วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553
CHRYSLER,MERCEDES BENZ

/plugins/like.php?href=http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000117576&layout=standard&show_faces=false&width=450&action=like&colorscheme=light&height=35" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:35px;" allowTransparency="true"> ข่าวต่างประเทศ - เกิดข่าวลือสะพัดในโลกอุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อมีการระบุว่าดีเตอร์ เช็ตเชอะ ซีอีโอของเดมเลอร์ เอจี และเมอร์เซเดส- เบนซ์ คาร์ กำลังจะต้องสละเก้าอี้ก่อนเวลาอันสมควรเพื่อเปิดทางให้กับผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างวูล์ฟแกง เบิร์นฮาร์ดขึ้นมานั่งดำรงตำแหน่งแทนnnดีเตอร์ เช็ตเชอะข่าวนี้ได้รับการตีพิมพ์ผ่านทางนิตยสารรายสัปดาห์ Focus ซึ่งระบุว่า เช็ตเชอะกำลังจะต้องลงจากตำแหน่งก่อนเวลา เพราะเดมเลอร์กำลังต้องการผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงเข้ามาดูแล ซึ่งทางโฆษกของเดมเลอร์ เอจีรีบออกมาปฏิเสธถึงรายงานชิ้นนี้ทันที และระบุว่าไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใดnnตามรายงานชิ้นนี้ เช็ตเชอะจะมอบงานแรกที่ตัวเขาเองดูแล นั่นก็คือ การเป็นบอสส์ใหญ่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้กับทางเบิร์นฮาร์ดในปีหน้า และจากนั้นปี 2012 เขาจะลงจากตำแหน่งซีอีโอของเดมเลอร์ เพื่อเปิดทางให้นักบริหารวัย 49 ปีผู้นี้ขึ้นมาแทนที่ ขณะที่ตัวเช็ตเชอะเองมีสัญญาอยู่กับทางเดมเลอร์จนถึงปี 2013nnสำหรับเบิร์นฮาร์ดเคยดูแลงานในส่วนของดอดจ์สหรัฐอเมริกา ยุคที่ยังเป็นเดมเลอร์ ไครสเลอร์ และปี 2004 ขณะที่กำลังจะได้รับการโปรโมทให้ขึ้นมาเป็นบอสส์ใหญ่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์นั้น การขึ้นสู่ตำแหน่งของเขาก็ถูกขัดขวางโดยเจอร์เกน ชแรมป์ ซีอีโอของเดมเลอร์ในยุคนั้น ซึ่งทำให้เบิร์นฮาร์ดเดินออกจากเดมเลอร์ และไปทำงานร่วมกับโฟล์คสวาเกน กรุ๊ป ซึ่งตัวเขาสามารถสร้างผลงานในเรื่องของการลดต้นทุน และการเพิ่มคุณภาพการผลิตnnในเดือนมกราคม 2007 เขาเดินออกจากโฟล์คสวาเกนเพราะมีปัญหากับทางเฟอร์ดินันด์ เพี๊ยค ประธานของโฟล์คสวาเกน กรุ๊ป และนั่นทำให้เขาเบนเข็มกลับมารับงานที่เดมเลอร์อีกครั้งเมื่อปีที่แล้วnn(Source)
PORSCHE,SEAT

/plugins/like.php?href=http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000117850&layout=standard&show_faces=false&width=450&action=like&colorscheme=light&height=35" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:35px;" allowTransparency="true"> ข่าวในประเทศ- BRG สานต่อConcept "BRG รักษ์โลก รักคุณ" ยนตกรรม Green Machine นำเข้า PORSCHE CAYENNE S Hybrid เอาใจผู้ที่ชื่นชอบรถอเนกประสงค์ ประเภท Sport SUV สนนราคาที่ 6.99-7.49 ล้านบาท พร้อมเปิดรับจองแล้ววันนี้nnชลลธร ศรีรัตนประภาส กรรมการบริหาร บริษัท BRG รามคำแหง กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า BRG รามคำแหงเห็นถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม หลังจากที่เริ่ม Concept "BRG รักษ์โลก รักคุณ" เมื่อประมาณ ต้นปี 2009 ที่ผ่านมา ด้วยการนำเข้า Insight Hybrid และต่อเนื่องด้วย CR-Z เป็นรุ่นที่ 2 บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นนำเข้ารถยนต์ที่มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและช่วยลดมลภาวะสำหรับโลกมาโดยตลอดnnล่าสุดนำเข้า PORSCHE CAYENNE S Hybrid เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร V6 ซูเปอร์ชาร์จที่ให้แรงขับเคลื่อนสูงสุดถึง 333 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด 14.7 นิวตันเมตรที่ 1,150 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 47 แรงม้า จ่ายไฟโดยแบตเตอรี่ Nickel Metal Hydrogen ทำให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นสามารถทำอัตราสินเปลื้องน้ำมันเชื้อเพลิงได้ที่ 12 กิโลเมตรต่อลิตร และลดไอเสียจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ (CO2) เครื่องยนต์จะหยุดการทำงานขณะที่รถจอดอยู่กับที่ และจะทำงานอีกครั้งเมื่อรถมีการเคลื่อนที่ ให้อัตราเร่งรวดเร็วทันใจ 0-100 กม./ชม. เพียง 6.5 วินาที ส่งกำลังแรงด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ Tiptronic S - 8 Speeds นุ่มนวลด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบดัลเบิลวิชโบน หลังแบบมัลติลิงค์ พร้อมระบบ PASM nnรูปลักษณ์ภานนอกออกแบบใหม่เสริมความเป็น สปอร์ต มีเส้นสายที่โค้งมนดูโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น ไฟหน้าใหม่แบบ Bi-Xenon พร้อมระบบ PDLS ปรับทิศทางขณะเลี้ยว ไฟ Daylight , ไฟตัดหมอก และไฟเบรกดวงที่สายเป็นแบบ LED ให้แสงสว่างที่ชัดเจนในยามค่ำคืน เพิ่มความเป็นสปอร์ตมาดเท่ห์ด้วย ล้ออัลลอยขนาด 21" พร้อมยางขนาด 295/35/ R21nnภายในได้รับการออกแบบใหม่ เพิ่มความหรูหราพร้อมความเป็นสปอร์ตให้มากขึ้น ด้วยการนำเอาแนวคิดการออกแบบต่างๆ จากรถสปอร์ตระดับหรูรวมไว้ที่ PORSCHE CAYENNE S Hybrid เสริมความมีระดับด้วยหลังคา Sunroof ออปชั่นที่มีมาให้อย่างครบครัน อาทิ จอ Display แสดงผลการทำงานของรถยนต์และระบบช่วยจอดพร้อมกล้องถอยหลังเพิ่มความสะดวกในการจอดหรือถอยหลัง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Four Zone พร้อมระบบกรองอากาศและมลพิษภายในห้องโดยสาร สะดวกสบายในการขับขี่และโดยสารด้วยเบาะนั่ง Comfort Seat หุ้มหนังแท้ พร้อมปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะนั่งหลังปรับได้ 40/20/40 เพิ่มความสุนทรีย์ในการขับขี่ด้วย ระบบเครื่องเสียง Bose High-End Surrounding พร้อมลำโพง 16 จุด จอมัลติมีเดีย รองรับ CD/DVD/Bluetooth พร้อม TV Tuner ระบบนำทาง Navigator พร้อมระบบดาวเทียมเชื่อมต่อโทรศัทพ์เสริมความสะดวกสบายสำหรับผู้ขับขี่ด้วยระบบ Entry & Drive nnระบบความปลอดภัยของ PORSCHE CAYENNE S Hybrid อาทิ ถุงลมนิรภัยแบบ SRS สำหรับคนขับ และถุงลมนิรภัยด้านข้าง พร้อมม่านถุงลมนิรภัย , ระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง POSIP (Porsche Side Impact Protection) มั่นใจในการเบรกหยุดรถด้วยระบบเบรก ABS พร้อมระบบป้องกันการลื่นไถล ASR และระบบช่วยเบรกขณะทางลาดชัน Automatic Hold Function ระบบควบคุมการทรงตัว PSM (Porsche Stability Management) เพิ่มความปลอดภัยในขณะเปลี่ยนเล่นด้วยระบบ Censor ขณะเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)nnCayenne S Hybrid สนนราคาเริ่มต้น ไว้ที่ 6.99-7.49 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับออปชั่นที่กำหนด นอกจากนั้นแล้วบริษัทฯยังมีรุ่น PORSCHE CAYENNE Diesel สำหรับลูกค้าที่ต้องการเครื่องยนต์ดีเซล โดยราคาอยู่ที่ 7.99 ล้านบาทnn(Source)
NISSAN,TOYOTA

/plugins/like.php?href=http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000114360&layout=standard&show_faces=false&width=450&action=like&colorscheme=light&height=35" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:35px;" allowTransparency="true"> ข่าวในประเทศ - ทิศทางโครงสร้างภาษีรถยนต์ในภาพรวมใหม่ เน้นวางกรอบมาตรฐานลดมลพิษ และประหยัดพลังงานในการพิจารณา "วัลลภ" ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ย้ำเป็นไปตามแนวโน้มอุตสาหกรรมโลก หากไทยจะเป็นฐานการผลิตส่งออกรถยนต์นั่ง หรือเก๋งทั่วโลก ต้องปรับเปลี่ยนตาม แจงปัจจุบันไทยจำแนกตามความจุกระบอกสูบ และกำลังเป็นสำคัญ แต่เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ไปไกลกว่า ดังนั้นจึงต้องนำมาจัดโครงสร้างใหม่ ตามมาตรฐานไอเสียและอัตราสิ้นเปลืองพลังงานเป็นหลัก แม้แต่อีโคคาร์ หรือไฮบริดก็ต้องนำมาจัดแบ่งด้วย อย่างไรก็ตาม เห็นสอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ไม่ควรจะปรับโครงสร้างภาษีช่วงนี้ ควรจะรอสัก 2-3 ปี เพื่อให้อีโคคาร์ที่เพิ่งดึงบริษัทรถเข้ามาลงทุน และสภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ที่กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว สามารถตั้งหลักได้อย่างมั่นคงเสียก่อนnnจากนโยบายดึงบริษัทรถยนต์เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ทำให้ภาครัฐต้องสร้างแรงจูงใจกับผู้ประกอบการ ด้วยการมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้วยวิธีต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของอัตราภาษีสรรพสมิต ขณะเดียวกันก็ต้องสอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของมลพิษสิ่งแวดล้อม และการประหยัดพลังงาน จึงได้มีการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต แบ่งย่อยออกเป็นหลายประเภทในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันยังมีความเคลื่อนไหวของอัตราภาษีพิเศษบางประเภทอีก จนโครงสร้างภาษีรถยนต์ของไทยมีความใกล้เคียงกัน และเกิดเสียงบ่นถึงความไม่เป็นธรรมขึ้น ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงการคลัง ไปพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีใหม่ให้มีความเหมาะสมกว่าปัจจุบันnn"ขณะนี้กรมสรรพสามิตกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำโครงสร้างภาษีรถยนต์ในภาพรวมใหม่ เนื่องจากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีประเด็นใหม่ๆ เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้เราต้องนำมาพิจารณา โดยเฉพาะเรื่องของการใช้พลังงานสะอาด และประหยัดพลังงาน จะเป็นเรื่องหลักในการนำมาพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีใหม่" nnเป็นการอธิบายของ "อารีย์พงศ์ ภู่ชอุ่ม" อธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะผู้รับผิดชอบจัดทำโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และกล่าวว่า อีกสิ่งที่จะต้องพิจารณาประกอบ คือการจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบเลือกไทยเป็นฐานการผลิต โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น ที่กำลังเลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์นั่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกับบริษัทรถยนต์อื่นๆnn"ช่วงนี้ภาครัฐกำลังอยู่ระหว่างศึกษา การจัดทำโครงสร้างภาษีรถยนต์ในภาพรวมใหม่ แต่คาดว่าจะไม่ใช่ในช่วง 1-2 ปีนี้ เพราะไทยเพิ่งประกาศสนับสนุนการลงทุนอีโคคาร์ไป และบริษัทผู้ผลิตก็เพิ่งเข้ามาลงทุน จึงไม่น่าจะขยับให้เกิดความไม่แน่ใจ กับบริษัทที่ขอรับส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีมูลค่าบริษัทละกว่า 5,000 -10,000 ล้านบาท แต่ในอนาคตคงจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแน่นอน เมื่อการลงทุนดังกล่าวได้ผ่านไปแล้ว และอีโคคาร์สามารถเป็นเสาหลักให้กับอุตสาหกรรมไทยเช่นเดียวกับปิกอัพได้"nn"วัลลภ เตียศิริ" ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่วางทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยแนวทางของโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ กับ "ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง" และว่า ทิศทางอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก ตอนนี้จะเน้นเรื่องของการประหยัดพลังงาน และการลดมลพิษในอากาศ แล้วแต่ละประเทศว่าจะชูสิ่งไหนเป็นตัวนำ อย่างสหรัฐอเมริกาจะยกเรื่องการประหยัดพลังงานนำ ส่วนในยุโรปจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการลดมลพิษไอเสีย หรือคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มากกว่า แต่ปกติสองเรื่องนี้มันจะไปด้วยกันอยู่แล้วnnทั้งนี้ในส่วนของประเทศไทย ได้เริ่มให้ความสำคัญกับทั้งสองประเด็น ดังจะเห็นโครงการส่งเสริมการลงทุนอีโคคาร์ ที่มีเงื่อนไขจะต้องผ่านมาตรฐานไอเสีย 120 กรัมต่อกิโลเมตร และประหยัดพลังงานไม่ต่ำกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร แลกกับเสียภาษีสรรพสามิตในอัตรา 17% รวมถึงสิทธิ์ประโยชน์การลงทุนด้านอื่นๆ และโครงสร้างภาษีรถปัจจุบัน ยังมีการส่งเสริมรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และไฮบริด ที่เสียภาษีสรรพสามิตในอัตรา 10%nn"เป้าหมายเราต้องการผลักดันให้ไทย เป็นฐานการผลิตรถยนต์นั่ง หรือเก๋ง เช่นเดียวกับปิกอัพ ไม่ใช่ส่วนใหญ่ขายในประเทศเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นรถยนต์ที่ผลิตส่งออกขายทั่วโลก มาตรฐานต่างๆ จึงต้องเหมือนกัน" วัลลภกล่าวและว่าnnในส่วนของของปิกอัพ 1 ตัน ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของโลกอยู่แล้ว แต่รถยนต์นั่งยังเพิ่งเริ่มต้นจึงไม่น่าจะขยับในช่วงนี้ แต่เมื่อทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลกเป็นอย่างนี้ ขณะที่บริษัทรถยนต์ต่างก็ต้องการให้แก้ไข และยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน ภาครัฐจึงต้องศึกษาเพื่อให้เกิดความเหมาะสมn"ปัญหาน่าจะอยู่ที่รถยนต์นั่ง เพราะปัจจุบันโครงสร้างภาษีรถยนต์นั่งของไทย ยังแบ่งแยกตามขนาดความจุกระบอกสูบ และกำลังเป็นสำคัญ ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตรถสมัยใหม่ เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ตัวบ่งชี้อัตราการประหยัดและการปล่อยไอเสียเสมอไป ดังจะเห็นจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา จะใช้เรื่องของมาตรฐานไอเสียและการประหยัดพลังงาน เป็นตัวหลักในการคิดโครงสร้างภาษี" nnทั้งนี้จะเห็นว่าอีโคคาร์เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ตามโครงสร้างภาษียังมีรถยนต์นั่งอื่นๆ ที่ยังจะต้องปรับปรุง ดังนั้นเมื่อไทยจะเป็นฐานการผลิตส่งออกทั่วโลก จึงต้องเป็นไปตามแนวทางเดียวกัน นั่นคือนำเรื่องของปริมาณการปล่อยไอเสีย และประหยัดพลังงาน มาเป็นมาตรฐานในการจัดทำโครงสร้างภาษี โดยเฉพาะเรื่องของมลพิษที่จะถูกให้ความสำคัญมากในอนาคตnn"ในส่วนของอีโคคาร์แม้จะเน้นเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อมีการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ แน่นอนก็ต้องนำมาดูปริมาณการปล่อยไอเสีย และอัตราการประหยัดพลังงาน หรือแม้แต่รถไฮบริด ซึ่งต้องนำมาจัดแบ่งกลุ่มด้วย แต่ไม่ควรจะมีการปรับเปลี่ยนในช่วงนี้ น่าจะรอให้อีโคคาร์สามารถยืนได้อย่างมั่นคง ในอุตสาหกรรมยานยนต์เสียก่อน"nnเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดูจะสอดคลอ้งกับความเห็นของ "ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (TMAP) และในฐานะประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เห็นว่า ไม่ควรปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในขณะนี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านยอดจำหน่ายในประเทศและการส่งออกไปต่างประเทศnn"หากมีการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ช่วงนี้ อาจจะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์สะดุดลง และส่งผลกระทบต่อวงกว้าง ควรที่จะรออีกสัก 2-3 ปี แล้วค่อยมาว่ากันอีกที"nnส่วนทางด้าน "เพียงใจ แก้วสุวรรณ" นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) และรองผู้จัดการใหญ่ รัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในงานสัมมนา "สมดุลเศรษฐกิจ-โลก-สิ่งแวดล้อม" จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในหัวข้อ "Green Energy, Clean Technology, Green Car…ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ภายใต้แนวคิด Green Car" ว่า กรีน คาร์ หรือยานยนต์สีเขียว เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานในการขับเคลื่อนน้อย ปล่อยมลพิษในปริมาณต่ำ และมีการนำวัตถุดิบรีไซเคิลและวัสดุจากธรรมชาติมาเป็นชิ้นส่วนประกอบnn"โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ปัจจุบัน คำนวณจากปริมาตกระบอกสูบเป็นสำคัญ ซึ่งไม่แปรผันตรงกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป โดยความประหยัดและสะอาด มีนัยสำคัญที่ถูกต้องมากกว่า ซึ่งการเพิ่มความต้องการของกรีน คาร์ ในประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่"nnทั้งหมดนี้น่าจะเห็นทิศทางการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ในภาพรวมใหม่ได้ แต่จะเป็นอย่างที่วาดหวังกันไว้หรือไม่?... ประเทศไทยยังมีนักการเมือง ที่เป็นด่านสำคัญชี้ชะตาอยู่อีก!!nnโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ปัจจุบันnn1.รถยนต์นั่ง หรือเก๋ง แบ่งเป็นขนาดความจุต่ำกว่า 2000 ซีซี อัตราภาษี 30% ขนาด 2000-2500 ซีซี 40% ขนาด 2500-3000 ซีซี 40% ขนาดมากกว่า 3000 ซีซี 50% โดยหากหากเป็นรถที่ใช้น้ำมัน E20 ลดลงอีกอัตราละ 5% และรถที่ใช้น้ำมัน E85 ขนาด 1780-2000 ซีซี เสียอัตราภาษี 22% ส่วนขนาดอื่นๆ ลดลงจากรุ่นปกติอีกอัตราละ 3%nn2.รถยนต์ประหยัดพลังงาน แบ่งเป็นรถไฮบริด ขนาดต่ำกว่า 3000 ซีซี เสียอัตราภาษี 10% ขนาดมากกว่า 3000 ซีซี 50% รถใช้พลังงานไฟฟ้า 10% อีโคคาร์ เครื่องยนต์เบนซินต่ำกว่า 1300 ซีซี และเครื่องยนต์ดีเซลต่ำกว่า 1400 ซีซี เสียอัตราภาษี 17% รถยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติ (CNG) อัตราภาษี 20%nn3.ปิกอัพ แบ่งเป็นแบบมาตรฐาน หรือตอนเดียว และแบบมีแค็บ ขนาดต่ำกว่า 3250 ซีซี เสียภาษี 3% และขนาดมากกว่า 3250 ซีซี เสียภาษี 50% ส่วนปิกอัพแบบ 4 ประตู ขนาดต่ำกว่า 3250 ซีซี เสียภาษี 12% แต่รุ่นขนาดมากกว่า 3250 ซีซี 50% รถยนต์นั่งที่ดัดแปลงจากปิกอัพ เสียภาษี 3 และ 50% ขณะที่รถยนต์อเนกประสงค์แบบพีพีวี(PPV) ขนาดต่ำกว่า 3250 ซีซี เสียภาษี 20% และขนาดมากกว่า 3250 ซีซี เสียอัตราภาษี 50%nn(Source)
MITSUBISHI

