วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

NISSAN


Jede Menge Auslauf und glühende Hitze bei der Nissan Sportscar Battle am Lausitzring. Die Teilnehmer blieben cool. Bilder zur Sportscar BattlennNISSANSPORTSCARBATTLE 2011nn>> Bewirb dich für die Sportscar BattlennDie nächsten Termine:4./5. Juni: ADACFSZHannovern8. Juli: Padborg Parkn14./15. Juli: Flugplatz Mühldorfnn (Quelle)

SUZUKI

Actualidadmotor nos gustan ante todo los coches, pero en ocasiones también hacemos un huequecito para las motos. Me ha llamado la atención la nueva turismo de Suzuki, la GSX1250FA Touring. rnTal cual están las cosas ahí fuera, cada vez parece menos apetecible subirse a los mandos de una superdeportiva…bueno, realmente ni yo me creo lo que estoy diciendo, pero he de reconocer que me encantaría tener la ocasión de hacer un largo viaje en una moto tipo Touring. En mi moto de enduro a veces hago rutas relativamente largas pero hay dos cosas que rápidamente me ponen freno: el confort y la autonomía. rnEsta dos ruedas está equipada con una cúpula alta que protege del aire al conductor, un juego de maletas que cubica la nada deseñable cifra de 103 litros y un potente motor de casi 100 CV con buenos bajos muy agradable de conducir. La seguridad activa viene de la mano de unos frenos ABS y suspensiones regulables. El depósito hace 19 litros y otorga una buena autonomía. rnEl precio de la Suzuki GSX1250 FA Touring parte de 10.899€, cifra que puede ser algo elevada si se trata de "un capricho", pero que se mueve en los precios del mercado. Artículos relacionados Suzuki Week, aun estás a tiempo de probar una Suzuki (1) Nuevo Michelin Pilot Road 3 para Sport Touring (1) Suzuki Burgman Fuel-Cell, el hidrógeno también en scooter (1) Pirelli SuperStock Series en el Circuito de Navarra (Los Arcos) (2) ¿Te acuerdas? Suzuki Maruti 800 (3) (Fuente)

SUBARU IMPREZA,SMART,SUBARU

McLaren está estudiando los motivos por los que un MP4-12C se estrelló en el Infierno Verde (Nurburgring) durante una Hot Lap en la que se pretendía batir el record del circuito por un coche de producción totalmente de serie.. El piloto ha salido sin daños graves pero el impacto ha sido tremendo. rnEl portavoz de McLaren afirma que aún no conocen si fué un error humano o un fallo técnico, y que "aunque lo supiéremos, aún no lo ibamos a revelar". Al parecer el coche circulaba a alta velocidad en la zona de Antoniusbuche cuando desapareció unos instantes bajo los árboles con un fuerte sonido de derrape. Acto seguido se escuchó un tremendo impacto y rápidamente un camión cerrado acudió a llevarse los restos. Tras una hora de trabajo la zona volvió a abrirse al público y la zona del impacto aparecia como "en obras" aunque había evidencia de accidente en las barreras y líquidos derramados por todas partes. rnAún no hay ninguna foto ni video del accidente, y se duda que alguna vez aparezcan ya que no puede ser muy buena publicidad para McLaren. Con este ya van dos los MP4-12C que se han siniestrado, y eso que no hay muchos aún por ahí….. rnVía: PistonHeads Artículos relacionados Karting Crash…los karts también se la pegan (1) El nuevo McLaren a prueba por Jay Leno, Hamilton y Button (3) Terrible accidente por un reventón a alta velocidad (1) Subaru Impreza WRX STI bate su record en Nurburgring (2) Smart Vs Kart en circuito de Karting (0) (Fuente)

24 พฤษภาคม 2554 09:00 น. ข่าวต่างประเทศ-หลังจากมีการเผยภาพให้เห็นคร่าวๆ มาตั้งแต่ต้นปี ในที่สุดฮอนด้าก็เผยกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของเวอร์ชันแวกอนของฟิต หรือแจ๊ซ ซึ่งจะใช้ชื่อในการทำตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นว่า "ฟิต ชัทเทิล" ออกมาแล้ว โดยจะเผยโฉมในบ้านตัวเองในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ และพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าได้ในเดือนกรกฎาคมnnหนังสือพิมพ์ Nikkei เผยว่า ฟิต ชัทเทิล ที่ขายในญี่ปุ่นจะมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์ธรรมดา และเครื่องยนต์ไฮบริดเหมือนกับฟิต ไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งเปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อปลายปี 2010 โดยจากเดิมตอนแรกมีการคาดหมายว่าฮอนด้าจะเปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นนี้ในช่วงวันที่ 18 เดือนมีนาคมnnแต่จากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ฮอนด้าตัดสินใจเลื่อนการเปิดตัวออกไปก่อน เพราะตลาดยังไม่พร้อมจนอาจจะส่งผลกระทบกับยอดขาย เช่นเดียวกับเรื่องไลน์ผลิตที่ได้รับผลกระทบ และปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน โดยการผลิตของรถยนต์รุ่นนี้จะมีขึ้นที่โรงงานในเมืองซึซึกะ ซึ่งเพิ่งจะเริ่มมีการกลับมาผลิตอีกครั้งในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาnnสำหรับราคายังไม่มีการเปิดเผยออกมา โดยรถยนต์รุ่นนี้จะเป็นเวอร์ชันขยายตัวถังของซับคอมแพ็กต์รุ่นฟิต หรือแจ๊ซในบ้านเรา เพื่อตอบรับกับการใช้งานที่เน้นความอเนกประสงค์มากขึ้นเหมือนกับรุ่นที่แล้ว ฮอนด้ามีการผลิตรุ่นแอร์เวฟที่ใช้พื้นฐานเดียวกับฟิต/แจ๊ซรุ่นแรกออกมาขายnnนอกจากข่าวนี้แล้ว ทางฮอนด้ายังเผยอีกว่าในตอนนี้บริษัทกำลังเตรียม Recall หรือเรียกรถยนต์กลับคืนมาซ่อม และคราวนี้เป็นคิวของซีวิคใหม่โมเดลปี 2012 ที่เพิ่งเปิดตัวขายในอเมริกาเหนือ โดยจะเรียกคืนประมาณ 1,500 คัน หลังพบว่ามีความเสี่ยงที่ในระบบเชื้อเพลิงจะเกิดการรั่วไหล จนทำให้รถไฟไหม้ได้nnอย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากข้อบกพร่องนี้ โดยรถยนต์ทั้ง 1,500 คันเป็นรุ่นใหม่ที่ผลิตในระหว่างวันที่ 21 เมษายน ถึง 2 พฤษภาคมนี้nn (Source)

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

BMW


14 พฤษภาคม 2554 07:45 น. ข่าวต่างประเทศ- บีเอ็มดับเบิลยู เปิดตัวโครงการ "BMW Guggenheim Lab" โดยเป็นสถานที่แบ่งปันและแลกเปลี่ยนไอเดียความคิดสร้างสรรค์ เพื่ออนาคตการใช้ชีวิตเมืองอย่างมีความสุข ซึ่งเริ่มจัดครั้งแรกในมหานครนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ BMW 3 สิงหาคม - 16 ตุลาคมนี้nnลักษณะการดีไซน์แตกต่างกัน BMW 3 รูปแบบดร. แฟรงค์-ปีเตอร์ อาร์น กรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป กล่าวว่า "BMW Guggenheim Lab เป็นโครงการร่วมมือด้านวัฒนธรรมของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่เป็นการฉลองการครบรอบ 40 ปี ของการมีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านวัฒนธรรมของบริษัท เรามีความภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับทางพิพิธภัณฑ์ Solomon R. Guggenheim สำหรับหนึ่งในโครงการที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งในแง่ของการลงทุนและในแง่ของกรอบทางความคิดที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความร่วมมือจากคนกลุ่มใหญ่ให้เข้ามามีส่วนรวมในการคิดอย่างสร้างสรรค์เพื่อตอบโจทย์ด้านอนาคตที่ยั่งยืน" nnโครงการ Bmw Guggenheim Lab กำเนิดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ "ห้องแล็ปเชิงพิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่" มีจุดประสงค์หลัก คือ การรวบรวมและแบ่งปันข้อมูล ความคิด และแรงบันดาลใจ ในประเด็นการดำเนินชีวิตในเมือง ภายใต้รูปแบบและสภาวะแวดล้อมต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญและนักคิดจากสาขาต่างๆ รวมไปถึงสาธารณชนผู้สนใจจากทั่วโลก ผ่านฟอรั่มออนไลน์ www.bmwguggenheimlab.orgnnรูปแบบที่สองสำหรับในรายละเอียดจะประกอบด้วย Bmw Guggenheim Lab BMW 3 หลัง ซึ่งแต่ละหลังมีคอนเซปต์และสร้างโดยทีมสถาปนิกที่มีสไตล์โดดเด่น และนำไปตั้งที่อยู่ใน BMW 3 เมืองที่สภาพแวดล้อมแตกต่างกันเป็นเวลา 2 ปีต่อแห่ง จากแผนงานโครงการรวมระยะเวลาทั้งสิ้น BMW 6 ปี โดยคอนเซปต์การจัดแสดงในนิวยอร์ก คือ Confronting Comfort มุ่งเน้นถึงความสุขที่สมดุลในการใช้ชีวิตเมือง ทั้งในแง่ของปัจเจกบุคคล สังคม สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมnnด้านคณะกรรมการโครงการ Bmw Guggenheim Lab ในรอบแรกนี้ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติในหลายสาขา ยกตัวอย่างเช่น แดเนียล โบรเรมบอม (วาทยกรและนักเปียโนจากอาร์เจนติน่า), อลิซาเบธ ดิลเลอร์ (ดีไซน์เนอร์จากสหรัฐอเมริกา), นิโคลัส ฮัมฟรีย์ (นักจิตวิทยาจากอังกฤษ), มุชาเดยี มาซุนดา (นายกเทศมนตรีเมืองฮาเเรย์จากประเทศซิมบับเว) และ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวณิช (ศิลปินแนวคอนเทมโพรารี่อาร์ตชาวไทย) เป็นต้นnnปิดท้ายรูปแบบที่สามโดยกรรมการมีหน้าที่เฟ้นหาผู้เข้าร่วมทีม BGL Bmw Guggenheim Lab ใน BMW 3 เมือง อีกทั้งยังสามารถนำเสนอไอเดียสร้างสรรค์ในการกำหนดและทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับผู้เข้าร่วมโครงการnnและสมาชิกของทีม New York BGL ประกอบด้วย ชาร์ล มอนโกเมอรี่ นักข่าวชาวแคนาดา, โอลาตุนโบซุน โอบาโยมี นักวิทยาศาสตร์ด้านจุลชีวะชาวไนจีเรีย, โอมาร์ ไฟร์รา นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้ง Green Worker Cooperatives และ เอลมา วานน์ โบเซล สถาปนิกชาวฮอลแลนด์ โดยผู้สนใจสามารถชมบทสัมภาษณ์ของผู้เข้าร่วมทีม New York BGL ได้ที่ youtube.com/bmwguggenheimlabnn (Source)

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

CHEVROLET


13 พฤษภาคม 2554 08:04 น. ข่าวต่างประเทศ-เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอมพานี ประกาศทุ่มเม็ดเงินลงทุน 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 หมื่นล้านบาท) ยกระดับศูนย์การผลิตยานยนต์ของจีเอ็ม 17 แห่งใน 8 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกา พร้อมเพิ่มอัตราว่าจ้างงานได้มากกว่า 4,000 ตำแหน่งnnแดน เอเคอร์สันแดน เอเคอร์สัน ประธานใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจีเอ็ม กล่าวในงานแถลงข่าวที่โรงงานผลิตระบบส่งกำลังของจีเอ็ม เมืองโทเลโด มลรัฐโอไฮโอ "เรามีความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจ และความต้องการของลูกค้าที่มีต่อรถของเรา จึงตัดสินใจลงทุนในครั้งนี้ ต่อยอดจากการลงทุนเมื่อกลางปี 2552 ซึ่งเราทุ่มเม็ดเงินราว 3.4 พันล้านเหรียญฯ และสร้างงานได้มากกว่า 9,000 ตำแหน่ง" nnเอเคอร์สัน กล่าวเสริมว่า จีเอ็มจะลงทุน 204 ล้านเหรียญฯ พร้อมเพิ่มตำแหน่งงานอีก 250 ตำแหน่ง เพื่อการพัฒนาและผลิตเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสำหรับยานยนต์ในอนาคตnnด้านยอดจำหน่ายในสหรัฐของจีเอ็ม ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 24.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จีเอ็ม เพิ่งประกาศว่าบริษัทฯ สามารถทำกำไรได้ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 นับตั้งแต่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างองค์กรเมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 เป็นต้นมาnnขณะเดียวกัน โจ แอชตัน รองประธานสหภาพแรงงานยานยนต์ กล่าวว่า "สหภาพแรงงานยานยนต์ (United Auto Worker) มีเป้าหมายคืนตำแหน่งงานให้แก่พนักงานที่ถูกเลิกจ้าง และให้บริษัทฯ เริ่มว่าจ้างพนักงานใหม่เพิ่มเติม โดยการประกาศการลงทุนดังกล่าวจะช่วยสร้างตำแหน่งงานนับพัน และช่วยให้เจนเนอรัล มอเตอร์ส กลับมาจ้างงานในส่วนของลูกจ้างอัตราจ้างได้อย่างเต็มกำลังอีกครั้ง"nnเกี่ยวกับการประกาศเกี่ยวกับเงินลงทุนก้อนใหม่จำนวน 131 ล้านเหรียญฯ และตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นอีก 250 ตำแหน่งในเมืองโบว์ลิ่งกรีน รัฐเคนตักกี้ ได้มีขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่และการพัฒนาโรงงานเพื่อสร้าง เชฟโรเลต คอร์เวทท์ รถสปอร์ตรุ่นใหม่ที่จะเริ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ ในขณะเดียวกันการประกอบ เชฟโรเลต คอร์เวทท์ รุ่นปัจจุบันก็จะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อยสองปีnnและในช่วงไม่กี่เดือนต่อจากนี้ จีเอ็ม จะประกาศการลงทุนเพิ่มเติมเฉพาะของแต่ละศูนย์การผลิตเป็นระยะ โดยขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการเจรจาข้อตกลงในแต่ละมลรัฐและชุมชนแต่ละแห่ง โดยศูนย์การวิจัยอุตสาหกรรมยานยนต์ (Center for Automotive Research) ประเมินว่า การลงทุนของจีเอ็ม จะทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 2.9 พันล้านเหรียญฯ และช่วยสร้างงานมากกว่า 28,000 ตำแหน่งnn"หากสถานการณ์ของตลาดยังคงปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ เรามั่นใจว่า จีเอ็ม จะจ้างงานเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผลิตภัณฑ์ที่สมาชิกสหภาพแรงงานยานยนต์ของเราเป็นผู้ผลิตอย่างแน่นอน" แอชตัน กล่าวปิดท้ายnn (Source)

