วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

MITSUBISHI,NISSAN,TOYOTA


13 พฤษภาคม 2553 20:20 น.ก้าวแรกของโครงการอีโคคาร์ จากการเปิดตัว " นิสสัน มาร์ช" นับว่าได้รับการตอบรับอย่างมาก ถึงแม้จะใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จยังไม่ได้ เพราะยังคงต้องดูกันยาวๆ แต่ที่ประสบความสำเร็จแน่นอนคงเป็นตัวโครงการอีโคคาร์ ที่ภาครัฐสามารถผลักดันจนทำให้เกิดการลงทุนและผลิตอีโคคาร์ได้สำเร็จตามนโยบาย ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ยานยนต์ หรือแผนแม่บทยานยนต์ของไทยฉบับปัจจุบันnnอย่างไรก็ตามกรอบระยะเวลาของแผนแม่บทดังกล่าว กำลังจะหมดลงในสิ้นปี และขณะนี้คณะทำงานแผนยุทธศาสตร์ยานยนต์ กำลังจะจัดทำแผนแม่บทฉบับใหม่มาทดแทน จึงน่าสนใจว่าทิศทางและนโยบายอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากนี้ไปจะเป็นอย่างไร? ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง สัมภาษณ์ "สรยุทธ เพ็ชรตระกูล" ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรมnnการจัดทำแผนแม่บทยานยนต์ฉบับใหม่nnแผนแม่บทยานยนต์ปัจจุบันมีช่วงระยะเวลา 5 ปี และกำลังจะสิ้นสุดในปี 2553 นี้พอดี ซึ่งเมื่อหมดระยะเวลาเราก็จะทำแผนแต่ละรอบออกมาใหม่ โดยปกติอุตสาหกรรมรถยนต์เราจะมองเทรนด์ จากนี้ไปประมาณ 10 ปีข้างหน้า เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ยานยนต์ของไทย สำหรับวางแผนนโยบายและทิศทางการดำเนินงานต่างๆ ให้สอดคล้องnnทิศทางและกรอบการทำแผนแม่บทnnจะเห็นว่า 2 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกเกิดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และปัญหาทางการเงิน ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมายอดขายรถยนต์ลดลงมาก ขณะเดียวกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หันมาซื้อรถยนต์ขนาดเล็กมากขึ้น และต้องการรถที่ประหยัดน้ำมัน มีความปลอดภัยสูง และที่สำคัญต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยnnเทรนด์อุตสาหกรรมรถยนต์กับแผนฉบับใหม่nnแน่นอนแผนแม่บทยานยนต์ฉบับใหม่ คงต้องชัดเจนและสานต่อแผนที่ทำไว้เดิม ขณะเดียวกันก็ต้องรองรับเทคโนโลยีในอนาคตที่กำลังมา โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า(Electric Vehicle : EV) นอกจากนี้ก็ต้องปรับฐานของบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะซัพพลายเออร์ หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทย ให้มีความพร้อมในการปรับเข้าหาเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงรับมือกับการเปิดเสรีทางการค้าต่างๆ เนื่องจากต่อไปนี้การผลิตจะไม่ได้อยู่แห่งเดียวอีกต่อไป ตลาดไหนที่มีศัยภาพเขาก็จะไปผลิตรถที่นั่น ฉะนั้นซัพพลายเออร์ไทยจะต้องปรับตัวให้มีความพร้อม ที่จะซัพพอร์ตชิ้นส่วนให้กับฐานการผลิตได้ทั่วโลกnnรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นหัวใจต่อไปnnเทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานมันมาเร็วมาก