/plugins/like.php?href=http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000117866&layout=standard&show_faces=false&width=450&action=like&colorscheme=light&height=35" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:35px;" allowTransparency="true"> มิตซูบิชิเตรียมขยายโปรแกรม ไดมอนด์ ยูสด์ คาร์ พร้อมลุยทุกภูมิภาคเต็มที่หลังดีลเลอร์ภาคใต้ตอบรับดี วางแผนภายใน 3 ปีจะขยายให้ครบ 40 สาขาทั่วประเทศ เพื่อยกระดับราคารถมือสองnnนายวิกรานต์ อมาตยกุล ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานขาย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)จำกัด เปิดเผยว่า จากแผนงานภาพลักษณ์ใหม่ของการบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด "ไดมอนด์"อันประกอบไปด้วย ไดมอนด์ อินชัวรันซ์ ประกันภัยเอกสิทธิ์พิเศษสำหรับลูกค้ารถยนต์ มิตซูบิชิ ,ไดมอนด์ วารันตี การขยายเวลารับประกันคุณภาพระบบส่งกำลังทุกรุ่นยาวนานถึง 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร , ไดมอนด์ การ์ดที่จะบันทึกข้อมูลของลูกค้าไว้ในบัตรเดียวพร้อมส่วนลดค่าใช่จ่ายอื่นๆ,ไดมอนด์ สปีด เซอร์วิส บริการตรวจเช็คฉับไว มั่นใจมาตรฐาน ,ไดมอนด์ บอดี้ แอนด์ เพนท์ บริการซ่อมสีและตัวถังจากทีมงานบริการที่รวดเร็ว และไดมอนด์ ยูสด์ คาร์ บริการรถมือสอง รับรองคุณภาพnn"บริษัทฯวางเป้าหมายการขยายโชว์รูมรถมือสอง ในปีนี้ให้ครบ 20 แห่ง ปีต่อมาอีก 10 และปี 2555 อีก 10 แห่ง รวมทั้งหมด 40 แห่งภายในระยะเวลา 3 ปี นอกจากเรื่องของการหวังยอดขายที่เพิ่มขึ้นแล้ว สิ่งที่มิตซูบิชิต้องการคือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกค้ากับดีลเลอร์ และแน่นอนเมื่อลูกค้ากับดีลเลอร์มาเจอกันตัวเลขยอดขายก็จะตามมาเองโดยปริยายซึ่งทางบริษัทก็ให้ความสนับสนุนเต็มที่" nnขณะเดียวกันนายวินัย ประเสริฐ กรรมการ บริษัท จ.วินิจ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายมิตซูบิชิรายใหญ่จากภาคใต้ จังหวัดนครศีธรรมราชและจังหวัดสงขลา จำนวน 4 แห่ง เปิดเผยว่า ในสถานการณ์ที่น้ำมันและดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นย่อมมีผลกระทบต่อยอดขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่บริษัทฯก็ไม่ห่วงเพราะได้ดำเนินการตามนโยบายของบริษัทแม่ที่ต้องการให้ตัวแทนจำหน่ายเปิดไดมอนด์ ยูสด์ คาร์ และเริ่มต้นทำแห่งแรกคือสาขาในเมือง นครศรีธรรมราชnn"ผมเปิดมา 20 กว่าปี และในช่วงปีที่แล้ว เราสามารถขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆในยอดขายของรถยนต์นั่ง ถึงแม้ว่าคู่แข่งจะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่และแคมเปญ ทำให้ยอดขายชะลอตัวไปช่วงหนึ่ง แต่ตอนนี้สินค้าครบและมีจุดแข่งที่เหนือกว่าคู่แข่ง หลังจากเราเปิดโชว์รูมโฉมใหม่ มีรถมือสองทั้งที่เป็นของ มิตซูบิชิ และของยี่ห้ออื่นๆจอดโชว์อยู่ ก็ทำให้ลูกค้าสนใจมากขึ้น ประกอบกับการซื้อรถมือสองจากเรา หากเป็นของมิตซูบิชิจะมีประกันคุณภาพมาตรฐานให้ ผมจึงมั่นใจว่ายอดขายของมิตซูบิชิในแถบนี้จะกลับมารุ่งอีกครั้งหนึ่ง"nnปัจจุบันยอดขายรถมือสองต่อปีมีประมาณ 200 คัน คาดว่าหากตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้น ในปีหน้าจะเปิดไดมอนด์ ยูสด์ คาร์ เพิ่มอีก 1 แห่งคือ สาขา หาดใหญ่ และหากมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ก็มีแผนที่จะพัฒนาสาขา ทุ่งสง นครศรีธรรมราชอีก 1 แห่ง ทางด้านโชว์รูมที่ขณะนี้มีบริการ 4 แห่ง สามารถรองรับลูกค้าได้วันละ 80 คันnn"จากการสำรวจของเราพบว่าตอนนี้ลูกค้าส่วนมากมีพฤติกรรมการเลือกซื้อรถเปลื่ยนแปลงไปตามกระแสสังคม ซึ่งจะหันมาซื้อรถยนต์นั่งมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน โดยเฉพาะเขตอำเภอเมือง ที่มีการคมนาคมสะดวกและเป็นเมืองท่องเที่ยวโดยขณะนี้มีสัดส่วนยอดขายของรถยนต์นั่งมากกว่า 50%ของยอดขายทั้งหมด ประมาณ 1,000 - 1,200 คันต่อปี แต่อย่างไรกิจกรรมทางการตลาดของเราก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงคือการจัดกิจกรรมทั้งรถใหม่และรถมือสอง ให้ลูกค้ามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น"nnสำหรับไดมอนด์ ยูสด์ คาร์ เป็นหนึ่งในโครงการภาพลักษณ์ใหม่ของการบริการหลังการขายที่มิตซูบิชิต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจรถยนต์ใช้แล้ว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการ ซื้อ ขาย และแลกเปลี่ยนรถยนต์ใช้แล้วที่มีคุณภาพดี เชื่อถือได้ในราคายุติธรรม ตามการคัดสรรตามเกณฑ์และการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวดรวม 180 รายการ ซึ่งภายใต้มาตรฐานของบริษัทจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าราคาขายจะไม่ตกnn(Source)
FORD,MAZDA

/plugins/like.php?href=http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000119164&layout=standard&show_faces=false&width=450&action=like&colorscheme=light&height=35" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:35px;" allowTransparency="true"> ข่าวในประเทศ - ฟอร์ด- มาสด้า ลุยโปรเจกท์ "ปิกอัพ โมเดลใหม่" พร้อมควัก 1.1 หมื่นล้านบาท เตรียมไลน์ผลิตที่โรงงานเอเอที จังหวัดระยอง คาดเดินเครื่องกลางปีหน้าnnรายงานจาก ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี และ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอรเรชั่น ว่า จะร่วมลงทุนมูลค่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท) ในโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) หรือ เอเอที จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างฟอร์ดและ มาสด้า เพื่อสนับสนุนการผลิตรถปิกอัพ 1 ตัน รุ่นใหม่ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการผลิตในกลางปี 2554nnเรนเจอร์(บน) BT-50 (ล่าง)เตรียมนับถอยหลังเปลี่ยนโมเดล nnการลงทุนมูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาทนี้ ถือเป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในระยะยาวของฟอร์ดและมาสด้าที่มีต่อประเทศไทย โดยเงินลงทุนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับโรงงานและอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เพื่อการผลิตรถปิกอัพคอมแพ็ครุ่นใหม่ของมาสด้าและ ฟอร์ด ทั้งนี้ เมื่อการลงทุนดังกล่าวเสร็จสิ้นลง จะทำให้การลงทุนร่วมกันระหว่างมาสด้าและฟอร์ดในโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย มีมูลค่ารวมกว่า 1.85 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5.82 หมื่นล้านบาท) นับตั้งแต่โรงงานดังกล่าวเริ่มดำเนินการครั้งแรกในปี พศ. 2538nnนายโตชิโนริ คุซึฮาชิ ประธานบริหาร บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว "การที่รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยเติบโตและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เอเอทีสามารถผลิตและส่งออกรถกระบะและรถยนต์ระดับโลกได้ การลงทุนครั้งใหม่นี้จะทำให้เราสามารถพัฒนาชื่อเสียงของรถกระบะขนาดหนึ่งตัน ในฐานะที่เป็นผลิตภัณฑ์อันยอดเยี่ยมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยต่อไปได้"nnในโครงการลงทุนครั้งนี้ยังมีการจัดสรรทรัพยากรส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการฝึกอบรมและพัฒนาแรงงาน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพนักงานของเอเอทีจะมีทักษะในการทำงานที่เหมาะสม และมีมาตรฐานการทำงานในระดับสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการผลิตรถกระบะรุ่นใหม่ดังกล่าวnn"การลงทุนในเอเอทีครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงพันธสัญญาในระยะยาวของ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ที่มีต่อประเทศไทย ในฐานะที่เป็นฐานการผลิตทางกลยุทธ์ในการดำเนินงานในระดับโลกของเรา" นายโจ ฮินริคส์ ประธาน ฟอร์ด ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและแอฟริกา กล่าว "การทำงานหนักด้วยความทุ่มเทของพนักงานเอเอที และความมุ่งมั่นของผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทย จะยกระดับทำให้สายการผลิตใหม่ของ เอเอทีมีความยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ คุณภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น"nnทั้งนี้ ออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีความทันสมัยมากที่สุดในประเทศไทยอยู่แล้วนั้น ได้มีส่วนสำคัญในการสร้างมาตรฐานให้กับโรงงานผลิตรถยนต์ทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน ผ่านการทำงานที่ยึดมั่นต่อคุณภาพในระดับโลก ความมีมาตรฐาน และการรักษาต้นทุนให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้nn"การลงทุนครั้งใหม่นี้จะทำให้เอเอทียังคงเป็นศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศด้านการผลิตรถกระบะคอมแพ็คของทั้งสองแบรนด์ และมีบทบาทสำคัญในแผนกลยุทธ์ระดับโลกของมาสด้า" นายมาซาฮารุ ยามากิ ตัวแทนผู้อำนวยการ รองประธานบริหาร และผู้ช่วยประธานบริษัท มาสด้า ดูแลด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิต จัดซื้อ และคุณภาพ กล่าวnn(Source)
วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

23 สิงหาคม 2553 14:18 น. ข่าวในประเทศ - ส.อ.ท. แจงยอดผลิตรถยนต์ หลังผ่าน 7 เดือนแรกของปี (ม.ค.-ก.ค.2553) ทำได้กว่า 9.1 แสนคัน ขยายตัวเกือบ 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยอด เก๋ง-ปิกอัพ ขยับขึ้นตามสัดส่วนดังกล่าวเช่นกันnnสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผย ยอดผลิตรถยนต์รวมหลังผ่าน 7 เดือนแรกของปี (ม.ค.-ก.ค.2553) ทำได้ 914,765 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 97.12% แบ่งเป็นยอดรถยนต์นั่ง 295,023 คัน เท่ากับ 32.25% ของยอดการผลิตทั้งหมด และเติบโต 97.45%nnด้านปิกอัพขนาด 1 ตัน เฉพาะเดือนกรกฎาคม 2553 ผลิตได้ 93,629 คัน และถ้านับตั้งแต่เดือนมกราคม - กรกฎาคม 2553 ทำได้ทั้งสิ้น 607,224 คัน เท่ากับ 66.38% ของยอดการผลิตทั้งหมด โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 97.77% ในจำนวนนี้แบ่งเป็นปิกอัพเพื่อการบรรทุก 219,976 คัน ดับเบิลแค็บ 316,977 คัน และปิกอัพดัดแปลง PPV 70,271 คันnnอย่างไรก็ตามจากยอดการผลิตรวมตั้งแต่เดือนมกราคม - กรกฎาคม 2553จำนวน 914,765 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 510,730 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ระยะเวลาเดียวกัน 93.63% โดยเป็นยอดผลิตส่งออกของรถยนต์นั่ง จำนวน 116,033 คัน และปิกอัพ1 ตัน 394,697 คันnnขณะเดียวกันเป็นยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 404,035 คัน หรือเท่ากับ44.17% ของยอดการผลิตทั้งหมด และเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - กรกฎาคม ปีก่อน101.71% ในจำนวนนี้แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 178,990 คัน ปิกอัพขนาด 1 ตัน 212,527 คันnnยอดผลิตรถยนต์แยกตามประเภทnnหน่วย : คันnnที่มา : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยnn(Source)
วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553
VOLVO C30,VOLVO