CHEVROLET


13 พฤษภาคม 2554 08:04 น. ข่าวต่างประเทศ-เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอมพานี ประกาศทุ่มเม็ดเงินลงทุน 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 หมื่นล้านบาท) ยกระดับศูนย์การผลิตยานยนต์ของจีเอ็ม 17 แห่งใน 8 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกา พร้อมเพิ่มอัตราว่าจ้างงานได้มากกว่า 4,000 ตำแหน่งnnแดน เอเคอร์สันแดน เอเคอร์สัน ประธานใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจีเอ็ม กล่าวในงานแถลงข่าวที่โรงงานผลิตระบบส่งกำลังของจีเอ็ม เมืองโทเลโด มลรัฐโอไฮโอ "เรามีความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจ และความต้องการของลูกค้าที่มีต่อรถของเรา จึงตัดสินใจลงทุนในครั้งนี้ ต่อยอดจากการลงทุนเมื่อกลางปี 2552 ซึ่งเราทุ่มเม็ดเงินราว 3.4 พันล้านเหรียญฯ และสร้างงานได้มากกว่า 9,000 ตำแหน่ง" nnเอเคอร์สัน กล่าวเสริมว่า จีเอ็มจะลงทุน 204 ล้านเหรียญฯ พร้อมเพิ่มตำแหน่งงานอีก 250 ตำแหน่ง เพื่อการพัฒนาและผลิตเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสำหรับยานยนต์ในอนาคตnnด้านยอดจำหน่ายในสหรัฐของจีเอ็ม ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 24.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จีเอ็ม เพิ่งประกาศว่าบริษัทฯ สามารถทำกำไรได้ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 นับตั้งแต่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างองค์กรเมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 เป็นต้นมาnnขณะเดียวกัน โจ แอชตัน รองประธานสหภาพแรงงานยานยนต์ กล่าวว่า "สหภาพแรงงานยานยนต์ (United Auto Worker) มีเป้าหมายคืนตำแหน่งงานให้แก่พนักงานที่ถูกเลิกจ้าง และให้บริษัทฯ เริ่มว่าจ้างพนักงานใหม่เพิ่มเติม โดยการประกาศการลงทุนดังกล่าวจะช่วยสร้างตำแหน่งงานนับพัน และช่วยให้เจนเนอรัล มอเตอร์ส กลับมาจ้างงานในส่วนของลูกจ้างอัตราจ้างได้อย่างเต็มกำลังอีกครั้ง"nnเกี่ยวกับการประกาศเกี่ยวกับเงินลงทุนก้อนใหม่จำนวน 131 ล้านเหรียญฯ และตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นอีก 250 ตำแหน่งในเมืองโบว์ลิ่งกรีน รัฐเคนตักกี้ ได้มีขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่และการพัฒนาโรงงานเพื่อสร้าง เชฟโรเลต คอร์เวทท์ รถสปอร์ตรุ่นใหม่ที่จะเริ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ ในขณะเดียวกันการประกอบ เชฟโรเลต คอร์เวทท์ รุ่นปัจจุบันก็จะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อยสองปีnnและในช่วงไม่กี่เดือนต่อจากนี้ จีเอ็ม จะประกาศการลงทุนเพิ่มเติมเฉพาะของแต่ละศูนย์การผลิตเป็นระยะ โดยขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการเจรจาข้อตกลงในแต่ละมลรัฐและชุมชนแต่ละแห่ง โดยศูนย์การวิจัยอุตสาหกรรมยานยนต์ (Center for Automotive Research) ประเมินว่า การลงทุนของจีเอ็ม จะทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 2.9 พันล้านเหรียญฯ และช่วยสร้างงานมากกว่า 28,000 ตำแหน่งnn"หากสถานการณ์ของตลาดยังคงปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ เรามั่นใจว่า จีเอ็ม จะจ้างงานเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผลิตภัณฑ์ที่สมาชิกสหภาพแรงงานยานยนต์ของเราเป็นผู้ผลิตอย่างแน่นอน" แอชตัน กล่าวปิดท้ายnn (Source)

CHEVROLET


13 พฤษภาคม 2554 08:04 น. ข่าวต่างประเทศ-เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอมพานี ประกาศทุ่มเม็ดเงินลงทุน 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 หมื่นล้านบาท) ยกระดับศูนย์การผลิตยานยนต์ของจีเอ็ม 17 แห่งใน 8 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกา พร้อมเพิ่มอัตราว่าจ้างงานได้มากกว่า 4,000 ตำแหน่งnnแดน เอเคอร์สันแดน เอเคอร์สัน ประธานใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจีเอ็ม กล่าวในงานแถลงข่าวที่โรงงานผลิตระบบส่งกำลังของจีเอ็ม เมืองโทเลโด มลรัฐโอไฮโอ "เรามีความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจ และความต้องการของลูกค้าที่มีต่อรถของเรา จึงตัดสินใจลงทุนในครั้งนี้ ต่อยอดจากการลงทุนเมื่อกลางปี 2552 ซึ่งเราทุ่มเม็ดเงินราว 3.4 พันล้านเหรียญฯ และสร้างงานได้มากกว่า 9,000 ตำแหน่ง" nnเอเคอร์สัน กล่าวเสริมว่า จีเอ็มจะลงทุน 204 ล้านเหรียญฯ พร้อมเพิ่มตำแหน่งงานอีก 250 ตำแหน่ง เพื่อการพัฒนาและผลิตเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสำหรับยานยนต์ในอนาคตnnด้านยอดจำหน่ายในสหรัฐของจีเอ็ม ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 24.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จีเอ็ม เพิ่งประกาศว่าบริษัทฯ สามารถทำกำไรได้ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 นับตั้งแต่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างองค์กรเมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 เป็นต้นมาnnขณะเดียวกัน โจ แอชตัน รองประธานสหภาพแรงงานยานยนต์ กล่าวว่า "สหภาพแรงงานยานยนต์ (United Auto Worker) มีเป้าหมายคืนตำแหน่งงานให้แก่พนักงานที่ถูกเลิกจ้าง และให้บริษัทฯ เริ่มว่าจ้างพนักงานใหม่เพิ่มเติม โดยการประกาศการลงทุนดังกล่าวจะช่วยสร้างตำแหน่งงานนับพัน และช่วยให้เจนเนอรัล มอเตอร์ส กลับมาจ้างงานในส่วนของลูกจ้างอัตราจ้างได้อย่างเต็มกำลังอีกครั้ง"nnเกี่ยวกับการประกาศเกี่ยวกับเงินลงทุนก้อนใหม่จำนวน 131 ล้านเหรียญฯ และตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นอีก 250 ตำแหน่งในเมืองโบว์ลิ่งกรีน รัฐเคนตักกี้ ได้มีขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่และการพัฒนาโรงงานเพื่อสร้าง เชฟโรเลต คอร์เวทท์ รถสปอร์ตรุ่นใหม่ที่จะเริ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ ในขณะเดียวกันการประกอบ เชฟโรเลต คอร์เวทท์ รุ่นปัจจุบันก็จะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อยสองปีnnและในช่วงไม่กี่เดือนต่อจากนี้ จีเอ็ม จะประกาศการลงทุนเพิ่มเติมเฉพาะของแต่ละศูนย์การผลิตเป็นระยะ โดยขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการเจรจาข้อตกลงในแต่ละมลรัฐและชุมชนแต่ละแห่ง โดยศูนย์การวิจัยอุตสาหกรรมยานยนต์ (Center for Automotive Research) ประเมินว่า การลงทุนของจีเอ็ม จะทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 2.9 พันล้านเหรียญฯ และช่วยสร้างงานมากกว่า 28,000 ตำแหน่งnn"หากสถานการณ์ของตลาดยังคงปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ เรามั่นใจว่า จีเอ็ม จะจ้างงานเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผลิตภัณฑ์ที่สมาชิกสหภาพแรงงานยานยนต์ของเราเป็นผู้ผลิตอย่างแน่นอน" แอชตัน กล่าวปิดท้ายnn (Source)

CHEVROLET


13 พฤษภาคม 2554 08:04 น. ข่าวต่างประเทศ-เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอมพานี ประกาศทุ่มเม็ดเงินลงทุน 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 หมื่นล้านบาท) ยกระดับศูนย์การผลิตยานยนต์ของจีเอ็ม 17 แห่งใน 8 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกา พร้อมเพิ่มอัตราว่าจ้างงานได้มากกว่า 4,000 ตำแหน่งnnแดน เอเคอร์สันแดน เอเคอร์สัน ประธานใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจีเอ็ม กล่าวในงานแถลงข่าวที่โรงงานผลิตระบบส่งกำลังของจีเอ็ม เมืองโทเลโด มลรัฐโอไฮโอ "เรามีความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจ และความต้องการของลูกค้าที่มีต่อรถของเรา จึงตัดสินใจลงทุนในครั้งนี้ ต่อยอดจากการลงทุนเมื่อกลางปี 2552 ซึ่งเราทุ่มเม็ดเงินราว 3.4 พันล้านเหรียญฯ และสร้างงานได้มากกว่า 9,000 ตำแหน่ง" nnเอเคอร์สัน กล่าวเสริมว่า จีเอ็มจะลงทุน 204 ล้านเหรียญฯ พร้อมเพิ่มตำแหน่งงานอีก 250 ตำแหน่ง เพื่อการพัฒนาและผลิตเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสำหรับยานยนต์ในอนาคตnnด้านยอดจำหน่ายในสหรัฐของจีเอ็ม ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 24.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จีเอ็ม เพิ่งประกาศว่าบริษัทฯ สามารถทำกำไรได้ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 นับตั้งแต่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างองค์กรเมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 เป็นต้นมาnnขณะเดียวกัน โจ แอชตัน รองประธานสหภาพแรงงานยานยนต์ กล่าวว่า "สหภาพแรงงานยานยนต์ (United Auto Worker) มีเป้าหมายคืนตำแหน่งงานให้แก่พนักงานที่ถูกเลิกจ้าง และให้บริษัทฯ เริ่มว่าจ้างพนักงานใหม่เพิ่มเติม โดยการประกาศการลงทุนดังกล่าวจะช่วยสร้างตำแหน่งงานนับพัน และช่วยให้เจนเนอรัล มอเตอร์ส กลับมาจ้างงานในส่วนของลูกจ้างอัตราจ้างได้อย่างเต็มกำลังอีกครั้ง"nnเกี่ยวกับการประกาศเกี่ยวกับเงินลงทุนก้อนใหม่จำนวน 131 ล้านเหรียญฯ และตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นอีก 250 ตำแหน่งในเมืองโบว์ลิ่งกรีน รัฐเคนตักกี้ ได้มีขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่และการพัฒนาโรงงานเพื่อสร้าง เชฟโรเลต คอร์เวทท์ รถสปอร์ตรุ่นใหม่ที่จะเริ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ ในขณะเดียวกันการประกอบ เชฟโรเลต คอร์เวทท์ รุ่นปัจจุบันก็จะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อยสองปีnnและในช่วงไม่กี่เดือนต่อจากนี้ จีเอ็ม จะประกาศการลงทุนเพิ่มเติมเฉพาะของแต่ละศูนย์การผลิตเป็นระยะ โดยขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการเจรจาข้อตกลงในแต่ละมลรัฐและชุมชนแต่ละแห่ง โดยศูนย์การวิจัยอุตสาหกรรมยานยนต์ (Center for Automotive Research) ประเมินว่า การลงทุนของจีเอ็ม จะทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 2.9 พันล้านเหรียญฯ และช่วยสร้างงานมากกว่า 28,000 ตำแหน่งnn"หากสถานการณ์ของตลาดยังคงปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ เรามั่นใจว่า จีเอ็ม จะจ้างงานเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผลิตภัณฑ์ที่สมาชิกสหภาพแรงงานยานยนต์ของเราเป็นผู้ผลิตอย่างแน่นอน" แอชตัน กล่าวปิดท้ายnn (Source)

TOYOTA


12 พฤษภาคม 2554 14:01 น. ข่าวในประเทศ- จากการรายงานของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา ว่าบริษัทได้ปรับลดปริมาณการผลิตในโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสำโรง โรงงานเกตเวย์ และโรงงานบ้านโพธิ์ ในสัดส่วน 50 % ของปริมาณการผลิตปกติต่อวัน เนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญีปุ่นและส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ จึงไม่สามารถส่งชิ้นส่วนเพื่อทำการประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ดังนั้นบริษัท โตโยต้า จึงปรับลดปริมาณการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณชิ้นส่วนที่มีจำนวนจำกัด ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.-4 มิ.ย. 2554nnแต่ล่าสุดบริษัทโตโยต้ารายงานความคืบหน้าถึงเรื่องดังกล่าวว่า ขณะนี้ บริษัทฯประเมินสถานการณ์และแก้ไขปัญหา ด้วยความร่วมมือและความพยายามอย่างสุดความสามารถจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในการฟื้นฟูกำลังการผลิต ทำให้สามารถจัดส่งชิ้นส่วนมายังบริษัทฯได้รวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ และส่งผลดีต่อการผลิตในโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าทั้ง 3 แห่ง คือ โรงงานสำโรง โรงงานเกตเวย์ และโรงงานบ้านโพธิ์ ทำให้เริ่มทำการผลิตได้ในระดับปกติ ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป nnสำคัญที่สุด บริษัทฯ ต้องขออภัยลูกค้าทุกท่านที่ได้รับความไม่สะดวกจากการจัดส่งรถยนต์ล่าช้า และขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ได้ให้ความไว้วางใจ และให้โอกาส ในการรอรับรถยนต์โตโยต้าในสถานการณ์เช่นนี้ สำหรับการยืนยันวันที่จะทำการส่งมอบรถให้กับลูกค้าทุกท่านนั้น ทางผู้แทนจำหน่ายในแต่ละท้องที่ จะเป็นผู้ดูแล และประสานงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าทุกท่านต่อไป เพื่อให้สามารถรับรถได้เร็วขึ้น ทั้งนี้เพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าทุกท่าน นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กล่าวnn (Source)

