วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552

HONDA


1 มกราคม 2553 13:04 น.ข่าวในประเทศ - รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า จัดคาราวาน"พีซีเอ๊กซ์" เชิญสื่อมวลชนพร้อมดีลเลอร์ทั่วประเทศ บุกตะลุยเส้นทางสายตะวันออก ไล่ตั้งแต่ ชลบุรี, พัทยา, ระยอง และ จันทบุรี หวังพิสูจน์สมรรถนะให้ประจักษ์

จากซ้าย ธีระพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารฝ่ายขาย,อารักษ์ พรประภา กรรมการบริหาร,อรรณพ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร และเซนจิโร่ ซากุราอิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัดธีระพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารฝ่ายขาย บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด กล่าวถึงกิจกรรม "Honda PCX Touring" ว่า ได้รับเกียรติจากบรรดาสื่อมวลชนสายรถจักรยานยนต์ และผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว โดยประเด็นหลักสำคัญคือ ฮอนด้าตั้งใจที่จะอวดประสิทธิภาพของเทคโนโลยีฮอนด้าที่มากับ ฮอนด้า พีซีเอ๊กซ์คันนี้ ให้กับสื่อมวลชนและดีลเลอร์เพื่อให้เป็นตัวแทนของผู้บริโภคกลุ่มแรกๆ ที่ได้สัมผัสจริงกับสมรรถนะ และเทรนด์ใหม่ของการขับขี่ พร้อมทั้งหลังการขับขี่นี้จะทำให้เกิดภาคภูมิใจและความมั่นใจมากขึ้น ช่วยส่งต่อและการันตีความเหนือระดับเฉพาะตัวของฮอนด้าพีซีเอ๊กซ์ ซึ่งหลังจากกิจกรรมฮอนด้าคาดหวังให้เกิดการบอกต่อ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคกลุ่มอื่นๆ ต่อไปในอนาคต"

เซนจิโร่ ซากุราอิ ยกธงปล่อยขบวนสำหรับบรรยากาศกิจกรรมของงาน เริ่มต้นด้วยการรวมพลอบรมทักษะภาคทฤษฎีของการขับขี่รถจักรยานยนต์ขั้นพื้นฐาน เป็นการอุ่นเครื่องและทดสอบความพร้อม ก่อนที่จะไปสัมผัสกับสุนทรียะใหม่แห่งการขับขี่ของฮอนด้าพีซีเอ๊กซ์ ณ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัย ฮอนด้า สำโรง ต่อเนื่องด้วยการจัดขบวนการขับขี่โดยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 กลุ่ม สตาร์ทการเดินทางมุ่งสู่ จ.ชลบุรี แวะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม ศาลเจ้านาจา พักรับประทานอาหาร ณ ร้านปะการัง แหลมแท่น แวะชมสวนสาธารณะเกาะลอย, ไร่องุ่น ซิลเวอร์เลค

ปิดท้ายโปรแกรมทัวร์ริ่ง จ.ชลบุรี ที่หาดจอมเทียน พัทยา ต่อเนื่องเช้าวันถัดไปเริ่มต้นที่หาดนางรำ, เรือรบหลวงจักรีนฤเบศร์, อนุสาวรีย์สุนทรภู่ และชมความงามของโบสถ์คาทอลิค 3 ศตวรรษ ก่อนมุ่งตรงสู่ที่พัก ณ จ.จันทบุรี ปิดฉากความเท่ของค่ำคืนที่ 2 ไปพร้อมกับมาดหล่อเข้มในสไตล์แต่ละคนที่ติดมาจากฮอนด้าพีซีเอ๊กซ์ตลอดการเดินทาง สำหรับวันสุดท้ายของกิจกรรม กลิ่นอายความเท่ยังแรงแบบไม่หยุดยั้ง ยังคงจัดทัพขบวนท่องเที่ยวต่อเนื่องสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลหลักเมือง, ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน, วัดเขาสุกิม แวะซื้อของฝากติดไม้ติดมือสไตล์คนไทยมีน้ำใจ ก่อนเดินทางแยกย้ายกลับ ทิ้งไว้เพียงแค่ความภาคภูมิใจของภาพความสมาร์ทของฮอนด้าพีซีเอ๊กซ์ตามมุมมองแต่ละคน

"เพื่อเป็นการต้อนรับช่วงหน้าเทศกาลก่อนวันหยุดยาว ในทุกช่วงของกิจกรรมการขับขี่ในครั้งนี้ ทางฮอนด้ายังคงได้สอดแทรกการแนะนำการขับขี่รถจักรยานยนต์ดัวยความปลอดภัยตลอดเส้นทาง ซึ่งทางรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเองได้มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้ามาโดยตลอด ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนด้านการขับขี่อย่างปลอดภัย เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน"

โดย ฮอนด้า พีซีเอ๊กซ์ มาพร้อมระบบหยุดเครื่องยนต์อัจฉริยะ Idling Stop System, ระบบสัญญาณกันขโมยพร้อมรีโมทคอนโทรล, ระบบสตาร์ทเงียบ Alternator/Starter และความปลอดภัยขั้นสุดกับระบบคอมบายเบรกแบบไฮดรอลิคพร้อมคาลิเปอร์ 3 ลูกสูบ สนนราคาอย่างเป็นทางการ 7 หมื่นบาท

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552

HONDA ACCORD,HONDA CITY,HONDA CIVIC,MAZDA 2,MAZDA 3,MERCEDES BENZ E,MITSUBISHI LANCER,TOYOTA YARIS,BMW,CHEVROLET,FORD,HONDA,MAZDA,MERCEDES BENZ,MITSUBISHI,NISSAN,TOYOTA


30 ธันวาคม 2552 15:03 น."ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง" รวบรวมยอดขาย พร้อมไล่เรียงอันดับรถยนต์ที่ได้รับความนิยมตลอดปีฉลู ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เมื่อโตโยต้านอนมาคว้าทริปเปิลคราวน์ ทั้งยังครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 40% นำโดย "วีออส" กวดยอดขายสูงสุดในบรรเก๋งทุกรุ่น แต่ในกลุ่มคอมแพกต์กลับพลาดปล่อยให้ "ซีวิค" เฉือน "อัลติส" ร่วม 3,000 คัน ด้านปิกอัพ-พีพีวี ไม่มีพลิกโผ "วีโก้" "ฟอร์จูนเนอร์"ยังป้องกันแชมป์ได้อีกสมัย ขณะที่เจ้าตลาดรถหรูเมอร์เซเดส- เบนซ์ ยอดขายยังกินบีเอ็มดับเบิลยูทุกอนุกรมหลัก

โตโยต้า วีออสตลอดปี 2552 ที่กำลังจะผ่านไป อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยถือว่าถูกทดสอบ และท้าทายขีดความสามารถด้วยหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการเงินและอุตสาหกรรมยานยนต์โลกถดถอย อันส่งผลโดยตรงกับยอดการส่งออก ด้านตลาดในประเทศก็ประสบปัญหา เมื่อผู้บริโภคเองชะลอการซื้อรถ เนื่องจากไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ-การเมือง ขณะที่บางส่วนอยากซื้อรถใหม่ใจจะขาด แต่ติดตรงสถาบันการเงินไม่ยอมปล่อยกู้ ซึ่งกรณีหลังเห็นได้ชัดในลูกค้าปิกอัพ 1 ตัน

อย่างไรก็ตามจากการสำรวจยอดขายรถยนต์สะสม 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.2552) ปิดที่ 476,786 คัน ลดลง 14.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 แต่กระนั้นถ้ามองแยกลงไปในแต่ละเซกเมนต์จะพบว่า รถยนต์หลายรุ่นยังได้การตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ขณะที่บางรุ่นทำยอดขายทิ้งคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น หรือบางรุ่นก็เบียดสู้กันสูสีจนถึงบั้นปลาย...แล้วรุ่นไหนยี่ห้อใดขายดี "ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง" รวบรวมข้อมูลมานำเสนอ

วีออสแชมป์เก๋ง-ซีวิคชนะอัลติส

รถยนต์นั่งขนาดเล็ก หรือ ซับคอมแพกต์ ถือเป็นเซกเมนต์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วง 1-2ปีหลัง ส่วนหนึ่งเพราะราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูง ประกอบกับการที่ค่ายรถยนต์เปิดตัวรถรุ่นใหม่หลากหลาย ก็ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ส่วนรุ่นขายดีอันดับหนึ่งต้องยกให้ โตโยต้า วีออส ที่แม้จะถูกคู่ปรับสำคัญอย่าง ฮอนด้า ซีตี้ เริ่มเบียดใกล้ แต่สุดท้ายด้วยชื่อชั้นโตโยต้ายังเชื่อขนมกินได้ โดยยอดขายสะสมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายนที่ผ่านมา "วีออส" ทำได้ 43,870 คัน ส่วน "ซิตี้" 31,120 คัน...ทิ้งกันกว่า 12,000 คัน! ดังนั้นช่วงเวลาอีกเพียง 1 เดือน(ธันวาคม) จึงไม่น่ามีปัญหาสำหรับ "วีออส" ในการคว้าแชมป์กลุ่มนี้ ขณะเดียวกันด้วยตัวเลขดังกล่าวก็ถือว่าสูงสุดในบรรดาเก๋งทุกรุ่นที่มีขายในบ้านเราอีกด้วย

ฮอนด้า ซิตี้ ส่วนอันดับสามในกลุ่มซับคอมแพกต์ตกเป็นของ ฮอนด้า แจ๊ซ (16,064คัน) ที่ทิ้งห่างอันดับสี่ โตโยต้า ยาริส (8,134คัน) เกือบเท่าตัว และน่าสังเกตคือยอดขาย ยาริส นั้นลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 ที่ทำได้ 10,422 คัน หรือตกไปกว่า 21% เลยทีเดียว ซึ่งต้องยอมรับในการพัฒนาโปรดักต์รุ่นใหม่ของ ฮอนด้า ที่ทำออกมาได้โดนใจกลุ่มลูกค้า รวมถึงรถมาเลเซีย"โปรตอน" และรถเล็กจากจีนที่แห่กันเข้ามาทำตลาด ที่แม้ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรง ที่ก็แอบกินยอดขายไปพอสมควร

ด้านโปรดักต์ร้อนแรงแห่งปี ต้องยกให้ " มาสด้า 2 แฮทซ์แบ็ก" ที่เพิ่งเปิดตัวช่วงปลายปีที่ผ่านมา (17พ.ย.) และด้วยการวางแผนการตลาด พร้อมปูพรมประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง(และล่วงหน้า)ของ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ก็ส่งผลให้ยอดจองหลังการเปิดตัวไม่ถึงเดือนทำได้กว่า 3,000 คัน ที่สำคัญต้นปีหน้ายังมีทีเด็ดกับตัวถังซีดานเข้ามาเสริม งานนี้อาจไม่ถึงกับแย่งตำแหน่งแชมป์ วีออส หรือ HONDA ซิตี้ แต่เชื่อว่าทั้งสองค่ายมีหนาวแน่ๆ

ฮอนด้า ซีวิค

โตโยต้า อัลติสในส่วนตลาดเก๋งคอมแพกต์ หลังผ่าน 11 เดือน มียอดขายรวมทั้งสิ้น 64,645 คัน ลดลง 10.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (ปี 2551 ทำได้ 72,561 คัน) โดยเกือบทุกยี่ห้อขายน้อยลง ยกเว้นแต่ ฮอนด้า ซีวิค , มาสด้า 3 และ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ เท่านั้นที่ประคองยอดขายได้เป็นบวก

โดยประเด็นน่าสนใจอยู่ที่การสู้กันของ "อัลติส" กับ "ซีวิค" ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่เก๋งรุ่นดังของ ฮอนด้า มียอดขายนำเก๋งคู่บ้านคู่เมืองอย่าง "อัลติส" หลังผ่าน 11 เดือน ซีวิคขายทั้งสิ้น 25,336 คัน นำหน้าอัลติสที่ทำได้ 22,577 คัน และแม้โตโยต้าจะปล่อยรุ่น 1.6E CNG เกียร์อัตโนมัติ ออกมาในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 โดยหวังเป็นตัวปั้นยอดขายปลายปี แต่กระนั้นด้วยตัวเลขที่ห่าง เกือบ 3,000 คัน ขณะที่ซีวิคเองยังกระแสแรงไม่ตก ตำแหน่งแชมป์จึงไม่น่าพลิกโผเมื่อสรุปยอดสิ้นปี