21 สิงหาคม 2553 15:41 น. วอลโว่ คาร์ และโกทีเบิร์ก เอเนอร์จี ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจพลังงาน ลงนามความร่วมมือในการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าและอุปกรณ์ร์ชาร์จไฟ โดยวอลโว่จะเป็นผู้ผลิตและส่งมอบรถยนต์ วอลโว่ C30 พลังไฟฟ้าล็อตแรกให้แก่โกทีเบิร์ก เอเนอร์จีในปลายปีนี้nnนายเลนนาร์ท สเตแกลนด์ ผู้อำนวยการฝ่ายรถยนต์พิเศษ วอลโว่ คอร์เปอเรชั่น เปิดเผยว่า โครงการพัฒนา วอลโว่ C30 พลังไฟฟ้า เป็นโครงการที่ถูกจับตามองมากที่สุดโครงการหนึ่งในวงการรถยนต์ของโลก โดยมีลูกค้าจากต่างประเทศเข้ามาขอชมโครงการนี้มากมาย และลูกค้ารายแรกที่ตัดสินใจซื้อเป็นลูกค้าชาวสวีเดนnn"เรามีกำหนดที่จะส่งมอบรถยนต์ล็อตแรก 10 คัน ในช่วงปลายปีนี้ รถรุ่นนี้เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม DRIVe ที่เราริเริ่มขึ้นเพื่อการส่งเสริมการสร้างสังคมที่ยั่งยืน วอลโว่ยินดีที่ได้ร่วมมือกับโกทีเบิร์ก เอเนอร์จีในครั้งนี้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ความสำเร็จในครั้งนี้จะเกิดขึ้นในเมืองที่เป็นบ้านเกิดของ วอลโว่ คือเมือง โกทีเบิร์ก" nnรถที่ใช้ในการทดสอบจะติดอุปกรณ์วัดที่ล้ำสมัย เพราะวอลโว่จำเป็นจะต้องเก็บข้อมูลเพิ่มเติมให้มากที่สุดเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พฤติกรรมในการขับขี่ และรูปแบบการชาร์จ ที่มีผลต่อการใช้งานของแบตเตอรี่และอายุการใช้งานของรถnn วอลโว่ C30 พลังไฟฟ้า มีอุปกรณ์และระบบความปลอดภัย ความสะดวก และพื้นที่ภายในเท่ากับ วอลโว่ C30 ปกติ แต่ต่างกันที่ใช้ไฟฟ้าเท่านั้นในการขับเคลื่อนรถยนต์ จึงไม่มีการปล่อยไอเสียออกสู่ท้องถนนหรือสิ่งแวดล้อมเลย และเมื่อรถถูกชาร์จด้วยอุปกรณ์ชาร์จที่ใช้พลังงานทดแทน การเดินทางด้วย วอลโว่ C30 พลังไฟฟ้า จะเป็นการเดินทางที่ปราศจากคาร์บอนไดออกไซด์อย่างสิ้นเชิง และการชาร์จ 1 ครั้ง รถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 150 กิโลเมตรโดย วอลโว่ C30 พลังไฟฟ้าติดตั้งแบตเตอรี่แบบลิเธียมไออนที่สามารถเสียบปลั๊กชาร์จจากไฟบ้านได้ การชาร์จแบตเตอรี่ที่ไม่มีไฟเหลืออยู่เลยจะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงจึงจะเต็ม nn"ระยะทางขนาดนี้ ถือเป็นระยะทางปกติในการเดินทางต่อวันของ 90% ของคนในยุโรป ดังนั้น วอลโว่ C30 พลังงานไฟฟ้าจึงเหมาะสำหรับการใช้งานประจำวันของครอบครัวทั่วไป" nnรถยนต์รุ่นนี้สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเร่งเครื่องจาก 0 - 100 กิโลเมตรได้ภายใน 10.5 วินาที โครงการพัฒนา วอลโว่ C30 พลังไฟฟ้าในปัจจุบันสามารถผลิตรถยนต์ได้ประมาณ 250 คันแล้ว อย่างไรก็ดี เมื่อเรามีลูกค้ามากขึ้น ก็จะสามารถเพิ่มการผลิตได้nn"ภายในปี 2563 เชื่อว่า 5-10% ของรถยนต์ในสวีเดนจะเป็นรถพลังไฟฟ้า โดยระหว่างปี 2563-2568 รถยนต์พลังไฟฟ้าจะมีส่วนแบ่งตลาด 3-10% ในประเทศในกลุ่ม EU อย่างไรก็ดี เงื่อนไขของรถยนต์พลังไฟฟ้าในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไป แต่เรามั่นใจว่า ในอนาคต รถยนต์พลังไฟฟ้าจะเป็นที่นิยมมากที่สุดในตลาด เลนนาร์ท สเตแกลนด์กล่าวตบท้ายnn(Source)
วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553
HONDA,KIA,MITSUBISHI,NISSAN,SUZUKI

20 สิงหาคม 2553 14:05 น. นาย โธมัส แชมเบอร์ส กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอนติเนนทอล ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินธุรกิจของ กลุ่มบริษัทคอนติเนนทอล ว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2553 คอนติเนนทอลทั่วโลกมีผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจ โดยในการประชุมผู้ถือหุ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คอนติเนนทอล คอร์ปอเรชั่น บริษัทแม่ของคอนติเนนทอล ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) มีผลประกอบการที่ดีขึ้นมาก โดยครึ่งแรก ปี2553 ยอดขายของคอนติเนนทอลเพิ่มขึ้นจาก 9.1 พันล้านยูโร (409,500 ล้านบาท) เป็น 12.5 พันล้านยูโร (562,500 ล้านบาท)nn"จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่สำคัญๆ ของเรา คอนติเนนทอลประมาณการว่าปี 2553 นี้ ยอดขายของคอนติเนนทอลทั่วโลกโดยรวมน่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ถึง 15% ขณะที่เอเชีย เราคาดหมายการเติบโตที่สูงกว่าปกติ โดยปีที่ผ่านมา(2552) เอเชียมีสัดส่วนการขายเป็น 14% ของยอดขายรวมของบริษัท สำหรับในกลุ่มยานยนต์ยอดขายในเอเซียมีสัดส่วน 18% ของยอดขายของกลุ่มยานยนต์ทั่วโลกnnสำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย นายโธมัส กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่บริษัทเข้ามาลงทุนเปิดโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ. ระยอง คอนติเนนทอล ออโตโมทีฟได้ส่งมอบชิ้นส่วนหัวฉีดคอมมอนเรลชุดแรก ให้กับลูกค้าในอินเดียและยุโรปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2553 ทั้งนี้ตามแผนงาน โรงงานของคอนติเนนทอลจะสามารถผลิตเต็มประสิทธิภาพในปี 2555 ด้วยยอดผลิต 500,000 ชิ้นต่อปี โดยจะส่งออก 30% และส่งมอบลูกค้าในประเทศ 70% ขณะที่ด้านการตลาดมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าซึ่งมีทั้งผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา อย่างต่อเนื่องเพื่อขยายฐานตลาดnnในปีนี้คอนติเนนทอลทั่วโลก ได้ริเริ่มโครงการ "Quality First Initiative" ซึ่งประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนี้ นับเป็นพัฒนาการล่าสุดของนโยบายการผลิตของคอนติเนนทอลเพื่อสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพให้กับลูกค้า หัวใจสำคัญของโครงการนี้อยู่ที่ "วัฒนธรรม Zero Failure" ในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต และการพัฒนากระบวนการผลิตที่เน้นความมั่นใจในคุณภาพที่สูงสุดnnนอกจากนี้คอนติเนนทอลยังตั้งใจที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอีโค คาร์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งคาดหมายว่าจะกลายเป็นสินค้าแชมเปี้ยนใหม่ควบคู่ไปกับรถกระบะ จะเห็นได้ว่ารถ นิสสัน มาร์ช ที่ได้วางตลาดไป ใช้ชิ้นส่วนจากส่วนธุรกิจเพาเวอร์เทรน (Powertrain Division) และส่วนธุรกิจแชสซีและความปลอดภัย (Chassis & Safety Division) ของคอนติเนนทอล รวมถึงผู้ผลิตรายอื่นที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดอีโค คาร์ เช่น ฮอนด้า ซูซูกิ มิตซูบิชิ ก็มีศักยภาพที่จะเป็นลูกค้าของคอนติเนนทอลด้วยเช่นกัน และด้วยเทคโนโลยีเมกะเทรนด์ ซึ่งเน้นความปลอดภัยระดับโลก ทำให้คอนติเนนทอลมั่นใจว่า เราคือผู้ร่วมงานที่ยอดเยี่ยมของผู้ผลิตอีโค คาร์nn"คอนติเนนทอลในฐานะที่เป็นหนึ่งในห้าผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ผู้นำของโลก ยังมุ่งมั่นและยืนยันที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย เพื่อให้ไทยก้าวสู่เป้าหมายการเป็นหนึ่งในสิบผู้ผลิตด้านยานยนต์ที่สำคัญของโลกภายในปี 2557 วิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่กระทบกระเทือนการทำงานของคอนติเนนทอล ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) แผนงานของบริษัทในประเทศไทยและตลาดเอเชียยังคงเหมือนเดิม"nnกลุ่มคอนติเนนทอล คอร์ปอเรชั่น เป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำลำดับต้นๆ ของโลก มียอดขายในปี 2552 มากกว่า 20 พันล้านยูโร ในฐานะที่กลุ่มคอนติเนนทอล เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญ ได้แก่ ระบบเบรก ระบบและชิ้นส่วนสำหรับระบบส่งกำลังและแชสซี หน้าปัดรถยนต์ อุปกรณ์เพิ่มความบันเทิงในรถยนต์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ ยางรถยนต์และยางสังเคราะห์ เป็นต้น กลุ่มคอนติเนนทอล มุ่งมั่นพัฒนาระบบและส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยในการขับขี่สูงสุด อีกทั้งร่วมกันปกป้องสภาพแวดล้อมของโลกด้วย นอกจากนี้ คอนติเนนทอล ยังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่เข้มแข็งในการพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารที่ใช้ในยานยนต์ ปัจจุบัน กลุ่มคอนติเนนทอล คอร์ปอเรชั่น มีพนักงานประมาณ 143,000 คน ในสำนักงานใน 46 ประเทศทั่วโลกnnกลุ่มยานยนต์คอนติเนนทอล เป็นหนึ่งในผู้นำการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ลำดับต้นๆ ของโลก ประกอบด้วย 3 ส่วนธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจแชสซีและความปลอดภัย (ยอดขาย 4.4 พันล้านยูโร พนักงาน 27,000 คน) ธุรกิจระบบส่งกำลัง (ยอดขาย 3.4 พันล้านยูโร พนักงาน 24,000 คน) และธุรกิจอุปกรณ์ภายในรถยนต์ (ยอดขาย 4.4 พันล้านยูโร พนักงานมากกว่า 27,000 คน) ในปี 2552 กลุ่มยานยนต์สามารถสร้างยอดขายรวมมากกว่า 12 พันล้านยูโร กลุ่มยานยนต์ มีสำนักงานกว่า 130 แห่งทั่วโลก ในฐานะพันธมิตรของอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้มีการพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนและระบบที่เป็นนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อยานยนต์แห่งโลกอนาคตซึ่งรถยนต์สามารถตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล ให้ความเพลิดเพลินในการขับ มีความปลอดภัยในการขับขี่สูง อีกทั้งยังปกป้องสภาพแวดล้อมของโลกและราคาประหยัดคุ้มค่าด้วยnnธุรกิจแชสซีและความปลอดภัย พัฒนาและผลิตระบบเบรกอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเบรกไฮดรอลิก ระบบควบคุมแชสซี เซ็นเซอร์ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ระบบควบคุมถุงลมนิรภัยด้วยไฟฟ้าแลเซ็นเซอร์ ระบบปัดน้ำฝน เช่นเดียวกับ ระบบกันสะเทือนแบบถุงลม ความสามารถหลักของสายงานนี้คือ การบูรณาการระบบป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุและระบบปกป้องหลังเกิดอุบัติเหตุไปสู่แนวคิดความปลอดภัยของคอนติการ์ด nnส่วนธุรกิจระบบส่งกำลัง จะผสมผสานนวัตกรรม และระบบส่งกำลังยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพ ธุรกิจนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลายรวมถึงหัวฉีดแก๊สโซลีนและดีเซล ระบบจัดการเครื่องยนต์ ระบบควบคุม เกียร์ เซ็นเซอร์ และแอคทูเอเตอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงและชิ้นส่วน รวมทั้งระบบสำหรับรถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า การจัดการข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจอุปกรณ์ภายในรถยนต์ ซึ่งเน้นการจัดการข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญ ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ภายในรถยนต์และหน้าปัดแสดงข้อมูล หน่วยควบคุม ระบบการเปิดปิดรถยนต์อัตโนมัติ ระบบตรวจสอบยางรถ วิทยุ ระบบมัลติมีเดียและระบบนำทาง ระบบควบคุมอุณหภูมิ เทเลมาติกส์ โมดุลที่นั่งคนขับ ผลิตภัณฑ์และบริการเสริมอื่น ๆnn(Source)
วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

20 สิงหาคม 2553 10:37 น. ข่าวต่างประเทศ- จีเอ็ม ประกาศขยายความร่วมมือกับเอสเอไอซี บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ของจีน เดินหน้าพัฒนาเครื่องยนต์เบนซินขนาดเล็กและระบบเกียร์อันก้าวล้ำอนาคต โดดเด่นที่ความประหยัดเชื้อเพลิง พร้อมอัตราเร่งที่เหนือกว่าเทคโนโลยีในปัจจุบัน ปูทางสู่การเป็นบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ที่ดีที่สุดในโลกnnการขยายขอบเขตความร่วมมือในครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นจากการลงนามร่วมกันระหว่าง นายทอม สตีเฟนส์ รองประธานฝ่ายดำเนินงานผลิตภัณฑ์ของจีเอ็ม และ นายเฉิน ฮอง ประธานกรรมการของเซี่ยงไฮ้ ออโตโมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น หรือเอสเอไอซี ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นพันธมิตรอันแน่นแฟ้นระหว่างจีเอ็ม และเอสเอไอซี ที่มีแนวทางร่วมกันคือการสร้างสรรค์ระบบขับเคลื่อนอันสมบูรณ์แบบ และจะถูกบรรจุไว้ในยานยนต์ที่ดีที่สุดในโลก nn"การร่วมมือกันพัฒนาเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลังรุ่นใหม่นี้ เกิดขึ้นจากการเป็นพันธมิตรในการร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมมาอย่างยาวนานระหว่างจีเอ็ม และเอสเอไอซี มอเตอร์" นายสตีเฟนส์ กล่าว "เมื่อเราทำงานร่วมกัน เราจะสามารถสร้างสรรค์เทคโนโลยีซึ่งจะช่วยประหยัดเชื้อเพลิง พร้อมกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมมอบให้แก่ลูกค้าnnเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่นี้ จะมีขนาดตั้งแต่ 1.0 ลิตร ถึง 1.5 ลิตร ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญยิ่งในระดับโลก ด้วยขนาดที่เล็ก น้ำหนักเบา ใช้ระบบหัวฉีดไดเรคอินเจคชั่น รวมถึงมีระบบเทอร์โบชาร์จ จะทำให้ลูกค้าได้สัมผัสกับสมรรถนะ และอัตราความประหยัดที่เหนือกว่าเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งเครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้จะเป็นหัวใจขับเคลื่อนในยานยนต์ของจีเอ็ม และเอสเอไอซี มอเตอร์ในประเทศจีน รวมถึงรถที่จะเปิดตัวในอนาคตอีกด้วย nnการพัฒนาด้านวิศวกรรมของเครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ จะเป็นการร่วมมือกันของทีมวิศวกรของจีเอ็ม ในดีทรอยท์ และทีมวิศวกรของเอสเอไอซี จากศูนย์เทคนิคยานยนต์แพนเอเชีย หรือพาแทค ซึ่งเป็นกลุ่มร่วมทุนด้านการพัฒนาวิศวกรรม และการออกแบบในเซี่ยงไฮ้ nnเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่จะถ่ายกำลังลงพื้นด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้านี้ จะใช้เทคโนโลยีล่าสุดเพื่อยกระดับความประหยัด และอัตราเร่ง ผนวกกับระบบเกียร์อันทันสมัยที่จะช่วยเพิ่มความประหยัดเชื้อเพลิงได้อีกถึง 10 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ระบบเกียร์ดังกล่าวยังใช้เทคโนโลยีดูอัล-คลัตช์แบบแห้ง ซึ่งช่วยในเรื่องความลื่นไหล สะดวกสบาย ยิ่งกว่าระบบเกียร์อัตโนมัติทั่วไป อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย nnเมื่อผนวกทุกเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน จะช่วยลดการปล่อยมลพิษลงได้สูงสุดถึง 20 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ และระบบเกียร์ที่ผลิตในประเทศจีน เวลานี้ nn"ข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาระหว่างจีเอ็ม และเอสเอไอซี ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่อันน่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง" หู เหมาหยวน ประธานใหญ่เอสเอไอซี มอเตอร์ กล่าว "ไม่เพียงแต่จะพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หากจีเอ็ม และเอสเอไอซี ยังร่วมกันคิดค้นระบบวิศวกรรมอันก้าวหน้า พร้อมกับมีความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย" nn(Source)
CHEVROLET,HONDA,HYUNDAI,MAZDA,MERCEDES BENZ,MITSUBISHI,TOYOTA