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

MAZDA 3,CHEVROLET,FORD,MAZDA,MITSUBISHI,TOYOTA


12 พฤษภาคม 2554 09:56 น. ยักษ์ใหญ่ "โตโยต้า" ส่อโดนมรสุมกระหน่ำหนักหลายลูก โดยที่กำลังฝ่าอยู่เป็นหางเลขจากมหาตภัยสึนามิที่ญี่ปุ่น จนต้องลดกำลังการผลิตลง 50% ทำให้ล่าสุดรถในโชว์รูมเริ่มขาดสต็อก ไม่มีรถรับจองและส่งมอบจนกว่าจะถึงเดือนสิงหาคม และหากลูกค้าจองตอนนี้ไม่เพียงรอนาน 4-6 เดือนแล้ว ยังได้แค่รถและป้ายทะเบียนเท่านั้น ไม่มีเงื่อนไขหรือแคมเปญใดๆ ให้ทั้งสิ้น ขณะที่แผนการเปิดตัว " โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้"รุ่นใหม่ ที่จะทำการไมเนอร์เชนจ์ครั้งใหญ่ เพื่อฟาดฟันกับปิกอัพโฉมใหม่ของ 4 ค่ายคู่แข่ง อีซูซุ, เชฟโรเลต, มาสด้า และ ฟอร์ด ซึ่งจะส่งบุกตลาดช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่ผลกระทบจากปัญหาการผลิต ทำให้ต้องเลื่อนแนะนำปิกอัพวีโก้ใหม่สู่ตลาด ไปเป็นอย่างช้าต้นปีหน้า จากเดิมกำหนดประมาณเดือนสิงหาคมปีนี้ เท่านั้นไม่พอโตโยต้ายังต้องมาลุ้นภาษีสรรพสามิตรถไฮบริด หากรัฐบาลนำโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์กลับมาพิจารณาใหม่ หลังจากที่ประชุมครม.รัฐบาลอภิสิทธิ์นัดส่งท้ายตีตกไป และมอบหมายให้ 3 กระทรวงไปปรับแก้ไข และนำกลับมานำเสนอในอีก 3 เดือนข้างหน้า งานนี้หาก โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ไม่สามารถใช้พลังภายในเบรกรัฐบาลใหม่ไว้ได้ ย่อมทำให้รถไฮบริด 2 รุ่น " โตโยต้า คัมรี ไฮบริด" และ " โตโยต้า พริอุส" ราคาพุ่งแน่ และอาจจะส่งผลสะเทือนถึงอนาคตฐานการผลิตรถไฮบริดในไทยได้?!nnปั่นป่วนไปกันหมดจากอุบัติภัยสึนามิที่ญี่ปุ่น ที่สั่นสะเทือนมาถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย จนหลายค่ายรถต้องประกาศลดกำลังการผลิตลง ซึ่งประเมินว่าในช่วงตั้งแต่ปลายเมษายน-มิถุนายนนี้ จะทำให้กำลังการผลิตในไทยหายไปถึง 1.5 แสนคัน อย่างไรก็ตามล่าสุดค่ายที่ไม่โดนหนักก็กลับมาฟื้นบ้างแล้ว อย่าง "มิตซูบิชิ" ยืนยันพร้อมเดินหน้าการผลิตเช่นเดิม เพราะบริษัทแม่ให้การสนับสนุนมากขึ้น จึงทำให้การผลิตไม่มีปัญหา เช่นเดียวกับ "มาสด้า" ที่มีการส่งชิ้นส่วนให้กับโรงงานในไทยก่อนประเทศอื่นๆ จึงทำให้กลับมาเร่งการผลิตได้เร็วขึ้น และส่งผลให้ มาสด้า 3 โฉมใหม่ จะเริ่มส่งมอบได้ในเดือนมิถุนายนนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นเดือนกรกฎาคมถัดไป แต่ค่ายที่เจอหนักๆ อย่าง "ฮอนด้า" ก็ยังต้องชะลอการผลิตอยู่ หรือยักษ์ใหญ่ "โตโยต้า" ที่ไม่เพียงต้องลดกำลังการผลิตลง 50% ยังส่งผลกระทบต่อแผนการเปิดตัวรถใหม่ และเท่านั้นไม่พอยังลุ้นว่าจะเจอมรสุมจากโครงสร้างภาษีใหม่ที่ตกไป กลับมาหลอกหลอนอีกหรือไม่?...nnโดยค่ายโตโยต้าในประเทศไทย ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น จนต้องลดการผลิตรถยนต์ลง 50% และหยุดทำงานในบางวัน ขณะที่ในส่วนของรถนำเข้าจากญี่ปุ่น " โตโยต้า คอมมิวเตอร์" ได้มีการหยุดรับจองรถชั่วคราว ตามที่ "ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง" ได้รายงานไปแล้วนั้น ซึ่งจากการตรวจสอบสถานการณ์ของโตโยต้าปัจจุบัน ผลจากการลดการผลิตรถในประเทศลง ทำให้การส่งมอบรถกับลูกค้าล่าช้าออกไปหลายเดือน nnทั้งนี้มีรายงานว่ารถโตโยต้าในโชว์รูมเริ่มขาด โดยเฉพาะรถรุ่นที่ลูกค้านิยม ไม่สามารถให้คำตอบลูกค้าได้ว่า จะสามารถส่งมอบรถได้เมื่อใด เหตุนี้จึงต้องให้พนักงานขายสลับกันหยุดและทำงาน เพราะช่วงนี้ไม่มีรถในสต็อกขายเลย อย่างเช่น " โตโยต้า วีออส" ที่รถจะเริ่มเข้ามาในช่วงเดือนสิงหาคม แต่ก็ไม่ยืนยันแน่นอนว่าจะได้รับรถทันที และหากลูกค้าจองไว้ช่วงนี้จะได้เฉพาะตัวรถและป้ายทะเบียนเท่านั้น โดยไม่ได้รับแคมเปญหรือเงื่อนไขอะไรเลย เช่นเดียวกับ " โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้" ที่อาจจะต้องรอนานถึง 6 เดือน nnจากปัญหาการผลิตรถของ โตโยต้า ไม่เพียงจะทำให้การส่งมอบรถล่าช้าเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงแผนการเปิดตัวปิกอัพ " โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้" รุ่นไมเนอร์เชนจ์อีกด้วย ซึ่งตามกำหนดเดิม โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จะส่งรุ่นปรับโฉมของปิกอัพวีโก้สู่ตลาด ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ แต่เมื่อการผลิตมีปัญหาและรถรุ่นเก่าไม่สามารถส่งมอบได้ จึงจำเป็นต้องเลื่อนการเปิดตัวโฉมใหม่ออกไปเป็นช่วงต้นปีหน้า หรืออย่างเร็วสุดเป็นโค้งสุดท้ายของปีนี้แทนnnสำหรับแผนการส่งปิกอัพไฮลักซ์ TOYOTA วีโก้ ใหม่ ที่จะเป็นการไมเนอร์เชนจ์ครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับการโมเดลเชนจ์ของปิกอัพคู่แข่งในตลาด ที่จะมีการเปิดตัวโฉมใหม่ในเวลาไล่เลี่ยถึง 4 รุ่น โดยเฉพาะคู่แข่งสำคัญ "อีซูซุ ดีแมคซ์" โฉมใหม่ ที่กำลังซุ้มรอแนะนำสู่ตลาดในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่จะถึงนี้ และจากรายงานล่าสุดอีซูซุยังยืนยันแผน ที่จะแนะนำปิกอัพดีแมคซ์ใหม่สู่ตลาดตามกำหนดเดิม nnส่วนอีก 3 รุ่น ได้มีการเผยโฉมให้เห็นกันในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2011 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปิกอัพต้นแบบของ " เชฟโรเลต โคโลราโด" ใหม่ รวมถึงการเผยโฉมคันรูปลักษณ์เสมือนรุ่นขายจริงของปิกอัพ " ฟอร์ด เรนเจอร์" ใหม่ และอีกรุ่น " มาสด้า บีที-50" ที่แม้จะยังไม่นำเข้ามาให้ชมกันในไทย แต่ได้มีการเผยโฉมไปก่อนหน้านี้ ในงานออสเตรเลีย มอเตอร์โชว์ 2010 ที่ผ่านมา โดยทั้ง 3 รุ่น จะเปิดตัวทำตลาดอย่างเป็นทางการในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้แน่นอน nnดังนั้นหาก โตโยต้า ไฮลักซ์ TOYOTA วีโก้ ใหม่ เลื่อนการเปิดตัวตามรายงานข่าวล่าสุด ย่อมทำให้เสียเปรียบในตลาดพอสมควร รวมถึงรถที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกับปิกอัพวีโก้ อย่าง " โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์" ที่ต้องเลื่อนการเปิดตัวโฉมใหม่ไปเช่นเดียวกัน ซึ่งนอกจากจะสูญเสียโอกาสทางการตลาด จากการไม่สามารถส่งมอบรถรุ่นปัจจุบันให้กับลูกค้าแล้ว ยังถูกคู่แข่ง " มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต" แย่งชิงยอดขาย และทำตัวเลขไล่จี้ขึ้นมาเรื่อยๆ ผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ จึงสะเทือนถล่มโตโยต้าในประเทศไทยมากทีเดียว nnไม่เพียงเท่านั้น โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ยังต้องลุ้นเจอมรสุมลูกใหม่อีกระลอก แม้จะหายใจโล่งจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ไม่ผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นัดส่งท้ายของรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ใช่ว่าโครงสร้างภาษีใหม่จะไม่กลับมาหลอกหลอนโตโยต้าอีกครั้ง เพราะได้มีการมอบหมายให้กระทรวงการคลัง, อุตสาหกรรม และพลังงาน ไปพิจารณาร่วมกัน และนำกลับมาเสนอรัฐบาลชุดใหม่ในอีก 3 เดือนข้างหน้าnnสำหรับสาเหตุที่โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ที่เพิ่งตกไป ไม่เป็นที่พอใจของ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เพราะไม่เพียงเห็นว่าช่วงระยะเวลาให้บังคับใช้ 3 ปีเร็วไป ยังมีอัตราภาษีของรถยนต์ไฮบริด(น้ำมัน+ไฟฟ้า) ได้ปรับเป็น 20%(แต่รถปลั๊ก-อินไฮบริด 10%) แม้จะได้รับส่วนลดอีก 5% หากปล่อยก๊าซ CO2 ต่ำกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร ซึ่งไม่เป็นปัญหากับรถไฮบริดอยู่แล้ว แต่นั่นก็ทำให้ภาษีสรรถสามิตรถยนต์ไฮบริดใหม่ปรับเพิ่มจากเดิมอย่างน้อย 5% (เพิ่มสูงสุด 15% หาก CO2 สูงกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร) เพราะปัจจุบันรถยนต์ไฮบริดทุกแบบเสียภาษีในอัตรา 10% เท่านั้นnnทั้งนี้โตโยต้าให้ความสำคัญกับการทำตลาดรถยนต์ไฮบริดมาก ดังจะเห็นจากนโยบายของ โตโยต้า มอเตอร์ และในประเทศไทยได้มีการขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์ไฮบริด เพื่อทำตลาดในไทยถึง 2 รุ่น ได้แก่ โตโยต้า คัมรี ไฮบริด และล่าสุด โตโยต้า พริอุส ที่เพิ่งเปิดตัวสู่ตลาดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา และเป็นเพียงยี่ห้อเดียวเท่านั้น ที่ถึงกับลงทุนขึ้นไลน์ผลิตและทำตลาดในไทย nnแน่นอนหากมีการนำโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ กลับมานำเสนอรัฐบาลใหม่และได้รับการอนุมัติ ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการทำตลาดรถไฮบริดของโตโยต้าในไทยมาก เพราะจะต้องมีการปรับราคาเพิ่มตามภาษีใหม่ ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ของ โตโยต้า พริอุส แม้จะเป็นไปตามเป้าหมาย แต่กับยอดส่งมอบเดือนละ 1 พันคัน นับว่าค่อนข้างออกตัวอืดไปพอสมควร สำหรับรถโมเดลใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวสู่ตลาด เนื่องจากยิ่งนานไปตัวเลขการขายต้องลดลงเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ nnอย่างไรก็ตาม คงต้องมาลุ้นจะมีการนำเสนอโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์กลับมาให้รัฐบาลใหม่พิจารณา และจะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขหรือไม่ แต่หากดูสาเหตุของการไม่ผ่านครม.รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปัญหาอยู่ที่เรื่องรถยนต์ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี85 (85) ที่มีอัตราภาษีใหม่สูงกว่าเดิม ไม่ใช่มาจากการท้วงติงของ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เรื่องระยะเวลาบังคับใช้และภาษีรถไฮบริดแต่อย่างใดnnเหตุนี้หากภาษีโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ถูกกลับนำมาเสนอรัฐบาลชุดใหม่ในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือจะเป็นช่วงไหนก็ตาม เรื่องที่กระทรวงรับผิดชอบ จะไปปรับแก้ไขย่อมเป็นภาษีของรถใช้น้ำมัน E85 ไม่ใช่เรื่องของรถไฮบริด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น นี่จะเป็นมรสุมที่จะกระหน่ำโตโยต้าอีกระลอก และอาจจะส่งผลกระทบต่อการใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฮบริดในอนาคตได้… nnแต่ทุกอย่างก็มีโอกาสพลิกกลับได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะกำลังภายในของ " โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย" เป็นที่รู้กันมีพลังแค่ไหน? nn (Source)