ขณะที่อันดับสามยังมองลำบากเมื่อ " มาสด้า 3 " และ " นิสสัน ทีด้า" ทำยอดขายได้ใกล้เคียงกันที่ 4,178 และ4,155 ตามลำดับ ส่วนอันดับห้าเป็นของ " เชฟโรเลต ออพต้า"แน่นอน หลังปิดยอดขาย 11 เดือนทำได้ 3,723 คัน ส่วน มิตซูบิชิ ที่เปิดตัวแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ใหม่ พร้อมปรับตำแหน่งสินค้าให้โฉมเก่า โดยลดราคาราว 50,000-60,000 บาท หวังลงมาสู้กับพวกเก๋งซับคอมแพกต์ ซึ่งทั้งสองรุ่นก็ช่วยกันทำยอดขายได้ถึง 2,471 คัน ด้านแบรนด์ที่อาการหนักสุดในเซกเมนท์นี้ ยังหนีไม่พ้น ฟอร์ด โฟกัส กับยอดขายเพียง 823 คัน

อีกกลุ่มที่ลืมไม่ได้และถือเป็นรถธงสร้างอิมเมจให้แต่ละค่ายคือ รถยนต์นั่งขนาดกลาง โดยต้นปีมีความคึกคักจาก นิสสัน เทียน่า ที่เข้ามาเป็นทางเลือกในท้องตลาด พร้อมชูความสดใหม่ หรูหรา นุ่มเงียบนั่งสบาย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถเบียดสองคู่แข่ง ที่ขายก่อนล่วงหน้า 2-3 ปี อย่าง ฮอนด้า แอคคอร์ด และ โตโยต้า คัมรี่ ได้ ที่สำคัญยังโดนกระแส "คัมรี่ ไฮบริด" ที่เปิดตัวเดือนกรกฎาคมกระหน่ำซ้ำอีกต่างหาก ซึ่งยอดขาย 11 เดือน คัมรี่ รุ่นเครื่องยนต์เบนซินปกติ และไฮบริด ทำยอดขายได้รวม 10,109 คัน นอนมาเป็นอันดับหนึ่ง อันดับสอง "แอคคอร์ด" 4,823 คัน และเทียน่า อันดับสาม 3,673 คัน

โตโยต้า คัมรี่ ไฮบริดวีโก้เหนียวป้องบัลลังก์ปิกอัพ

โปรดักต์แชมเปี้ยนปิกอัพ 1 ตัน จากเดิมเคยมีสัดส่วนขายในตลาดรวมมากกว่า 60% แต่หลังจากราคาน้ำมันพุ่งเมื่อ 2 ปีก่อน ดูเหมือนวันชื่นคืนสุขเดิมๆจะไม่กลับมาแล้ว และคาดว่าในปีหรือสองปีข้างหน้าจะโดนกระแสเก๋งเล็กเบียด จนสัดส่วนขายน่าจะเท่ากันที่ 50/50

โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้

อีซูซุ ดีแมคซ์สำหรับยอดขายสะสมถึงเดือนพฤศจิกายน ตลาดปิกอัพปิดที่ 240,262 คัน ตก 20.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ซึ่งถือเป็นอัตราการหดตัวที่ลดลงต่อเนื่อง เพราะถ้ามองกลับไปในช่วงครึ่งปีแรกถือว่าหนักหนาสาหัสด้วยอัตราที่ลดลงกว่า 30% ทั้งนี้ต้องยกนิ้วให้ความพยายามของสองค่ายยักษ์ โตโยต้า-อีซูซุ ที่ระดมสัพกำลังทางการตลาดอย่างเต็มที่

โดยค่ายแรกเสริมไลน์เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 เทอร์โบแปรผัน ให้ไฮลักซ์ วีโก้ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และรุ่นขับเคลื่อนสองล้อยกสูง "พรีรันนเอร์" ช่วงเดือนสิงหาคม ส่วนค่ายหลังกระตุ้นตลาดและเพิ่มความสดใหม่ให้สินค้าด้วยการเปิดตัว "ดีแมคซ์ ซูเปอร์แพลททินัม" เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พร้อมกระหน่ำแคมเปญอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ยอดขายปลายปีกระเตื้องขึ้นมาระดับหนึ่ง

ส่วนการขับเคี่ยวด้านยอดขายระหว่าง "วีโก้"กับ "ดีแมคซ์" ยังสนุกสูสี พลัดกันแซงพลัดกันตามมาตลอด แต่หลังผ่าน 11 เดือน ปรากฎว่า วีโก้ ยังนำ ดีแมคซ์ กว่า 4,000 คัน และด้วยความเขี้ยวของโตโยต้าก็ไม่น่าปล่อยให้แชมป์ปิกอัพปีนี้หลุดมือไปแน่นอน

ด้านปิกอัพพระรองไม่ยอมน้อยหน้า ต่างพยายามดิ้นเฮือกสู้ตายเช่นกัน ทั้ง นิสสัน ฟรอนเทียร์ นาวารา ที่เพิ่มรุ่นเกียร์อัตโนมัติให้ ปิกอัพขับสองยกสูง "คาลิเบอร์" เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่าน ก็เป็นส่วนสำคัญช่วยให้ นิสสัน คว้าอันดับสามปิกอัพขายดี ส่วนมิตซูบิชิไทรทัน เสริมไลน์รุ่นย่อย พร้อมปรับหน้าตาเล็กน้อย ก็ช่วยประคองยอดขายเข้ามาอันดับสี่ได้สบาย

ขณะเดียวกันพวกรถปิกอัพดัดแปลง หรือ "พีพีวี" โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ยังทิ้งห่างคู่แข่งไกล ด้วยยอดขาย 13,585 คัน ตามด้วย อีซูซุ มิว-7 กับ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ที่ทำยอดขายสูสี 5,090 คัน และ 4,974 คันตามลำดับ ส่วน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ตามมาไกลๆ ที่ 627 คัน

เมอร์เซเดส- เบนซ์ อี -คลาส โฉมเก่า W211 และซี-คลาสรถหรูเบนซ์กินรวบ

ตลาดรถหรูในปีนี้นับว่ามีสันสันพอสมควร เมื่อสองค่ายจากเยอรมันเปิดหน้าซัดกันสนุก โดยเฉพาะศึกยกแรกที่ เมอร์เซเดส- เบนซ์ เปิดขื้นด้วยความตั้งใจระบายสต็อก อี-คลาส รุ่นเก่า W211 หวังปูทางให้ รุ่นใหม่ W212 โดยเฉพาะรุ่น อี200 เอ็นจีที (ใช้ก๊าซซีเอ็นจี) ที่ประกาศลดราคาลงมาทีเดียว 700,000 บาท เล่นเอาอึ้งกันทั้งลูกค้าและคู่แข่งร่วมชาติ

เมื่อเจอแผนนี้ บีเอ็มดับเบิลยู จึงอยู่เฉยไม่ได้ จัดการปล่อย 520d Corporate Edition โดยตัดออปชันบางอย่าง พร้อมลดราคาเหลือ 2,999,000 บาท ถูกกว่ารุ่นปกติถึง 7 แสนบาท...สวนทันควัน! นอกจากนี้ค่ายใบพัดสีฟ้า ยังกินดีหมีหัวใจเสือ รุกตลาดแบบเต็มสูบ เพราะด้วยความมั่นใจในโปรดักต์ สดใหม่ สมรรถนะโดนใจ ทั้งยังประกาศว่าในระยะเวลาอันใกล้จะโค่นบัลลังก์ เมอร์เซเดส- เบนซ์ ลงให้ได้

ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู หวังประเดิมศักราชใหม่แห่งความสำเร็จ ด้วยอนุกรมใหญ่อย่าง "ซีรีย์ 7" ว่าจะทำยอดขายแซง "เอส-คลาส" ในปีนี้ให้ได้ แต่สุดท้ายแล้ว หลังผ่านไป 11 เดือน เอส-คลาส มียอดขาย 249 คัน ยังเหนือกว่า ซีรีย์ 7 ที่ทำได้เพียง 146 คัน เท่านั้น

ขณะที่อนุกรมหลักอื่นๆ ทั้ง ซี-คลาส และ อี-คลาส ยังทำยอดขายมากกว่า ซีรีย์ 3 และ ซีรีย์ 5 แบบทิ้งห่างกันเป็นเท่าตัว ที่สำคัญต้นปีหน้า อี-คลาส รุ่นประกอบในประเทศ เตรียมจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกด้วย...งานนี้ต้องบอกว่า บีเอ็มดับเบิลยู คงเหนื่อยหนัก หากหวังจะแย่งเจ้าตลาดรถหรูเมืองไทย

….ทั้งหมดเป็นการรวบรวบข้อมูลรถยนต์ขายดีในปี 2552โดยกลุ่มรถตลาด แบรนด์ "โตโยต้า" ยังครองใจคนไทย พร้อมกินเรียบด้วยส่วนแบ่งการตลาดกว่า 40% ส่วนประเภทรถหรู "เมอร์เซเดส-เบนซ์" ก็ถือเป็นคำขลังไม่เสื่อมคลาย ส่วนปีหน้ายังมีรถยนต์รุ่นใหม่จ่อคิวเปิดตัวอีกเพียบ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็กนั้น น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552


28 ธันวาคม 2552 07:31 น.ข่าวในประเทศ - กรมการขนส่งทางบก บังคับรถแท็กซี่จดทะเบียนใหม่ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป ต้องใช้มิเตอร์ แบบมีใบเสร็จรับเงิน ที่ติดตั้งป้ายสัญลักษณ์และข้อความ "มีใบรับเงิน" ป้องกันเอาเปรียบผู้โดยสาร และเพิ่มความสะดวกในการติดตามสิ่งของที่ลืมไว้ ส่วนรถที่จดทะเบียนก่อนกฎหมายมีผลบังคับจะใช้หรือไม่ก็ได้

ชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก มีนโยบาย ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการให้บริการของรถโดยสารสาธารณะ โดยได้ออกประกาศนายทะเบียน กำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 นี้ เป็นต้นไป รถแท็กซี่มิเตอร์ที่จดทะเบียนใหม่ทุกคัน จะต้องใช้มิเตอร์แสดงอัตราค่าโดยสารที่มีเครื่องพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบค่าโดยสาร และรายละเอียดการใช้บริการได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ กรณีผู้โดยสารลืมสัมภาระหรือสิ่งของไว้บนรถ ยังสามารถใช้เป็นหลักฐาน ในการตรวจสอบติดตามคืนได้อย่างสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

\"เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการรถแท็กซี่มิเตอร์ ได้อย่างสะดวกปลอดภัย ในราคาค่าโดยสารที่เป็นธรรม และจะเก็บค่าโดยสารในอัตราเดียวกับรถแท็กซี่ที่ใช้มิเตอร์แบบธรรมดา กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดให้รถยนต์รับจ้างแท็กซี่ จะต้องติดตั้งมิเตอร์แสดงอัตราค่าโดยสารไว้บริเวณด้านซ้ายของผู้ขับรถ ให้ผู้โดยสารสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน โดยมิเตอร์ที่ติดตั้งจะต้องผ่านความเห็นชอบ และตรวจสอบจากกรมฯก่อนทุกครั้ง ขณะเดียวกันสำหรับรถแท็กซี่ที่จดทะเบียนก่อนวันที่ 1 มกราคม 2553 หากประสงค์เปลี่ยนมาใช้มิเตอร์แบบมีใบเสร็จรับเงินก็สามารถดำเนินการได้\"

โดยผู้โดยสารสามารถสังเกตและเลือกใช้บริการรถแท็กซี่แบบมีใบเสร็จรับเงินได้ จากเครื่องหมาย สี่เหลี่ยมสีเขียวที่ติดอยู่บริเวณโคมไฟหลังคารถ และกระจกด้านหน้าซ้ายของรถ ระบุข้อความว่า "มีใบรับเงิน" และ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้บริการรถแท็กซี่หรือรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท สามารถร้องเรียนได้ที่ ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือทางเว็บไซต์ www.dlt.go.th/1584 เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพบริการขนส่งสาธารณะให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

LANDROVER,ROVER,TATA


27 ธันวาคม 2552 10:22 น.ข่าวในประเทศ- ทาทา มอเตอร์ส กรุ๊ป แถลงยอดจำหน่ายรถยนต์รวมทั่วโลกประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 มีจำนวนทั้งสิ้น 75,775 คัน เพิ่มขึ้นถึง 62 % จากเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นยอดขายรถยนต์ทาทา, ทาทา แดวู, ฮิสปาโน คาร์โรเซรา, จากัวร์, แลนด์โรเวอร์ และแบรนด์อื่นๆ ที่ทาทาเป็นผู้จัดจำหน่ายในประเทศอินเดีย ส่วนยอดจำหน่ายรวมในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน 2552 อยู่ที่ 521,059 คัน เพิ่มขึ้น 4 %จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