19 สิงหาคม 2553 12:32 น. "สื่อสากล" ชี้ทิศทางตลาดรถครึ่งปี 2553 คึกคักยอดผลิตทะลุ 1.5 ล้านคันแน่ ส่งผลให้ "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 27" สร้างปรากฏการณ์ 35 ค่ายตบเท้าเข้าร่วมงาน โตโยต้า ครองพื้นที่ใหญ่สุด ตามด้วย ฮอนดา มิตซูบิชิ พร้อมค่ายรถหรู เลกซัส- เมอร์เซเดส-เบนซ์- รูฟ ส่วน "อิมแพ็ค" ทุ่มงบกว่า 100 ล้าน ขยายที่จอดรถ เร่งเสร็จทันงานรองรับรถเพิ่ม 15,000 คัน nnขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 27" เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาด ยานยนต์ช่วงครึ่งปีหลังนี้จะกลับคืนสู่ภาวะรุ่งโรจน์อีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่าตลอดปี 2553 ยอดขายรถยนต์ในประเทศมีโอกาสขยายตัวสูงถึง 700,000 คัน ขณะที่จำนวนรถยนต์ส่งออกอาจเพิ่มขึ้นกว่า 830,000 คัน ส่งผลให้การผลิตรถยนต์มีโอกาสขยับขึ้นแตะระดับ 1,500,000 ถึง 1,600,000 คัน หรือขยายตัวประมาณ 50 - 60 % เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งนับเป็นตัวเลขการผลิตที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์และยังเป็นอัตราการเติบโตในทุกประเภทรถยนต์ เนื่องจากมองว่าช่วงไตรมาสที่ 3 เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากความเชื่อมั่น ผู้บริโภค ประกอบกับพืชผลทางการเกษตรค่อนข้างดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมา และปัจจุบันราคาน้ำมันไม่แพงจนเกินไปนัก ซึ่งน่าจะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตตามเป้าหมายnnสำหรับการเปิดจองพื้นที่แสดงรถยนต์งาน "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 27" เป็นที่น่าพอใจ และเกินความคาดหมายอย่างมาก โดยปีนี้มีค่ายรถจองพื้นที่แล้วรวม 35 ค่าย เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 32 ค่าย และที่น่าสนใจบริษัทรถยนต์รายใหญ่ ได้แก่ เลกซัส เมอร์เซเดส- เบนซ์ และรูฟ ค่ายรถสายพันธุ์เยอรมันตัดสินใจเข้าร่วมงานปีนี้ด้วยnnส่วนบริษัทรถยนต์ที่จองพื้นที่ใหญ่ที่สุดในงาน ได้แก่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ขนาดพื้นที่ 1,600 ตารางเมตร รองลงมา ได้แก่ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ขนาดพื้นที่ 1,480 ตารางเมตร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ขนาดพื้นที่ 1,400 ตารางเมตร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขนาดพื้นที่ 1,360 ตารางเมตร บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขนาดพื้นที่ 1,280 ตารางเมตร และบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ขนาดพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร nn"ปีนี้ผู้ชมงานเตรียมพบความตระการตาของกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ การจัดแสดงผลงานประกวดนวัตกรรมยานยนต์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก ยิ่งไปกว่านั้นหลายค่ายเตรียมนำรถต้นแบบมาจัดแสดง พร้อมกับเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ด้วยโพรโมชันดึงดูดใจผู้บริโภค ซึ่งแนวโน้มตลาดจะเน้นรถเล็กประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) โดยทุกบริษัทต่างมั่นใจว่าปลายปีนี้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวและสามารถทำยอดขายได้ประสบความสำเร็จอย่างปีที่ผ่านมา" ขวัญชัย กล่าว nnขณะเดียวกันในส่วนผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ทำความสะอาด และรักษาสีรถยนต์ ผู้จัดงานได้ชี้แจง รายละเอียด กฎข้อบังคับต่างๆ ในการก่อสร้างบูธ เพื่อให้ผู้รับเหมาทุกรายรับทราบและเกิดความเข้าใจตรงกัน โดยปีนี้ยังคงมอบรางวัลบูธที่ออกแบบและตกแต่งได้งดงามที่สุดในงาน รางวัลบูธที่สามารถนำคำขวัญ "น้ำหนึ่งใจเดียว…สร้างสรรค์ยานยนต์รักษ์โลก" หรือ UNIFY…CREATE EARTH-LOVING VEHICLES ถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมได้ดีที่สุด ตลอดจนรางวัลบูธที่สามารถควบคุมการใช้เสียงตามระดับมาตรฐานของงาน มากที่สุดnnนอกจากนี้ได้เพิ่มเครื่องตรวจวัดระดับเสียงในพื้นที่แสดงงานเป็น 15 จุดจากเดิมมีอยู่ 5 จุดติดตั้ง โดยเครื่องจะตรวจวัดระดับเสียงตลอดเวลางาน ผ่านห้องควบคุมเพียงจุดเดียว เพื่อสะดวกต่อการตรวจวัดค่าเสียง ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงหรือคลื่นรบกวนบริเวณพื้นที่แสดงงาน อันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ชมงานและทุกค่ายรถที่เข้าจองพื้นที่แสดงรถยนต์และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องอย่างทัดเทียม ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยอาจารย์จากคณะวิศวกรรมเครื่องกลและการบินอวกาศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พัฒนาและวางระบบดังกล่าว โดยกรมควบคุมมลพิษได้ชื่นชมถึงความสำเร็จในการควบคุมระดับเสียงของผู้จัดงานว่าสะท้อนถึงการบริการที่ดีและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควรเป็นแบบอย่างให้ผู้ดูแลหรือผู้รับจัดงานแสดงสินค้ารายอื่นได้นำแนวทางไปปฏิบัติตาม nnขวัญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า อิมแพ็คก็มีความพร้อมด้านพื้นที่จัดงาน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถรองรับการจัดงานได้เป็นอย่างดี โดยได้ทุ่มงบถึง 100 ล้านบาท สำหรับสร้างอาคารจอดรถเพิ่มอีก 2 อาคาร ทำให้มีพื้นที่จอดรถนอกอาคาร 6 แห่ง และที่จอดรถในอาคาร 3 แห่ง สามารถรองรับรถยนต์ได้ถึง 15,000 คัน พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อใช้ในการควบคุมและดูแลจราจรในพื้นที่โดยรอบ ช่วย ลดปัญหาจราจรติดขัดอีกทางหนึ่ง nnเตรียมพบความยิ่งใหญ่ของงาน "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 27" ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1 - 12 ธันวาคม 2553 เวลาเปิด-ปิดงาน วันธรรมดาเวลา 12.00-22.00 น.เสาร์และอาทิตย์ และวันหยุดราชการเวลา 11.00-22.00 น. ปิดการจำหน่ายบัตรเข้างาน เวลา 21.00 น. ของทุกวันnn(Source)
วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

18 สิงหาคม 2553 18:25 น. ข่าวในประเทศ- บี-ควิก แถลงผลประกอบการในครึ่งแรกโตสวนกระแส 30% พร้อมเดินเครื่องลุยเต็มที่ในครึ่งปีหลัง คาดเปิดสาขาใหม่อีก 7 แห่ง รองรับลูกค้าและขยายเครือข่ายครอบคลุมหัวเมืองทั่วประเทศ มั่นใจสิ้นปีกวาดรายได้ 2,500 ล้านบาทnnนายเฮงก์ เจ คิกส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์บริการรถยนต์ บี-ควิก กล่าวถึงผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2553 ที่ผ่านมาว่า "บี-ควิก ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีอัตราการเติบโตของผลประกอบการสูงขึ้นมากกว่า 30% ส่งผลให้ บี-ควิก ครองส่วนแบ่งตลาดยางรถยนต์ในกรุงเทพฯ ได้เกือบ 20% สำหรับภาพรวมปีนี้น่าจะไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆทางการเมืองมาแล้ว คาดว่าบริษัทฯ จะสามารถทำยอดขายได้ถึง 2,500 ล้านบาท หรือโตขึ้นประมาณ 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยช่วงครึ่งปีแรกสามารถทำยอดขายได้กว่า 1,000 ล้านบาท"nnนอกจากนี้ บี-ควิก ยังเป็นศูนย์บริการเพียงแห่งเดียวที่เดินเครื่องขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยนับจากไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ถึงครึ่งปีแรกของปี 2553 บี-ควิก ได้เปิดสาขาไปแล้ว 7 แห่ง โดยสาขาที่ภูเก็ต นับเป็นสาขาแรกในภาคใต้ของ บี-ควิก โดยในครึ่งปีหลังนี้ บริษัทฯ จะรุกขยายสาขาเพิ่มอีกอย่างน้อย 7 แห่ง โดยแบ่งเป็นกรุงเทพ 3 แห่งคือ กัลปพฤกษ์, สุขาภิบาล 3 และ กิ่งแก้ว ส่วนต่างจังหวัดจะมีการเปิดสาขาใหม่ที่ กระบี่, ฉะเชิงเทรา, นครราชสีมา และตรังคาดว่าจะต้องใช้เม็ดเงินในการลงทุนเปิดสาขาใหม่ถึง 100 ล้านบาท และอีก 50 ล้านบาท เพื่อพัฒนาภาพลักษณ์ของศูนย์บริการรถยนต์ บี-ควิก ในปัจจุบัน ตลอดจนลงทุนกับเครื่องจักรใหม่ๆ เพื่อให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นnnนางสาวบุศรารัตน์ อัสสรัตนกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายปฏิบัติการ ศูนย์บริการรถยนต์ บี-ควิก กล่าวถึงแผนการตลาดครึ่งปีหลัง 2553 ว่า "ลูกค้าประจำของ บี-ควิก จะทราบดีว่า บี-ควิก มีสต็อกยางมากกว่าที่อื่น จึงมีรุ่น และลายดอกยางให้เลือกมากกว่าในแต่ละขนาด พร้อมทั้งลงทุนกับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัย สามารถตรวจสอบระบบ และให้บริการรถยนต์ได้ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ"nnทั้งนี้เดือนสิงหาคมและกันยายนนบริษัทฯ ได้ใช้งบการตลาดสูงถึง 20 ล้านบาท เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์เรื่อง "น้ำมันเครื่อง" และนอกจากนี้บริษัทฯ ยังเตรียมงบประมาณอีก 25 ล้านบาท สำหรับภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์อีกหนึ่งชุด โดยจะออกอากาศในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยคาดว่าเมื่อรวมกับงบการตลาดในสื่ออื่นๆ บริษัทฯจะใช้งบการตลาดปีนี้รวมทั้งสิ้น 180 ล้านบาท เพื่อให้บี-ควิกเข้าถึงลูกค้าในทุกสื่อ และในทุกจังหวัดที่สาขาของบี-ควิก เปิดให้บริการnn(Source)
SMART,TOYOTA

18 สิงหาคม 2553 14:13 น. ข่าวในประเทศ - โตโยต้าปลื้มยอดจองเก๋ง "โคโรลล่า อัลติส ใหม่" ทะลุ 3,500 คัน หลังจากเปิดตัวลงโชว์รูมไม่ถึงสัปดาห์ พร้อมโหมกิจกรรมเข้าถึงตัวลูกค้าผ่านอีเวนท์ใหญ่ และร่วมมือดีลเลอร์ดันยอดขาย ลั่นขยายโชว์รูม-ศูนย์บริการเพิ่มเป็น 340 แห่งทั่วประเทศnnอัลติส ไมเนอร์เชนจ์วิเชียร เอมประเสริฐสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า เพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังการเปิดตัวรถยนต์ขนาดคอมแพกต์ " โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส ใหม่" ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันมียอดจองจากโชว์รูมทั่วประเทศกว่า 3,500 คันแล้วnn"เชื่อว่าโคโรลล่า อัลติส ใหม่ จะได้การตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดี ซึ่งรุ่นใหม่นี้ใช้เครื่องยนต์ ดูอัล วีวีที-ไอ (วาล์วแปรผันด้านไอดี และไอเสีย) พร้อมเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 7 สปีด ให้การขับขี่ยอดเยี่ยมพร้อมการประหยัดน้ำมัน ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ให้มากขึ้น บริษัทเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกับดีลเลอร์ทั่วประทศ อย่างต่อเนื่อง"nnสำหรับปีนี้โตโยต้าจัดกิจกรรมการตลาดแบบเข้าถึงตัวลูกค้าบ่อยขึ้น หรือเพิ่มกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยสนับสนุนให้ผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ สร้างสรรค์อีเวนท์ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมในท้องถิ่น เลือกใช้พรีเซ็นที่โดนใจลูกค้าและแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคnn"เรามีกิจกรรมที่หลากหลายและต่อเนื่องตลอดทั้งปี เช่น โตโยต้ามอเตอร์สปอร์ต 5 สนามที่ เชียงใหม่ อุดรธานี สงขลา กรุงเทพ และริมหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี รวมถึงฟุตบอล โตโยต้า ลีกคัพ มวยไทยมาราธอน TOYOTA วีโก้ สมาร์ท จัดตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ล่าสุดเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการงานบางกอก มิวสิค เฟสติวัล ระหว่าง11 กันยายน - 24 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย"นายวิเชียร กล่าวและว่าnnบริษัทจะทำกิจกรรมการตลาดเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าทั้งรถยนต์นั่งและปิกอัพ แต่กระนั้นการสำรวจของบริษัทพบว่าช่วง 1-2ปีหลังพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่นิยมรถยนต์นั่งมากขึ้น เนื่องจากถนนหนทางดี ประกอบกับการใช้พลังงานทางเลือกอย่าง CNG มีสถานีบริการคลอบคลุม ตลอดจนซื้อเป็นรถยนต์คันที่สองต่อจากปิกอัพnnในส่วนของการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย บริษัทได้มอบหมายภาระกิจหลักไว้ 3 อย่าง คือ 1.ต้องทำยอดขายเป็นอันดับหนึ่งในท้องถิ่น 2.สร้างความพอใจสูงสุดให้ลูกค้า ซึ่งบริษัทจะมีดัชนีชี้วัดทุกเดือน และ3.ต้องทำCSR กิจกรรมตอบแทนสังคม รักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ทุกดีลเลอร์ต้องผ่านมาตรฐานการจัดการองค์กรระดับ ISO 14000 ขณะเดียวกันเพื่อรองรับการบริการอย่างทั่วถึง บริษัทเตรียมเพิ่มโชว์รูมศูนย์บริการจาก 320 แห่งเป็น 340 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้nn(Source)
FORD,LANDROVER,ROVER,TATA

18 สิงหาคม 2553 13:26 น. แลนด์โรเวอร์ และจากัวร์ แบรนด์รถยนต์ระดับหรูภายใต้การดูแลของ ทาทา มอเตอร์ เตรียมเจรจากับ ฟอร์ด มอเตอร์ เจ้าของเดิม เพื่อขอเพิ่มการสนับสนุนเครื่องยนต์มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หลังจากที่ทั้ง 2 แบรนด์ โดยเฉพาะจากัวร์ มียอดขายแล่นฉิวเกินคาด และทำให้เครื่องยนต์ไม่เพียงพอต่อการผลิตเพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าnnRavi Kant รองประธานของ ทาทา มอเตอร์กล่าวว่า ในตอนนี้กำลังทำข้อเสนอเพื่อให้ทางฟอร์ดพิจารณา เกี่ยวกับการสนับสนุนเครื่องยนต์ให้กับทั้ง 2 แบรนด์ เพราะในช่วงต้นปีนี้ ยอดขายของทั้ง แลนด์โรเวอร์ และจากัวร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในไตรมาสที่ผ่านมา ตัวเลขเพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2009nnอีกทั้งทางคาร์ล-ปีเตอร์ ฟอสเตอร์ ซีอีโอของ ทาทา ก็กำลังจะเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นด้วยการก่อสร้างโรงงานที่จีน และอินเดีย ซึ่งนั่นทำให้ความต้องการเครื่องยนต์ของทั้ง 2 ยี่ห้อเพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่ทางฟอร์ดยังไม่ให้ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้nn ทาทา มอเตอร์ซื้อกิจการแบบแพ็คคู่ของจากัวร์ และฟอร์ดเข้ามาอยู่ในเครือด้วยมูลค่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 82,500 ล้านบาทเมื่อปี 2008 และยอดขายในช่วงไตรสมาสที่ผ่านมามีตัวเลขอยู่ที่ 57,153 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันที่มียอดขายเพียง 35,947 คันเท่านั้น และทางทาทาเองเชื่อว่ายอดขายของทั้ง 2 บริษัทจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องnn‘เราสามารถผลิตรถยนต์ได้มากกว่านี้ถ้าเรามีเครื่องยนต์มากพอ’ ฟอสเตอร์กล่าวที่มุมไบ ประเทศอินเดีย เมื่อถูกนักข่าวถามถึงเรื่องนี้ โดยอดีตบอสส์ใหญ่ของจีเอ็มยุโรปเข้าร่วมกับทาง ทาทา มอเตอร์เมื่อต้นปีนี้ พร้อมกับวางแผนขยายแนวรุกให้กับทั้ง 2 แบรนด์ด้วยการเพิ่มรุ่นรถยนต์ใหม่ๆ ในอนาคต โดยสัญญาการสนับสนุนเครื่องยนต์ของฟอร์ดให้กับอดีตบริษัทในเครือทั้ง 2 แห่งจะสิ้นสุดลงในปี 2019nn(Source)
SMART,TOYOTA