12 พฤษภาคม 2554 08:18 น. ข่าวในประเทศ - "แอค"สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งเปิดศูนย์บำรุงรักษารถยนต์ครบวงจร ต้นแบบสีเขียวแห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด "ความปลอดภัยคู่สิ่งแวดล้อม" nnนายวินิจ ปรุงพาณิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริดจสโตน เอ.ซี.ที (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการศูนย์บำรุงรักษารถยนต์ครบวงจรภายใต้เครื่องหมายการค้า A.C.T ("แอค") เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ได้เปิดให้บริการศูนย์บริการ A.C.T ("แอค") มาตั้งแต่ปี 2551 โดยปัจจุบันมีเครือข่าย 65 สาขา ทั่วประเทศ ด้วยรูปแบบการให้บริการครบวงจร ประกอบด้วย จำหน่ายยางคุณภาพสูง บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ โช้คอัพ ผ้าเบรก ตรวจเช็คสภาพและบริการบำรุงรักษารถยนต์ ทั้งรถเก๋งและรถปิ๊กอัพ โดยที่ผ่านมา ศูนย์บริการ A.C.T ("แอค") ได้สร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้ใช้รถอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ให้บริการรถยนต์ด้วยความใส่ใจในคุณภาพและความปลอดภัย จนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องnnสำหรับในปีนี้ได้เพิ่มกลยุทธ์สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ใช้การตลาดนำสู่การสร้างแบรนด์ นำร่องประเดิมสาขาต้นแบบสีเขียวแห่งแรกในประเทศไทย ชูความแกร่งด้านบริการคุณภาพ เต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด "ความปลอดภัยคู่สิ่งแวดล้อม" ที่ยังคงเน้นความปลอดภัยของลูกค้าควบคู่การลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และความสะดวกสบาย พร้อมขยายบริการครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกระดับnn"ส่วนแผนธุรกิจในปีนี้ เราจะเพิ่มกลยุทธ์ใช้หลักการตลาดเป็นกลยุทธ์นำ ทั้งการขยายเครือข่ายธุรกิจ การสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง รวมถึงการเปิดโครงการนำร่องศูนย์บริการต้นแบบสีเขียวแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมนวนคร เพื่อยกระดับมาตรฐานการลดการใช้พลังงาน ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และความสะดวกสบายของลูกค้า" nnA.C.T ("แอค") สาขานวนคร จะเป็นสาขาต้นแบบสีเขียวที่เน้นเรื่องความปลอดภัย ความสะดวกสบายและห่วงใยสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน เริ่มตั้งแต่ การออกแบบอาคาร การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ การจัดภูมิสถาปัตย์ เพื่อช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ล่าสุด บริษัทฯ ได้จัดทำภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ความยาว 30 วินาที หนึ่งเรื่อง และความยาว 15 วินาที อีก 3 เรื่อง เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายnn (Source)

MAZDA 2,MAZDA 3,MAZDA


11 พฤษภาคม 2554 16:56 น. ข่าวในประเทศ - "มาสด้า"ประกาศความพร้อมด้านการขาย และการผลิต ด้วยการสนับสนุนชิ้นส่วนจากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น หวังเดินเครื่องเต็มที่เพื่อไม่ให้ลูกค้ารอรถนาน ขณะที่ มาสด้า 3 โฉมใหม่ รุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เตรียมทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไปnnโชอิชิ ยูกิ กับ มาสด้า 3 ใหม่โชอิชิ ยูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้าได้พยายามทุ่มเทอย่างเต็มที่ เพื่อทำการส่งมอบรถยนต์ให้ได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยส่งผลกระทบน้อยที่สุดกับลูกค้าชาวไทย ทั้งนี้ มาสด้าได้ส่งสัญญาณที่ดีมายังผู้บริโภค ด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ รวมทั้งความสำเร็จอย่างมากมายในปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับมาสด้าประเทศไทยเป็นอันดันต้นๆ ของตลาด ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่สำหรับชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อให้การผลิตเป็นไปตามเป้าหมายและแผนงานต่างๆ ที่วางไว้ มาสด้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าจะสามารถส่งมอบรถยนต์รุ่นใหม่ทุกรุ่นให้ทันตามความต้องการของลูกค้าได้nn"มาสด้าเชื่อมั่นต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย แม้ว่าจะประสบเหตุการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่นและอุทกภัยทางภาคใต้ก็ตาม ตลาดประเทศไทยได้รับการให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ ในการสนับสนุนชิ้นส่วนจากบริษัทแม่ และเราได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการวางแผนรับมือและการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกค้า ผู้จำหน่าย ซัพพลายเออร์ และทุกๆ ส่วนที่เกี่ยวข้อง"nnโดยในเดือนพฤษภาคม รถที่ผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศจะผลิตได้น้อยกว่าปกติก่อนหน้าเกิดเหตุภัยพิบัติบ้างเล็กน้อย แต่จะสามารถเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ในเดือนต่อๆ ไป มาสด้ายังคงเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศไทยที่กำลังเติบโตสูงขึ้นเป็นอย่างมากอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากระบบเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวต่อเนื่อง และอีกส่วนหนึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากกำลังซื้อของผู้บริโภคในภาคเกษตรที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยรายได้เกษตรกรขยายตัวสูงจากระยะเดียวกันปีก่อนจากทั้งด้านผลผลิตเกษตรและด้าน ราคาพืชผลผลิตเกษตรขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่องnnสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มาสด้ายังคงรักษายอดขายในระดับสูงกว่า 3,000 คัน เป็นเดือนที่ MAZDA 5 ติดต่อกัน โดยมียอดขายรวมทั้งสิ้นสูงถึง 3,141 หรือลดลงเล็กน้อยเพียงแค่ 9 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็น มาสด้า 2 ทั้งรุ่นแฮตช์แบค MAZDA 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู มียอดขายสูงสุดจำนวนถึง 2,054 คัน สำหรับ รถปิคอัพ มาสด้า บีที-50 จำนวน 682 รถยนต์นั่ง มาสด้า 3 มีจำนวน 399 คัน รถ มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 จำนวน MAZDA 3 คัน และ มาสด้า ซีเอ็กซ์-9 จำนวน MAZDA 3 คัน ส่วนยอดขายรวมทุกรุ่น 4 เดือนแรกของปีนี้สูงถึง 13,089 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 28 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ถือว่าเติบโตสูงเกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้nnสำหรับยอดขายรถยนต์มาสด้าที่ยังคงรักษาระดับที่ 3,000 คัน เนื่องมาจากการยอมรับของลูกค้าในวงกว้างในเรื่องบุคลิกของรถที่โดดเด่นในตลาด คุณภาพและสมรรถนะของตัวรถ ควบคู่กับหลายปัจจัยเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณที่ดีขึ้น ทำให้ยอดขายของมาสด้าคึกคักและเติบโตต่อเนื่อง 4 เดือนติดต่อกัน พร้อมเดินหน้าบุกตลาดทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด โดยยังคงเน้นนำเสนอคุณภาพและการบริการที่เป็นเลิศ ผ่านกลยุทธ์การตลาดไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Marketing) ด้วยการสร้างสรรค์กิจกรรมการตลาดที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย พร้อมเตรียมนำรถยนต์รุ่นใหม่ และรุ่นพิเศษ เปิดตัวสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์ในเร็วๆ นี้nnสำหรับตลาดรถยนต์ของประเทศไทยในเดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมา ยังคงสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดการขายรวมทั้งสิ้นคัน 66,717 คัน มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็นรถปิคอัพ 1 ตัน จำนวน 27,852 คัน รถยนต์นั่งซัพคอมแพ็คคาร์ หรือ บี-เซ็กเม้นต์ จำนวน 18,383 คัน รถยนต์นั่งขนาดกลาง หรือ ซี-เซ็กเม้นต์ จำนวน 8,505 คัน รถอเนกประสงค์จำนวน 4,182 คัน รถยนต์นั่งขนาดกลางถึงใหญ่หรือ ดี- เซ็กเม้นต์ จำนวน 2,216 คัน และเซ็กเม้นต์อื่นๆ อีกจำนวน 5,579 คันnnสุรีทิพย์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิในประเทศญี่ปุ่น ทำให้ลูกค้าที่กำลังพิจารณาซื้อรถและที่จองรถไว้แล้วเกิดความกังวลในเรื่องของเวลาการส่งมอบรถ มาสด้าขอยืนยันว่าลูกค้าที่สนใจยังคงสั่งจองรถรุ่นที่ต้องการได้ที่โชว์รูมทั้ง MAZDA 121 แห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้การส่งมอบรถยนต์ มาสด้า 3 รุ่น1.6 ลิตรยังคงสามารถทำได้เป็นปกติ จะมีเพียงรถยนต์รุ่น มาสด้า 3 รุ่น2.0 ลิตรใหม่ เท่านั้น ที่จะเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป โดยทยอยส่งมอบให้ตามลำดับการจองก่อน-หลังnn (Source)

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

SAAB 9 5,MINI


10 พฤษภาคม 2554 09:08 น. Saab 9 5 SportWagonนึกว่าจะรอดพ้นจากเงื้อมือของความวุ่นวายไปแล้ว แต่ที่ไหนได้หลังจากที่ทางสปายเกอร์เทคโอเวอร์กิจการของซาบไปแล้ว ก็กลายเป็นเรื่องของเตี้ยอุ้มคร่อม เมื่อทางผู้ผลิตรถยนต์จากสวีเดนจำเป็นต้องมองหาพันธมิตรร่วมทุนในการฉีดน้ำเลี้ยงเพื่อให้การผลิตรถยนต์เดินหน้าต่อไปได้ หลังจากที่ประสบปัญหาการเงินสะดุด จนทำให้ต้องมีการขายหุ้นครั้งใหญ่nnในสัปดาห์ที่แล้ว ซาบประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน จนทำให้บรรดาผู้ผลิตชิ้นส่วนทั้งหลายต่างชะลอการส่งชิ้นส่วนจนกว่าซาบจะมีเงินมาเคลียร์บัญชี ส่งผลให้บรรดาผู้บริหารต้องมองหาทางออกเพื่อสั่งระดมทุนในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ nnส่วนหนึ่งของแผนการแก้ปัญหา คือ การตัดหุ้นขายเพื่อนำเงินมาช่วย ซึ่งตอนนี้ทาง Hawtai ผู้ผลิตรถยนต์นั่ง และเอสยูวีในจีนได้เข้ามาซื้อหุ้นจำนวน 29.9% ของซาบแล้ว เช่นเดียวกับการได้รับสิทธิ์ในการนำ 9-3 รุ่นใหม่เข้ามาประกอบขายในจีน โดยเงินก้อนแรกที่จะถูกอัดเข้าสู่ระบบจะมีจำนวนทั้งสิ้น 150 ล้านยูโร หรือ 6,600 ล้านบาท nnแต่ดูเหมือนว่านั่นจะยังไม่เพียงพอต่อการประคองกิจการของซาบให้รอดพ้นจากวิกฤตได้ และทำให้ซาบจำเป็นต้องมองหาทางออกใหม่ ด้วยการเปิดโต๊ะเจรจากับกลุ่มทุน Gemini Investment Fund ในการเข้ามาถือหุ้นอีกก้อนnnคาดว่าหุ้นส่วนนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าที่ขายให้ Hawtai จนทำให้ความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้ Gemini Investment Fund กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของซาบแทนที่สปายเกอร์ ผู้ผลิตรถสปอร์ตสัญชาติฮอลแลนด์ที่ถือครองซาบมาได้เพียงปีเศษๆ เท่านั้นnn (Source)

MITSUBISHI LANCER,MITSUBISHI


9 พฤษภาคม 2554 14:59 น. ข่าวในประเทศ- มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย แจ้งยอดขายรถยนต์เดือนเมษายนทะลุกว่า 5,000.คัน เติบโต 85% พร้อมเดินหน้ากระตุ้นยอดขายด้วยการมอบข้อเสนอสุดพิเศษ ดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้นที่ 0.99%nnโนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงยอดขายรถยนต์มิตซูบิชิประจำเดือน เมษายนที่ผ่านมาว่า มิตซูบิชิ มียอดขายอยู่ที่ 5,279 คัน เติบโตขึ้น 85% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็น มิตซูบิชิ ไทรทัน 3,128 คัน เติบโตขึ้น 151% ตามมาด้วย ปาเจโร สปอร์ต 1,411 คัน เติบโตขึ้น 49% ส่วนแลนเซอร์ อีเอ็กซ์มียอดขายอยู่ที่ 299 คัน เติบโตขึ้น 57% ในขณะที่แลนเซอร์ 1.6 ลิตร มียอดขายอยู่ที่ 368 คัน เติบโตขึ้น 13% และสเปซ แวกอน มียอดขายอยู่ที่ 73 คัน nnนอกจากนี้เตรียมแผนส่งเสริมการขายรถยนต์มิตซูบิชิเพื่อกระตุ้นยอดขายในเดือนพฤษภาคม โดยมอบข้อเสนอพิเศษดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้นที่ 1.99 % สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ MITSUBISHI แลนเซอร์ 1.6 ลิตร รวมไปถึง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ในส่วนของรถยนต์มิตซูบิชิไทรทัน ดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 2 ล้อและดับเบิ้ลแค็บ พลัส รับดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้นที่ 1.49% ในขณะที่สเปซ แวกอน รับดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้นที่เพียง 0.99% โดยทุกรุ่นยังได้รับฟรี "ไดมอนด์ อินชัวร์รันซ์" ประกันภัยชั้น 1 พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 1 ปี โดยข้อเสนอดังกล่าวจะมีตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม นี้nn (Source)