เมื่อจำแนกตามประเภทรถยนต์ ยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ในเดือนพฤศจิกายน 2552 มีจำนวน 33,338 คัน เพิ่มขึ้นถึง 81 % จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดขายรวมช่วงเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายนอยู่ที่ 244,810 คัน เพิ่มขึ้น 16 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมียอดขาย 42,437 คันในเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 50 % ส่วนยอดขายรวมช่วงเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน มีจำนวน 276,249 คัน ลดลง 5 %

รถยนต์นั่งส่วนบุคคลของทาทาและยี่ห้ออื่นๆ ที่ทาทาจัดจำหน่าย มียอดขาย 23,612 คันในเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น56 % ส่วนยอดขายรวมในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายนมีจำนวน 160,405 คัน เพิ่มขึ้น 16 %

สำหรับรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์มียอดจำหน่ายทั่วโลกในเดือนพฤศจิกายน 18,825 คัน เพิ่มขึ้น 30 % แบ่งออกเป็นรถยนต์จากัวร์ 4,333 คัน ลดลง 2 % และ แลนด์โรเวอร์ 14,492 คัน เพิ่มขึ้น 45 % ยอดขายรวมของทั้งสองยี่ห้อช่วงเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน 2552 มีจำนวน 115,844 คัน ลดลง 32 % แบ่งออกเป็นยี่ห้อจากัวร์ 31,716 คัน ลดลง 37 % และ แลนด์โรเวอร์ 84,128 คัน ลดลง 30 %

MITSUBISHI


26 ธันวาคม 2552 16:30 น.ข่าวในประเทศ- มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ร่วมสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนช่วงปีใหม่ จับมือกรมการขนส่งทางบก จัดแคมเปญ "ตรวจรถก่อนใช้ ปลอดภัยแน่นอน" เชิญชวนผู้ใช้รถยนต์มิตซูบิชิทุกรุ่นเข้ารับบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี 27 รายการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 มกราคม 2553

นาย โคจิ นากาฮาร่า กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก และผู้จำหน่ายรถยนต์ มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ จัดกิจกรรม "ตรวจรถก่อนใช้ ปลอดภัยแน่นอน" โดยการเชิญชวนผู้ใช้รถยนต์มิตซูบิชิทุกรุ่นเข้ามารับบริการตรวจเช็คสภาพรถฟรี 27 รายการ จากช่างผู้เชี่ยวชาญของบริษัทฯ เพื่อสนองนโยบายด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ของรัฐบาล รวมทั้งสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้ารถยนต์ มิตซูบิชิ สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ โดยบริการตรวจเช็คสภาพรถฟรี 27 รายการ ครอบคลุมหมวดต่างๆ ดังนี้

หมวดเครื่องยนต์ : ตรวจสภาพและระดับน้ำมันเครื่อง, ตรวจระดับน้ำฉีดล้างกระจก, ตรวจสภาพสายพานและความตึงของสายพานหน้าเครื่องทุกเส้น, ตรวจสภาพไส้กรองอากาศ, ตรวจการรั่วซึมและระดับของน้ำหล่อเย็น

หมวดระบบเบรก : ตรวจสภาพและระดับน้ำมันเบรก, ตรวจเช็คเบรกมือ, ตรวจเช็คผ้าเบรกและตรวจเช็คท่อทางเดินน้ำมันเบรก
หมวดช่วงล่างและบังคับเลี้ยว : ตรวจสภาพและระดับของน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์, ตรวจเช็คระบบช่วงล่างและโช้คอัพ (การรั่วซึมและชำรุด), ตรวจสอบสภาพยางและความดันลมยาง 4 ล้อ, ตรวจเช็คบู๊ชและยางหุ้มเพลาขับ, ตรวจเช็คการรั่วซึมบริเวณใต้ท้องรถและท่อไอเสีย

หมวดระบบไฟฟ้า : ตรวจเช็คไฟใหญ่หน้าและไฟสัญญาณต่างๆ, ตรวจเช็คไฟเลี้ยว, ตรวจเช็คไฟเบรก, ตรวจเช็คไฟถอย, ตรวจเช็คไฟเก๋ง, ตรวจเช็คไฟฉุกเฉิน, ตรวจสภาพมอเตอร์ปัดน้ำฝนและใบปัดน้ำฝน, ตรวจเช็คแตร

หมวดส่งกำลัง : ตรวจสภาพและระดับน้ำมันเกียร์, ตรวจเช็คน้ำมันคลัทช์, ตรวจเช็คคันเกียร์/ระบบล็อกสตาร์ท (เกียร์อัตโนมัติ),ตรวจสอบการทำงานของระบบคลัทช์และสวิตช์สตาร์ท

หมวดตัวถัง :ตรวจเช็คเข็มขัดนิรภัย, ตรวจเช็ครอยสะเก็ดหินหรือรอยร้าวกระจกบังลมหน้า

นายนากาฮาร่า กล่าวเสริมว่านอกเหนือจากการจัดกิจกรรมดังกล่าวแล้ว บริษัทฯ ยังได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจัดโครงการศูนย์อาชีวศึกษาร่วมด้วยช่วยประชาชน "ตรวจรถก่อนใช้ ปลอดภัยแน่นอน" ซึ่งเป็นการเปิดให้บเปนกบริการตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ฟรี ในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยนักศึกษาจากสถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาทางด้านช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ และช่างเครื่องทำความเย็น และสาขาอื่นๆ ของกรมการอาชีวศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง และใช้ความรู้และทักษะทางวิชาชีพบริการสังคม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปีนี้จะเปิดให้บริการบนถนนสายหลักและสายรองกว่า 300 จุดทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 4 มกราคมนี้

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถนำรถเข้าร่วมรายการ "ตรวจรถก่อนใช้ ปลอดภัยแน่นอน" ได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มกราคมนี้ ที่โชว์รูมรถยนต์ มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552


26 ธันวาคม 2552 09:23 น.นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนยอดขายภายในประเทศ การผลิต และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2552

เริ่มจากยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนพฤศจิกายน 2552 มีจำนวนทั้งสิ้น 57,031 คัน สูงสุดในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2551 23.8 % เป็นเดือนที่3 ติดต่อกัน และเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคมปีนี้ 7.06 % เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นมาตลอด จากแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่สอง ทำให้ประชาชนมีอำนาจซื้อมากขึ้น สินค้าเกษตรหลายชนิดมีราคาสูงขึ้น การท่องเที่ยวจากต่างประเทศดีขึ้น รวมทั้งการส่งออกหลายอุตสาหกรรมดีขึ้นเป็นลำดับ ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 130,264 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2551 3.94 % และเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคมปีนี้ 8.63 %

หากรวม 11 เดือนของปีนี้ รถยนต์มียอดขาย 476,786 คัน ลดลงจากปี 2551 ในระยะเวลาเดียวกัน 14.3 % (เดือนมกราคม - ตุลาคม 2552 ลดล17.7 % ) ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 1,388,037 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2551 12.56 %

สำหรับยอดการผลิตในเดือนพฤศจิกายน 2552 มีทั้งสิ้น 120,985 คัน สูงสุดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 เป็นต้นมา เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2551 4.26 % และเพิ่มจากเดือนตุลาคมปีนี้ 5.17 % ส่วนจำนวนรถยนต์ที่ผลิตในเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2552 มีจำนวนทั้งสิ้น 887,656 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2551 32.21 %

แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง เดือนพฤศจิกายน 2552 ผลิตได้ 36,534 คันเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2551 7.53 % รวมยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2552 มีจำนวน 279,807 คัน ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2551 ร 25.74 %

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนพฤศจิกายน 2552 ผลิตได้ทั้งหมด 82,741 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2551 2.47 % และตั้งแต่เดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2552 ผลิตได้ทั้งสิ้น 594,261 คัน เท่ากับ 66.95 % ของยอดการผลิตทั้งหมด โดยลดลงจากเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2551 35.12 % โดยแบ่งเป็น

รถกระบะบรรทุก 229,753 คัน ลดลงจากเดือน มกราคม - พฤศจิกายน 2551 42.63 %

รถกระบะดับเบิลแค็บ 314,176 คัน ลดลงจากเดือน มกราคม - พฤศจิกายน 2551 33.43 %

รถกระบะ PPV 50,332 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือน มกราคม - พฤศจิกายน 2551 15.68 %

ส่วนยอดผลิตเพื่อส่งออกในเดือนพฤศจิกายน 2552 ผลิตได้ 64,181 คันเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2551 2.89 % เนื่องจากส่งออกไปยังตลาดเอเชียและออสเตรเลียมากขึ้น ส่วนเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2552 ผลิตได้ 493,357 คัน เท่ากับ 55.58 % ของยอดการผลิตทั้งหมด ซึ่งลดลงจากปี 2551 ในระยะเวลาเดียวกัน 32.98 %

รถยนต์นั่ง เดือนพฤศจิกายน 2552 ผลิตเพื่อการส่งออก 7,554 คัน ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2551 33.04 % ยอดผลิตส่งออกของรถยนต์นั่งตั้งแต่เดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2552 จำนวน 101,064 คัน เท่ากับะ 36.12 % ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ซึ่งลดลงจากเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2551 36.03 %

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนพฤศจิกายน 2552 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 56,627 คันเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2551 10.82 % และตั้งแต่เดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2552 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 392,293 คัน เท่ากับ 66.01 % ของยอดการผลิตรถกระบะ ซึ่งลดลงจากเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2551 32.15 % โดยแบ่งเป็น

รถกระบะบรรทุก 97,639 คัน ลดลงจากเดือน มกราคม - พฤศจิกายน 2551 34.49 %

รถกระบะดับเบิลแค็บ 264,370 คัน ลดลงจากเดือน มกราคม - พฤศจิกายน 2551 34.91%

รถกระบะ PPV 30,284 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือน มกราคม - พฤศจิกายน 2551 31.88 %

ด้านรถจักรยานยนต์ในเดือนพฤศจิกายน 2552 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 229,705 คันเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2551 1.69 % แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 165,487 คัน ลดลงจากปี 2551 3.59 % และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 64,218 คันเพิ่มขึ้นจากปี 2551 18.41 %

ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2552 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,910,477 คัน ลดลงจากปี 2551 32.29 % แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,492,910 คัน ลดลงจากปี 2551 15.78 % และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 417,567 คัน ลดลงจากปี 2551 60.19 %

25 ธันวาคม 2552 13:52 น.วิซาร์ด ปรับแผนยุคเศรษฐกิจหด ดันแฟรนไชส์ล้างรถด้วยมือ กระตุ้นตลาดคาร์แคร์ปี 53 เปิดตัวน้องใหม่ "แมจิค บาย วิซาร์ด" ตอกย้ำคอนเซ็ปต์เดิม The miracle for your car ศูนย์บริการรถยนต์แบบครบวงจร พร้อมประเดิมฟรีค่าแฟรนไชส์แรกเข้า 5 รายแรกและทำเลทองในศูนย์บริการน้ำมัน ชั้นนำทั่วประเทศ

นายไชยะ สุริยาพรพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที อาร์ โปรดักส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เจ้าของลิขสิทธิ์แฟรนไชส์วิซาร์ด ออโต้ แคร์, ศูนย์บริการแอร์คลีน และจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงรักษารถยนต์แบรนด์วิซาร์ด เปิดเผยว่า เนื่องด้วยผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งส่งผลต่อภาวะการลงทุน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง และการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นจึงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นบริษัทได้ชะลอการขยายธุรกิจแฟรนไชส์ วิซาร์ด ออโต้ แคร์ ซึ่งเป็นศูนย์บริการดูแลรักษารถยนต์แบบครบวงจร ด้วยเครื่องล้างรถอัตโนมัติไว้ก่อน เนื่องจากต้องใช้งบประมาณในการลงทุนสูง และขยายตลาดได้ยากกว่าธุรกิจการล้างแอร์ และล้างรถด้วยมือ

เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ คาร์แคร์ (Car Care) และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ทั่วถึง ในปี 2553 บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ โดยตั้งเป้าที่จะขยายธุรกิจ บริการล้างแอร์รถยนต์แบบไม่ถอดตู้ด้วยกล้องไมโครแคม ให้ได้อีก 200 สาขา พร้อมขยายแฟรนไชส์น้องใหม่ "แมจิค บาย วิซาร์ด" ซึ่งเป็นธุรกิจบริการล้างรถด้วยมือโดยตั้งเป้าขั้นต่ำประมาณ 10 สาขา คิดเป็นมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท
นายไชยะ กล่าวต่อว่า "แมจิค บาย วิซาร์ด" (Magic by Wizard) เป็นแฟรนไชส์ศูนย์บริการดูแลบำรุงรักษารถยนต์แบบครบวงจรด้วยระบบ Hand Wash (ล้างมือ) ที่ยังคงคอนเซ็ปต์เดิม The miracle for your car และให้บริการครบวงจรเหมือนกับ "วิซาร์ด ออโต้ แคร์" โดยให้บริการ ล้างสีรถภายนอก ระบบ Hand Wash ดูดฝุ่น ลงแว็กซ์หอม ทำความสะอาดภายใน ขัด-เคลือบสีรถยนต์ (Wizard Magic Coat) ขัด – เคลือบ เบาะหนัง บริการซักเบาะพรมอัตโนมัติ ด้วยเครื่องซักอัตโนมัติที่จะพ่นน้ำยา พร้อมดูดสิ่งสกปรกที่ฝังอยูตามเบาะและพรม ได้ทั่วทุกจุดให้ประสิทธิภาพ การอบโอโซน เพื่อกำจัดกลิ่น อีกทั้งยังช่วยฆ่าเชื้อโรคด้วย

