งประหยัดพลังงานประเภทพลังงานผสมชนิดพลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า หรือ "ไฮบริด" หลังจากที่นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เสนอว่าควรจะมีการพิจารณารถยนต์ประเภทอื่นไปพร้อมกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความเห็นด้วย จึงมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง กลับไปทบทวนภายในเวลา 1 เดือน ก่อนนำมาเสนอต่อที่ประชุมครม.ใหม่อีกครั้ง\"วันนี้มติ ครม.ได้เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเรื่องมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมรถยนต์ประหยัดพลังงานกลับไปศึกษาใหม่ทั้งแพ็คเกจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่เกิดการลั่กลั่น ซึ่งกรอบทั้งหมดจะเสนอกลับมาอีกครั้งภายใน 1 เดือน\" นายวัชระ ระบุรายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับรถยนต์ประเภทอื่นที่ รมว.พลังงาน เสนอให้พิจารณาพร้อมกันเป็นแพ็คเกจ คือ รถยนต์ประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์ และรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน E85

FORD FIESTA,FORD


5 มกราคม 2553 13:38 น.ข่าวในประเทศ - ฟอร์ด ประเทศไทย ยิ้มร่า หลังยอดขายเดือนธันวาคม 2552 พุ่งสูงสุดในรอบ2 ปี โดยยอดขายรถยนต์ภายใต้แบรนด์ฟอร์ดในเดือนธันวาคมมีจำนวน 1,037 คัน เพิ่มขึ้นเกือบ 58 %เทียบกับเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 47 %เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2551สาโรช เกียรติเฟื่องฟู รองประธานอาวุโส ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างยอดขายให้แก่ฟอร์ดในเดือนธันวาคมเป็นผลจากการที่รถยนต์ทุกรุ่นสามารถทำยอดขายต่อเดือนได้สูงที่สุดในรอบหลายปียอดขายรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ เดือนธันวาคมอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2551 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 37 %เทียบกับเดือนก่อนหน้าด้วยจำนวน 660 คัน ขณะที่ยอดขายรวมในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นกว่า 11 %จากไตรมาส 3 ด้าน ฟอร์ด เอสเคป ทำยอดขายอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 หรือเพิ่มขึ้น 175 %จากเดือนก่อนหน้า ฟอร์ด เอเวอเรสต์ นับเป็นอีกหนึ่งรุ่นของฟอร์ดที่มียอดขายเดือนธันวาคมอยู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี หรือมียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 39 %เทียบกับเดือนก่อนหน้า ยอดขาย ฟอร์ด เอเวอเรสต์ประจำไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 102 %จากไตรมาส 3 ของปี 2552รถยนต์ ฟอร์ด โฟกัส ทีดีซีไอ พร้อมระบบเกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับ ฟอร์ด โฟกัส ในเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2550 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 216 %จากเดือนพฤศจิกายน และยอดขายรวมในไตรมาส 4 ของ ฟอร์ด โฟกัส เพิ่มขึ้น 81 %จากไตรมาสก่อนหน้า\"การที่ยอดขายรถยนต์ฟอร์ดทุกรุ่นอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งแสดงให้เห็นว่าเราได้นำเสนอสินค้าที่มีความเหมาะสมต่อไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของลูกค้าฟอร์ดในประเทศไทย และการเปิดตัวรถ ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ ในปีนี้จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของสินค้าภายใต้แบรนด์ฟอร์ดเพิ่มขึ้นอีกขั้น และจะช่วยต่อยอดความสำเร็จของเราในอนาคต\" สาโรช กล่าวทั้งนี้ รถยนต์ ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ เปิดตัวครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียนภายในงานมหกรรมยานยนต์ หรือ มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2009 เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดย เฟียสต้าใหม่ จะผลิตที่โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง ภายใต้การลงทุนมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท) และจะพร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยและทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนภายในปีนี้