LANDROVER,ROVER,TATA


9 พฤษภาคม 2554 13:11 น. Jaguar-C-X75 Conceptจากัวร์ และ แลนด์โรเวอร์ เตรียมตบเท้าลุยตลาดรถยนต์หรูในจีนเร็ว วันนี้ โดยกำลังมองหาพันธมิตรคู่ใจสำหรับร่วมทุนในการผลิตรถยนต์ตามข้อกำหนดของรัฐบาลจีน นอกจากนั้น ยังเตรียมทุ่มเงินจำนวน 5,000 ล้านปอนด์ หรือ 250,000 ล้านบาทตลอดช่วง 5 ปีนับจากนี้ ในการพัฒนารถยนต์ใหม่ ออกมาสู่ตลาดทั่วโลกอีกด้วยnnคาร์ล-ปีเตอร์ ฟอสเตอร์ ซีอีโอของ ทาทา มอเตอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของจากัวร์ และ แลนด์โรเวอร์ ซึ่งพวกเขาเทคโอเวอร์มาจากฟอร์ดเมื่อปี 2008 กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ตอนนี้ทางบริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอนของการมองหาพันธมิตรร่วมทุน และมีการเจรจากับผู้ผลิตรถยนต์จีนหลายรายแล้ว โดยเชื่อว่าน่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้nn‘เราต้องการพันธมิตรที่มีความพร้อมในทุกด้านสำหรับความร่วมมือ ไม่ใช่แค่การผลิตเท่านั้น แต่จะต้องมีความสามารถด้านของการขายและการทำตลาดอย่างเชี่ยวชาญในจีนอีกด้วย’ ฟอสเตอร์กล่าวnnแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยกำหนดการรุกตลาดจีนที่ชัดเจน แต่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าทาง ทาทา มอเตอร์ต้องการให้จากัวร์ และแลนด์โรเวอร์พร้อมเปิดตัวตลาดรถยนต์จีนภายในปี 2015nnนอกจากนั้น ฟอสเตอร์ยังเผยอีกว่า ทั้งจากัวร์และ แลนด์โรเวอร์ ซึ่งรวมเป็นหนึ่งภายใต้บริษัท JLR นั้นเผยว่า ทางบริษัทเตรียมทุ่มเงินก้อนโตจำนวน 5,000 ล้านปอนด์ในการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเพื่อรองรับกับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า โดยหนึ่งในจำนวนเงินที่ลงทุนนั้น จะเป็นการผลักดันโปรเจ็กต์ซูเปอร์คาร์ราคาแพงระยับอย่าง C-X75 Hybrid ให้เป็นความจริงnnซูเปอร์คาร์รุ่นนี้เป็นต้นแบบที่เปิดตัวเมื่อปี 2010 และจะมีการผลิตออกขายเพียง 200 คันเท่านั้นตลอดปี 2013-2015 โดยสนนราคาคันละ 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 30 ล้านบาทแบบยังไม่รวมภาษีนำเข้าในเมืองไทย โดยคาดว่า C-X75 จะคงรูปแบบการขับเคลื่อนในสไตล์ไฮบริด พร้อมความเร้าใจด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรภายใน 3 วินาที และความเร็วสูงสุด 321 กิโลเมตร/ชั่วโมงnอีกทั้งจากัวร์ และแลนด์โรเวอร์ยังเตรียมมองหาพันธมิตรในการผลิตเครื่องยนต์ซึ่งตอนนี้พวกเขากำลังเจรจากับทีมรถแข่ง F1 อย่างวิลเลี่ยมส์ในการรับหน้าที่ออกแบบและพัฒนาเครื่องยนต์ nnส่วนการก่อสร้างนั้น ทาง JLR ก็กำลังยื่นเจรจาเพื่อขอให้ทางรัฐบาลอังกฤษสนับสนุนการก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องยนต์มูลค่า 750 ล้านปอนด์ หรือ 37,500 ล้านบาท โดยสถานที่ตั้งยังไม่มีการกำหนด แต่เลือกเอาไว้ 3 แห่ง คือ วูล์ฟแฮมป์ตัน และทางตอนใต้ของเวลส์ หรือไม่ก็ย้ายฐานการผลิตไปที่ประเทศอินเดียเลยnn (Source)

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

FORD


9 พฤษภาคม 2554 08:59 น. ข่าวในประเทศ- ฟอร์ด เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ฉบับใหม่ โดยยึดการปล่อยมลภาวะและความปลอดภัยเป็นหลัก ตามผลสรุปของการประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุดnnจากผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่3 พ.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ฉบับใหม่ ยึดหลักการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปล่อยมลภาวะและความปลอดภัย โดยค่ายรถยนต์ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ออกแถลงการสนับสนุนมติดังกล่าวอย่างเต็มที่nnปีเตอร์ ฟลีท"โครงสร้างภาษีที่ยึดหลักของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือ CO2 จะเป็นการช่วยผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์ เช่น ฟอร์ด ยังคงนำเทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุดมาสู่ประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้บริโภคและช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม" ปีเตอร์ ฟลีท ประธาน ฟอร์ด อาเซียน กล่าวและว่าnn"เราจะติดตามความคืบหน้าของข้อเสนอด้านนโยบายฉบับเต็ม โดยจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป เราเข้าใจว่าจะมีองค์ประกอบบางอย่างในนโยบายนี้ และจะต้องมีการพิจารณาในรายละเอียดต่อไปอีก ขณะเดียวกันฟอร์ดมีความยินดีถ้าหากมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐที่เกี่ยวข้องสำหรับข้อเสนอด้านนโยบายดังกล่าว"nnสำหรับความคืบหน้าของผลการประชุม ครม. ได้สั่งให้ทั้ง 3 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม กลับไปทบทวนและจัดทำรายละเอียด เพื่อกลับมาเสนอที่ประชุมอีกครั้งภายใน 90 วันnnขณะเดียวกัน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสแรกของปีพ.ศ. 2554 โดยระบุว่าบริษัทมีรายได้สุทธิ 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.78 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 466 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.39 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา และหากนับเฉพาะภาคธุรกิจรถยนต์ มีผลกำไรก่อนหักภาษีรวมมูลค่า 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6.28 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 936 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท) และมียอดค้าส่งโดยรวมอยู่ที่ 1.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 150,000 คันnnสำหรับผลประกอบการในประเทศไทยของ ฟอร์ด มีรายงานรวมอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและแอฟริกา ซึ่งมีกำไรก่อนหักภาษีที่ 33 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 988 ล้านบาท) เทียบกับกำไรก่อนหักภาษีของปีก่อนที่ 23 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 688 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ300 ล้านบาท)nn (Source)

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


6 พฤษภาคม 2554 16:18 น. ข่าวต่างประเทศ - เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกอยู่ที่ 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นการสร้างผลกำไรได้เป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกันของจีเอ็ม nnนายแดน เอเคอร์สัน ประธานใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจนเนอรัล มอเตอร์ส กล่าวว่า "เราดำเนินงานได้ตามแผนงานที่วางไว้ ทำให้จีเอ็ม มีผลกำไรเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน อันเป็นผลจากความต้องการของลูกค้าที่มีต่อยานยนต์ประหยัดพลังงานของเราที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงโครงสร้างต้นทุนที่มีประสิทธิภาพที่เอื้อให้เราสามารถยกระดับแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้ทุกภูมิภาคทั่วโลก และมุ่งเน้นที่การสร้างผลกำไรจากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์"nnทางด้านของกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญ ยังเพิ่มขึ้น 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการจำหน่ายหุ้นบุริมสิทธิ์ของเดลฟาย ออโตโมทีฟ แอลแอลพี และอัลลาย ไฟแนนเชียล ขณะเดียวกัน ยังรวมถึงการลดมูลค่าในบัญชีในส่วนของค่าความนิยมที่ไม่มีมูลค่าแล้ว (goodwill impairment charge) จำนวน 400 ล้านเหรียญสหรัฐของจีเอ็ม ยุโรป ซึ่งเป็นไปตามการเปลี่ยนมาตรฐานการจัดการบัญชี และค่าใช้จ่ายของเจนเนอรัล มอเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล โอเปอเรชั่นส์ อันเกิดจากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบด้านภาษีที่ส่งผลต่อการร่วมทุนการค้าของจีเอ็ม ในอินเดียจำนวน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรายการพิเศษเหล่านี้ เพิ่มกำไรสุทธิต่อหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญเป็น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 0.82 เหรียญสหรัฐ ต่อหุ้นปรับลดnnสำหรับไตรมาสนี้ กระแสเงินสดของอุตสาหกรรมรถยนต์จากการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ มีมูลค่า 0.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่กระแสเงินสดที่เหลืออยู่หลังจากกิจกรรมต่าง ๆ ทางการค้าตามปกติ และหักกระแสเงินสดจ่ายจากการลงทุนแล้ว มีมูลค่า 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตัวเลขทั้งสองได้รวมผลกระทบจำนวน 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากประกาศด้านการตัดสินใจทางการเงินเมื่อเดือนตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการยกเลิกข้อตกลงทางการเงินการขายส่งล่วงหน้ากับบริษัททางการเงินอัลลี่nnจีเอ็มสามารถดำเนินธุรกิจและจบไตรมาสแรกได้อย่างสวยงาม จากสภาพคล่องทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยมูลค่ารวมทั้งหมด 36.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งเงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดในไตรมาสนี้มีมูลค่าถึง 30.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสถิติของไตรมาสสุดท้ายเมื่อปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่า 27.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้จีเอ็มยังคงการคาดการณ์ว่าผลกำไรสุทธิทั้งปีของบริษัทฯ จะยังคงไม่ได้รับผลกระทบร้ายแรงใดๆอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ในญี่ปุ่นnn (Source)

6 พฤษภาคม 2554 16:18 น. ข่าวต่างประเทศ - เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกอยู่ที่ 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นการสร้างผลกำไรได้เป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกันของจีเอ็ม nnนายแดน เอเคอร์สัน ประธานใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจนเนอรัล มอเตอร์ส กล่าวว่า "เราดำเนินงานได้ตามแผนงานที่วางไว้ ทำให้จีเอ็ม มีผลกำไรเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน อันเป็นผลจากความต้องการของลูกค้าที่มีต่อยานยนต์ประหยัดพลังงานของเราที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงโครงสร้างต้นทุนที่มีประสิทธิภาพที่เอื้อให้เราสามารถยกระดับแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้ทุกภูมิภาคทั่วโลก และมุ่งเน้นที่การสร้างผลกำไรจากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์"nnทางด้านของกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญ ยังเพิ่มขึ้น 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการจำหน่ายหุ้นบุริมสิทธิ์ของเดลฟาย ออโตโมทีฟ แอลแอลพี และอัลลาย ไฟแนนเชียล ขณะเดียวกัน ยังรวมถึงการลดมูลค่าในบัญชีในส่วนของค่าความนิยมที่ไม่มีมูลค่าแล้ว (goodwill impairment charge) จำนวน 400 ล้านเหรียญสหรัฐของจีเอ็ม ยุโรป ซึ่งเป็นไปตามการเปลี่ยนมาตรฐานการจัดการบัญชี และค่าใช้จ่ายของเจนเนอรัล มอเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล โอเปอเรชั่นส์ อันเกิดจากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบด้านภาษีที่ส่งผลต่อการร่วมทุนการค้าของจีเอ็ม ในอินเดียจำนวน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรายการพิเศษเหล่านี้ เพิ่มกำไรสุทธิต่อหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญเป็น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 0.82 เหรียญสหรัฐ ต่อหุ้นปรับลดnnสำหรับไตรมาสนี้ กระแสเงินสดของอุตสาหกรรมรถยนต์จากการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ มีมูลค่า 0.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่กระแสเงินสดที่เหลืออยู่หลังจากกิจกรรมต่าง ๆ ทางการค้าตามปกติ และหักกระแสเงินสดจ่ายจากการลงทุนแล้ว มีมูลค่า 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตัวเลขทั้งสองได้รวมผลกระทบจำนวน 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากประกาศด้านการตัดสินใจทางการเงินเมื่อเดือนตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการยกเลิกข้อตกลงทางการเงินการขายส่งล่วงหน้ากับบริษัททางการเงินอัลลี่nnจีเอ็มสามารถดำเนินธุรกิจและจบไตรมาสแรกได้อย่างสวยงาม จากสภาพคล่องทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยมูลค่ารวมทั้งหมด 36.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งเงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดในไตรมาสนี้มีมูลค่าถึง 30.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสถิติของไตรมาสสุดท้ายเมื่อปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่า 27.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้จีเอ็มยังคงการคาดการณ์ว่าผลกำไรสุทธิทั้งปีของบริษัทฯ จะยังคงไม่ได้รับผลกระทบร้ายแรงใดๆอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ในญี่ปุ่นnn (Source)

6 พฤษภาคม 2554 16:18 น. ข่าวต่างประเทศ - เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกอยู่ที่ 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นการสร้างผลกำไรได้เป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกันของจีเอ็ม nnนายแดน เอเคอร์สัน ประธานใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจนเนอรัล มอเตอร์ส กล่าวว่า "เราดำเนินงานได้ตามแผนงานที่วางไว้ ทำให้จีเอ็ม มีผลกำไรเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน อันเป็นผลจากความต้องการของลูกค้าที่มีต่อยานยนต์ประหยัดพลังงานของเราที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงโครงสร้างต้นทุนที่มีประสิทธิภาพที่เอื้อให้เราสามารถยกระดับแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้ทุกภูมิภาคทั่วโลก และมุ่งเน้นที่การสร้างผลกำไรจากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์"nnทางด้านของกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญ ยังเพิ่มขึ้น 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการจำหน่ายหุ้นบุริมสิทธิ์ของเดลฟาย ออโตโมทีฟ แอลแอลพี และอัลลาย ไฟแนนเชียล ขณะเดียวกัน ยังรวมถึงการลดมูลค่าในบัญชีในส่วนของค่าความนิยมที่ไม่มีมูลค่าแล้ว (goodwill impairment charge) จำนวน 400 ล้านเหรียญสหรัฐของจีเอ็ม ยุโรป ซึ่งเป็นไปตามการเปลี่ยนมาตรฐานการจัดการบัญชี และค่าใช้จ่ายของเจนเนอรัล มอเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล โอเปอเรชั่นส์ อันเกิดจากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบด้านภาษีที่ส่งผลต่อการร่วมทุนการค้าของจีเอ็ม ในอินเดียจำนวน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรายการพิเศษเหล่านี้ เพิ่มกำไรสุทธิต่อหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญเป็น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 0.82 เหรียญสหรัฐ ต่อหุ้นปรับลดnnสำหรับไตรมาสนี้ กระแสเงินสดของอุตสาหกรรมรถยนต์จากการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ มีมูลค่า 0.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่กระแสเงินสดที่เหลืออยู่หลังจากกิจกรรมต่าง ๆ ทางการค้าตามปกติ และหักกระแสเงินสดจ่ายจากการลงทุนแล้ว มีมูลค่า 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตัวเลขทั้งสองได้รวมผลกระทบจำนวน 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากประกาศด้านการตัดสินใจทางการเงินเมื่อเดือนตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการยกเลิกข้อตกลงทางการเงินการขายส่งล่วงหน้ากับบริษัททางการเงินอัลลี่nnจีเอ็มสามารถดำเนินธุรกิจและจบไตรมาสแรกได้อย่างสวยงาม จากสภาพคล่องทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยมูลค่ารวมทั้งหมด 36.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งเงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดในไตรมาสนี้มีมูลค่าถึง 30.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสถิติของไตรมาสสุดท้ายเมื่อปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่า 27.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้จีเอ็มยังคงการคาดการณ์ว่าผลกำไรสุทธิทั้งปีของบริษัทฯ จะยังคงไม่ได้รับผลกระทบร้ายแรงใดๆอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ในญี่ปุ่นnn (Source)