นายไชยะ กล่าวเสริมว่า จุดเด่นของแฟรนไชส์ "แมจิค บาย วิซาร์ด" จะอยู่ที่ผู้ลงทุนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจ คาร์แคร์ได้ง่าย ด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูงมาก มีการให้บริการที่เป็นมาตรฐานแบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์ มากกว่า 10 ปี ในการบริหารธุรกิจ คาร์แคร์ พร้อมผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม และการโปรโมชั่น หรือกลยุทธ์ เพื่อสร้างยอดขายทางบริษัท ได้ร่วมมือกับ บัตรเครดิตต่างๆ มากมายเพื่อให้สิทธิพิเศษแก่ลูกค้าบัตรเครดิต และเป็นกลุ่มลูกค้าของวิซาร์ดไว้อย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นดังกล่าวมั่นใจว่า ในทำเลที่ดีผู้ลงทุนสามารถคืนทุนได้ในเวลา เพียง 13-24 เดือน

อนึ่ง บริษัท ทีอาร์ โปรดักส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นกลุ่มธุรกิจ ที่ให้บริการเกี่ยวกับการบำรุงดูแลรักษารถยนต์ ประกอบด้วย ผู้ผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ ,เจลน้ำหอมติดรถยนต์ และอุปกรณ์ประดับยนต์ ภายใต้แบรนด์ Wizard ที่จำหน่าย ภายในห้างสรรพสินค้าทั่วไป และจำหน่ายผ่านช่องทางของ ทีวี ไดเร็ค นอกจากนั้น ยังดำเนินธุรกิจ แฟรนไชส์ Wizard Auto Care (วิซาร์ด ออโต้ แคร์) ศูนย์บริการล้างรถอัตโนมัติครบวงจร ที่มีสาขามากที่สุดในประเทศ กว่า 30 สาขา ณ ปัจจุบัน


25 ธันวาคม 2552 16:20 น.ข่าวต่างประเทศ - กลายเป็นรถยนต์สุดฮ็อตสำหรับปีนี้ของค่ายพอร์ชไปแล้ว เพราะเพียงแค่ 3 เดือนนับจากเริ่มเดินเครื่องผลิต สปอร์ตซีดาน 4 ประตูรุ่นพานาเมอรามียอดการผลิตครบ 10,000 คันไปเรียบร้อยแล้ว และกลายเป็นรถยนต์รุ่นประวัติศาสตร์ของพอร์ชที่สามารถทำตัวเลขทะลุ 10,000 คันในการผลิตด้วยเวลาอันรวดเร็ว

พานาเมอราสำหรับพานาเมอราคันที่ 10,000 เป็นสี Platinum Silver รุ่นเทอร์โบ ซึ่งจะถูกส่งให้กับลูกค้าที่อยู่ในสิงคโปร์ โดยทางมิชาเอล มัคช์ ประธานบอร์ดบริหารของพอร์ชกล่าวว่า 'ยอดขายของพานาเมอราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับติดจรวด และในตอนนี้เราได้ส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 9,000 คัน โดยพานาเมอราถือเป็นรถยนต์ 4 ประตูที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยก่อนหน้านี้ก็เพิ่งคว้ารางวัล Golden Steering Wheel และ Auto Trophy awards ในเยอรมนีมาครอง'

พานาเมอราเปิดตัวครั้งแรกในงานปักกิ่ง มอเตอร์โชว์ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และเพิ่งจะเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าได้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยไลน์ผลิตของตัวรถอยู่ที่โรงงานในเมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมนี ร่วมกับเอสยูวีรุ่นคาเยนน์ ซึ่งจากการเปิดเผยของพอร์ชระบุว่ารุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ พานาเมอรา 4S มีส่วนแบ่ง 44% ตามด้วยเทอร์โบ 36% และพานาเมอรา เอส 20% โดยทางพอร์ชตั้งเป้าหมายจะมีการผลิตพานาเมอราเป็นจำนวนทั้งสิ้น 20,000 คันต่อปี

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

HONDA CITY,HONDA CIVIC,MAZDA 3,TOYOTA YARIS,HONDA,KIA,MAZDA,MITSUBISHI,NISSAN,TOYOTA


24 ธันวาคม 2552 09:41 น.ข่าวในประเทศ - เปิดผลรายงาน วิจัยการศึกษาผู้ใช้รถใหม่ในประเทศไทย ของสำนัก "เจ.ดี.พาวเวอร์" เกี่ยวกับปัญหาคุณภาพของรถใหม่ และสมรรถนะ หรือประสิทธภาพ รวมถึงรูปลักษณ์ของรถยนต์ในประเทศไทย จากจำนวนตัวอย่างเรื่องละไม่ต่ำกว่า 3 พันราย รถใหม่ที่โดนใจผู้ใช้รถสุดๆ ประจำปี 2552 หรือปีวัวบ้า! เป็น ฮอนด้า แจ๊ซ และ โตโยต้า ยาริส สลับกันขึ้นแท่นในกลุ่มรถยนต์ขนาดกลางระดับต้น เช่นเดียวกับรถขนาดกลาง มาสด้า 3 และ ฮอนด้า ซีวิค ที่งานนี้ต้องชั่งน้ำหนักความสำคัญกันเอาเอง ขณะที่รถอเนกประสงค์เอสยูวี อีซูซุ มิว-7 รวมแล้วถือว่าโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่ง แต่ที่นอนมาแบบใสๆ เห็นจะเป็น โตโยต้า ไฮลักซ์ TOYOTA วีโก้ ที่ผู้เป็นเจ้าของรถใหม่ในช่วง 2-6 เดือนแรก ต่างเทใจให้ทั้งในกลุ่มรถกระบะมีแค็บ และกระบะ 4 ประตู
ผลสำรวจและ รางวัลที่มอบให้กับรถยนต์ในแต่ละปี มีหลากหลายรูปแบบการดำเนินงาน ทั้งวัดจากการทดสอบของสื่อมวลชน หรือสำรวจจากความนิยมของประชาชนทั่วไป แต่เจ.ดี.พาวเวอร์ เอเชีย แปซิฟิก บริษัทวิจัยและให้บทวิเคราะห์ชื่อดัง เลือกสุ่มสำรวจจากผู้ใช้รถใหม่ จึงน่าจะเป็นข้อมูลจากประสบการณ์ตรง ที่น่าสนใจและนำมาพิจารณาทีเดียว และในช่วงส่งท้ายของปี 2552 นี้ เจ.ดี.พาวเวอร์ฯ ได้รายงานผลการศึกษาวิจัย 2 เรื่องสำคัญ คือ สมรรถนะหรือประสิทธิภาพระบบการทำงาน และรูปลักษณ์ของรถยนต์ กับเรื่องคุณภาพรถใหม่ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญและน่าจะเป็นประโยชน์ ต่อการตัดสินใจเลือกซื้อรถของผู้บริโภค จึงได้นำรายงานดังกล่าวมานำเสนอให้รับทราบกัน...

ทั้งนี้รายงาน ผลการศึกษาวิจัยทั้งสองชิ้นของเจ.ดี.พาวเวอร์ฯ จัดทำขึ้นโดยประเมินผลจากเจ้าของรถยนต์ใหม่ในช่วง 2-6 เดือน ที่ซื้อรถยนต์ระหว่างเดือนตุลาคม 2551 ถึงเดือนกรกฎาคม 2552 จากจำนวนตัวอย่าง 3,518 ราย ในการสำรวจประสิทธิภาพระบบการทำงานและรูปลักษณ์ของรถยนต์ และจำนวน 3,460 ราย ในเรื่องคุณภาพรถยนต์ใหม่ในประเทศไทย โดยทำการศึกษาผู้ซื้อรถยนต์นั่ง รถกระบะ และรถยนต์อเนกประสงค์ จำนวน 58 รุ่น จากรถยนต์ 11 ยี่ห้อ ซึ่งเป็นเก็บข้อมูลในภาคสนาม ตั้งแต่เดือนเมษายน ถึงกันยายน 2552

การศึกษาในเรื่องคุณภาพรถใหม่ในประเทศไทยประจำปี 2552(Initial Quality Study - IQS) ของเจ.ดี.พาวเวอร์ฯ เป็นการศึกษาปัญหาคุณภาพรถยนต์ใหม่ ที่ลูกค้าได้ประสบในช่วง 2-6 เดือนแรกของการเป็นเจ้าของ โดยการตรวจสอบถึงปัญหาหรือความผิดปกติมากกว่า 200 รายการ และจัดกลุ่มปัญหาหรือความผิดปกติที่พบได้เป็น 8 หมาดหมู่

โดยเรียงตาม ลำดับของจำนวนปัญหาที่พบ ได้แก่ ปัญหาด้านคุณภาพภายนอกรถยนต์ ตามด้วยปัญหาด้านเครื่องยนต์และระบบ เกียร์ ปัญหาจากประสบการณ์ขับขี่รถยนต์ ปัญหาจากระบบฮีทเตอร์ ระบบระบายอากาศและระบบแอร์(HVAC) ปัญหาด้านเครื่องเสียง ความบันเทิงและระบบนำทาง ปัญหาจากอุปกรณ์ ปุ่มควบคุม และแผงหน้าปัด ปัญหาจากภายในรถยนต์ และสุดท้ายปัญหาที่นั่ง ซึ่งในการวัดผลด้านคุณภาพ ผลการศึกนี้ได้คำนวนจากจำนวนปัญหาหรือความผิดปกติที่พบ จากรถยนต์ใหม่ทุก 100 คัน(ในที่นี้เรียกว่า PP100) ถ้ารถยนต์รุ่นใดได้คะแนนน้อย หมายความว่ารถยนต์นั้นมีคุณภาพสูง

จากผลการศึกษา รถรุ่นต่างๆ พบว่า ในกลุ่มรถยนต์ขนาดกลางระดับต้น (Entry Midsize Car) โตโยต้า ยาริส ครองอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 117 PP100 ตามมาด้วย ฮอนด้า ซิตี้ โฉมใหม่ 119 PP100 และแจ๊ซ 133 PP100 มาเป็นอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ มาสด้า 3 คะแนน 115 PP100 ได้รับคะแนนคุณภาพรถใหม่สูงสุดในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลาง(Midsize Car) ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยมี ฮอนด้า ซีวิค 137 PP100 และ โตโยต้า อัลติส 152 PP100 อยู่ในอันดับรองลงมา ส่วนกลุ่มรถยนต์ SUV (รถอเนกประสงค์กึ่งสปอร์ต) ฮอนด้า ซีอาร์-วี ได้คะแนน 102 PP100 ยังครองตำแหน่งสูงสุดเป็นปีที่ 3 ตามาด้วย อีซูซุ มิว-7 105 PP100 และ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ 112 PP100

ในบรรดารถกระบะ มีแค็บ(Pickup Extended Cab) โตโยต้า ไฮลักซ์ TOYOTA วีโก้ พรีรันเนอร์ สมาร์ทแค็บ ครองอันดับสูงสุด 124 PP100 ตามด้วยอีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 127 PP100 และ นิสสัน ฟรอนเทียร์ นาวารา 130 PP100 ส่วนรถกระบะ 4 ประตู (Pickup Double Cab) โตโยต้า ไฮลักซ์ TOYOTA วีโก้ พรีรันเนอร์ ครองอันดับสูงสุด 117 PP100 ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ตามติดด้วย โตโยต้า ไฮลักซ์ TOYOTA วีโก้ 127 PP100 และอีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 150 PP100

เจ.ดี. พาวเวอร์ฯ ยังได้สรุปผลการศึกษาวิจัยว่า ปัญหาคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยรวมในประเทศไทยประจำปี 2552 มีคะแนนเฉลี่ย 133 PP PP100 ซึ่งเป็นการปรับปรุงดีขึ้นกว่าปี 2551 โดยอัตราการเกิดปัญหาด้านคุณภาพรถใหม่ลดลง 17% ซึ่งปัญหาคุณภาพหรือความผิดปกติลดลงทุกด้าน ยกเว้นปัญหาด้านภายนอกรถ ซึ่งเรื่อง "เสียงลมดังเกินไป" พบบ่อยมากที่สุด แต่สิ่งปรับปรุงดีขึ้นชัดเจนเป็นปัญหาด้านเครื่องยนต์และระบบเกียร์