18 สิงหาคม 2553 14:13 น. ข่าวในประเทศ - โตโยต้าปลื้มยอดจองเก๋ง "โคโรลล่า อัลติส ใหม่" ทะลุ 3,500 คัน หลังจากเปิดตัวลงโชว์รูมไม่ถึงสัปดาห์ พร้อมโหมกิจกรรมเข้าถึงตัวลูกค้าผ่านอีเวนท์ใหญ่ และร่วมมือดีลเลอร์ดันยอดขาย ลั่นขยายโชว์รูม-ศูนย์บริการเพิ่มเป็น 340 แห่งทั่วประเทศnnอัลติส ไมเนอร์เชนจ์วิเชียร เอมประเสริฐสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า เพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังการเปิดตัวรถยนต์ขนาดคอมแพกต์ " โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส ใหม่" ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันมียอดจองจากโชว์รูมทั่วประเทศกว่า 3,500 คันแล้วnn"เชื่อว่าโคโรลล่า อัลติส ใหม่ จะได้การตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดี ซึ่งรุ่นใหม่นี้ใช้เครื่องยนต์ ดูอัล วีวีที-ไอ (วาล์วแปรผันด้านไอดี และไอเสีย) พร้อมเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 7 สปีด ให้การขับขี่ยอดเยี่ยมพร้อมการประหยัดน้ำมัน ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ให้มากขึ้น บริษัทเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกับดีลเลอร์ทั่วประทศ อย่างต่อเนื่อง"nnสำหรับปีนี้โตโยต้าจัดกิจกรรมการตลาดแบบเข้าถึงตัวลูกค้าบ่อยขึ้น หรือเพิ่มกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยสนับสนุนให้ผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ สร้างสรรค์อีเวนท์ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมในท้องถิ่น เลือกใช้พรีเซ็นที่โดนใจลูกค้าและแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคnn"เรามีกิจกรรมที่หลากหลายและต่อเนื่องตลอดทั้งปี เช่น โตโยต้ามอเตอร์สปอร์ต 5 สนามที่ เชียงใหม่ อุดรธานี สงขลา กรุงเทพ และริมหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี รวมถึงฟุตบอล โตโยต้า ลีกคัพ มวยไทยมาราธอน TOYOTA วีโก้ สมาร์ท จัดตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ล่าสุดเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการงานบางกอก มิวสิค เฟสติวัล ระหว่าง11 กันยายน - 24 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย"นายวิเชียร กล่าวและว่าnnบริษัทจะทำกิจกรรมการตลาดเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าทั้งรถยนต์นั่งและปิกอัพ แต่กระนั้นการสำรวจของบริษัทพบว่าช่วง 1-2ปีหลังพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่นิยมรถยนต์นั่งมากขึ้น เนื่องจากถนนหนทางดี ประกอบกับการใช้พลังงานทางเลือกอย่าง CNG มีสถานีบริการคลอบคลุม ตลอดจนซื้อเป็นรถยนต์คันที่สองต่อจากปิกอัพnnในส่วนของการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย บริษัทได้มอบหมายภาระกิจหลักไว้ 3 อย่าง คือ 1.ต้องทำยอดขายเป็นอันดับหนึ่งในท้องถิ่น 2.สร้างความพอใจสูงสุดให้ลูกค้า ซึ่งบริษัทจะมีดัชนีชี้วัดทุกเดือน และ3.ต้องทำCSR กิจกรรมตอบแทนสังคม รักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ทุกดีลเลอร์ต้องผ่านมาตรฐานการจัดการองค์กรระดับ ISO 14000 ขณะเดียวกันเพื่อรองรับการบริการอย่างทั่วถึง บริษัทเตรียมเพิ่มโชว์รูมศูนย์บริการจาก 320 แห่งเป็น 340 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้nn(Source)
วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553
TOYOTA

17 สิงหาคม 2553 15:07 น. โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ขานรับกระแสนโยบายของนานาชาติในการคว่ำบาตรต่อประเทศอิหร่าน ที่ยังเดินหน้าพัฒนาโปรแกรมการผลิตนิวเคลียร์เพื่อนำไปใช้เป็นอาวุธ โดยล่าสุดประกาศยกเลิกการส่งรถยนต์โตโยต้าเข้าไปขายในประเทศนี้โดยไม่มีกำหนดnn‘เราติดตามสถานการณ์ของโลกตลอดเวลา และยึดการตัดสินใจดำเนินนโยบายตามความเหมาะสมกับสิ่งที่เกิดขึ้น’ Dion Corbett โฆษกของโตโยต้ากล่าว โดยการประกาศยกเลิกส่งรถยนต์เข้าไปขายในครั้งนี้ไม่มีการระบุช่วงเวลาที่ชัดเจนว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไรnnอย่างไรก็ตาม แม้ทางทำเนียบข่าวจะสั่งอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการลงโทษอย่างรุนแรงต่อบริษัทที่ไม่สนใจต่อนโยบายต่างประเทศ และไม่สนใจกับการคว่ำบาตรในครั้งนี้ แต่ทางหนังสือพิมพ์ Nikkei ของญี่ปุ่นเผยว่า การตัดสินใจในครั้งนี้ของโตโยต้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับความถูกต้องทางด้านนโยบายการเมือง แต่เป็นเพราะพวกเขามีเรื่องให้ปวดหัวมากพอแล้ว เกี่ยวกับการ Recall รถยนต์ครั้งใหญ่ตั้งแต่ปลายปี 2009 และไม่ต้องการมีปัญหากับทางรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาnnโชคดีที่อิหร่านเป็นตลาดรถยนต์ที่ไม่ใหญ่มากสำหรับ โตโยต้า เพราะก่อนที่จะมีการประกาศส่งรถยนต์เข้าไปขาย โตโยต้ามียอดขายในประเทศนี้เพียง 222 คันเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเอสยูวีอย่างแลนด์ครูสเซอร์ โดยในปี 2008 โตโยต้ามียอดขายอยู่ที่ 4,000 คันแต่ในปีที่แล้วมียอดขายลดลงมาเหลือแค่ 246 คันเท่านั้นnnสำหรับการดำเนินนโยบายครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่โตโยต้าต้องทำเพื่อให้มีความสอดคล้องกับนโยบายทางการเมือง เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่ส่งรถยนต์เข้าไปขายในประเทศเกาหลีเหนือด้วยเช่นกันnnกรณีของอิหร่าน ในปัจจุบันถูกคว่ำบาตรจากทางสหรับอเมริกา, สหภาพยุโรป และสหประชาชาตินับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลของอิหร่านเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องให้ยุติโปรแกรมการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อนำปไปสู่การพัฒนาเป็นอาวุธnn(Source)
ISUZU

17 สิงหาคม 2553 13:34 น. บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด เชิญชวนนิสิต นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีแสดงความสามารถทางวิชาการและความคิดสร้างสรรค์ ในการแข่งขันแผนกลยุทธ์การตลาดสำหรับคนรุ่นใหม่ กับโครงการ "ISUZU Marketing Brains Challenge" ชิงทั้งเงินรางวัลและการทัศนศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมฟังการแนะนำโครงการและอธิบายโจทย์พร้อมรายละเอียดการแข่งขันได้ตามสถาบันการศึกษาที่ท่านศึกษาอยู่ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด โทร. 02-966-2121 หรือ www.isuzu-tis.com www.isuzux-series.com และwww.facebook.com/IMBC2010nn(Source)
วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553
BMW,CHEVROLET,DAEWOO,FORD,HONDA,HYUNDAI,MAZDA,MERCEDES BENZ,MITSUBISHI,NISSAN,SUBARU,SUZUKI,TATA,TOYOTA,VOLVO

13 สิงหาคม 2553 14:00 น. ข่าวในประเทศ - ตลาดรถยนต์ไทยเดินหน้าสู่เป้าหมาย 750,000 คัน โดยยอดขายสะสมหลังผ่าน 7 เดือนแรกของปี ทำได้ 422,364 คัน โต 53.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้ง เก๋ง รถเพื่อการพาณิชย์ ขยายตัวทะลุ 60% และ49% ตามลำดับnnวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์เดือนกรกฎาคม 2553 มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 65,672 คัน เพิ่มขึ้น 52.2% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 28,780 คัน เพิ่มขึ้น 64.1% รถเพื่อการพาณิชย์ 36,892 คัน เพิ่มขึ้น 44.0% รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ จำนวน 31,115 คัน เพิ่มขึ้น 39.8%nnโดยตลาดรถยนต์เดือนกรกฎาคม มีปริมาณการขาย 65,672 คัน เพิ่มขึ้น 52.2% เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงเศรษฐกิจของประเทศที่มีทิศทางดีขึ้น ขณะที่ตลาดรถยนต์นั่งมีปริมาณการขาย 28,780 คัน เพิ่มขึ้น 64.1% เป็นผลมาจากความนิยมต่อเนื่องในตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ส่งผลให้อัตราการเติบโตของตลาดรถยนต์นั่งโดยเฉลี่ยของปี2553 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 60 ด้านตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่มีปริมาณการขาย 36,892 คัน เพิ่มขึ้น 44.0% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประกอบกับการส่งเสริมการขายที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคnnสำหรับตลาดรถยนต์สะสม 7 เดือนแรก มีปริมาณการขาย 422,364 คัน เพิ่มขึ้น 53.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 60.3% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 49.3% เป็นผลมาจากความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่สร้างสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจส่งผลให้รายได้ภาคครัวเรือนดีขึ้น ประกอบกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้น อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่เหมาะสม และการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีnn"ด้วยปัจจัยต่างๆที่ส่งผลดีต่อตลาดรถยนต์รวมในประเทศในปีนี้ ส่งผลให้บริษัทรถยนต์ได้ปรับเป้าหมายของตลาดรถยนต์รวมในประเทศในปีนี้ โดยคาดว่าจะสูงถึง 750,000 คัน กอปรกับแนวโน้วภาวะเศรษฐกิจในหลายๆประเทศที่เริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน จากความต้องการรถจากลูกค้าในทวีปหลัก ๆ ที่มีเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง"วุฒิกร กล่าวnnยอดขายรถยนต์รวมทุกยี่ห้อnn
| ยี่ห้อ | ก.ค.53 | ม.ค.-ก.ค.53 | อัตราเติบโตเทียบ ม.ค.-ก.ค.52 (%) |
| โตโยต้า | 26,206 | 170,951 | +50.3 |
| อีซูซุ | 11,701 | 82,253 | +42.4 |
| ฮอนด้า | 10,265 | 62,047 | +31.6 |
| นิสสัน | 5,115 | 27,578 | +85.5 |
| มิตซูบิชิ | 3,186 | 19,785 | +119.9 |
| มาสด้า | 3,034 | 19,929 | +244.6 |
| ฮีโน่ | 831 | 5,158 | +48.6 |
| ซูซูกิ | 512 | 2,982 | +143.2 |
| นิสสัน ดีเซล (UD) | 40 | 424 | +44.7 |
| มิตซู-ฟูโซ่ | 38 | 422 | -52.0 |
| ซูบารุ | 7 | 69 | -18.8 |
| รวมค่ายญี่ปุ่น | 60,935 | 391,598 | +54.0 |
| เชฟโรเลต | 1,704 | 10,536 | +26.2 |
| ฟอร์ด | 788 | 4,698 | +21.4 |
| ทาทา | 555 | 2,882 | +458.5 |
| เบนซ์ | 488 | 2,714 | +7.7 |
| โปรตอน | 406 | 3,684 | +141.1 |
| ฮุนได | 222 | 1,582 | +122.8 |
| BMW | 203 | 1,611 | +53.7 |
| วอลโว่ | 89 | 701 | +94.2 |
| โฟล์คสวาเกน | 44 | 373 | +75.9 |
| วู่หลิง | 37 | 212 | +41.3 |
| เกีย | 18 | 342 | +32.6 |
| เปอโยต์ | 7 | 44 | -4.3 |
| แดวู | 0 | 26 | -3.7 |
| อื่นๆ | 176 | 1,361 | +82.0 |
| รวมทั้งหมด | 65,672 | 422,364 | +53.8 |
วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553
TOYOTA