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

MERCEDES BENZ C,HONDA,MERCEDES BENZ,TOYOTA


6 พฤษภาคม 2554 08:12 น. ข่าวในประเทศ - ปั่นป่วนไปหมดจากเหตุการณ์สึนามิ โดยเฉพาะรถญี่ปุ่นนำเข้าที่รับผลกระทบเต็มๆ ยิ่งรุ่นยอดนิยมรถตู้ " โตโยต้า คอมมิวเตอร์" ที่ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ถึงกับแจ้งผู้จำหน่ายให้หยุดรับจองชั่วคราวยาวไปจนถึงเดือนสิงหาคม และยังไม่ยืนยันจะนำเข้ารถได้เลยทันที จนกว่าจะถึงเดือนตุลาคมปลายปี ขณะที่ช่วงนี้ความต้องการตลาดกำลังพุ่งสูง จนทำให้ลูกค้าหันไปกวาดซื้อจากเต้นท์รถจนแทบเกลี้ยง แม้ราคาจะปรับสูงขึ้นก็ตาม ด้านรถหรูของญี่ปุ่นเจอหางเลขเช่นกัน เผยผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ หรือเกรย์มาร็เก็ตรายเล็ก ที่ไม่ได้สต็อกรถไว้มาก คาดเร็วๆ นี้อาจจะไม่มีรถขายเลย ส่วนบรรดารายใหญ่ไม่ว่าจะเป็น บีอาร์จี กรุ๊ป, อีตั้น และทีเอสแอล ยอมรับเจอแรงสะเทือนเช่นกัน เพียงแต่โชคดีมีสต็อกรถไว้รองรับลูกค้าพอสมควร อาจจะมีล็อตใหม่ที่คงต้องล่าช้าไปบ้าง ถึงอย่างนั้นทุกรายยังมั่นใจเป้าหมายการขายเดิม เหตุได้หันไปเน้นทำตลาดรถยุโรปที่กำลังมาแรง จากอานิสงส์เงินดอลลาร์-ยูโรอ่อนค่า และมีรถโมเดลใหม่ๆ เปิดตัวสู่ตลาดหลากรุ่น ทำให้ยังดันตัวเลขยอดขายทดแทนกันได้nnอุบัติภัยสึนามิที่ญี่ปุ่น เกิดอาฟเตอร์ช็อคสะเทือนถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ซึ่งชัดเจนแล้วว่าจะทำให้ช่วงไตรมาสสองของปีนี้ มีรถหายไปจากระบบการผลิตของโรงงานประกอบรถในไทยมากกว่า 1.5 แสนคัน เพราะค่ายรถญี่ปุ่นต่างลดกำลังการผลิตกันถ้วนหน้า เนื่องจากชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นไม่สามารถผลิตและส่งมาให้เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้า, ฮอนด้า และอีซูซุ ต้องลดลงสูงสุดมากถึง 50% ของการผลิตปกติ และมีรถบางรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวทำตลาดอย่าง " ฮอนด้า บริโอ้" ถึงกับหยุดการรับจองชั่วคราว ผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิครั้งนี้จึงรุนแรงมากทีเดียว แม้โรงงานประกอบรถยนต์ในไทย จะใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากถึง 70-80% ก็ตาม ฉะนั้นรถยนต์ญี่ปุ่นนำเข้าจากแดนปลาดิบโดยตรง จึงย่อมมีปัญหามากกว่ารถยนต์ที่ประกอบในไทยเสียอีก และปรากฎว่าบางรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงมาก ถึงกับหยุดรับจองชั่วคราวเช่นกัน หรือต้องปรับกลยุทธ์ทำตลาดใหม่ เพื่อไม่ให้กระทบกับการดำเนินธุรกิจnnทั้งนี้มีรายงานจากผู้จำหน่าย โตโยต้า เปิดเผยว่า ทางบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แจ้งกับผู้จำหน่ายให้หยุดรับจองรถตู้ " โตโยต้า คอมมิวเตอร์" ซึ่งเป็นรถนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เพราะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิ จนทำให้การผลิตมีปัญหา และไม่สามารถส่งให้กับตลาดในต่างประเทศ รวมถึงในไทยที่รถรุ่นนี้ได้รับความนิยมมาก เพื่อนำไปใช้งานเป็นรถขนส่งโดยสารของเอกชน หรือในธุรกิจท่องเที่ยวnn"ล่าสุดโตโยต้าได้แจ้งว่าให้ผู้จำหน่ายหยุดรับจองรถตู้ โตโยต้า คอมมิวเตอร์ ไปจนถึงเดือนสิงหาคม หรืออีก 4 เดือนข้างหน้า ซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำเข้ารถมาได้เลยทันที โดยคาดว่าประมาณเดือนตุลาคมจึงจะกลับมาสู่สภาวะปกติเช่นเดิม"nnสำหรับการที่ไม่มีรถตู้ โตโยต้า คอมมิวเตอร์ช่วงนี้ ส่งผลกระทบต่อการทำตลาดอย่างมาก เพราะเป็นช่วงที่มีความต้องการของตลาดสูงมาก ไม่ว่าจะมาจากสภาวะเศรษฐกิจ หรือการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี และยังเป็นช่วงที่โรงเรียนใกล้จะเปิดเทอม ทำให้ผู้ประกอบการรับจ้างรับส่งนักเรียนแทนรถโรงเรียน ต้องการหารถคันใหม่มาแทนคันเก่า หรือเพิ่มปริมาณรถรับส่งตามความต้องการของผู้จ้าง แต่เมื่อไม่มีรถใหม่ให้ซื้อ ลูกค้าจึงต้องหันไปหาซื้อรถจากเต้นท์รถแทน จะสังเกตุเห็นว่าขณะนี้รถตู้ โตโยต้า คอมมิวเตอร์ ตามเต้นท์รถแทบจะไม่มีเลย และจากความต้องการที่มีมาก ทำให้ราคารถตู้มือสองได้ปรับขึ้นด้วยnnส่วนทางด้านผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ หรือเกรย์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นกลุ่มที่นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากต่างประเทศโดยตรง และรถยนต์ญี่ปุ่นถือเป็นผลิตภัณฑ์หลัก ในการทำตลาดของบรรดาเกรย์มาร์เก็ตในไทย โดย "ชลลธร ศรีรัตนประภาส" กรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์ รามคำแหง กรุ๊ป จำกัด หรือ BRG ยอมรับว่าได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน จากการที่โรงงานในญี่ปุ่นมีปัญหาผลิตรถไม่ได้เต็มที่เหมือนเดิมnn"ภาพรวมของผู้นำเข้าอิสระ ตอนนี้คงเริ่มได้รับผลกระทบบ้าง เพราะรถล็อตใหม่ๆ ที่สั่งเข้ามา จะมีจำนวนน้อยลงมาก สมมุติเราสั่งรถไป 10 คัน แต่จะมีรถเข้ามาได้เพียง 1-2 คันเท่านั้น และบางสีอย่างขาวมุกจะไม่มีเลย เพราะโรงงานที่ผลิตสีดังกล่าวหยุดยาว อาจจะถึงสิ้นปีเลยทีเดียว ทำให้รถสีขาวมุกทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นรถญี่ปุ่น ยุโรป หรือสหรัฐอเมริกาไม่สามารถผลิตได้"nnส่วนของบีอาร์จีกรุ๊ปยังมีสต็อกรถญี่ปุ่นรองรับลูกค้าอยู่พอสมควร แต่ผู้นำเข้าอิสระรายเล็กที่ไม่สามารถสต็อกรถไว้มาก คงจะได้รับผลกระทบอย่างมาก ซึ่งอาจจะไม่มีรถขายเลยช่วง 2-3 เดือนจากนี้ และหากเหตุการณ์ไม่คลี่คลาย หรือเข้าสู่สภาวะปกติภายใน 1-2 เดือนที่จะถึงนี้ ย่อมทำให้ทุกรายได้รับผลกระทบ หรือแทบจะไม่มีรถญี่ปุ่นนำเข้ามาในตลาดเลย ยกเว้นจะเป็นรถในสต็อกเก่าเท่านั้นnn"อย่างไรก็ตาม บีอาร์จี ได้มีการปรับตัวและได้เริ่มมาระยะหนึ่งแล้ว ด้วยการหันไปเน้นการทำตลาดรถยุโรปแทน เพราะเป็นช่วงที่เทรนด์กำลังมา และมีรถรุ่นใหม่ๆ เปิดตัวสู่ตลาด ทำให้มั่นใจยังไม่ปรับเป้าหมายการขายลง เพียงแต่อาจจะทำให้สัดส่วนการขายรถ จากอดีตระหว่างรถญี่ปุ่นและยุโรปอยู่ที่ 50 : 50 จะเปลี่ยนสัดส่วนเป็นรถยุโรป 70% และรถญี่ปุ่น 30%" ชลลธรกล่าวnnขณะที่ค่ายรถยนต์นำเข้ารายใหญ่อีกราย "อีตั้น" (ETON) โดย "อัจฉรีย์ ตันติยันกุล" ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อีตั้น อิมปอร์ท จำกัด เปิดเผยว่า ต้องมีผลกระทบกับผู้ประกอบการนำเข้ารถญี่ปุ่นบ้าง เพราะเป็นปัญหาตรงจากผู้ผลิตรถในญี่ปุ่น ซึ่งตอนนี้บริษัทรถญี่ปุ่นไม่สามารถผลิตได้เต็มที่ หรือบางแห่งต้องหยุดไปชั่วคราว แต่อีตั้นมีสต็อกเพียงพอรองรับความต้องการของลูกค้าในช่วงมีปัญหานี้ได้nn"แต่ล็อตใหม่คงจะมีปัญหาบ้าง ยกตัวอย่างหากเดือนหน้าเราสั่งรถไป การส่งรถมาคงต้องช้ากว่าสภาวะปกติ ซึ่งเดิมเรารับประกันจะส่งมอบให้ลูกค้าภายใน 3 เดือน แต่จากนี้ไปอาจจะนานกว่านั้น และไม่สามารถระบุเวลาที่ชัดเจนได้ เพราะทางญี่ปุ่นก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ 100% และอาจจะไม่ได้รถตามที่ต้องการ จนกว่าระบบการผลิตจะกลับสู่สภาวะปกติ"nnโดยการทำตลาดของอีตั้นจะขายในสิ่งที่มีอยู่ เพราะเกรย์มาร์เก็ตไม่ได้สั่งจากบริษัทรถผู้ผลิตโดยตรง แต่สั่งผ่านจากตัวแทนจำหน่ายของบริษัทรถนั้นๆ เมื่อบริษัทรถมีปัญหาปริมาณการผลิตรถลดลง จึงไม่มีรถส่งให้จำหน่ายครบทุกรุ่น ทำให้บรรดาผู้นำเข้ารถอิสระไม่สามารถเลือกรุ่น หรือออปชั่นที่ต้องการได้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าจะยอมรับหรือไม่ และหากไม่ได้ต้องใช้เวลารอพอสมควร แต่ส่วนใหญ่จะรอได้เพราะลูกค้าเป็นกลุ่มที่มีรถใช้อยู่แล้ว ไม่ใช่กลุ่มที่จำเป็นต้องใช้รถอย่างเร่งด่วนnn"ปัญหาของรถญี่ปุ่นนำเข้าจึงส่งผลกระทบบ้าง แต่ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการปรับแผนตลาดใหม่ โดยเบนไปเน้นรถจากยุโรปมากขึ้น ทั้งจากการมีรถโมเดลใหม่ๆ สู่ตลาด และประกอบกับค่าเงินดอลลาร์ หรือปอนด์ที่อ่อนค่าลงมาก ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าที่จะซื้อรถยุโรป ส่งผลให้สัดส่วนของรถญี่ปุ่นของเราปรับลดลงเรื่อยๆ จากเดิมเมื่อสองปีที่ผ่านมามีอยู่ 70% ลดลงมา 65% และปีนี้น่าจะลงมาเป็น 60% และช่วงไตรมาส 3 หรือ 4 ของปีนี้ จะมีการนำเข้ารถเมอร์เซเดส-เบนซ์ล็อตใหญ่เข้ามาทำตลาด จึงคาดว่าจะทำให้อีตั้นสามารถรักษาเป้าหมายการขายเติบโต 15% หรือ 1,080 คันในปีนี้ไว้ได้" อัจฉรีย์กล่าวnnเช่นเดียวกับค่ายทีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัดที่ได้หันมารุกตลาดรถจากยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และล่าสุดเพิ่งเปิดตัวรถเมอร์เซเดส- เบนซ์ ซี แอลเอส(CLS) โฉมใหม่สู่ตลาดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงทำให้การรุกตลาดปีนี้หันไปที่รถยุโรปเป็นหลักnn"หากนำเข้าล็อตใหม่คงจะมีปัญหาบ้าง แต่ในช่วงนี้แผนการตลาดของทีเอสแอลได้โฟกัสไปที่รถจากยุโรป ประกอบกับรถญี่ปุ่นยังไม่มีรุ่นใหม่ที่โดดเด่น ส่วนรถญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า อย่าง โตโยต้า อัลพาร์ด หรือรุ่นอื่นๆ ที่เคยทำตลาด เราโชคดีที่ได้มีการนำเข้ามาสต็อกไว้ในปริมาณเพียงพอ ที่จะรองรับลูกค้าในช่วง 2-3 เดือนจากนี้ได้" ฐเดช ทับทิมรณยุทธ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดกล่าวnnด้านรถหรูญี่ปุ่นนำเข้า "เลกซัส" ซึ่งเป็นแบรนด์ในกลุ่ม โตโยต้า ที่กำลังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิอย่างหนัก จากการเปิดเผยของ "อรรณพ โสระเวช" ผู้อำนวยการฝ่าย เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ยืนยันว่าเลกซัสในประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะมีสต็อกที่สามารถรองรับได้จนถึงเดือนกรกฎาคมnn"ในรุ่นซีที 200เอช(CT200h) ไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก เพราะโรงงานจะอยู่ที่ฟูกุโอกะไม่เจออุบัติภัยสึนามิ ซึ่งอาจจะมีรถอเนกประสงค์รุ่นอาร์เอ็กซ์(RX) ที่ผลิตในโรงงานอีกแห่งอยู่ในเขตได้รับผลกระทบโดยตรง จึงอาจจะมีปัญหาในการผลิตบ้าง แต่ในไทยมีสต็อกที่รองรับลูกค้าได้พอสมควร หากเหตุการณ์ไม่ยืดเยื้อไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด"nnอุบัติภัยสึนามินับว่าส่งผลสะเทือนถ้วนหน้า ทั้งรถที่ประกอบในไทย และโดยเฉพาะรถญี่ปุ่นนำเข้า เพียงแต่อาจจะได้รับผลกระทบมากหรือน้อย อยู่ที่จังหวะและความโชคดีของแต่ละราย แต่ก็ทำให้ผู้นำเข้าอิสระต้องเริ่มปรับกลยุทธ์การทำตลาดกันแล้ว…nn (Source)