สำหรับผลการศึกษาเรื่องสมรรถนะ ระบบการทำงานและรูปลักษณ์ของรถยนต์ในประเทศไทย ประจำปี 2552 (Automotive Performance, Execution and Layout - APEAL) ซึ่งเป็นปีที่ 7 ของการศึกษาโดยเจ.ดี.พาวเวอร์ จากคำตอบของผู้บริโภคในช่วง 2-6 เดือนแรกของการเป็นเจ้าของรถ

ทั้งนี้ในการ ศึกษาได้พิจารณาคุณลักษณะของรถยนต์ถึงเกือบ 100 คุณลักษณะ ซึ่งครอบคลุมระบบการทำงานของรถยนต์ 10 หมวด ได้แก่ ภายนอกตัวรถ ภายในตัวรถ พื้นที่เก็บของและพื้นที่ว่าง เครื่องเสียง/ความบันเทิง/ระบบนำทาง ที่นั่ง ระบบฮีทเตอร์ ระบบระบายอากาศ และระบบแอร์(HVAC) สมรรถนะในการขับขี่ เครื่องยนต์/ระบบ เกียร์ ทัศนวิสัย/ความปลอดภัยในการขับขี่ และความประหยัดน้ำมัน ผลที่ได้จากการศึกษา APEAL จะถูกใช้เป็นค่าดัชนีในการให้คะแนนโดยอิงอยู่กับจำนวนเต็ม 100 คะแนน และยิ่งได้คะแนนสูงยิ่งหมายถึงความพึงพอใจที่สูงขึ้น

ผลจากการศึกษา พบว่า ฮอนด้า แจ๊ซ ทำคะแนนสูงสุดในกลุ่มรถยนต์ขนาดกลางระดับต้น เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันโดยมีคะแนน APEAL อยู่ในระดับ 860 คะแนน ตามมาด้วย นิสสัน ทีด้า 856 คะแนน และ โตโยต้า ยาริส 851 คะแนน ส่วนรถยนต์ขนาดกลาง ฮอนด้า ซีวิค ทำคะแนนสูงสุด 800 ตามาด้วย มาสด้า 3 จำนวน 878 คะแนน และ โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส 875 คะแนน ในกลุ่มรถยนต์เอสยูวี อีซูซุ มิว-7 ทำได้สูงสุด 897 คะแนน โดยมี มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ ตามมาด้วยคะแนน 884

กลุ่มรถกระบมีแค็บ โตโยต้า ไฮลักซ์ TOYOTA วีโก้ พรีรันเนอร์ สมาร์ทแค็บ ติดอันดับสูงสุด ตามด้วย อีซูซุ ดีแมคซ์ สเปซแค็บ/โรดีโอ 882 คะแนน และกลุ่มรถกระบ 4 ประตู โตโยต้า ไฮลักซ์ TOYOTA วีโก้ พรีรันเนอร์ 897 คะแนน นำมาเป็นอันดับหนึ่ง ควงคู่มากับ โตโยต้า ไฮลักซ์ TOYOTA วีโก้ 884 คะแนน

เจ.ดี. พาวเวอร์ฯ ระบูว่า คะแนนเฉลี่ยภาพรวมจากการศึกษา APEL ในปี 2552 อยู่ที่ 871 คะแนน ลดลงจากปีที่แล้ว 5 คะแนน โดยมีถึง 7 หมวดด้วยกันที่มีระดับความพึงพอใจจากการศึกษาลดลง และมีแค่ 3 หมวดเท่านั้นที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นในปี 2552 ได้แก่ ความประหยัดน้ำมัน ที่นั่ง และระบบฮีทเตอร์ ระบบระบายอากาศ และระบบแอร์(HVAC)
นั่นคือรายงานผลการศึกษาความพึงพอใจต่อรถใหม่ของผู้ใช้รถในประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดยเจ.ดี.พาวเวอร์ เอเชีย แปซิฟิก และ "ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง" ขอรวมรายงานผลการวิจัยทั้งสองหัวข้อ สรุปออกมาเป็นรถยนต์ที่โดนใจผู้ใช้รถมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะ หรือประสิทธิภาพของระบบการทำงาน และรูปลักษณ์ของรถยนต์ รวมถึงคุณภาพรถใหม่ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญควบคู่กันในการตัดสินใจเลือกซื้อรถ

โดยหากพิจารณา ทั้งสองหัวข้อมารวมกัน จะพบว่ากลุ่มรถขนาดกลางระดับต้น ทั้ง ฮอนด้า แจ๊ซ และ โตโยต้า ยาริส ต่างได้รับความพึงพอใจจากผู้ใช้รถสูงสุดสลับกัน เช่นเดียวกับกลุ่มรถยนต์ขนาดกลาง ฮอนด้า ซีวิค และ มาสด้า 3 ที่ผลัดกันเหนือกว่าในแต่หัวข้อการศึกษา เมื่อบวกลบแล้วก็อยู่ที่ผู้ซื้อจะให้น้ำหนักด้านไหนมากกว่ากัน ระหว่างปัญหาของคุณภาพรถ ระหว่างปัญหาคุณภาพรถใหม่ กับเรื่องของ APEAL

ขณะที่เมื่อดูกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์เอสยูวี อีซูซุ มิว-7 ความพึงพอใจของผู้ใช้โดดเด่นทั้งสองผลการศึกษา ขณะที่คู่แข่งยังมีขึ้นๆ ลงๆ บ้าง แต่ที่ได้รับความพึงพอใจจากผู้ใช้รถชัดเจนใสๆ เห็นจะเป็นกลุ่มรถกระบบ ที่โตโยต้ากวาดมาครองทั้งกระบแบบมีแค็บ และ 4 ประตู หรือดับเบิ้ลแค็บ

นี่เป็นรายงานผลการศึกษาวิจัยตามหลักวิชาการของ เจ.ดี.พาวเวอร์ฯ และความเห็นเสริมจาก "ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง" ให้ผู้อ่านได้เลือกพิจารณาประกอบการตัดสินใจในระดับหนึ่ง...

HONDA,SUZUKI


24 ธันวาคม 2552 11:21 น.ตลาดรถจักรยานยนต์เดือนพฤศจิกายน กลับมาคึกคักรับลมหนาวด้วยยอดจดทะเบียนรวมสูงถึง 130,264 คัน เติบโตขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 9% และยังมียอดรวมที่มากกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 4% ขณะที่ยอดจดทะเบียนรวม 11 เดือนได้แค่1,388,189 คัน ลดลง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ฮอนด้ายังคงแรงครองความเป็นผู้นำตลาด 68%

นายธีระพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารฝ่ายขาย บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า "จากสภาพเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่มีทิศทางฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการของภาครัฐบาลและภาคเอกชน ที่ออกมาช่วยกระตุ้นและส่งเสริมการอุปโภคบริโภคของประชาชน ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อเริ่มฟื้นกลับคืนมา ส่งผลให้ตลาดเดือน พ.ย. กลับมาคึกคักด้วยยอดการขายที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถเอ.ที. ของฮอนด้าที่แรงสุดขีด หลังสามารถป้อนฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอได้เต็มกำลัง ส่งผลให้ยอดจดทะเบียน ฮอนด้า เอ.ที. โดยรวมพุ่งสูงขึ้นถึง 31,317 คัน ขึ้นเป็นผู้นำตลาดออโตเมติคประเทศไทยด้วยอัตราส่วนตลาด 51%"

สำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ทุกประเภทของตลาด เดือนที่สองของไตรมาสสุดท้าย มีความคึกคักมากขึ้นด้วยปริมาณยอดจดทะเบียน 130,264 คัน โดยปริมาณยอดจดทะเบียนในเดือนนี้ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์แบบครอบครัวด้วยปริมาณตัวเลข 63,240 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 49% ในขณะที่รถแบบ เอ.ที. มีปริมาณ 61,348 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 47%, รถแบบครอบครัวกึ่งสปอร์ต 2,968 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2%, รถแบบสปอร์ต 894 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% และรถประเภทอื่นๆ 1,814 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1%

ทางด้านปริมาณยอดจดทะเบียนสะสมตั้งแต่ต้นปี 2552 ถึงเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันอยู่ที่ 1,388,189 คัน ลดลง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา หากแบ่งแยกเป็นยอดจดทะเบียนตามประเภทของผู้ผลิต รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า 915,172 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 66%, ยามาฮ่า 388,284 คัน อัตราครองตลาด 28%, ซูซูกิ 58,169 คัน อัตราครองตลาด 4%, คาวาซากิ 13,247 คัน อัตราครองตลาด 1%, เจอาร์ดี 1,499 คัน, แพล็ตตินั่ม 1,003 คัน, ไทเกอร์ 999 คัน และอื่นๆ 9,816 คัน

ขณะที่รถจักรยานยนต์ประเภทครอบครัวครองความเป็นรถยอดนิยมตลอดกาล ด้วยปริมาณยอดจดทะเบียนที่มากถึง 683,809 คันเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 49% ในขณะที่ค่ายฮอนด้าที่เป็นผู้นำตลาดนั้น มีอัตราครองตลาดในกลุ่มรถประเภทนี้ถึง 86% ส่วนรถประเภทอื่นๆ มีรายละเอียดยอดการจดทะเบียนสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนพฤศจิกายน ดังนี้ คือ รถแบบ เอ.ที. มีปริมาณ 647,008 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 47%, รถแบบครอบครัวกึ่งสปอร์ต 33,736 คัน สัดส่วนตลาด 2%, รถแบบสปอร์ต 10,498 คัน สัดส่วนตลาด 1% และรถประเภทอื่นๆ 13,138 คัน สัดส่วนตลาด 1%

แต่ถ้าหากแบ่งเป็นรุ่นใน 10 อันดับแรกใน 11 เดือนที่ผ่านมา ปรากฎว่าฮอนด้าเวฟ มียอดขายมาเป็นอันดับหนึ่ง 530,830 คัน ยามาฮ่า ฟีโน่ 244,806 คัน ฮอนด้า คลิก 204,318 คัน ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ 17,896 คัน ยามาฮ่า มีโอ 74,600 คัน ฮอนด้า ดรีม 47,383 คัน ยามาฮ่า สปาร์ค 35,341 คัน ฮอนด้า แอร์ เบลด 36,544 คัน ฮอนด้า โซนิค 24,678 คัน และ ซูซูกิ SMASH 24,396 คัน

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

PROTON


23 ธันวาคม 2552 08:42 น.หลังเปิดตัวสู่สาธารณชนสำหรับน้องใหม่ในตลาดรถอเนกประสงค์แบบเอ็มพีวี 7 ที่นั่ง "โปรตอน เอ็กซ์โซรา" ในงาน "มอเตอร์ เอ็กซ์โป" สามารถกวาดยอดขายอย่างถล่มทลายแบบไม่เคยเกิดขึ้นกับแบรนด์นี้มาก่อน ด้วยยอดจองกว่า 824 คัน จากยอดทั้งหมด 1,388 คัน ทั้งนี้เนื่องจากราคาเปิดตัวไม่แพง คุ้มค่า คุ้มราคา โดยเริ่มต้นที่ 699,000 บาท สูงสุด 799,000 บาท ดึงดูดใจผู้บริโภคจนกวาดยอดขายเป็นกอบเป็นกำดังกล่าว

ล่าสุด บริษัท พระนครโอโตเซลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถโปรตอนในเมืองไทย ประกาศปรับราคารถยนต์ โปรตอน เอ็กซ์โซรา เพิ่มขึ้นเป็น
Proton Exora Medium Lineเกียร์ธรรมดา ราคา 719,000 บาท (ราคาเดิม 699,000 บาท)

Proton Exora Medium Line เกียร์อัตโนมัติ ราคา 759,000 บาท (ราคาเดิม 739,000 บาท)

Proton Exora High Line เกียร์อัตโนมัติ ราคา 819,000 บาท (ราคาเดิม 799,000 บาท)

หมายเหตุ: ราคาทั้งหมดเป็นราคาที่ปรับขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป


22 ธันวาคม 2552 15:38 น.บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ออโตเมติก ยามาฮ่า ฟีโน่ เตรียมต่อยอดความสำเร็จของแคมเปญ "เปิดประสบการณ์ใหม่กับ ยามาฮ่า ฟีโน่" ด้วยการเปิดแนวรุก Music Marketing ที่มีการจับมือกับกลุ่มธุรกิจสื่อสารและบันเทิงใหม่ ไอน์สไตน์ บาย แม็ทชิ่ง กรุ๊ป ซึ่งเป็นยูนิตหนึ่งของ บริษัท แม็ทชิ่ง เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ในการจัดแคมเปญพิเศษเพื่อตอบแทนลูกค้าฟีโน่ "Everyday is SunDay with FINO"