เดิมแต่ละค่ายก็เกรงว่ามันจะเร็วไป กลัวว่าตลาดจะไม่ยอมรับ แต่ปรากฏว่าเทรนด์มันมาเร็วขึ้น อย่างในไทยเมื่อประมาณปี 2551 ได้ไปพบกับโตโยต้าให้นำรุ่นคัมรี่ไฮบริดมาประกอบในไทย และเมื่อเปิดตัวกระแสเรื่องพลังงานทดแทนมาแรงพอดี จนทำให้ โตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยอย่างมาก แต่ไฮบริดปัจจุบันก็ยังใช้น้ำมันจากฟอสซิลควบคู่อยู่ จึงยังไม่พ้นปัญหาพลังงานซะทีเดียว ซึ่งแน่นอนเราก็ต้องมองเทคโนโลยีต่อไปจะเป็นอย่างไร และรถพลังงานไฟฟ้าเป็นอีกสิ่งที่กำลังจะมา ก็ต้องพยายามเตรียมพร้อมรองรับ โดยในแผนแม่บทยานยนต์ฉบับใหม่ต้องเตรียมพร้อมไว้nnได้คุยกับบริษัทรถอย่างไรnnเรื่องรถยนต์พลังงานไฟฟ้า คาดว่าภายใน 4-5 ปี จะเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวชัดเจน ตอนนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้เริ่มคุยกับบริษัทรถ โดยเฉพาะค่ายที่เริ่มผลิตเพื่อทำตลาดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนิสสัน, ฮอนด้า, มิซูบิชิ และบีวายดี(BYD) ที่เป็นรถยนต์จากประเทศจีน เราได้ชักชวนเขามาลงทุนผลิตในไทย เนื่องจากไทยเปิดรับทุกเทคโนโลยีและทุกแบรนด์ และที่สำคัญไทยมีความพร้อมในการซัพพลายอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเราถือว่าเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และเขาก็ตอบรับยินดีจะพิจารณาประเทศไทยแน่นอนnnในญี่ปุ่นรถไฟฟ้าได้เริ่มทยอยทำตลาดแล้ว ดังจะเห็นได้จาก มิตซูบิชิ ไอ-มีฟ (i-MiEV) ที่ทำมาได้ 3-4 เดือน และกำลังจะส่งออกไปในอเมริกา แต่ติดผู้ที่ซัพพลายแบตเตอรี่ของเขาทำไม่ทัน ตอนนี้เลยเริ่มเปิดตัวเฉพาะหน่วยงานที่เป็นของรัฐบาล อย่างบริษัทไปรษณีย์ หรือให้หน่วยงานราชการใช้ก่อน และอย่าง นิสสัน ลีฟ (LEAF) ที่จะเริ่มทำตลาดในปีนี้ แต่มาแรงจริงๆ เห็นจะเป็นรถยนต์บีวายดี (BYD) จากประเทศจีนnnบีวายดีน่าจะมาแรงสุดnnบีวายดีเป็นกลุ่มธุรกิจที่โตมากับการสร้างแบตเตอรี่ หลังจากนั้นก็ทำพาร์ทเกี่ยวกับแบตเตอรี่มือถือทั้งหมด ซึ่งมือถือในโลกเข้าใจว่า 40% เป็นการผลิตแบตเตอรี่จากบีวายดี ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าของบีวายดีใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบเหลว ไม่ใช่แบบลิเทียมเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าของญี่ปุ่น ซึ่งชาร์จแล้ววิ่งได้ไกลกว่า แต่ต้นทุนแบตเตอรี่ถูกกว่า ปัจจุบันบีวายดีมียอดการผลิตรถประมาณ 5 แสนคันต่อปี และปัจจุบันไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค ที่มีออเดอร์กว่า 7.5 แสนคัน แต่บีวายดีผลิตได้เพียงกว่า 5แสนคันต่อปีเท่านั้นnnจุดแข็งของบีวายดีคืออะไรnnสิ่งแรกอยู่ที่การมีเทคโนโลยีของตัวเอง อย่างที่สองมีเงินลงทุนไม่จำกัด ซึ่งเขาเล่าให้ฟังว่าการทำแบตเตอรี่มือถือยากกว่าทำแบตเตอรี่รถยนต์ สมมุติถ้าเอาโทรศัพท์มา 1 เครื่อง จะมีชิ้นส่วนประมาณ 20 กว่าชิ้น แต่รถยนต์จะมีชิ้นส่วนน้อยกว่า แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง เขาเลยมั่นใจว่ารถยนต์ไฟฟ้าทำได้ไม่ยาก และตอนนี้ตลาดโอเวอร์ซัพพลาย นั้นคือเหตุผลให้เขามั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค และล่าสุดบีวายดีกำลังจะบุกตลาดอเมริกาด้วย ทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นศักยภาพ จึงไปชักชวนเขามาตั้งฐานการผลิตในไทย และบีวายดีก็มีทีท่าตอบรับที่ดีเช่นกันnnการเตรียมความพร้อมรับแผนแม่บทฉบับใหม่nnอาจจะตั้งเป็นหน่วยงานในขึ้นมา เพื่อไปพูดคุยกับบริษัทที่กำหนดมาตรฐานต่างๆ เพื่อจะได้รู้ก่อนว่าเขากำหนดแบบไหน และทำอย่างไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน อย่างไฟฟ้าที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ จะทำยังไงให้ตัวชาร์จไฟสามารถใช้ร่วมกันได้ และจากนั้นก็มาเตรียมทีมทำงานในไทย รวมถึงเตรียมพร้อมทั้งในภาคอุตสาหกรรม หรือที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ที่คุมผังเมือง ปั๊มน้ำมัน หรือต่อไปจะตั้งสถานีอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะต้องคุยกันอย่างน้อย 2-3 ปีnnสิทธิประโยชน์ในการลงทุนผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าnnนอกจากเรื่องของภาษีสรรพสามิตที่ต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยจัดเก็บในอัตราภาษี 10% เรื่องนี้คงต้องดูภาพรวม เหมือนตอนที่ให้สิทธิประโยชน์กับโครงการอีโคคาร์ เพราะถือเป็นโครงการที่จะต้องมีการลงทุนสูงทีเดียว แต่ก็ต้องดูด้วยว่าบริษัทรถเขาต้องการอะไรบ้าง?nnส่วนของรถยนต์พลังงานทางเลือกnnรัฐได้ดำเนินการผลักดันจนประสบความสำเร็จเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นแก๊สโซฮอล์ อี10, อี20 และอี85 แต่ต้องเข้าใจว่านี่เป็นทางเลือกอีกอย่าง เพราะความเป็นจริงในแง่ของการลดค่าใช้จ่ายผู้ใช้รถ น่าจะลดลงไม่มากหรือใกล้เคียงน้ำมันจากฟอสซิล ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่เป็นการช่วยเหลือภาคสินค้าการเกษตร และไทยสามารถผลิตเองได้nnสิ่งสำคัญต่อนโยบายต่างๆnnต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มองภาพรวมเป็นกลุ่ม ผลักดันโครงการอะไรขึ้นมาจะไม่ส่งผลกระทบต่อกัน อย่างเรื่องนโยบายรถยนต์ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี85 หากไม่ดูภาพรวมอุตสาหกรรมรถทั้งระบบ การลดภาษีเพียงจะผลักดันให้เกิดการใช้น้ำมันอี85 อาจจะส่งผลกระทบต่ออีโคคาร์ ที่มีการลงทุนเป็นจำนวนมาก และเพิ่งเริ่มเกิดมาไม่นานได้nnความผันผวนทางการเมืองผลกระทบส่งผลหรือไม่nnอุตสาหกรรมยานยนต์มีความแข็งแกร่ง และแผนแม่บทยานยนต์วางทิศทางไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ที่สำคัญผู้ผลิตมีศักยภาพสูง ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือรัฐบาลไหนเข้ามาบริหาร บริษัทรถยนต์เขายังขับเคลื่อนต่อไปได้ จนทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย กลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกnn(Source)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น