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

HONDA,SUZUKI


4 พฤษภาคม 2554 16:58 น. ข่าวในประเทศ - ปิดไตรมาสแรกตลาดรถจักรยานยนต์ขายทะลุเกินครึ่งล้านคัน มีนาคมเดือนเดียวเติบโต 113% ปริมาณการจดทะเบียนสะสมที่ 520,991 คัน คาดการณ์เดือนเมษายนนี้ ตลาดยังคงคึกคักต่อเนื่องnnนายธีระพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารฝ่ายขาย บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยปิดไตรมาสแรกปี 2554 มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องมากกว่าปีก่อนหน้าถึง 112% ที่จำนวน 520,991 คัน โดยเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีปริมาณยอดการจดทะเบียนที่ 192,120 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาสูงสุด 113% ท่ามกลางปัจจัยลบที่กดดันรอบด้าน ทั้งสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง โดยฮอนด้ามีปริมาณการจดทะเบียนสะสมในไตรมาสแรกของปีที่ 370,048 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 71%nnส่วนภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ในเดือนเมษายนนี้ คาดว่ายังคงรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากค่ายผู้ผลิตได้ปรับกลยุทธ์การตลาด โดยจัดแคมเปญส่งเสริมการขายหลากหลายรูปแบบเพื่อกระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการแนะนำรถรุ่นใหม่ อีกทั้งบรรยากาศการเมืองไทยที่เดินหน้าสู่โหมดการเลือกตั้งระดับประเทศ จะช่วยสนับสนุนให้ตลาดเกิดความคึกคักมากขึ้นnnรายงานตัวเลขตลาดรวมรถจักรยานยนต์ทุกประเภทประจำเดือนมีนาคม 2554 มีปริมาณยอดการจดทะเบียนทั้งสิ้น 192,120 คัน แบ่งเป็นรถแบบ เอ.ที. 93,702 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 50% รถแบบครอบครัว 92,674 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 48% รถแบบสปอร์ต 1,874 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1.% รถแบบออฟโรด 2,489 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% รถแบบครอบครัวกึ่งสปอร์ตมีจำนวน 964 คัน และรถประเภทอื่นๆ 417 คันnnสำหรับยอดจดทะเบียนตามประเภทของผู้ผลิตในเดือนมีนาคม 2554 ที่ผ่านมา รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า 134,681 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 70 %, ยามาฮ่า 44,927 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 23%, ซูซูกิ 7,177 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 4%, คาวาซากิ 2,844 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 1% อื่นๆ ได้แก่ ไทเกอร์ 263, แพลตตินัม 42 คัน, เจอาร์ดี 40 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาดราว 1%nnยอดขายรถจักรยานยนต์ ไตรมาสแรก ปี 2554nn (Source)

MITSUBISHI


4 พฤษภาคม 2554 12:08 น. ข่าวในประเทศ - มิตซูบิชิ เผยบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นสนับสนุนเต็มที่ หนุนการผลิตรถเดือนพฤษภาคมไร้ปัญหา เดินหน้าเปิดรับจองรถทุกรุ่นที่โชว์รูมทั่วประเทศตามปกติnnโนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ยอดการผลิตรถยนต์ของบริษัทฯในเดือนเมษายนสามารถผลิตรถยนต์ได้ตามแผนที่วางไว้ ในขณะที่ยอดการผลิตในเดือนพฤษภาคมนั้นคาดว่าจะยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามบริษัทฯ จะติดตามสถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด โดยในครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคมนี้จะมีการตรวจสอบความพร้อมของชิ้นส่วนจากประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งnn"เราเชื่อว่าลูกค้าหลายคนเริ่มวิตกกังวลเรื่องการส่งมอบรถยนต์เนื่องจากค่ายรถยนต์หลายค่ายเริ่มได้รับผลกระทบจากการนำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศญี่ปุ่นทำให้ไม่สามารถผลิตรถได้ตามแผนที่วางไว้และทำให้มีการประกาศลดกำลังการผลิตลงรวมไปถึงความล่าช้าในการส่งมอบรถให้กับลูกค้า ทั้งนี้ในส่วนของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นั้น จากยอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไตรมาสแรกของปี ประกอบกับกระแสการตอบรับจากลูกค้าในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา รวมไปถึงยอดการค้างส่งมอบรถทั้ง มิตซูบิชิ ไทรทัน และปาเจโร สปอร์ต ส่งผลให้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น หันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น"nnนอกจากนี้ยังให้การสนับสนุนการผลิตรถยนต์ ณ โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อย่างเต็มที่ ส่งผลให้การผลิตรถสามารถดำเนินต่อไปได้ตามแผนที่วางไว้ บริษัทจึงมั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกได้ตามแผนที่วางไว้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ผู้จำหน่ายมิตซูบิชิจะยังคงสามารถดำเนินกิจกรรมการขายและเปิดรับจองรถตามปกติ ซึ่งทั้งนี้การส่งมอบรถก็จะขึ้นกับปริมาณสต็อกรถที่อยู่ที่ผู้จำหน่ายแต่ละรายnn (Source)

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


4 พฤษภาคม 2554 08:12 น. ข่าวต่างประเทศ - บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส จำกัด และ บริษัทด้านการพัฒนาและการลงทุน ชิโน-สิงคโปร์ เทียนจิน อีโค-ซิตี้ (เอสเอส ทีอีซี-SSTEC) จำกัด ร่วมลงนามในพันธสัญญาความร่วมมือเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองปลอดสารพิษ "เทียนจิน อีโค-ซิตี้" ทั้งการพัฒนาด้านพลังงาน การสื่อสาร และแนวคิดในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอื่นๆ โดยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า อีเอ็น - วีได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ ซึ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชน เป็นอย่างมากจากการเปิดตัวที่งานเซี่ยงไฮ้ เวิล์ด เอ็กซ์โป 2010 ที่ผ่านมาnnนายเควิน เวล ประธานและผู้อำนวยการบริหาร จีเอ็ม ไชน่า กรุ๊ป กล่าวว่า "จีเอ็มได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาระบบยานยนต์เพื่อความยั่งยืน ณ งานมหกรรมเซี่ยงไฮ้ เวิล์ด เอ็กซ์โป 2010 เพื่อเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว เราจึงได้มีการจัดทำบันทึกยืนยันวิสัยทัศน์ข้างต้นอันเป็นการกระตุ้นกระแสของการพัฒนาระบบยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ รวมไปถึงการสร้างแบบแผนกรอบการทำงานและแผนงานในอนาคตอีกด้วย"nnรถยนต์ อีเอ็น - วี รุ่นแรกได้เปิดตัวสู่สาธารณะที่งาน เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป มหกรรมยานยนต์ระดับโลกครั้งยิ่งใหญ่ ณ กรุงเซี่ยงไฮ้ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรถพลังงานไฟฟ้าดังกล่าว จัดเป็นรถยนต์อัจฉริยะขนาดสองที่นั่ง โดยระบบเทคโนโลยีอีเอ็น-วี ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมอิออนซึ่งไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งไปกว่านั้นการติดตั้งอุปกรณ์จีพีเอส ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวด้วยระบบเซนเซอร์ที่ช่วยบอกระยะห่างระหว่างรถยนต์ และระบบการสื่อสารอัจฉริยะระหว่างกัน ทำให้รถยนต์อีเอ็น - วีสามารถขับขี่ได้ทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ ซึ่งจากการติดตั้งอุปกรณ์ข้างต้นและขนาดที่กระทัดรัดของรถยนต์ ช่วยทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจว่าจะ สามารถวางแผนในการจอดรถบริเวณที่คับแคบได้อย่างปลอดภัยnn"เทียนจิน อีโค-ซิตี้" เป็นโครงการความร่วมมือของ 2 ประเทศ ระหว่างประเทศจีนและสิงคโปร์ ด้วยการพัฒนาและการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเมืองใหม่ของ เทียนจิน บินไฮ้ (Tianjin Binhai) ห่างจากศูนย์กลางของเมืองเทียนจินเป็นระยะทาง 40 กิโลเมตร "เทียนจิน อีโค-ซิตี้" บนพื้นที่ 30 ตารางกิโลเมตร ได้ถูกออกแบบให้เป็นชุมชนที่มีความกลมกลืนและยั่งยืน เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของชาวจีนที่อาศัยอยู่ในสังคมเมือง ซึ่งคาดว่าเมื่อแล้วเสร็จ "เทียนจิน อีโค-ซิตี้" จะกลายเป็นเมืองที่โดดเด่นและมีความทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยจำนวนประชากรประมาณ 350,000 คนที่เข้ามาอยู่อาศัยใช้ชีวิต และทำงานในเมืองใหม่แห่งนี้ ซึ่งในส่วนของพื้นที่ 4 ตารางกิโลเมตรแรกเริ่มของโครงการจะมีครอบครัวอยู่อาศัยถึง 26,500 ครัวเรือน โดยครอบครัวแรกจะสามารถย้ายเข้ามาอยู่ได้ภายในปี พ.ศ. 2555 นี้ nn (Source)

4 พฤษภาคม 2554 08:12 น. ข่าวต่างประเทศ - บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส จำกัด และ บริษัทด้านการพัฒนาและการลงทุน ชิโน-สิงคโปร์ เทียนจิน อีโค-ซิตี้ (เอสเอส ทีอีซี-SSTEC) จำกัด ร่วมลงนามในพันธสัญญาความร่วมมือเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองปลอดสารพิษ "เทียนจิน อีโค-ซิตี้" ทั้งการพัฒนาด้านพลังงาน การสื่อสาร และแนวคิดในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอื่นๆ โดยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า อีเอ็น - วีได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ ซึ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชน เป็นอย่างมากจากการเปิดตัวที่งานเซี่ยงไฮ้ เวิล์ด เอ็กซ์โป 2010 ที่ผ่านมาnnนายเควิน เวล ประธานและผู้อำนวยการบริหาร จีเอ็ม ไชน่า กรุ๊ป กล่าวว่า "จีเอ็มได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาระบบยานยนต์เพื่อความยั่งยืน ณ งานมหกรรมเซี่ยงไฮ้ เวิล์ด เอ็กซ์โป 2010 เพื่อเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว เราจึงได้มีการจัดทำบันทึกยืนยันวิสัยทัศน์ข้างต้นอันเป็นการกระตุ้นกระแสของการพัฒนาระบบยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ รวมไปถึงการสร้างแบบแผนกรอบการทำงานและแผนงานในอนาคตอีกด้วย"nnรถยนต์ อีเอ็น - วี รุ่นแรกได้เปิดตัวสู่สาธารณะที่งาน เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป มหกรรมยานยนต์ระดับโลกครั้งยิ่งใหญ่ ณ กรุงเซี่ยงไฮ้ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรถพลังงานไฟฟ้าดังกล่าว จัดเป็นรถยนต์อัจฉริยะขนาดสองที่นั่ง โดยระบบเทคโนโลยีอีเอ็น-วี ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมอิออนซึ่งไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งไปกว่านั้นการติดตั้งอุปกรณ์จีพีเอส ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวด้วยระบบเซนเซอร์ที่ช่วยบอกระยะห่างระหว่างรถยนต์ และระบบการสื่อสารอัจฉริยะระหว่างกัน ทำให้รถยนต์อีเอ็น - วีสามารถขับขี่ได้ทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ ซึ่งจากการติดตั้งอุปกรณ์ข้างต้นและขนาดที่กระทัดรัดของรถยนต์ ช่วยทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจว่าจะ สามารถวางแผนในการจอดรถบริเวณที่คับแคบได้อย่างปลอดภัยnn"เทียนจิน อีโค-ซิตี้" เป็นโครงการความร่วมมือของ 2 ประเทศ ระหว่างประเทศจีนและสิงคโปร์ ด้วยการพัฒนาและการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเมืองใหม่ของ เทียนจิน บินไฮ้ (Tianjin Binhai) ห่างจากศูนย์กลางของเมืองเทียนจินเป็นระยะทาง 40 กิโลเมตร "เทียนจิน อีโค-ซิตี้" บนพื้นที่ 30 ตารางกิโลเมตร ได้ถูกออกแบบให้เป็นชุมชนที่มีความกลมกลืนและยั่งยืน เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของชาวจีนที่อาศัยอยู่ในสังคมเมือง ซึ่งคาดว่าเมื่อแล้วเสร็จ "เทียนจิน อีโค-ซิตี้" จะกลายเป็นเมืองที่โดดเด่นและมีความทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยจำนวนประชากรประมาณ 350,000 คนที่เข้ามาอยู่อาศัยใช้ชีวิต และทำงานในเมืองใหม่แห่งนี้ ซึ่งในส่วนของพื้นที่ 4 ตารางกิโลเมตรแรกเริ่มของโครงการจะมีครอบครัวอยู่อาศัยถึง 26,500 ครัวเรือน โดยครอบครัวแรกจะสามารถย้ายเข้ามาอยู่ได้ภายในปี พ.ศ. 2555 นี้ nn (Source)