สรวงสุดา มนัสบุญเพิ่มพูล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ที่ผ่านมายามาฮ่าได้มีการมอบแคมเปญพิเศษให้กับลูกค้าฟีโน่มาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดบริษัทฯ เตรียมกระตุ้นตลาดอีกครั้งด้วยการจัดแคมเปญตัวใหม่ เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษกว่าครั้งที่ผ่านมา ให้กับลูกค้าฟีโน่ในชื่อแคมเปญ "Everyday is SunDay with FINO" ที่จะเริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2552 – มีนาคม 2553

กิจกรรมดังกล่าว "ยามาฮ่า" ได้จับมือกับ "ไอน์สไตน์" เพื่อนำศิลปิน season five ที่มีความแตกต่างจากศิลปินกลุ่มทั่วไป มีคาแลกเตอร์ที่ดูสนุกสนาน เป็นกันเอง เหมาะกับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าของ ฟีโน่ นอกจากนี้ยังมีแนวเพลงที่นำเสนอออกมาเป็น แบบ Hybrid A cappella หรือ การร้องเพลงในแบบประสานเสียงแนวใหม่ ที่ทันสมัยสามารถผสมผสานดนตรีได้ทุกแนว มีความสามารถในการร้องสดได้อย่างน่าประทับใจ และมีเพลงที่คุ้นหูติดชาร์ท ท็อปเท็น คลื่นวิทยุ และ สถานีเพลง ( Music Channel ) แล้ว อาทิ แค่ตัวเลือก และ รักคนไม่มีตัวตน ซึ่ง season five มีสมาชิกทั้งหมด 4 คนประกอบไปด้วย เปา- บวร อัจฉรารัตนโสภณ (โทนเสียง Bass),เจ-เอกพล สถิรากร (โทนเสียง Tenor),เอก- สุดเขต จึงเจริญ (โทนเสียง Tenor) และ จั๊ก- สิโรดม หล่อกัณภัย (โทนเสียง Baritone)

นอกจากความแตกต่างในแนวเพลงที่นำเสนอออกมาแล้ว ศิลปินกลุ่ม season five ยังมีเพลงในอัลบั้ม seasons of life ของพวกเขา ที่มีเนื้อหาเหมาะสมและตรงกับกิจกรรมที่จะจัดขึ้น โดยมีเพลง Everyday is SunDay โดยเนื้อหาของเพลง ได้กล่าวถึง การท่องเที่ยว การมองโลกในแง่บวก การทำทุกวันให้เหมือนวันอาทิตย์ โดยที่ทุกคนสามารถมีความสุขกันได้ทุกวัน เพลงที่ยามาฮ่าได้เลือกมาเป็นเพลงธีมหลักเพื่อช่วยสื่อให้กิจกรรมดังกล่าวประสบความสำเร็จ ซึ่งเพลงจะถูกนำมาทำการตลาดแบบครบวงจร ตั้งแต่การนำเพลงมาสร้างเป็นมิวสิกวีดีโอ โดยมีศิลปินทั้ง 4 คนมาร่วมแสดง และแม่เหล็กในแคมเปญ ให้เห็นภาพของการขับขี่ฟีโน่ ในสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ต่างๆ และจะมีการสื่อสารให้กับลูกค้าได้รับรู้ผ่านฟรีทีวี , เคเบิลทีวี และ วิทยุ

สรวงสุดา กล่าวว่า นอกจากนี้ ยามาฮ่าและไอน์สไตน์ ยังนำศิลปินกลุ่มนี้เข้ามามอบความพิเศษให้กับลูกค้าฟีโน่ ด้วยการร่วมขบวนโรดโชว์ใน 5 จังหวัด 5 ภูมิภาค เพื่อมอบความสุขผ่านเสียงเพลงในรูปแบบของคอนเสิร์ตแบบเอ็กซ์คลูซีฟ และวีไอพี ที่จะมีเพียงสมาชิกครอบครัวฟีโน่ที่โชคดีเพียง 200 คน ที่จะได้เข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างและจะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าฟีโน่

โดยกิจกรรม "Everyday is SunDay with FINO" จะเริ่มดีเดย์ในวันที่ 1 ธันวาคม 2552 และจะเริ่มโรดโชว์ไปในภูมิภาคต่างๆเริ่มตั้งแต่ 24 - 26 ธันวาคม 2552 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในงาน "แอ่วเชียงใหม่ สไตล์ ฟีโน่" ลูกค้าฟีโน่ในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ เว็ปไซด์ยามาฮ่า และยามาฮ่า สแควร์ใกล้บ้าน นอกจากนั้นแล้วยังสามารถร่วมสนุกชิงบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตแบบเอ็กซคลูซีฟครั้งนี้ได้ที่สถาบันการศึกษา, รายการวิทยุท้องถิ่นคลื่นต่างๆที่จะมีศิลปินมาร่วมสัมภาษณ์และร่วมแจกบัตรให้กับลูกค้าฟีโน่ผู้โชคดีอย่างใกล้ชิด

สำหรับกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในรูปแบบของโรดโชว์ 5 จังหวัด 5 ภูมิภาคในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมที่ลูกค้าฟีโน่ทั้งเก่าและใหม่ สามารถที่จะจับต้องได้ และเกิดความประทับใจ เรียกได้ว่าได้ใจลูกค้าเก่า และเตรียมอ้าแขนต้อนรับลูกค้าใหม่เข้ามาสู่ครอบครัวฟีโน่ในอนาคตอันใกล้ได้เลย อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำให้เห็น ถึงภาพลักษณ์ของ FINO ซึ่งครองตำแหน่งรถจักรยานยนต์ระบบออโตเมติกที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ของเมืองไทย ที่มีรูปแบบการตลาดที่แตกต่าง ไม่เหมือนใคร และสามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบครัน และคาดหวังว่ากิจกรรมนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของผู้ใช้ทุกท่านที่มีต่อรถจักรยานยนต์ FINO ว่า ไม่ใช่แค่มอเตอร์ไซค์ FINO แต่สิ่งที่เรามอบให้นคือ Lifestyle แบบ FINO จริงๆ และสิ่งนี้เราได้ทำมาตลอด ซึ่งยืนยันได้จากกิจกรรมที่ผ่านมา ภายใต้ สโลแกน "FINO ของเรา กับประสบการณ์ใหม่ไม่รู้จบ"

อย่างไรก็ตาม ในการออกแคมเปญของ "ยามาฮ่า ฟีโน่" เราจะมุ่งเน้นในเรื่องของความแตกต่าง ตามสโลแกน Yes! We're different ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอตัวรถ งานโฆษณา หรือแม้แต่กิจกรรมที่เราทำกับลูกค้า ทำให้ยามาฮ่า ฟีโน่เป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องมาตลอด 4 ปี ดังนั้นจากความสำเร็จที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เรามั่นใจขึ้นในการวางแผนงานในปีต่อ ๆ ไป สำหรับแคมเปญ "Every is sunDay with FINO" ยามาฮ่าก็คาดหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ลูกค้าจะประทับใจและมีความสุข เพราะเป็นกิจกรรมที่เรียกได้ว่าเป็น Exclusive trip เพื่อลูกค้าฟีโน่อย่างแท้จริงตั้งแต่สถานที่จัดกิจกรรม ไปจนถึงศิลปินที่แสดงในงาน

"ตอนนี้ความนิยมของ "ฟีโน่" ได้ขยายตัวออกไปยังจังหวัดต่าง ๆ มากขึ้น โดยยามาฮ่าใช้วิธีการสร้างคุณค่าตราสินค้าอย่างต่อเนื่อง และกิจกรรมที่เราได้ทำกับ season five นี่ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะสร้างคุณค่าตราสินค้าให้แก่ฟีโน่ได้ทั่วประเทศ ในส่วนแบ่งทางการตลาดของยามาฮ่า ตอนนี้ก็แตะๆ 30% ซึ่งเราไม่รีบในการเติบโต แต่เราต้องการเติบโตอย่างมั่นคง เพื่อจะได้ดูแลลูกค้ายามาฮ่าอย่างเต็มที่นั่นเอง" สรวงสุดา กล่าว

ลูกค้าฟีโน่ที่ต้องการร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่าง ผ่านกิจกรรม "Everyday is SunDay with FINO" ที่ยังเหลืออีก 4 จังหวัด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่ยามาฮ่า คอลเซ็นเตอร์ 0-2263-9999 หรือ www.yamaha-motor.co.th

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

MERCEDES BENZ


22 ธันวาคม 2552 09:00 น.ข่าวต่างประเทศ - เมอร์เซเดส- เบนซ์ the new E-Class ผ่านมาตรฐานทดสอบการชนของ Euro NCAP โดยสามารถทำคะแนนได้สูงสุดระดับ 5 ดาว และยังถูกจัดให้เป็นรถยนต์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในบรรดารถยนต์ที่จำหน่ายในท้องตลาด
ศาสตราจารย์ Rodolfo Schoneburg หัวหน้าแผนกพัฒนาระบบความปลอดภัย รถยนต์เมอร์เซเดส- เบนซ์ กล่าวว่า " เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งจากผลที่ได้รับในครั้งนี้ ซึ่งผลการทดสอบดังกล่าว นับเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของแนวคิดเรื่องความปลอดภัยของ the new E-Class ได้เป็นอย่างดี ด้วยการวิเคราะห์บนพื้นฐานของข้อมูลอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจริง ประกอบกับการผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการชนที่ได้มาตรฐานอย่างเข้มงวด

ซึ่งโดยปกติแล้ว การทดสอบผ่านในคะแนน 1 ดาวก็ถือว่าเป็นการสอบผ่านในด้านความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี แต่เนื่องจากเมอร์เซเดส-เบนซ์เล็งเห็นว่าในชีวิตจริงนั้นอุบัติเหตุมีความรุนแรงมากกว่าการทดสอบ จึงได้คิดค้นระบบ PRE-SAFE® ขึ้น เพื่อปกป้องผู้โดยสารในทันทีก่อนที่อุบัติเหตุจะเกิดขึ้น แม้ระบบนี้ไม่ได้ถูกระบุไว้ใน Euro NCAP ก็ตาม"
ระหว่างช่วงการพัฒนา เมอร์เซเดส- เบนซ์ the new E-Class ได้สร้างความสำเร็จโดยสามารถผ่านการทดสอบการชนด้วยความเร็วสูง กว่า 150 ครั้ง และการชนชนิดต่างๆ กว่า 5,000 ครั้ง ซึ่งการทดสอบทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยจากสถาบันต่างๆที่ได้รับการรับรองจากทั่วโลก แต่ยังรวมถึงมาตรฐานการทดสอบการชนภายในของเมอร์เซเดส-เบนซ์เองด้วย

ในปีนี้ EuroNCAP organisation (European New Car Assessment Programme) ได้เพิ่มเงื่อนไขในการทดสอบและความเข้มงวดมากขึ้นกว่าทุกปี โดยแบ่งการทดสอบรถยนต์ออกเป็นแต่ละส่วน โดยให้คะแนนความปลอดภัยส่วนห้องโดยสารด้านหน้า 50% ความปลอดภัยสำหรับเด็กและผู้สัญจรบนท้องถนน 20% ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่เพื่อเพิ่มความปลอดภัย 10% ซึ่งในที่นี่คือระบบ ESP® ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานในเมอร์เซเดส- เบนซ์ นอกจากนี้โปรแกรมการทดสอบยังรวมถึงการสร้างสถานการณ์การชนจากด้านหลัง เพื่อประเมินการบาดเจ็บบริเวณคอและกระดูกสันหลังอีกด้วย

rodpom.com:


21 ธันวาคม 2552 15:40 น.ข่าวต่างประเทศ - ก่อนหน้านี้ทำท่าว่าการขายกิจการของซาบจะทำท่าไปได้สวยเมื่อมีแบรนด์ซูเปอร์คาร์ร่วมชาติสวีเดนอย่างโคนิกเซ็กก์เข้ามาสนใจซื้อ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็เดินไปในแนวทางเดียวกับที่เกิดขึ้นกับแบรนด์แซทเทิร์น และพอนติแอคเพื่อนร่วมเครือ นั่นเลยทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จีเอ็ม หรือเจนเนอรัล มอเตอร์สเตรียมประกาศปิดกิจการของซาบในเร็ววันนี้ หากยังไม่มีใครยื่นข้อเสนอเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการเพิ่มเติม