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553


3 มกราคม 2553 09:18 น.ข่าวในประเทศ - กรมการขนส่งทางบก เตรียมเปิดบริการใหม่!! ให้ "ตรอ. เป็นหน่วยรับชำระภาษีรถ"เพิ่มความสะดวกเจ้าของรถที่ต้องตรวจสภาพก่อนต่ออายุภาษี เผยเป็นบริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ตรวจสภาพเสร็จชำระภาษีรถได้ทันที รถที่ไม่อยู่ในข่ายต้องตรวจ ตรอ. ก็ใช้บริการได้ เปิดบริการต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553 นี้

ชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกเตรียมเปิดบริการ "รับชำระภาษีรถผ่านระบบอินเทอร์เน็ต" รูปแบบใหม่ ด้วยการให้ สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) เป็นหน่วยรับชำระภาษีรถแทนกรมฯ เพิ่มความสะดวกให้เจ้าของรถที่อยู่ในข่ายต้องตรวจสภาพกับ ตรอ.ก่อนต่ออายุภาษี สามารถตรวจสภาพและชำระภาษีรถผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ณ ตรอ. นั้นได้ทันทีโดยกรมการขนส่งทางบก จะจัดส่งเครื่องหมายการเสียภาษี (ป้ายวงกลม) ให้แก่เจ้าของรถทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ภายใน 3 วันทำการ กำหนดเปิดให้บริการในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553 นี้

บริการ "รับชำระภาษีรถผ่านระบบอินเทอร์เน็ต" ซึ่งในปัจจุบันระบบเปิดให้บริการเฉพาะรถที่ไม่อยู่ในข่ายต้องตรวจสภาพกับ ตรอ. ก่อนต่ออายุภาษี ได้แก่ รถเก๋ง รถปิคอัพ รถตู้อายุการใช้งานไม่เกิน 7 ปี และรถจักรยานยนต์ อายุการใช้งานไม่เกิน 5 ปี โดยรถที่อยู่ในข่ายต้องตรวจสภาพก่อนต่ออายุภาษี ไม่สามารถดำเนินการได้

ดังนั้นกรมการขนส่งทางบก จึงเพิ่มความสะดวกให้แก่เจ้าของรถโดยติดตั้งระบบรายงานผลการตรวจสภาพรถ และเชื่อมโยงเครือข่ายระบบชำระภาษีรถผ่านอินเทอร์เน็ตของกรมฯ กับ ตรอ. ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เจ้าของรถ สามารถตรวจสภาพและชำระภาษีรถผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ณ ตรอ.ที่ตรวจสภาพได้ทันที ทั้งนี้ ตรอ. ที่เปิดให้บริการรับชำระภาษีรถผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ได้ติดตั้งเครื่องทดสอบระบบห้ามล้อและศูนย์ล้อ เพื่อทดสอบระบบความปลอดภัยของรถอย่างเต็มประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังติดตั้ง กล้องวงจรปิด และมีระบบควบคุมการจ่ายเงินค่าภาษีรถกับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการด้วย โดยเจ้าของรถจะได้รับใบรับเงินเพื่อใช้อ้างอิงทันทีที่จ่ายค่าภาษีรถ และจะได้รับเครื่องหมายการเสียภาษี (ป้ายวงกลม)ภายใน 3 วันทำการ ตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ สำหรับเจ้าของรถที่ไม่อยู่ในข่ายต้องตรวจสภาพก่อนชำระภาษีหากประสงค์ใช้บริการชำระภาษีรถ ณ ตรอ. ที่เข้าร่วมโครงการ ก็สามารถใช้บริการได้

การเปิดให้ ตรอ. เป็นหน่วยรับชำระภาษีรถแทนกรมฯ จะช่วยให้เจ้าของรถไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางมาชำระภาษีรถยังกรมการขนส่งทางบก ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดการใช้พลังงาน และบรรเทาปัญหาการจราจร เจ้าของรถสามารถศึกษารายละเอียดการใช้บริการชำระภาษีรถผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ณ ตรอ. ได้ทางเว็บไซต์ www.dlte-serv.in.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ส่วนสถานตรวจสภาพรถ สำนักวิศวกรรมยานยนต์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2271-8612