4 พฤษภาคม 2554 08:12 น. ข่าวต่างประเทศ - บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส จำกัด และ บริษัทด้านการพัฒนาและการลงทุน ชิโน-สิงคโปร์ เทียนจิน อีโค-ซิตี้ (เอสเอส ทีอีซี-SSTEC) จำกัด ร่วมลงนามในพันธสัญญาความร่วมมือเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองปลอดสารพิษ "เทียนจิน อีโค-ซิตี้" ทั้งการพัฒนาด้านพลังงาน การสื่อสาร และแนวคิดในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอื่นๆ โดยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า อีเอ็น - วีได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ ซึ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชน เป็นอย่างมากจากการเปิดตัวที่งานเซี่ยงไฮ้ เวิล์ด เอ็กซ์โป 2010 ที่ผ่านมาnnนายเควิน เวล ประธานและผู้อำนวยการบริหาร จีเอ็ม ไชน่า กรุ๊ป กล่าวว่า "จีเอ็มได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาระบบยานยนต์เพื่อความยั่งยืน ณ งานมหกรรมเซี่ยงไฮ้ เวิล์ด เอ็กซ์โป 2010 เพื่อเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว เราจึงได้มีการจัดทำบันทึกยืนยันวิสัยทัศน์ข้างต้นอันเป็นการกระตุ้นกระแสของการพัฒนาระบบยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ รวมไปถึงการสร้างแบบแผนกรอบการทำงานและแผนงานในอนาคตอีกด้วย"nnรถยนต์ อีเอ็น - วี รุ่นแรกได้เปิดตัวสู่สาธารณะที่งาน เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป มหกรรมยานยนต์ระดับโลกครั้งยิ่งใหญ่ ณ กรุงเซี่ยงไฮ้ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรถพลังงานไฟฟ้าดังกล่าว จัดเป็นรถยนต์อัจฉริยะขนาดสองที่นั่ง โดยระบบเทคโนโลยีอีเอ็น-วี ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมอิออนซึ่งไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งไปกว่านั้นการติดตั้งอุปกรณ์จีพีเอส ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวด้วยระบบเซนเซอร์ที่ช่วยบอกระยะห่างระหว่างรถยนต์ และระบบการสื่อสารอัจฉริยะระหว่างกัน ทำให้รถยนต์อีเอ็น - วีสามารถขับขี่ได้ทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ ซึ่งจากการติดตั้งอุปกรณ์ข้างต้นและขนาดที่กระทัดรัดของรถยนต์ ช่วยทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจว่าจะ สามารถวางแผนในการจอดรถบริเวณที่คับแคบได้อย่างปลอดภัยnn"เทียนจิน อีโค-ซิตี้" เป็นโครงการความร่วมมือของ 2 ประเทศ ระหว่างประเทศจีนและสิงคโปร์ ด้วยการพัฒนาและการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเมืองใหม่ของ เทียนจิน บินไฮ้ (Tianjin Binhai) ห่างจากศูนย์กลางของเมืองเทียนจินเป็นระยะทาง 40 กิโลเมตร "เทียนจิน อีโค-ซิตี้" บนพื้นที่ 30 ตารางกิโลเมตร ได้ถูกออกแบบให้เป็นชุมชนที่มีความกลมกลืนและยั่งยืน เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของชาวจีนที่อาศัยอยู่ในสังคมเมือง ซึ่งคาดว่าเมื่อแล้วเสร็จ "เทียนจิน อีโค-ซิตี้" จะกลายเป็นเมืองที่โดดเด่นและมีความทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยจำนวนประชากรประมาณ 350,000 คนที่เข้ามาอยู่อาศัยใช้ชีวิต และทำงานในเมืองใหม่แห่งนี้ ซึ่งในส่วนของพื้นที่ 4 ตารางกิโลเมตรแรกเริ่มของโครงการจะมีครอบครัวอยู่อาศัยถึง 26,500 ครัวเรือน โดยครอบครัวแรกจะสามารถย้ายเข้ามาอยู่ได้ภายในปี พ.ศ. 2555 นี้ nn (Source)

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


3 พฤษภาคม 2554 09:47 น. ข่าวต่างประเทศ-รถยนต์จีนกำลังจะไปได้สวยในตลาดเยอรมนี เมื่อกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่ง แสดงความสนใจที่จะซื้อ โดยส่วนใหญ่เป็นนักขับรุ่นใหม่ ขณะที่นักขับรุ่นเก่าที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ไม่เคยมีความคิดที่จะซื้อรถยนต์จากแดนมังกรเลยnnการวิจัยครั้งนี้จัดทำโดยบริษัทด้านการตลาด Plus ในเยอรมนี โดยทำผ่านทางเว็บไซต์ gebrauchtwagen.de ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 1,000 คนในการทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการซื้อรถยนต์ใหม่ และความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อรถยนต์จากเอเชียnnโดยผลการวิจัยเปิดเผยว่า มากกว่าครึ่งให้ความสนใจต่อรถยนต์จากประเทศจีน ต่างให้ความเห็นว่าในปัจจุบันจีนมีการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย สามารถยกระดับมาตรฐานรถยนต์ของตัวเองให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีnnสำหรับช่วงอายุของกลุ่มวิจัยที่สนใจจะซื้อรถยนต์จีนเป็นนักขับที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี โดยที่ 39.7% ของกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้มีรถยนต์แบรนด์เอเชียอยู่ในการครอบครอง ต่างจากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ซึ่งไม่สนใจในแบรนด์รถยนต์จากจีนเลย เนื่องจากความไม่มั่นใจในด้านคุณภาพnnกลุ่มตัวอย่างยังเป็นห่วงเรื่องมาตรฐานการผลิตนอกจากนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ยังได้สอบถามถึงปัจจัยด้านลบที่ทำให้ลูกค้าไม่มีความเชื่อมั่น ซึ่งประการแรกคือ เรื่องของคุณภาพการผลิตที่นำโด่งถึง 75% ตามด้วยความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในระหว่างการใช้งานมากถึง 68.4% ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ในยุคที่บริษัทรถยนต์จีนสนใจจะเปิดตลาดรถยนต์ในยุโรป และมีการนำรถยนต์มาทดสอบการชน ผลปรากฏว่าไม่ได้คะแนนติดมือกลับมาเลย โดยอยู่ในระดับ Poor ส่วนอันดับที่ 3 ของความกังวล คือ เรื่องศูนย์บริการที่ไม่แพร่หลาย อยู่ในระดับ 47.2%nnส่วนเหตุผลที่เหลือก็มีทั้งภาพลักษณ์ที่ไม่ชัดเจนและไม่ดึงดูดใจให้เป็นเจ้าของ เช่นเดียวกับจุดด้อยในเรื่องงานออกแบบที่ไม่สามารถสร้างความสะดุดตาได้nnสำหรับเมืองไทยบุกตลาดเป็นที่เรียบร้อยทางด้าน Roetger Arnold บอสใหญ่ของเว็บไซต์ gebrauchtwagen.de เปิดเผยว่า ภาพลักษณ์ของรถยนต์จีนกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ และพวกเขาสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้ารุ่นใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยยึดติดกับแบรนด์ แต่มองหาความคุ้มค่า อีกทั้งการที่บริษัทรถยนต์จีนมีการผลิตและพัฒนารถยนต์พลังไฟฟ้าออกสู่ตลาด ยังถือว่าเป็นจุดที่ช่วยสร้างและส่งเสริมภาพลักษณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าถูกมองว่าคือความทันสมัย ดังนั้น บริษัทรถยนต์ไหนสามารถผลิตออกมาขายได้ ย่อมมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเช่นกันnnและสำหรับประเด็นนี้เอง ทาง Arnold ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า บริษัทรถยนต์ในเยอรมนีไม่ควรมองข้ามการรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ซึ่งอาจจะเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งในตลาดได้nn (Source)

2 พฤษภาคม 2554 14:44 น. ข่าวในประเทศ - ดี เอฟ เอ็ม รุกหนักตลาดยานยนต์ไทย ปลื้มยอดขายไตรมาสแรกปีนี้โตขึ้น 50 % ผลจากภาวะน้ำมันแพง ดันสุดตัวโชว์รถมินิทรัคตีตลาดกลุ่มเอสเอ็มอี พร้อมผลักแผนการตลาดใต้แนวคิด"ดีจริง "ดี เอฟ เอ็ม"nnนายพิทยา ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี เอฟ เอ็ม มินิทรั๊ค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดเล็กภายใต้แบรนด์ ดี เอฟ เอ็ม หรือ ตง ฟง มอเตอร์ กล่าวว่า ในปี 2554 ทางดี เอฟ เอ็ม ได้รับอานิสงส์จากปัจจัยบวก อาทิ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมทั้งเงื่อนไขในการเช่าซื้อจากสถาบันการเงินที่ดีขึ้น ส่งผลให้ยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นใน 4 เดือนแรก เปรียบเทียบจากปีที่แล้ว มีเปอร์เซ็นการเติบโตดีขึ้นมากถึง 50 % เมื่อเทียบจากตัวเลขยอดจำหน่ายของปี 2553 ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยในปีนี้ยังคงมุ่งเป้าหมายผู้บริโภคเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งคาดว่าจากปัจจัยบวกต่าง ๆ และแผนการตลาดในเชิงรุก จะส่งผลให้ ดี เอฟ เอ็ม สามารถเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดรถยนต์ในไทยได้มากขึ้น โดยปีนี้มุ่งเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ 3,000 คันnn"ด้วยนโยบายการทำตลาดของ ดี เอฟ เอ็ม ทั้งในเรื่องความมุ่งมั่นในการพัฒนาด้านมาตรฐานคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ความพร้อมของศูนย์บริการ การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ และการบริการประทับใจหลังการขาย โดยล่าสุด ดี เอฟ เอ็ม ได้จับมือกับธนาคารกสิกรไทย ส่งเงื่อนไขพิเศษในการออกรถ ดี เอฟ เอ็ม ง่าย ๆ โดยดาวน์เริ่มต้นเพียง 20 % จากเดิม 25-30 % ซึ่ง คาดว่าจะส่งผลให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศที่เป็นกลุ่มธุรกิจเชิงพาณิชย์ และกลุ่มธุรกิจ SMEs สามารถเลือกซื้อ ดี เอฟ เอ็ม ได้สะดวกยิ่งขึ้น"nnสำหรับแผนการตลาดปี 2554 ดี เอฟ เอ็ม มีแผนที่จะทำกิจกรรมการตลาดและการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ เพิ่มช่องทางการจำหน่าย รวมทั้งให้การสนับสนุนตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ซึ่งทุกวันนี้มี ความพร้อมด้านโชว์รูม และศูนย์บริการมากขึ้น ทั้งนี้ปี 2554 ดี เอฟ เอ็ม รุกการตลาดอย่างมั่นคงภายใต้แนวคิดใหม่ "Real User’s Guarantee" (การการันตีจากผู้ใช้จริง) โดยการนำเสนอรถ ดี เอฟ เอ็ม ที่ดัดแปลงให้เข้ากับการใช้งานของกลุ่ม ธุรกิจ SME ชูความเหมาะสมและลงตัวระหว่างความต้องการของลูกค้าและสมรรถนะของตัวรถ ดี เอฟ เอ็ม พร้อมรีแบรนด์สโลแกนการตลาดใหม่ " ดีจริง ดี เอฟ เอ็ม " ให้ออกสู่สายตาผู้บริโภคมากขึ้นnnนอกจากนี้ ดี เอฟ เอ็มจะตกแต่งโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายให้เป็นลักษณะเดียวกันตามแนวคิดดังกล่าวทั่วประเทศ ควบคู่กับแผนการรุกขยายโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายเพิ่มขึ้น อาทิ เชียงใหม่ นครราชสีมา สงขลา เป็นต้นnn (Source)

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


2 พฤษภาคม 2554 08:21 น. ข่าวในประเทศ-บ๊อช ประกาศแผนรุกตลาดปี 54 หลังประเมินไตรมาสแรกโตตามเป้า เดินหน้าชูจุดแข็งเรื่องนวัตกรรม เพิ่มการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต หลังประสบความสำเร็จสูงสุดในปี 53 ที่ทำยอดโตได้ถึงกว่า 26 % มูลค่ารวมกว่า 6,800 ล้านบาท สูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้nnมาร์ติน เฮย์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ โรเบิร์ต บ๊อช (ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เปิดเผยว่า บ๊อช กรุ๊ป ได้ประกาศยอดขายปี 2553 ซึ่งมีรายได้รวมสูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท (47.3 พันล้านยูโร) ด้วยอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาถึง 24% ถือเป็นปีที่บ๊อชประสบความสำเร็จสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ในรอบ 125 ปีของบ๊อช และสำหรับปี 2554 บริษัทยังคงตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่อัตราการเติบโตในไตรมาสแรกเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้วยอัตรายอดขายเติบโต 15% แบบปีต่อปีnnในส่วนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บ๊อชมียอดขายเพิ่มขึ้นอยู่มากถึง 43% โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 440 พันล้านบาท (11 พันล้านยูโร) นับว่าเป็นครั้งแรกที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมียอดขายเป็นอัตราส่วนสูงถึง 23% จากยอดขายทั้งหมดของบ๊อชกรุ๊ป ทำให้ภูมิภาคเอเซียแปซิฟิคเป็นภูมิภาคที่มียอดขายสูงเป็นอันดับสอง รองจากยุโรป โดยบ๊อชตั้งเป้าที่จะผลักดันให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค เติบโตและมีสัดส่วนยอดขายเป็น 30% ของบ๊อชกรุ๊ป ในปี 2558 ด้วยnnมาร์ติน เฮย์ สำหรับ บ๊อช ประเทศไทย ในปี 2553 ที่ผ่านมา มียอดขายอยู่ที่ 6,800 ล้านบาท (170 ล้านยูโร) มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 26% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2552 นับว่าเป็นปีที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดนับจากการตั้งสำนักงานสาขาในประเทศไทย เมื่อปีพ.ศ. 2534nn"บ๊อช ประเทศไทย ทำยอดขายได้สูงที่สุดสำหรับบ๊อชในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมียอดขายถึง 33% จากรายได้รวมทั้งหมดกว่า 20,000 ล้านบาท (486 ล้านยูโร) ของบ๊อชในภูมิภาคนี้ ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีการเติบโตที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพสำหรับธุรกิจอื่นๆ ของบ๊อช อาทิ ธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์และธุรกิจด้านเทคโนโลยีความร้อน" มาร์ติน เฮย์ กล่าวnnย๊อคเฮ่น ไรค์ ทางด้าน ย๊อคเฮ่น ไรค์ กรรมการผู้จัดการ โรเบิร์ต บ๊อช เสริมว่า บ๊อชได้ทำการลงทุนเพิ่มในประเทศไทยอีกกว่า 6 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศูนย์ฝึกอบรมของบ๊อชให้ทันสมัยและมีเครื่องมือพร้อมสำหรับการฝึกอบรม โดยตั้งเป้าให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมแบบเบ็ดเสร็จ (one stop training center) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและพัฒนาทักษะของช่างมืออาชีพให้มีความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยียานยนต์รุ่นใหม่nn"การที่บ๊อช สามารถรักษาอัตราการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศไทยไว้ได้ เพราะบ๊อชมีกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการของตลาด พร้อมมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดแข็งทางด้านนวัตกรรม และความร่วมมือทางธุรกิจใหม่ๆ ล้วนช่วยส่งเสริมอัตราการเติบโตให้กับบริษัทด้วย" ย๊อคเฮ่น ไรค์ กล่าวเพิ่มเติมnn (Source)