12 สิงหาคม 2553 10:41 น. สะพัด! โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป เดินหน้าพัฒนารถต้นทุนต่ำบุกตลาดจีน และอาเซียน เพื่อทำตลาดในปี 2555 ด้วยราคาไม่เกิน 1 ล้านเยน (ประมาณ 370,000 บาท) ซึ่งใกล้เคียงกับการเปิดตัวอีโคคาร์ของโตโยต้าในไทย และเป็นช่วงที่ โตโยต้า ประเทศไทย เตรียมผลักดันไทยเป็นฐานผลิตเก๋งระดับโลก งานนี้ "เซอิ มาเอดะ" ผู้บริหารระดับสูง TMAP ที่คุมการาผลิตและพัฒนารถใหม่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกแบ่งรับแบ่งสู้ และจะเป็นการพัฒนารถจาก " โตโยต้า วีออส-ยาริส" หรือรถต้นทุนต่ำ" โตโยต้า เอธิออส" จนกระทั้งจับมือบริษัทรถในเครือ "ไดฮัทสุ มอเตอร์" พัฒนาร่วมกันหรือไม่ ยังไม่สรุปและทำเคลย์โมเดลออกมาแต่อย่างใด เพราะอยู่ระหว่าการศึกษาอยู่ แต่ยอมแย้มแนวคิดเก๋งเล็กโมเดลใหม่ เป็นไปได้อยากรวมรถต้นทุนต่ำ กับอีโคคาร์ไว้ในคันเดียวกัน โดยการพัฒนารถยนต์ให้ได้ตามมาตรฐานอีโคคาร์ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามให้ต้นทุนการผลิตไม่สูงมากนัก เพื่อที่ผู้บริโภคจะสามารถเป็นเจ้าของรถคุณภาพมาตรฐานได้ง่ายnn โตโยต้า วีออส ถูกระบุจากสื่อญี่ปุ่นว่า จะถูกนำมาพัฒนาเป็นรถต้นทุนต่ำ ราคาไม่เกิน 1 ล้านเยน ขณะที่ "เซอิ มาเอดะ" รองประธานกรรมการบริหาร TMAP โครงการเก๋งเล็กกำลังพัฒนาและศึกษาอยู่ nnการประกาศยกระดับให้ไทยเป็นฐานการผลิตเก๋ง เพื่อการส่งออกไปทั่วโลกเช่นเดียวกับปิกอัพ ของค่ายยักษ์ "โตโยต้า" นับเป็นร่องรอยบ่งชี้ให้เห็นอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะทิศทางก้าวต่อไปของโตโยต้าในอนาคต หลังจากได้ข้อสรุปแนวโน้มตลาดเก๋งในไทยจะขยายตัวอย่างมาก หลังจากได้มีการประเมินว่าสัดส่วนของเก๋งจะปรับเพิ่มเป็นมากกว่า 50% จากเดิมที่มีน้อยกว่าปิกอัพ และได้ขยับมาใกล้เคียงกันในปัจจุบัน นี่จึงน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โตโยต้าต้องปรับบทบาทใหม่ แต่การที่จะเป็นฐานส่งออกเก๋งไปทั่วโลก อันดับแรกตลาดในไทยย่อมจะต้องมีปริมาณมากพอเสียก่อนnnเมื่อดูจากจุดนี้ช่องทางที่โตโยต้ายังจะไปได้อีก จึงอยู่ที่เก๋งขนาดเล็ก และรถพลังงานทางเลือกอย่างพวกไฮบริด ซึ่งชัดเจนว่าจะขึ้นไลน์ผลิต " โตโยต้า พรีอุส" ในไทย แต่จุดตัดสินสำคัญน่าจะเป็นรถเล็กมากกว่า และที่แน่ๆ โตโยต้ามีโครงการ "อีโคคาร์" รออยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะต้องปรับแผนการทำงานใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว หรือไม่โตโยต้าก็จะมีโครงการใหม่ๆ ออกมาอีก จากล่าสุดที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับรถต้นทุนต่ำของ โตโยต้า เพื่อทำตลาดในจีนและอาเซียนโผล่ออกมาnnทั้งนี้รอยเตอร์ได้อ้างรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ชุนอิชิ ชิมบุน ประเทศญี่ปุ่นว่า โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กำลังพัฒนารถยนต์ต้นทุนต่ำ เพื่อทำตลาดในจีนและภูมิภาคอาเซียน ด้วยราคาจำหน่ายไม่เกิน 1 ล้านเยน หรือประมาณ 370,000 บาท และคาดว่าจะสามารถเปิดตัวได้ในปี 2555 nnโดยในรายงานข่าวระบุว่า โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป จะพัฒนารถต้นทุนต่ำโดยอ้างอิงจากพื้นฐานของรถเล็ก โตโยต้า วีออส และยาริส ซึ่งโตโยต้าตั้งเป้าหมายจะทำให้ต้นทุนการผลิตรถลดลง 30-40% ด้วยการจัดซื้อชิ้นส่วนภายในประเทศจีน และพร้อมกันนี้ ไดฮัทสุ มอเตอร์ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กในเครือของ โตโยต้า ได้กำลังพัฒนารถยนต์ขนาดเล็ก สำหรับทำตลาดในภูมิภาคอาเซียนเช่นกัน และอาจจะมีวางจำหน่ายรถยนต์รุ่นนี้ ภายใต้แบรนด์โตโยต้าด้วยnnจากการที่ทาง โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธในรายงานข่าวนี้ แนวโน้มจึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง เพราะโตโยต้ามีแผนรุกตลาดรถต้นทุนต่ำในตลาดเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจีน บราซิล หรืออินเดีย ที่ได้มีการเผยโฉมรถต้นแบบ " โตโยต้า เอธิออส" (Toyota Etios)ไปแล้ว ซึ่งในบางรายงานข่าวถึงกับระบุว่า รถรุ่นนี้จะถูกนำมาพัฒนาเป็นอีโคคาร์ของไทย ขณะที่กำหนดการทำตลาดรถต้นทุนต่ำจากรายงานข่าวล่าสุด นับเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับโครงการรถประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรือ "อีโคคาร์" ของโตโยต้าในไทยเช่นกันnnนอกจาก โตโยต้า วีออส และยาริส ก่อนหน้านี้ได้มีคาดว่ารถต้นทุนต่ำ " โตโยต้า เอธิออส" จะเป็นอีโคคาร์ในไทย nn"ยังไม่มีการสรุปเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพราะอีโคคาร์กำลังอยู่ในระหว่างพัฒนา และศึกษาความต้องการของตลาดอยู่ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีการทำเคลย์โมเดลแต่อย่างใด"nn"เซอิ มาเอดะ" รองประธานกรรมการบริหาร และหัวหน้าศูนย์เทคนิค บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเซีย แปซิฟิก เอ็นจิเนียริง แอนด์ แมนูเฟคเจอริ่ง จำกัด หรือ TMAP ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ที่ดูแลการผลิตและพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ของโตโยต้าในภูมิภาคเอเชีย ตอบคำถามเรื่องดังกล่าวกับ "ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง"nnและเมื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับ รถต้นทุนต่ำ หรือรถราคาประหยัด กับอีโคคาร์ จะเป็นโครงการเดียวกัน หรือเป็นอีกโมเดลของโตโยต้าในภูมิภาคนี้ มาเอดะบอกว่ากำลังศึกษาอยู่ ดังนั้นจึงไม่สามารถตอบรายละเอียดได้nn"ถ้าเป็นไปได้เราอยากให้อยู่ในคันเดียวกัน นั่นคือพัฒนารถยนต์ให้ได้ตามมาตรฐานอีโคคาร์ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามให้ต้นทุนการผลิตไม่สูงมากนัก เพื่อที่ผู้บริโภคจะสามารถเป็นเจ้าของรถคุณภาพมาตรฐานได้ง่าย"nnในส่วนของรายงานข่าว โตโยต้าอาจจะใช้รถยนต์ขนาดเล็กที่ไดฮัทสุ มอเตอร์ พัฒนาขึ้นมา ในการนำมาผลิตและทำตลาดในแบรนด์ โตโยต้า และก่อนหน้านี้ก็มีการอ้างรถต้นทุนต่ำ " โตโยต้า เอธิออส" จะเป็นอีโคคาร์ในไทย เรื่องนี้มาเอดะบอกว่า แม้ไดฮัทสุจะเป็นบริษัทในเครือ โตโยต้า แต่ก็ทำงานแยกกันชัดเจน และโครงการรถเล็กโตโยต้ากำลังศึกษาและพัฒนาอยู่ จึงยังไม่สามารถชี้ชัด หรือสรุปลงไปได้จะเป็นอย่างไรnnทั้งนี้เป็นที่ทราบกันว่า โตโยต้าไม่ได้เตรียมพัฒนารถใหม่รองรับโครงการอีโคคาร์ โดยเบื้องต้นโตโยต้าต้องการจะนำ โตโยต้า วีออส และยาริส มาสวมเป็นอีโคคาร์ แต่ตามเงื่อนไขที่ทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ กำหนดไว้นั่นไม่สามารถทำได้ โตโยต้าจึงต้องปรับแผนหันมาพัฒนารถใหม่ขึ้นมาอีก 1 รุ่นnnดังนั้นเมื่อโตโยต้าได้เปิดตัว รถต้นทุนต่ำ หรือรถราคาประหยัด " โตโยต้า เอธิออส" ทั้งแบบซีดานและแฮ็ทช์แบ็กในงานออโต เอ็กซ์โป 2010 หรืองานนิวเดลี มอเตอร์โชว์ ที่ประเทศอินเดีย สื่อสำนักต่างๆ จึงเชื่อกันว่ารถรุ่นนี้จะถูกนำมาพัฒนาเป็นอีโคคาร์ในไทย แต่ผ่านมาจนถึงขณะนี้เริ่มไม่แน่นอนแล้วnnอย่างไรก็ตาม จากการชี้แจงของมาเอดะ แม้จะยังไม่ชัดเจนถึงรายละเอียดของรถต้นทุนต่ำ และอีโคคาร์ แต่เมื่อพิจารณาดูจากคำอธิบายถึงแนวคิดของ โตโยต้า รถขนาดเล็กรุ่นใหม่ที่จะทำตลาดภูมิภาคนี้ในปี 2555 คงจะมีเพียงแค่โมเดลเดียว ซึ่งเป็นการรวมจุดเด่นของรถต้นทุนต่ำและอีโคคาร์มาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาจาก โตโยต้า วีออส หรือร่วมพัฒนากับไดฮัทสุ หรือใช้พื้นฐานร่วมกับรุ่นเอธิออสก็ตามnnปัญหาจึงอยู่ที่ว่าวิธีไหน? ที่จะทำให้อีโคคาร์ของ โตโยต้า ถูกส่งลงทำตลาดได้เร็วภายในปี 2555 เพื่อยกระดับให้ไทยเป็นฐานการผลิตเก๋งระดับโลก ตามที่ประธานคนใหม่ "เคียวอิจิ ทานาดะ" วาดฝันไว้!nn(Source)
วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553
SSANGYONG,TATA

10 สิงหาคม 2553 10:09 น. ข่าวต่างประเทศ - มหินธรา ผู้ผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์รายใหญ่ของอินเดีย วางแผนเตรียมเทคโอเวอร์กิจการของ ซังยอง ผู้ผลิตเอสยูวีของเกาหลีใต้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ SAIC หรือ Shanghai Automotive Industry Corporation โดยมีข่าวยืนยันว่า ตอนนี้ทางผู้บริหารของมหินธราเตรียมยื่นข้อเสนอมูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 13,200 ล้านบาทให้ทาง SAIC พิจาราณาnn ซังยอง แอคยอน สปอร์ตข่าวนี้มีความเป็นไปได้สูง เพราะชื่อของมหินธราก็เคยพัวพันกับความพยายามเทคโอเวอร์กิจการของซังยองมาโดยตลอด และช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสื่อถึง 3 ฉบับในอินเดียที่เล่นข่าวนี้และให้ข้อมูลตรงกัน ส่วนใหญ่ระบุว่า ทางมหินธราต้องการนำความรู้ทางด้านเทคโนโลยีในการผลิตเอสยูวีของซังยองมาช่วยส่งเสริมการทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งในปัจจุบัน มหินธราถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์เอสยูวีและเพื่อการพาณิชย์รายใหญ่ของอินเดียnnขณะที่อีกเหตุผลคือ ทางผู้บริหารพยายามมองหาช่องทางในการขยายธุรกิจ และยกระดับภาพลักษณ์ของตัวเองหลังจากที่พลาดในการซื้อกิจการของจากัวร์ และแลนด์โรเวอร์จากฟอร์ดในปี 2008 ซึ่งตอนนั้น โดนคู่ปรับร่วมชาติอย่าง ทาทา มอเตอร์ชิงตัดหน้าไปnnปี 2009 ทางมหินธราเคยยื่นข้อเสนอให้ทาง SAIC พิจารณามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้ด้วยเหตุที่มีผู้ยื่นเสนอหลายราย รวมถึงเรโนลต์แห่งฝรั่งเศศ เลยทำให้ความคืบหน้าในการเจรจาสะดุด และยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งนั่นทำให้มหินธราตัดสินใจเพิ่มจำนวนเงินในการขอเทคโอเวอร์กิจการของซังยองครั้งนี้ โดยคาดว่า ข้อเสนอน่าจะอยู่ในหลัก 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 13,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากข้อเสนอเดิมที่อยู่ในระดับ 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 9,900 ล้านบาทnnนักวิเคราะห์ในอินเดียเชื่อว่าหากซังยองเข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของมหินธราแล้ว จะส่งผลดีกับทั้ง 2 ฝ่าย เพราะทางมหินธราเองก็ต้องการยกระดับแบรนด์ตัวเองขึ้นสู่ตลาดโลก และต้องการเป็นผู้ผลิตชั้นนำในตลาดเอสยูวี ขณะที่ทางซังยองเองจะได้ประโยชน์จากรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งของมหินธรา ซึ่งว่ากันว่ามีเงินสดสำรองเอาไว้ถึง 20,000 ล้านรูปี หรือเกือบ 14,000 ล้านบาท และเป็นบริษัทที่มีอัตราการเป็นหนี้ต่ำมากnnหากข้อเสนอนี้ได้รับการพิจารณา และการเทคโอเวอร์สำเร็จ ข่าวระบุว่า ทางมหินธราจะมองหาทำเลในการตั้งโรงงานผลิต โดยเลือกประเทศในแถบอาเซียนเป็นฐานหลัก เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการผลิตเอสยูวีของซังยองสำหรับส่งขายในตลาดหลักอย่างรัสเซีย, ยุโรป, จีน, ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, อเมริกาเหนือและใต้ รวมถึงเอเชีย-แปซิฟิกnn(Source)
HONDA

9 สิงหาคม 2553 13:11 น. ข่าวต่างประเทศ - ไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไปแล้ว หลังจากที่สื่อมวลชนในญี่ปุ่นเคยปูพรมข่าวที่ฮอนด้าเตรียมผลิตซับคอมแพ็กต์ไฮบริดด้วยการจับเอา แจ๊ซ/ฟิต มาเป็นพื้นฐานตลอดช่วงปีที่ผ่านมา โดยในตอนนี้มีข่าวยืนยันว่าฮอนด้าจะผลิตจริง และเริ่มขายในญี่ปุ่นปลายปีนี้ด้วยชื่อฟิต ไฮบริด พร้อมกับราคาถูกไม่น่าเชื่อ คิดเป็นเงินไทยแล้วครึ่งล้านบาทเท่านั้นnnแจ๊ซ หรือ HONDA ฟิต ในญี่ปุ่นสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างการนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์โตเกียว ชิมบุน และไมนิชิ ชิมบุน ซึ่งนำเสนอตรงกันว่า ราคาของฟิต ไฮบริดที่ขายในญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 1.59 ล้านเยน หรือ 18,600 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 600,000 บาท ใกล้เคียงกับรุ่น 1.5X หรือ 1.5RS ตัวแต่งแบบสปอร์ต ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุดของสายพันธุ์ที่ขายอยู่ในญี่ปุ่นnnสาเหตุที่ราคาของฟิต ไฮบริดถูกเกินคาดเป็นผลมาจากมาตรการอุดหนุนของภาครัฐ ที่สนับสนุนให้คนญี่ปุ่นหันมาใช้รถยนต์ที่มีความประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยการลดหย่อนภาษี หรือ Green Tax รวมถึงได้รับสิทธิพิเศษบางประการ และนั่นทำให้รถยนต์ไฮบริดที่เปิดตัวออกมาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้รับความนิยมจากลูกค้าแดนปลาดิบเป็นจำนวนมากnnจากการเปิดเผยของหนังสือพิมพ์ชิมบุน เดลี่ระบุว่า ต้นทุนในการผลิตของฟิต ไฮบริดจะถูกกว่า ฮอนด้า อินไซต์ประมาณ 300,000 เยน หรือ 110,000 บาท แม้ว่ารถยนต์ทั้ง 2 รุ่นจะแชร์พื้นฐานทางวิศวกรรมร่วมกันก็ตาม และจากราคาที่แพงกว่ารุ่นพื้นฐานของฟิตเพียง 400,000 เยน หรือ 148,000 น่าจะทำให้ฟิต ไฮบริดได้รับความนิยมอย่างมากnnอย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ยังไม่มีการเปิดเผยสเปกของระบบไฮบริดที่จะใช้ในฟิต ไฮบริด แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นการปรับปรุงมาจากอินไซท์เพื่อให้มีความเหมาสมกับตัวรถnn(Source)
วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

8 สิงหาคม 2553 11:56 น. ข่าวในประเทศ - กรมการขนส่งทางบก สนองนโยบายปีแห่งความปลอดภัย เตรียมแผนรณรงค์ป้องกันและ ลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วง 12-15 สิงหาคมนี้ ตรวจพบพนักงานขับรถมีแอลกอฮอล์ให้เปลี่ยนตัวคนขับทันที พร้อมสั่งการให้จัดเตรียมรถให้เพียงพอต่อการใช้บริการnnชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกได้เตรียมแผนปฏิบัติการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงวันหยุด ระหว่าง 12-15 สิงหาคมนี้ ด้วยการสั่งการให้นายสถานีขนส่งผู้โดยสารหรือเจ้าหน้าที่เข้มงวด ในการตรวจสอบความพร้อมของพนักงานขับรถ โดยผู้ขับรถโดยสารสาธารณะแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ หากตรวจพบผู้ฝ่าฝืนจะสั่งให้พักการปฏิบัติหน้าที่และเปลี่ยนตัวพนักงานขับรถใหม่ทันที รวมทั้งตรวจสอบพฤติกรรมการขับรถจากสมุดประจำรถเพื่อให้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดnnสำหรับการขนส่งผู้โดยสารจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ให้นายทะเบียนกลางสั่งการให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งผู้โดยสารไม่จำทางด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ส่งรถไปช่วยเหลือในการขนส่งผู้โดยสารเส้นทาง หมวด 2 จากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ได้ โดยจะออกหนังสืออนุญาตให้ใช้รถทำการขนส่ง ผิดประเภทหรือนอกเส้นทาง หรือนอกท้องที่ เพื่อใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับอัตราค่าโดยสาร และค่าบริการอย่างอื่นในการขนส่งด้วย ในด้านการขนถ่ายประชาชนจากสถานีขนส่งผู้โดยสารหรือจุดจอดรถไปยังอำเภอและหมู่บ้านต่าง ๆ ให้สำนักงานขนส่งจังหวัดวางแผนจัดเตรียมรถขนส่งโดยสารประจำทาง ให้เพียงพอรองรับการเดินทางของประชาชนไปยังอำเภอ และหมู่บ้านต่าง ๆ ได้โดยสะดวกรวดเร็ว ส่วนการเดินทางในเที่ยวกลับ ให้สำนักงานขนส่งจังหวัดปลายทางจัดระเบียบการเดินรถให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และตรวจสอบ ดูแล คุ้มครองผู้โดยสารไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ จากผู้ฉวยโอกาส รวมทั้งให้มีการตรวจสอบรวบรวมข้อมูลปริมาณผู้โดยสารและจำนวนรถที่ให้บริการด้วยnnอย่างไรก็ตามประชาชนที่จะเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท หากไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง หรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ สามารถ ขอความช่วยเหลือหรือร้องเรียนได้ที่ ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ตลอด 24 ชั่วโมงnn(Source)
วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553
FORD

7 สิงหาคม 2553 12:50 น. ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศเปิดตัวโปรแกรม ฟอร์ด รับประกันจัดส่งอะไหล่ใน 24 ชั่วโมง หรือรับไปเลย ฟรี! ซึ่งเป็นโปรแกรมบริการหลังการขายล่าสุด ที่ฟอร์ดถือเป็นรายแรกของกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อยกระดับคุณภาพ ในด้านบริการหลังการขายของฟอร์ดในประเทศไทย สู่ระดับมาตรฐานโลก โดยภายใต้โปรแกรมดังกล่าว ฟอร์ดให้การรับประกันว่า จะจัดส่งอะไหล่ให้กับผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ 'ภายใน 24 ชั่วโมง' หลังจากได้รับคำสั่งซื้อ กรณีที่เลยกำหนดส่งมอบ ลูกค้าจะได้รับอะไหล่ชิ้นดังกล่าวฟรี โดยโปรแกรมนี้ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนเป็นต้นไป ที่ศูนย์บริการฟอร์ดทุกแห่งทั่วประเทศ คุณวิชิต ว่องวัฒนาการ รองประธานฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย อธิบายรายละเอียดว่าโปรแกรมดังกล่าวครอบคลุมกลุ่มอะไหล่สำคัญๆ รวมทั้งสิ้น 6 กลุ่ม มากกว่า 4,000 รายการ nn**รายละเอียดของโปรแกรมนี้**nnการเปิดตัวโปรแกรมสุดพิเศษในประเทศไทย เพื่อให้การรับประกันจัดส่งอะไหล่ทั่วประเทศภายใน 24 ชั่วโมง ครั้งนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นของ ฟอร์ด ในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยที่ผ่านมา ยังไม่มีผู้ผลิตรถยนต์รายใด กล้าให้การรับประกันการจัดส่งอะไหล่ทั่วประเทศ ภายใน 24 ชั่วโมง มาก่อน นอกจากนี้ ฟอร์ดยังเร่งขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครบ 100 แห่งทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงการลงทุนอย่างมาก ในด้านการฝึกอบรมและพัฒนาช่างเทคนิค ตลอดจนพนักงานของศูนย์บริการต่างๆ อย่างต่อเนื่องอีกด้วยnn**โปรแกรม "รับประกันจัดส่งอะไหล่ใน 24 ชั่วโมง หรือ รับไปเลย ฟรี!" ครอบคลุมอะไหล่กี่รายการ**nnโปรแกรมนี้มีอะไหล่ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขจำนวนกว่า 4,000 รายการ จากทั้งหมด 6 กลุ่มอะไหล่สำคัญๆ คือ กลุ่มเครื่องยนต์, กลุ่มเบรก, กลุ่มระบบช่วงล่าง และระบบบังคับเลี้ยว, กลุ่มระบบไฟฟ้าและระบบปรับอากาศ, กลุ่มระบบส่งกำลัง และ กลุ่มอะไหล่ตัวถัง โดยปกติแล้ว ฟอร์ดจัดหาอะไหล่แท้จากแหล่งผลิตภายในประเทศ อย่างไรก็ตามหากอะไหล่ชิ้นดังกล่าว ไม่สามารถหาได้ในประเทศไทย ฟอร์ดจะเช็คจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก โดยพิจารณาจากประเทศที่อยู่ใกล้ที่สุดและราคาอะไหล่ถูกที่สุดเป็นหลักnn**โปรแกรมนี้มีขั้นตอนการให้บริการอย่างไรบ้าง** nnโดยปกติแล้ว ผู้แทนจำหน่ายของฟอร์ดจะมีชิ้นส่วนอะไหล่ที่จำเป็นเก็บไว้ในระบบสินค้าคงคลังอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากอะไหล่ที่ลูกค้าต้องการไม่มี ผู้แทนจำหน่ายสามารถสั่งอะไหล่ชิ้นนั้นจากฟอร์ดได้โดยตรง หากอะไหล่ชิ้นที่สั่งไปนั้น อยู่ภายใต้เงื่อนไขของโปรแกรมนี้ ฟอร์ดให้การรับประกันว่า จะสามารถจัดส่งอะไหล่ให้กับผู้แทนจำหน่ายได้ภายใน 24 ชั่วโมง หรือภายในวันทำการถัดไป หากฟอร์ดไม่สามารถจัดส่งอะไหล่ดังกล่าวได้ตามกำหนด ลูกค้าจะได้รับอะไหล่ชิ้นนั้นฟรีทันทีnn**รถรุ่นไหนบ้างที่มีสิทธิ์ได้รับการประกันจากโปรแกรมนี้** nnโปรแกรมนี้ให้สิทธิ์กับผู้เป็นเจ้าของรถฟอร์ดรุ่นปัจจุบันทั้งหมดที่ซื้อรถไปตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วย เรนเจอร์, เอเวอร์เรสต์, เอสเคป, โฟกัส และ FORD เฟียสต้า (ที่เตรียมเปิดตัวต้นกันยายน 2553) ฟอร์ดสามารถจัดส่งอะไหล่ ไปยังศูนย์บริการของฟอร์ดทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว ด้วยประสิทธิภาพที่ล้ำหน้าของ ระบบ PANDA (Parts and Accessories Computer System) ซึ่งเป็นระบบไอทีเฉพาะของ ฟอร์ด ที่มีศูนย์กลางของระบบอยู่ในประเทศไทยnn**ลูกค้าจะทราบได้อย่างไรว่า อะไหล่ชิ้นที่ต้องการใช้รวมอยู่ในโปรแกรมนี้หรือเปล่า** nnลูกค้าสามารถตรวจสอบรายการอะไหล่ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการรับประกันได้ทันทีจากตัวแทนจำหน่ายหรือสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของเราที่ www.ford.co.th หรือโทรศัพท์ติดต่อ ฟอร์ด คอลเซ็นเตอร์ได้ที่ 0-2686-5899nn**โปรแกรมนี้ มีข้อจำกัดอะไรบ้าง**nnต้องเป็นรถที่เข้ารับบริการที่ศูนย์ซ่อมของผู้แทนจำหน่าย ที่ได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการของฟอร์ดเท่านั้น (รวมถึงศูนย์ซ่อมตัวถัง และสีที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการของฟอร์ด) และอะไหล่ที่อยู่ในรายชื่อจะต้องเป็นอะไหล่มาตรฐานจากโรงงานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการซ่อมรถและให้บริการนั้น ขึ้นอยูกับความซับซ้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นnn**ลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากโปรแกรมนี้**nnโปรแกรมนี้ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าของฟอร์ดขับรถได้อย่างสบายใจไร้กังวลที่สุด และยังทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจในบริการของเรามากยิ่งขึ้น ภายใต้โปรแกรมดังกล่าว ลูกค้าจะได้รับอะไหล่ที่ถูกต้อง ครบพร้อม ในเวลาและสถานที่ที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งเป็นผลมาจาก การใช้ระบบไอทีที่ทันสมัย ในการตรวจสอบและจัดหาอะไหล่จากแหล่งต่างๆ ให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อมีการสั่งอะไหล่เกิดขึ้น ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่า จะได้รับอะไหล่แท้ภายในเวลาอันรวดเร็วและได้ราคาที่ดีที่สุดnn**โปรแกรมนี้ทำให้ลูกค้ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหรือไม่**nnลูกค้าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มขึ้น ฟอร์ดริเริ่มโปรแกรมนี้ขึ้นมาเพื่อมุ่งให้ความคุ้มค่ามากที่สุดแก่ลูกค้า......nn(Source)
วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553
MERCEDES BENZ C,MERCEDES BENZ

6 สิงหาคม 2553 16:29 น. ข่าวในประเทศ - เมอร์เซเดส- เบนซ์ เปิดตัวแคมเปญ "PLUS" ครั้งแรกของการรวมบริการทางการเงินกับบริการหลังการขาย โดยลูกค้าจะไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลและบำรุงรักษารถยนต์ตลอดระยะเวลา 3 ปี ไม่จำกัดระยะทางnn ศาสตราจารย์ ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ (กลาง) ประธานบริหาร นายอรุณ สมุทรสาร (ขวา) รองประธานบริหารฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัท เมอร์เซเดส- เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย นายศุภวุฒิ จิรมนัสนาคร (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์เซเดส- เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเปิดตัวบริการพลัส ศุภวุฒิ จิรมนัสนาคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์เซเดส- เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทเปิดตัวบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ล่าสุด ภายใต้ชื่อแคมเปญ "PLUS" ซึ่งเป็นครั้งแรกของการให้บริการทางการเงินที่ผนวกเข้าไว้กับบริการหลังการขาย โดยลูกค้าจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย ตลอดจนการดูแลรักษารถยนต์อย่างดีเยี่ยมnnสำหรับ บริการพลัส (PLUS) เป็นนวัตกรรมล่าสุดที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างบริษัท เมอร์เซเดส- เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) และ บริษัท เมอร์เซเดส- เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อมอบสิทธิพิเศษสุดสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจากเมอร์เซเดส- เบนซ์ ไม่ว่าจะเป็น C-, E- หรือ S-Class ใหม่ ทุกรุ่นที่ประกอบภายในประเทศ โดยจะได้รับการดูแลและบำรุงรักษารถยนต์ตลอดระยะเวลา 3 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง นอกจากนี้ รถทุกคันยังจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากช่างผู้ชำนาญการและใช้อะไหล่แท้ของเมอร์เซเดส- เบนซ์ รวมทั้งสามารถนำรถเข้ารับบริการได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ซึ่งแคมเปญดังกล่าว เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงตุลาคม 2553nn"บริการพลัส ถือเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ใช้บริการทางการเงินของบริษัทฯ และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจมากที่สุด เพราะตลอดเวลา 3 ปี ลูกค้าไม่ต้องกังวลกับการดูแลและบำรุงรักษารถยนต์ ตลอดจนค่าบริการ ซึ่งรวมถึงค่าแรงและ อะไหล่แท้ของเมอร์เซเดส- เบนซ์ (ยกเว้นยาง) นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มความสะดวกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากลูกค้าสามารถนำรถเข้ารับบริการได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการได้ทุกที่ทั่วประเทศ" นายศุภวุฒิ กล่าวnnโดยผู้สนใจสอบถามและขอรายละเอียดเพิ่มเติม "บริการพลัส" ได้จากผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือที่ www.Mercedes Benz Co.thnn(Source)
MAZDA 3,CHEVROLET,MAZDA,TOYOTA

6 สิงหาคม 2553 13:22 น. จีเอ็มนำ " เชฟโรเลต ครูซ" มาเผยโฉมแบบแวบๆ ชนิดช่างภาพก็ยังตั้งหลักไม่ทัน ในงานแถลงข่าวทิศทางใหม่ของบริษัทฯตลาดเก๋งคอมแพ็กต์ร้อนแรง ตั้งแต่เข้าสู่โค้งแรกของครึ่งปีหลัง เมื่อค่ายรถดาหน้าออกมาเรียกลูกค้า แม้แต่ค่ายจีเอ็มที่ประกาศแผนธุรกิจในไทย ยังปั่นกระแสให้กับ " เชฟโรเลต ครูซ" ยืนยันจะขึ้นไลน์ประกอบและส่งลงทำตลาดในไทยช่วงปลายปีนี้แน่นอน พร้อมเผยอนาคตจะมีรุ่นรองรับพลังงานทดแทนทยอยตามออกมา เรียกว่ายังไม่ถึงเวลาก็ขอเบรกกระแสคู่แข่งเอาไว้ก่อน เมื่อค่าย"มาสด้า" ทำการแต่งหน้าทาปากใหม่ให้กับ "มาสด้า3" โฉบเฉี่ยวสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ไม่แตกต่างระหว่างรุ่น 1.6 และ 2.0 ลิตร เคาะราคาเริ่มต้น 7.55 แสนบาท หวังเรียกแรงซื้อจากลูกค้า สู่เป้าหมาย 6,000 คันในปีนี้ แต่ไม่ว่าค่ายไหนคงต้องสะเทือนกันหมด กับการที่ยักษ์ใหญ่ "โตโยต้า" บิ๊กไมเนอร์เชนจ์ให้กับ "โคโรลล่า อัลติส" ทั้งรูปลักษณ์และโดยเฉพาะสมรรถนะ ที่ปรับเครื่องยนต์เป็นแบบ Dual VVT-i เหมือนกันหมด และยังเปลี่ยนเกียร์ธรรมดาเป็นแบบ 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 7 สปีด ทำให้สมรรถนะแรงและไหลลื่นขึ้นกว่าเดิม nnโฉมหน้า มาสด้า 3 แฮทช์แบ็กกระแสความแรงของเก๋งขนาดเล็กในช่วงที่ผ่านมา บดบังตลาดรถยนต์ประเภทอื่นๆ เสียหมด แม้แต่เก๋งคอมแพ็กต์ที่เคยเป็นตลาดใหญ่ของกลุ่มรถยนต์นั่ง ยังต้องหลบทางให้กับเก๋งเล็กทั้งหลายที่ทยอยเปิดตัวออกมา ไม่ว่าจะเป็นเก๋งซับคอมแพ็กต์ และอีโคคาร์ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้คิวเปิดตัวของบรรดาเก๋งเล็กรุ่นสำคัญ จะเว้นระยะไปช่วงหนึ่งจนกว่าถึงต้นปีหน้า ที่เป็นกำหนดการอีโคคาร์ของฮอนด้าจะถูกส่งลงทำตลาด ช่วงนี้จึงนับว่าเป็นโอกาสของเก๋งคอมแพ็กต์ ที่จะกลับมาสร้างสีสันอีกครั้ง และเพียงแค่เข้าสู่เดือนที่สองของช่วงครึ่งปีหลัง เก๋งคอมแพ็กต์ก็เริ่มขยับเขย่าตลาดกันอย่างคึกคักแล้ว nnจริงๆ แล้วเริ่มมีการชิมลางของเก๋งคอมแพ็กต์ ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมแล้ว เมื่อค่ายเจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย หรือจีเอ็ม(GM) ประเทศไทย เปิดแถลงข่าวทิศทางใหม่ของจีเอ็มในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในงานนี้ได้สร้างความแปลกใจให้กับสื่อมวลชนเล็กน้อย ด้วยการนำ " เชฟโรเลต ครูซ" มาเผยโฉมแบบแวบๆ ชนิดช่างภาพก็ยังตั้งหลักไม่ทัน กว่าจะฮือเข้าไปถ่ายภาพรถก็หายกลับเข้าไปหลังเวทีเสียแล้ว nn"นี่คือ เชฟโรเลต ครูซ ที่เป็นการนำเสนอการออกแบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก โดยเน้นถึงรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งและสะท้อนถึงความปลอดภัยในการขับขี่ และแน่นอนว่าจะต้องมีตราสัญลักษณ์โบว์ไท ที่ใช้กับรถยนต์เชฟโรเลตทั่วโลก ซึ่งจะพบกับรถยนต์ เชฟโรเลต ครูซ ในไทยได้ช่วงปลายปีนี้"nnนั่นคือคำกล่าวของ "มาร์ติน แอพเฟล" ประธานกรรมการคนใหม่ของ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เซาท์อีสเอเชีย โอเปอเรชั่นส์ จำกัด ที่ดูแลจีเอ็มทั้งหมดในภูมิภาคอาเซียน และบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส(ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์(ประเทศไทย) จำกัด และว่าจะรถรุ่นนี้จะประสบความสำเร็จในไทย เช่นเดียวกับที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้นำเข้าจากเกาหลีมาเปิดตัวทำตลาด ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่วนในไทยจะเป็นการขึ้นไลน์ประกอบที่โรงงานของจีเอ็ม จังหวัดระยองnnสำหรับ เชฟโรเลต ครูซ จะมาทำตลาดแทนรุ่นออปตร้า ซึ่งตามรายงานข่าวจะมีให้เลือกหลักๆ ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 และ 1.8 ลิตร ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร กำลังพิจารณาทางการตลาดอยู่ ส่วนเครื่องยนต์รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 แอพเฟลบอกว่าคงต้องใช้ระยะเวลาพัฒนาสักระยะ จะเห็นได้คงใช้เวลานับจากนี้ประมาณ 18 เดือน เช่นเดียวกับรถใช้พลังงานเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ หรือเอ็นจีวี ที่เป็นอีกความสำเร็จของจีเอ็มในไทย และจะต้องเดินหน้าต่อไปแน่นอน nnแต่ก่อนที่จะจีเอ็มจะขยับเป็นรูปธรรม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ต้องเจอกับงานหนักเสียแล้ว จากการเปิดตัวเก๋งคอมแพ็กต์ใหม่จาก 2 ค่าย ที่ประสบความสำเร็จในตลาดดังกล่าว เริ่มตั้งแต่ "มาสด้า" ที่ทำการแต่งหน้าทาปากให้กับ "มาสด้า3" หวังดันยอดช่วงโค้งสุดท้าย หลังจากยื้อทำตลาดมานานหลายปี โดยได้ทำการแนะนำสู่ตลาดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา nn มาสด้า 3 รุ่น 4ประตู มาสด้า 3 ใหม่ ได้ปรับรูปลักษณ์ภายนอกใหม่ โดยในรุ่นซีดาน หรือ 4 ประตูมีปรับกระจังหน้าเป็นแบบเดียวกันกับรุ่น 2.0 ลิตร พร้อมกันชนหน้าและหลังแบบสปอร์ตใหม่ ทำให้ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ส่วนรุ่น 5 ประตูติดตั้งชุดแต่งสปอร์ตรอบคันดีไซน์ใหม่ สเกิร์ตหน้า ด้านข้างและหลังดีไซน์สปอร์ต ปลายท่อไอเสียสแตนเลสทรงสปอร์ต เซ็นเซอร์ถอยหลัง 4 จุด สีเดียวกับตัวรถ ด้านภายในด้วยปุ่มแอร์อัตโนมัติ แต่งด้วยโครเมียม พร้อมออปชั่น AUX เชื่อมต่อเครื่องเล่น iPod และเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาอื่นๆ nnเครื่องยนต์ มาสด้า 3 ยังเป็นบล็อก MZR 2.0 ลิตร DOHC 16 วาล์ว 147 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 182 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที และเครื่องยนต์ MZR 1.6 ลิตร 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 145 นิวตัน-มตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมระบบวาล์วแปรผัน SVT (Sequential Valve Timing) ที่มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ Activematic 4 สปีดเช่นเดิม nnโดยราคาของ มาสด้า 3 ใหม่ รุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร เริ่มต้น 755,000 - 857,000บาท และรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ราคา 966,000 บาท ส่วนรุ่น 5 ประตู ราคา 1,035,000 บาท ซึ่งผลจากการแต่งหน้าทาปากใหม่ครั้งนี้ มาสด้าหวังจะผลักดันให้รถรุ่นบรรลุยอดขาย 6,000 คันตามเป้าหมายแน่นอน nnส่วนที่ได้รับการจับตามองพิเศษ เห็นจะเป็นการเปิดตัวของ " โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส" ใหม่ ซึ่งแนะนำสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ ในวันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมาเพราะไม่เพียงเป็นรุ่นนำของตลาดคอมแพ็กต์ในไทย ยังถือเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ทีเดียว ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์และสมรรถนะ นับตั้งแต่เปิดตัวโฉมนี้มาตั้งแต่ปี 2551 nnทั้งนี้ โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส ใหม่ ยังคงมีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 รุ่นหลักเช่นเดิม แต่ได้ปรับเปลี่ยนระบบวาล์วแปรผัน VVT-i ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.6 และ 1.8 ลิตร เป็นแบบ Dual VVT-i (ยกเว้น 1.6 CNG ยังใช้ VVT-i เหมือนเดิม)เช่นเดียวกับรุ่น 2.0 ลิตร ซึ่งจะมีการทำงานทั้งวาล์วไอดีและไอเสีย ทำให้มีพละกำลังตอบสนองอัตราเร่งได้เป็นอย่างดี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมnnอัลติส รุ่น 2.0 ลิตรโดยรุ่น 1.6 ลิตร มีแรงม้าจาก 109 ตัว เพิ่มเป็น 122 แรงม้า ที่ 6000 รอบต่อนาที และแรงบิดจาก 145 ที่ 4400 รอบต่อนาที เป็น 154 ที่ 5200 รอบต่อนาที และในรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร สมรรถนะกำลังจาก 132 แรงม้า ที่ 6000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 170 ที่ 4200 รอบต่อนาที เพิ่มเป็น 140 แรงม้า ที่ 6400 รอบต่อนาที แรงบิด 173 ที่ 4000 รอบต่อนาที nnส่วนรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ที่ระบบวาล์วแปรผันเป็นแบบ VVT-i อยู่แล้ว แต่ได้มีการปรับสมรรถนะจากเดิมให้กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 5600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 189 ที่ 4400 รอบต่อนาที เป็น 145 ที่ 6200 รอบต่อนาที แรงบิด 187 ที่ 3600 รอบต่อนาที ขณะที่รุ่นเครื่องยนต์ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ หรือซีเอ็นจี(CNG) ไม่มีการปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด nnนอกจากนี้ยังยกชุดระบบส่งกำลัง จากเดิมรุ่น 1.6 ลิตร เป็นเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เปลี่ยนมาเป็น 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติในรุ่น 1.8 ลิตร และ 2.0 ลิตร หันมาใช้แบบอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง CVT 7 สปีด พร้อมเล่นเปลี่ยนเกียร์เองได้ แต่เกียร์อัตโนมัติของรุ่น 1.6 ลิตร ยังใช้แบบเฟือง 4 สปีดเหมือนเดิม nnขณะที่รูปลักษณ์ภายนอก ได้ปรับเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่และกว้างขึ้น เช่นเดียวกับกันชนหน้าที่ขนาดใหญ่และดูสปอร์ต ส่วนไฟท้าย กันชนหลังและรีเฟลกเตอร์ดีไซน์ใหม่ ซึ่งในรุ่น 2.0 ลิตร ไม่เพียงกระจังหน้าใหม่มีบาร์กลาง ยังมากับชุดแต่งรอบคันอีกด้วย nnส่วนภายในโคโรลล่า อัลติส ใหม่ ได้ปรับสีลายไม้-สีเมเทลิก ที่แปะบริเวณแผงคอนโซล และประตูข้าง เครื่องเสียงเพิ่มช่องต่อ AUX ตามสมัยนิยมจากโรงงาน ส่วนรุ่นท็อป 2.0 ลิตร เปลี่ยนวงพวงมาลัยให้ดูสปอร์ตคล้ายรถแข่ง โดยราคาเริ่มต้น 7.44 แสนบาท – 1.204 ล้านบาทnnจากความเคลื่อนไหวของทั้ง 3 ค่าย คงทำให้ผู้ที่ชื่นชอบเก๋งคอมแพ็กต์ ตัดสินใจจะเดินเข้าโชว์รูมไหน? เมื่อไหร่?nn(Source)
วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553
CHEVROLET,CHRYSLER,JEEP

5 สิงหาคม 2553 13:03 น. เจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือจีเอ็ม ประกาศเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ทางเลือกใหม่อย่างรุ่นโวลต์อีก 50% ภายในปี 2012 หลังเสียงตอบรับจากลูกค้าชาวอเมริกันมีมากเกินคาด หลังจากที่ทางจีเอ็มได้เปิดเผยราคาของรถยนต์ E-REV รุ่นนี้ออกมาที่ 41,000 เหรียญสหรัฐฯ (1.35 ล้านบาท) หรือ 33,500 เหรียญสหรัฐฯ (1.1 ล้านบาท) หลังหักภาษีnnช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางจีเอ็มได้ใช้รอบเยือนโรงงาน Hamtramck มลรัฐดีทรอยต์ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา และท่านประธานาธิบดีก็ให้เกียรติเป็นคนแรกที่ขับ เชฟโรเลต โวลต์ ในการประกาศถึงความคืบหน้าทางด้านยอดขายหลังจากที่มีการประกาศราคารถยนต์รุ่นนี้ออกมาก่อนหน้านี้ 1 วัน โดยระบุว่า ‘ตอนนี้มีลูกค้าลงรายชื่อแล้วมากกว่า 25,000 คัน’nnนอกจากนั้น ยังเผยอีกว่ากำลังวางแผนเพิ่มจำนวนการผลิตของโวลต์อีก 50% จากเดิมอยู่ที่ 30,000 คันมาเป็น 45,000 คันภายในปี 2012 ซึ่งทางร็อบ ปีเตอร์สัน โฆษกของจีเอ็มกล่าวว่า ‘เรารู้สึกได้ถึงการตอบรับที่ดีมาก นับตั้งแต่มีข่าวว่ารถยนต์รุ่นนี้กำลังจะเปิดตัว ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการเผยราคา เราได้รับรายชื่อลูกค้าที่แสดงความสนใจมากเป็นจำนวนหนึ่ง และมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนถึงการประกาศอย่างเป็นทางการ’nnสำหรับการเยือนโรงงานผลิตรถยนต์ที่ดีทรอยต์นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมทัวร์โรงงานผลิตรถยนต์บิ๊กทรีในอุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกัน โดยประธานาธิบดีโอบาได้เดินทางไปเยือนโรงงาน Jefferson North Jeep ของไครสเลอร์เป็นแห่งแรก เพื่อดูไลน์การผลิตเอสยูวีรุ่นแกรนด์ เชโรกีใหม่ของจี๊ป จากนั้นก็มาที่โรงงาน Hamtramck ของจีเอ็มเพื่อทดลองขับ เชฟโรเลต โวลต์ ก่อนที่จะไปเยือนโรงงานของฟอร์ดที่ชิคาโก้เพื่อดูไลน์ผลิตของรถยนต์รุ่นทอรัส และเอ็กซ์โพลเรอร์ใหม่nnมีการคาดกันว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโอบามาใช้เงินจำนวน 62,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 2.04 ล้านล้านบาทในการเข้าช่วยเหลือกิจการของ ไครสเลอร์ และจีเอ็ม ที่ประสบปัญหาจนกระทั่งนำไปสู่การฟื้นฟูกิจการในช่วงกลางปี 2009nn(Source)
วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553
MAZDA 3,TOYOTA

4 สิงหาคม 2553 10:32 น. ข่าวในประเทศ - "โตโยต้า" เล็งผุดโครงการใหญ่ ยกไทยเป็นศูนย์กลางผลิตเก๋งระดับโลก เช่นเดียวกับปิกอัพ เร่งทำแผนเสนอบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น คาดใช้เวลาสรุปผล 1 ปี เชื่อมั่นมีศักยภาพพร้อม และเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาดอีกหลายรุ่น โดยเฉพาะรถไฮบริด " โตโยต้า พรีอุส" และโครงการอีโคคาร์ ฟุ้งมูลค่าส่งออกปีนี้มีสิทธิ์ทะลุ 1.95 แสนล้านบาท ผงาดเป็นบริษัทส่งออกมูลค่าสูงสุดของไทย พร้อมปรับเพิ่มยอดขายในประเทศเป็น 3 แสนคัน ทำสถิติสูงสุดของโตโยต้าในไทย ด้าน "มาสด้า" เล็งย้ายฐานผลิตเก๋งคอมแพกต์ "มาสด้า3" จากฟิลิปปินส์มาไทย รอเพียงบริษัทแม่ประเทศญี่ปุ่นยืนยัน คาดไม่เกินสิ้นปีนี้ได้ขอสรุปnnเคียวอิจิ ทานาดะ เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด หรือทีเอ็มที(TMT) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตปิกอัพขนาด 1 ตัน สำคัญระดับโลกของ โตโยต้า จากการเป็นฐานผลิตเพื่อการส่งออกทั่วโลก แต่ในอนาคต โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ต้องการจะขยายบทบาทดังกล่าว ไปยังรถยนต์นั่ง หรือเก๋งด้วยเช่นกัน เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์ระดับโลกอย่างแท้จริงnn"ขณะนี้เรากำลังศึกษาแผนยกระดับไทย เป็นฐานการผลิตเก๋งระดับโลก จากปัจจุบันที่ผลิตรองรับตลาดในประเทศ และส่งออกภูมิภาคอาเซียน-ออสเตรเลียเป็นหลัก ซึ่งแผนทั้งหมดทีเอ็มทีจะต้องศึกษาครอบคลุม ทั้งเรื่องโรงงานผลิต การลงทุน และผลิตภัณฑ์ ตลอดจนตลาดส่งออก เพื่อให้บริษัทแม่ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น หรือทีเอ็มซี(TMC) เป็นผู้ตัดสินใจ โดยคาดว่าจะชัดเจนและสรุปได้ภายใน 1 ปีนับจากนี้ไป"nnโดยโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางผลิตเก๋งระดับโลก มีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะไทยมีศักยภาพความพร้อมสูงสุด และปัจจุบันโตโยต้าในประเทศไทย เป็นบริษัทเดียวที่มีกำลังการผลิตเดือนละกว่า 5 หมื่นคัน นับว่าสูงที่สุดในโลก แม้ในสหรัฐอเมริกาจะมีตัวเลขการผลิตสูงกว่า แต่เป็นยอดการผลิตของบริษัทในเครือหลายแห่งรวมกันnnนายทานาดะกล่าวว่า ในส่วนของโรงงานที่จะรองรับโครงการศูนย์กลางผลิตเก๋งระดับโลก ไทยมีพื้นที่ว่างขยายการผลิต หรือสร้างโรงงานเพิ่มได้ ทั้งที่เกตุเวย์(ปัจจุบันผลิตเก๋ง) และโรงงานบ้านโพธิ์(ผลิตปิกอัพและรถอเนกประสงค์พีพีวี) จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งสามารถนำมาพิจารณาว่า ตรงไหนมีความเหมาะสมมากที่สุดได้ทั้งคู่nnโรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์"ประกอบกับทิศทางตลาดเก๋ง ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนยอดขายเก๋งและปิกอัพปัจจุบันใกล้เคียงกันมาก ทำให้เชื่อว่าอนาคตตลาดเก๋ง จะมีมากกว่า หรือมีสัดส่วนเกิน 50% แต่ไม่ได้หมายความว่ายอดขายปิกอัพจะลดลง ตลาดปิกอัพยังจะเติบโตต่อไป เพียงแต่สัดส่วนปริมาณจะน้อยกว่าเก๋งเท่านั้น"nnจากทิศทางดังกล่าว แน่นอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาด จึงต้องสอดคล้องกับสภาพตลาด โดยปัจจุบันเก๋งที่ผลิตในไทยไม่ว่าจะเป็น โตโยต้า รุ่นโคโรลล่า อัลติส, รุ่นคัมรี่, รุ่นวีออส และยาริส ล้วนได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี และในไทยยังมีศูนย์พัฒนาและวิจัยประจำภูมิภาคในไทย จึงย่อมมีศักยภาพในการพัฒนาและผลิตเก๋งรุ่นใหม่ๆ สู่ตลาดได้nn"ไม่เพียงเท่านี้โตโยต้ายังให้ความสำคัญ กับรถพลังงานทางเลือกไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นรถพลังงานเชื้อเพลิงธรรมชาติ หรือซีเอ็นจี(CNG) น้ำมันไบโอดีเซล รวมถึงน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริด ซึ่งในไทยโตโยต้าได้ผลิตและทำตลาดรุ่นคัมรี่ไปแล้ว และเรากำลังวางแผนจะผลิต โตโยต้า พรีอุส รถยนต์ไฮบริดโมเดลใหม่ในไทย เพื่อรองรับตลาดในประเทศและส่งออกอาเซียน โดยทุกอย่างจะชัดเจนภายในช่วงระยะเวลา 1 ปีจากนี้ และอีก 2-3 ปี โตโยต้ายังมีโครงการผลิตอีโคคาร์ในไทยตามที่ได้ประกาศไปแล้ว" นายทานาดะกล่าวและว่าnnสำหรับการส่งออกรถยนต์โตโยต้าจากประเทศไทย มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่าจะส่งออกทั้งหมด 330,000 แสนคัน โดยแบ่งเป็นปิกอัพ 270,000 คัน สำหรับส่งออกไปทั่วโลก 109 ประเทศ และเก๋งอีก 60,000 คัน ในภูมิภาคอาเซียน และออสเตรเลียnn"หากเป็นไปตามเป้าหมาย รวมการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป และชิ้นส่วนของโตโยต้าจากไทย มีมูลค่ามากกว่า 1.95 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 1.56 แสนล้านบาท ซึ่งน่าจะผลักดันทำให้โตโยต้าเป็นบริษัทส่งออกมากที่สุดในประเทศไทย จากปัจจุบันที่บริษัทคอมพิวเตอร์ทำได้มากที่สุด"nn โตโยต้า พรีอุสนายทานาดะกล่าวว่า ส่วนตลาดรถยนต์ในประเทศปีนี้ จากการที่ยอดขายรวมครึ่งแรกของปีขยายตัวกว่า 50% ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองเมืองไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ราคาน้ำมันมีเสถียรภาพ และราคาสินค้าทางการเกษตรปรับตัวดี จึงทำให้จากเดิมคาดตลาดรถยนต์ถึงสิ้นปีนี้อยู่ที่ 650,000 คัน โตโยต้าได้ปรับเพิ่มเป็นประมาณ 750,000 คัน หรือเทียบกับปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 37% ซึ่งเป็นสถิติยอดขายสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของตลาดรถไทยnn"โตโยต้าเองได้ปรับเพิ่มเป้าหมายการขายเช่นกัน จากเดิมเมื่อต้นปีตั้งไว้ 250,000 คัน เพิ่มเป็น 300,000 คัน ซึ่งถือเป็นสถิติการขายที่ดีที่สุดของโตโยต้าในประเทศไทย โดยที่ผ่านมาเคยทำได้สูงสุดเพียงกว่า 290,000 คันเท่านั้น และเมื่อรวมกับตัวเลขออกทั้งหมด ทำให้โตโยต้าในประเทศไทยมียอดขายกว่า 600,000 แสนคัน เป็นการบรรลุเป้าหมายตั้งแต่ปีแรก ในการเข้ามาบริหารงานทีเอ็มทีของผม จากเดิมจะต้องทำให้ได้ภายใน 3 ปี" นายทานาดะกล่าวnnทั้งนี้การขยายตัวอย่างมากของตลาดรถไทย ส่งผลให้กำลังการผลิตทุกโรงงานแทบจะไม่เพียงพอรองรับ จึงต้องเพิ่มเวลาทำงานเป็น 2 กะ และเพิ่มการทำงานล่วงเวลา หรือโอที(OT) อีกโรงงานละ 5 ชั่วโมง แต่ความต้องการของตลาดที่มีมากกว่า โตโยต้าจึงต้องลดเวลาผลิตต่อคันลง โดยในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ มีแผนลดเวลารถยนต์ออกจากสายการผลิตโรงงานเกตุเวย์จากปัจจุบัน 1.4 นาที เป็น 1.25 นาที โรงงานบ้านโพธิ์ลดลงมาเป็น 1.8 นาที และโรงงานสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ ลดเวลาลงเป็น 51 วินาที ซึ่งถือว่าเป็นโรงงานที่มีประสิทธิภาพการผลิตที่ดีที่สุดในโลกของ โตโยต้า จึงแสดงให้เห็นศักยภาพของโตโยต้าในประเทศไทย ที่จะเป็นฐานการผลิตระดับโลกทั้งปิกอัพและเก๋งnn(Source)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