ตามแผนการฟื้นฟูกิจการ จีเอ็มพยายามอย่างหนักในการเร่ขายกิจการของซาบมาเป็นระยะเวลานานกว่า 1 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักที และทำให้อนาคตของซาบยืนอยู่บนปากเหวเหมือนกับที่แบรนด์พอนติแอค และแซทเทิร์นกำลังประสบอยู่ เหลือเพียงการประกาศตัดสินใจปิดกิจการอย่างเป็นทางการเท่านั้น
ขณะที่ตัวฮัมเมอร์เอง แม้ว่าจะมีบริษัทจากจีนสนใจซื้อกิจการ แต่ทว่าข้อตกลงก็ยังไม่บรรลุในขั้นตอนสุดท้าย ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดการล้มโต๊ะเจรจาเหมือนกับที่แซทเทิร์นและซาบประสบมาก็ได้

ในกรณีของซาบเองเพิ่งเจอทางตันในการแก้ปัญหา หลังจากที่โคนิกเซ็กก์ปฏิเสธที่จะเดินหน้าในการเจรจาเทคโอเวอร์กิจการจากจีเอ็มต่อไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และแม้ว่าจะมีข่าวพัวพันการขายกิจการของซาบให้กับสปายเกอร์ แบรนด์ซูเปอร์คาร์จากฮอลแลนด์ แต่ทางซีอีโอของสปายเกอร์ยังออกมาให้ข่าวอีกว่า คงเป็นเรื่องยากที่จะมีการซื้อขายกิจการของซาบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ก่อนที่ทางจีเอ็มเองจะออกมาแถลงข่าวถึงความล้มเหลวในการเจรจาครั้งนี้ในเวลาต่อมา

'ถ้าแบรนด์เหล่านี้ดูแล้วไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ในการทำตลาดสำหรับจีเอ็ม ก็คงจะไม่คุ้มค่าในการดำเนินกิจการต่อไปสำหรับบริษัทแห่งอื่นๆ ด้วยเช่นกัน' เอริช เมอร์เคิล นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมรถยนต์ของ Autoconomy.com กล่าวให้ความเห็น โดยในรายของซาบนั้น ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้มียอดขายในตลาดสหรัฐอเมริกาลดลงถึง 61% หรือมีตัวเลขอยู่ที่ 7,812 คันเท่านั้นเอง

หากมีการปิดแบรนด์เหมือนอย่างที่พอนติแอคและแซทเทิร์นโดน คนงานจำนวน 3,400 คนของซาบที่ไลน์ผลิตในสวีเดนจะต้องตกงาน และดีลเลอร์จำนวน 218 แห่งในสหรัฐอเมริกาจะต้องถูกปิดหรือเบนเข็มไปขายรถยนต์แบรนด์อื่นแทน และมีแนวโน้มสูงมากที่ซาบจะโดนปิดแบรนด์

นอกจากนั้น ทางจีเอ็มยังได้ประกาศขายสิทธิ์ในการผลิตรถยนต์รุ่น 9-3 และ 9-5 รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต รวมถึงเทคโนโลยียานยนต์ให้กับทาง Beijing Automotive Industry (BAIC) จากจีน ซึ่งทาง BAIC จะให้เทคโนโลยีเหล่านี้มาประยุกต์เพื่อใช้ในการผลิตรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองออกมาขายในปีหน้า และทาง BAIC ได้รับเงินสนุบสนุนจากรัฐบาลจีนสไหรับโปรเจ็กต์นี้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 52,500

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

rodpom.com:


18 ธันวาคม 2552 09:11 น.ข่าวในประเทศ - ไทยออโต้กลาสฯ ตอบแทนลูกค้าปลายปี เปิดบริการติดฟิลม์บังแดดกระจกรถยนต์ฟรีตลอดเดือน ธ.ค นี้ พร้อมจัดโปรโมชั่น ติดฟิลม์กรองแสง และติดกระจกรถยนต์ ครบ 3,000 บาท แถมฟรีร่มสีสดใส

\"ฟิล์มบังแดด\" หรือฟิล์มติดขอบกระจกด้านบนนายวิโรจน์ อวยศิลป์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยออโต้กลาส จำกัด ผู้นำการให้บริการติดฟิล์มกรองแสงและกระจกรถยนต์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมพิเศษส่งท้ายปี 2552 โดยเปิดให้บริการติดตั้งฟิล์มบังแดด หรือที่เรียกว่าฟิล์มติดขอบกระจกด้านบนฟรี แก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ณ ศูนย์บริการของไทยออโต้กลาสทั้ง 9 สาขา ทั้งนี้เพื่อต้องการตอบแทนความสุข ในการฉลองเทศกาลปีใหม่ตลอดทั้งเดือนธันวาคมนี้

นอกจากนี้ยังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ เมื่อลูกค้ารับบริการติดฟิล์มกรองแสง หรือ เปลี่ยนกระจกรถยนต์ ครบ 3,000 บาท รับร่มเรนโบว์ สีสันสวยสดใส 1 คัน ฟรีทันที ทั้งนี้ไทยออโต้กลาส เน้นการเลือกใช้กระจกที่มีคุณภาพเดียวกับโรงงานผลิตรถยนต์แบรนด์นั้นๆ และมีกระจกทุกรุ่น ของรถทุกยี่ห้อ เตรียมไว้ให้กับลูกค้า ทำให้เวลาในการเปลี่ยนกระจกรวดเร็ว ใช้เวลาเริ่มต้นในการเปลี่ยนกระจกหน้า หรือหลัง เพียง 40 นาที เท่านั้น หรือเปลี่ยนฟิล์มทั้งคันรวมการลอกฟิล์มเก่าด้วยก็จะไม่เกิน 2 ชั่วโมง ยังมีการรับประกันกระจกแตกให้อีก 6 เดือน เช่น โดนหินกระเด็นใส่ หรืออุบัติเหตุอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการทุบกระจก

" ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ให้บริการแก่ลูกค้าทั่วไปรวมถึงลูกค้าบริษัทประกัน ซึ่งเรามีความแข็งแกร่งในการรองรับบริการกลุ่มนี้เป็นอย่างดีโดยบริษัททำงานร่วมกับบริษัทประกันชั้นนำกว่า 50 แห่ง ให้บริการลูกค้าเช่นเดียวบริการเคลมประกันกับบริษัทแม่แต่ประหยัดเวลาในการเดินทางกว่า เนื่องจากเราจะเป็นผู้ประสานนงานให้ทั้งหมด โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมและสามารรถรับรถที่เรียบร้อยแล้วที่สาขาบริษัทได้เลยทันที"

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ในปี 2553 บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวโฉมใหม่ของศูนย์บริการทั้งหมดเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยเฉพาะการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ไทยออโต้กลาสมีความแข็งแกร่งในด้านบริการเป็นสำคัญ จึงมุ่งเน้นปรับภาพลักษณ์ให้สอดรับกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

rodpom.com: SMART


18 ธันวาคม 2552 09:11 น.ข่าวในประเทศ - คลีน สแควร์ จับมือ ไทยสมาร์ทคาร์ด เปิดตัวบัตรสมาชิกไฮเทค "Klean Square SMART Purse" ( คลีนสแควร์ สมาร์ทเพิร์ส ) หวังเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์เพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าสมาชิกด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ล้ำหน้ากว่าใคร

นายสุรพล บินซอและฮ์ ประธานกรรมการ บริษัท คลีน สแควร์ คอร์เปอร์เรชั่น ( ประเทศไทย ) จำกัด เปิดเผยว่า จากการสำรวจบัตรสมาชิกแบบเดิมพบว่าบัตรมีการชำรุดบ่อยครั้ง และยากต่อการตรวจสอบข้อมูลการใช้บริการของลูกค้า เพื่อเป็นการพัฒนาระบบสมาชิกให้ได้มาตรฐานการบริการ จึงตัดสินใจร่วมมือกับผู้นำเทคโนโลยีสมาร์ทคาร์ดของเมืองไทย บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด ออกบัตร Klean Square SMART Purse
"ถือเป็นมิติใหม่ของการชำระสินค้าและบริการของศูนย์บริการคลีน สแควร์ โดยบัตรนี้จะเป็นบัตรสมาชิกที่ใช้เทคโนโลยีชิพคาร์ดสามารถชำระค่าสินค้าและบริการผ่านระบบ Contactless ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกสบาย ในการชำระค่าสินค้าและบริการของลูกค้า มีความปลอดภัยสูงสามารถตรวจสอบได้"
นายสุรพลกล่าวว่า บัตรใหม่นี้จะมีระบบบริหารจัดเก็บฐานข้อมูลสมาชิกที่ดีที่สุดจากทางสมาร์ทเพิร์สที่จะมาช่วยทำหน้าที่ดูแลและรายงานผลสมาชิกให้รับทราบอย่างชัดเจน ช่วยลดต้นทุนของบริษัทฯ ในการสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลและการว่าจ้างบุคลากรเข้ามาดูแลงานในส่วนนี้
สำหรับบัตร "Klean Square SMART Purse" มี 3 รูปแบบ คือบัตร Value Card บัตร Privilege Card บัตร Elite Card โดยมาพร้อมรับสิทธิพิเศษมากมายผ่านทาง เทคโนโลยี E-Loyalty ของสมาร์ทเพิร์ส ที่สามารถโหลด package การบริการต่างๆ เช่น ล้างรถ เคลือบสี อบโอโซน ฯลฯ ในรูปแบบ E-Voucher ( ตั๋วเงินอิเลคทรอนิกส์ ) ลงในบัตรพร้อมใช้ได้ทันที นอกจากนี้บัตรใบนี้ยังเป็นเหมือน Privilege ให้แก่ลูกค้าสมาชิกในการนำบัตรไปใช้บริการในเครือข่ายของสมาร์ทเพิร์สมากมาย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อบัตรได้ที่ศูนย์บริการคลีนสแควร์ทุกสาขา หรือสอบถามได้ที่ Klean Square Call Center โทร. 080-288-8788 www. Kleansquare.com

rodpom.com: BMW,CHEVROLET,FORD,HONDA,MAZDA,MERCEDES BENZ,MITSUBISHI,NISSAN,TATA,TOYOTA


17 ธันวาคม 2552 13:15 น.ข่าวในประเทศ – ตลาดรถยนต์เดือนพฤศจิกายนส่งสัญญาณดีเติบโต 23.8%สูงสุดในรอบ 53 เดือน ทั้งรถยนต์นั่งและรถเพื่อการพาณิชย์พลิกเดินหน้าบวกทุกตลาด เหตุพืชผลเกษตรราคาดี เชื่อภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว คาดยอดขายปีนี้แตะถึง 520,000 คัน

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์เดือนพฤศจิกายน 2552 ปริมาณการขาย 57,031 คัน เพิ่มขึ้น 23.8% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 24,054 คัน เพิ่มขึ้น 32.3% รถเพื่อการพาณิชย์ 32,977 คัน เพิ่มขึ้น 18.2% รวมทั้ง รถปิกอัพขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ จำนวน 28,885 คัน เพิ่มขึ้น 18.9%

สถิติการขายสะสม 11 เดือนของปี 2552 มีปริมาณทั้งสิ้น 476,786 คัน ลดลง 14.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็น รถยนต์นั่ง 199,606 คัน ลดลง 1.7% รถเพื่อการพาณิชย์ 277,180 คัน ลดลง 21.5% รวมทั้ง รถปิกอัพขนาด 1 ตัน ในเซ็กเมนท์นี้จำนวน 240,262 คัน ลดลง 20.7%

"ตลาดรถยนต์เดือนพฤศจิกายน เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 53 เดือน ทั้งนี้ ตลาดรถยนต์นั่งที่เติบโต 32.3% สูงสุดในรอบปี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความนิยมอย่างต่อเนื่องของรถยนต์นั่งหลายรุ่น รวมถึงรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีการแนะนำเข้าสู่ตลาดในช่วงที่ผ่านมา ในขณะที่ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ มีอัตราการเติบโต 18.2% โดยตลาดรถปิกอัพขนาด 1 ตัน มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 18.9% สูงสุดในรอบปีเช่นกัน เป็นผลมาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ประกอบกับราคาสินค้าการเกษตรที่ปรับราคาสูงขึ้น"

สำหรับตลาดรถยนต์สะสม 11 เดือนที่ลดลง 14.3% เป็นอัตราการเติบโตที่หดตัวน้อยที่สุดของปี เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์สะสมยังคงหดตัวแต่เป็นการหดตัวที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น แสดงถึงการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ อาทิ แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่งบประมาณถูกส่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง

นายวุฒิกร กล่าวว่า ตลาดรถยนต์เดือนธันวาคม คาดว่าจะมีปริมาณการขายดีขึ้น จากสถิติการขายที่ผ่านมาเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่มียอดขายสูงสุดของปี ประกอบกับค่ายรถยนต์ต่างๆ ได้มีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ รุ่นพิเศษ ตลอดจนนำข้อเสนอพิเศษต่างๆมาเสนอต่อผู้บริโภคสำหรับงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปและต่อเนื่องตลอดเดือน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีสัญญาณการฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าตลาดรถยนต์จะสามารถบรรลุเป้าหมายการขายของปีที่ได้ประมาณการไว้ 520,000 คัน

ตารางแสดงยอดขายตลาดรถยนต์รวม

ยี่ห้อ พ.ย.09 ม.ค.-พ.ย.09
1. โตโยต้า 24,578 202,244
2.อีซูซุ 11,084 96,856
3. ฮอนด้า 9,550 81,558
4. นิสสัน 3,108 25,411
5. มิตซูบิชิ 2,215 16,611
6. มาสด้า 1,828 10,279
7. เชฟโรเลต 1,308 12,992
8.ฮีโน่ 706 6,189
9. ฟอร์ด 658 6,591
10. ทาทา 305 1,198
รวมทุกยี่ห้อ 57,031 476,786


ตารางแสดงยอดขายตลาดรถยนต์นั่ง

ยี่ห้อ พ.ย.09 ม.ค.-พ.ย.09
1. โตโยต้า 10,035 88,540
2. ฮอนด้า 9,366 77,333
3. มาสด้า 1,381 5,231
4. นิสสัน 999 7,831
5. มิตซูบิชิ 682 3,537
6. เชฟโรเลต 557 6,291
7.โปรตอน 256 2,584
8.เมอร์เซเดส- เบนซ์ 242 3,484
9. บีเอ็มดับเบิลยู 222 1,635
10. ฟอร์ด 64 823
รวมทุกยี่ห้อ 24,054 199,606


ตารางแสดงยอดขายตลาดรถยนต์ปิกอัพล้วน

ยี่ห้อ พ.ย.09 ม.ค.-พ.ย.09
1. โตโยต้า 11,628 89,285
2.อีซูซุ 9,552 85,235
3. นิสสัน 2,087 17,267
4. มิตซูบิชิ 855 8,125
5. ฟอร์ด 480 4,934
6. เชฟโรเลต 460 4,932
7. มาสด้า 436 5,037
8. ทาทา 305 1,198
รวมทุกยี่ห้อ 25,803 216,013


ตารางแสดงยอดขายตลาดรถยนต์ปิกอัพดัดแปลงPPV

ยี่ห้อ พ.ย.09 ม.ค.-พ.ย.09
1. โตโยต้า 1,583 13,585
2.อีซูซุ 719 5,090
3. มิตซูบิชิ 678 4,946
4. ฟอร์ด 102 628
รวมทุกยี่ห้อ 3,082 24,249


หน่วย : คัน

ที่มา - บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

rodpom.com: MERCEDES BENZ


17 ธันวาคม 2552 14:18 น.ข่าวในประเทศ – เมอร์เซเดส-เบนซ์ปลื้มยอดขายยังบวกได้ 2 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้เศรษฐกิจผันผวน เผยสำหรับปีหน้ามีแผนเตรียมรับมือไว้พร้อม ทั้งรุกขายฟลีตและจัดโชว์รูมเคลื่อนที่รุกตลาดให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ศ.ดร.อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์(ประเทศไทย) จำกัด ศ.ดร.อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์(ประเทศไทย) จำกัด บริษัทในเครือเดมเลอร์ เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยจะชะลอตัว แต่ในส่วนของเมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถรักษายอดขายที่เป็นบวกไว้ได้ โดยมีปริมาณการขาย 11 เดือนแรกของปีนี้ จำนวนกว่า 3,500 คัน เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 2% ถือเป็นไม่กี่แห่งจากทั่วโลกของกลุ่มธุรกิจของเดมเลอร์ ที่สามารถทำตัวเลขยอดขายเป็นบวกได้ในปีนี้

"สำหรับตัวเลขถึงสิ้นปีขอไม่สรุปล่วงหน้าจะเป็นเท่าไหร่ แต่เรามั่นใจจะเป็นผู้นำตลาดรถหรูหราแน่นอน และตั้งเป้าหมายปีหน้าเมอร์เซเดส-เบนซ์จะรักษาสถานะตรงนี้ไว้ แม้ยังไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวจริงไม่ รวมถึงความผันผวนทางการเมืองของไทย ฉะนั้นเมอร์เซเดส-เบนซ์จึงต้องทำงานอย่างหนักในปีหน้า เช่นเดียวกับที่เราทำในปีนี้ และประสบความสำเร็จด้วยดี ด้วยการเตรียมแผนที่จะรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นบวกและลบ"

ศ.ดร.เพาฟเลอร์กล่าวว่า โดยแผนรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองไทย ซึ่งหากทิศทางออกมาเป็นบวกก็ต้องเตรียมเรื่องของไลน์สินค้าที่จะทำตลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นไลน์ประกอบรถยนต์ในประเทศ(CKD) รวมถึงรุ่นที่จะนำเข้าจากต่างประเทศ(CBU) หรือหากเป็นลบก็ต้องมามีกลวิธีตั้งรับ ในการรักษาหรือเพิ่มยอดขายให้ได้ตามเป้าหมาย

"จากนี้ไปเมอร์เซเดส-เบนซ์จะรุกตลาดรถยนต์ฟรีต หรือรถสำหรับลูกค้าองค์กร ด้วยการกระจายบทบาทให้ตัวแทนจำหน่าย หรือดีลเลอร์ได้ทำตลาดมากขึ้น โดยมีเราเป็นผู้ให้การสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคา หรือแพ็กเกจบริการต่างๆ และต้นปีหน้าเป็นต้นไปเมอร์เซเดส- เบนซ์ จะใช้กลยุทธ์เปิดโชว์รูมเคลื่อนที่ไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่เราและดีลเลอร์ยังเข้าไม่ถึงลูกค้า โดยโชว์รูมเคลื่อนที่นี้จะเข้าไปเจาะพื้นที่นั้นๆ หมุนเวียนกันไป คาดว่าจากรุกตลาดในทุกๆ ด้าน จะทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์มียอดขายเพิ่มขึ้น" ศ.ดร.เพาฟเลอร์กล่าว

rodpom.com:


17 ธันวาคม 2552 14:46 น.ข่าวในประเทศ - สมาคมผู้ผลิตเอทานอลไทย เห็นช่องทางกระตุ้นความต้องการใช้ E85 หลังพบชุดควบคุมการปรับเปลี่ยนพลังงานทางเลือก Conversion Kit ใช้ได้ผลจริงกับรถยนต์หลากหลายยี่ห้อและหลายรุ่น ชี้ช่วยชาติลดการนำเข้าน้ำมันเบนซิน เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ด้านผู้แทนกลุ่มผู้ผลิตและนำเข้าชี้เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าให้แก่ผู้ขับขี่รถยนต์ การันตีไม่ส่งผลกระทบกับเครื่องยนต์

นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตเอทานอลไทย เปิดเผยว่า จากแผนพัฒนาพลังานทดแทน 15 ปี ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งประชาสัมพันธ์ และสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงผลักดันให้เกิดความต้องการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น โดยในส่วนของแก๊สโซฮอล์นั้น ส่วนหนึ่งที่จะขยายความต้องการใช้ได้ก็คือในกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้รถยนต์รุ่นเก่า ซึ่งยังมีข้อจำกัดในการใช้ E20 และ E85 (มีส่วนผสมของเอทานอล 20% และ 85% ตามลำดับ)

"ปัจจุบันกำลังการผลิตเอทานอลนั้นมีเกินพอ สามารถรองรับการใช้ E20 และ E85 ที่เพิ่มขึ้นได้สบายๆ ผู้ผลิตเอทานอลก็พร้อมเสมอที่จะสนองตอบแนวนโยบายรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาพลังงานของชาติ ด้วยการหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยชาติประหยัดเงินจากการนำเข้าน้ำมันเบนซินจากต่างประเทศแล้ว ที่สำคัญที่สุดยังช่วยเกษตรกรไทยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากความต้องการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตมาจากผลผลิตทางการเกษตร ทั้งอ้อย มันสัมปะหลัง ข้าวโพด" นายสิริวุทธิ์ กล่าว

ด้าน นายอารยะ ชั้นกาญจน์ ผู้แทนกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและนำเข้าอุปกรณ์ชุดควบคุมการปรับเปลี่ยนพลังงานทางเลือก เปิดเผยว่า Conversion Kit เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่ใช้ติดตั้งกับรถยนต์เครื่องยนต์เบนซิน ระบบหัวฉีด โดยจะทำหน้าที่เสมือนสมองกลควบคุมระบบการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ ให้สามารถใช้น้ำมันเบนซินผสมกับเอทานอล E10 E20 หรือแม้กระทั่ง E85 ได้ จึงถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ในยุคน้ำมันแพง

"เราได้มีการศึกษาวิจัยเรื่องของการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 จากกรณีศึกษาทั้งในและต่างประเทศ จนมั่นใจได้ว่าการใช้ E85 จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อเครื่องยนต์ ในทางกลับกัน เราพบว่า การใช้น้ำมัน E85 ทำให้เครื่องยนต์สะอาด มีอายุยาวขึ้น เครื่องยนต์มีกำลังเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือช่วยลดมลภาวะ ช่วยประหยัดเงินตราของประเทศ และสอดคล้องกับจุดแข็งของประเทศไทยที่เป็นประเทศเกษตรกรรม จึงควรเร่งนำพืชผลทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานทดแทน" นายอารยะ กล่าว

สำหรับการติดตั้ง Conversion Kit เพื่อให้รถยนต์สามารถเติมน้ำมันที่ผสมเอทานอลในระดับ E85 ได้นี้ ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมและผลักดันการพัฒนาและใช้พลังงานทดแทน

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

rodpom.com: HONDA,NISSAN,TOYOTA


16 ธันวาคม 2552 20:13 น.ข่าวต่างประเทศ - จาการที่คู่แข่งอย่าง โตโยต้า และฮอนด้าเตรียมปัดฝุ่นเตรียมเปิดตัวสปอร์ตขนาดกลางออกมาสู่ตลาดอีกครั้งด้วยรุ่น FT-86 และ CR-Z นั้น ในตอนนี้มีข่าวลือว่านิสสันกำลังสนใจกระโดดเข้าร่วมสู่ตลาดกลุ่มนี้อีกครั้ง และเตรียมนำรถสปอร์ตขนาดกลางอย่างซิลเวียกลับมาขายอีกครั้งหลังจากที่เลิกผลิตไปในปี 2002

Nissan Foriaข่าวระบุว่านิสสันจะพัฒนา ซิลเวีย ขึ้นโดยใช้พื้นฐานของตัวถังรหัส FR-L เหมือนกับ นิสสัน สกายไลน์ และ NISSAN 370Z ซึ่งนั่นเท่ากับว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ซิลเวียใหม่ หรือ 240SX ในตลาดสหรัฐอเมริกาจะมาพร้อมกับการขับเคลื่อนในแบบล้อหลัง และในเมื่อคู่แข่งเน้นความประหยัดด้วยเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง นิสสันก็จะเดินตามรอยด้วยการวางเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 1,800 ซีซี เทอร์โบบล็อกใหม่ที่มีกำลังในระดับ 200 แรงม้า

รูปลักษณ์ภายนอกเชื่อว่าจะปรับปรุงมาจากต้นแบบรุ่นฟอเรีย (Foria) ที่เปิดตัวในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2005 โดยจะคงเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของซิลเวียรุ่นสุดท้าย หรือ S15 ซึ่งเป็นสปอร์ตแบบ 2+2 ที่นั่ง เครื่องยนต์ 4 สูบแบบวางด้านหน้าขับเคลื่อนล้อหลัง โดยตัวรถมีน้ำหนักราวๆ 1,272 กิโลกรัมเท่านั้น และนั่นทำให้สมรรถนะในช่วงตีนต้นเร้าใจมาก ด้วยตัวเลขไม่เกิน 7 วินาทีสำหรับอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ตลาดรถสปอร์ตขนาดกลางของญี่ปุ่นได้รับความนิยมอย่างมาก และผู้ผลิตรถยนต์ต่างมีผลผลิตใหม่ๆ ออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้ง โตโยต้า เซลิก้า/MR-2, นิสสัน ซิลเวีย/180SX, ฮอนด้า พรีลูด แต่เมื่อย่างเข้าสู่ปลายทศวรรษที่ 1990 จากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและความนิยมที่ลดลง ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลิกผลิตรถสปอร์ต และหันมาเจาะตลาดที่ได้รับความนิยมมากกว่าอย่าง SUV แทน โดยพุ่งเป้าไปที่ตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา