
/plugins/like.php?href=http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000114360&layout=standard&show_faces=false&width=450&action=like&colorscheme=light&height=35" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:35px;" allowTransparency="true"> ข่าวในประเทศ - ทิศทางโครงสร้างภาษีรถยนต์ในภาพรวมใหม่ เน้นวางกรอบมาตรฐานลดมลพิษ และประหยัดพลังงานในการพิจารณา "วัลลภ" ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ย้ำเป็นไปตามแนวโน้มอุตสาหกรรมโลก หากไทยจะเป็นฐานการผลิตส่งออกรถยนต์นั่ง หรือเก๋งทั่วโลก ต้องปรับเปลี่ยนตาม แจงปัจจุบันไทยจำแนกตามความจุกระบอกสูบ และกำลังเป็นสำคัญ แต่เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ไปไกลกว่า ดังนั้นจึงต้องนำมาจัดโครงสร้างใหม่ ตามมาตรฐานไอเสียและอัตราสิ้นเปลืองพลังงานเป็นหลัก แม้แต่อีโคคาร์ หรือไฮบริดก็ต้องนำมาจัดแบ่งด้วย อย่างไรก็ตาม เห็นสอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ไม่ควรจะปรับโครงสร้างภาษีช่วงนี้ ควรจะรอสัก 2-3 ปี เพื่อให้อีโคคาร์ที่เพิ่งดึงบริษัทรถเข้ามาลงทุน และสภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ที่กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว สามารถตั้งหลักได้อย่างมั่นคงเสียก่อนnnจากนโยบายดึงบริษัทรถยนต์เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ทำให้ภาครัฐต้องสร้างแรงจูงใจกับผู้ประกอบการ ด้วยการมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้วยวิธีต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของอัตราภาษีสรรพสมิต ขณะเดียวกันก็ต้องสอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของมลพิษสิ่งแวดล้อม และการประหยัดพลังงาน จึงได้มีการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต แบ่งย่อยออกเป็นหลายประเภทในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันยังมีความเคลื่อนไหวของอัตราภาษีพิเศษบางประเภทอีก จนโครงสร้างภาษีรถยนต์ของไทยมีความใกล้เคียงกัน และเกิดเสียงบ่นถึงความไม่เป็นธรรมขึ้น ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงการคลัง ไปพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีใหม่ให้มีความเหมาะสมกว่าปัจจุบันnn"ขณะนี้กรมสรรพสามิตกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำโครงสร้างภาษีรถยนต์ในภาพรวมใหม่ เนื่องจากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีประเด็นใหม่ๆ เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้เราต้องนำมาพิจารณา โดยเฉพาะเรื่องของการใช้พลังงานสะอาด และประหยัดพลังงาน จะเป็นเรื่องหลักในการนำมาพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีใหม่" nnเป็นการอธิบายของ "อารีย์พงศ์ ภู่ชอุ่ม" อธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะผู้รับผิดชอบจัดทำโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และกล่าวว่า อีกสิ่งที่จะต้องพิจารณาประกอบ คือการจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบเลือกไทยเป็นฐานการผลิต โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น ที่กำลังเลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์นั่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกับบริษัทรถยนต์อื่นๆnn"ช่วงนี้ภาครัฐกำลังอยู่ระหว่างศึกษา การจัดทำโครงสร้างภาษีรถยนต์ในภาพรวมใหม่ แต่คาดว่าจะไม่ใช่ในช่วง 1-2 ปีนี้ เพราะไทยเพิ่งประกาศสนับสนุนการลงทุนอีโคคาร์ไป และบริษัทผู้ผลิตก็เพิ่งเข้ามาลงทุน จึงไม่น่าจะขยับให้เกิดความไม่แน่ใจ กับบริษัทที่ขอรับส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีมูลค่าบริษัทละกว่า 5,000 -10,000 ล้านบาท แต่ในอนาคตคงจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแน่นอน เมื่อการลงทุนดังกล่าวได้ผ่านไปแล้ว และอีโคคาร์สามารถเป็นเสาหลักให้กับอุตสาหกรรมไทยเช่นเดียวกับปิกอัพได้"nn"วัลลภ เตียศิริ" ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่วางทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยแนวทางของโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ กับ "ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง" และว่า ทิศทางอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก ตอนนี้จะเน้นเรื่องของการประหยัดพลังงาน และการลดมลพิษในอากาศ แล้วแต่ละประเทศว่าจะชูสิ่งไหนเป็นตัวนำ อย่างสหรัฐอเมริกาจะยกเรื่องการประหยัดพลังงานนำ ส่วนในยุโรปจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการลดมลพิษไอเสีย หรือคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มากกว่า แต่ปกติสองเรื่องนี้มันจะไปด้วยกันอยู่แล้วnnทั้งนี้ในส่วนของประเทศไทย ได้เริ่มให้ความสำคัญกับทั้งสองประเด็น ดังจะเห็นโครงการส่งเสริมการลงทุนอีโคคาร์ ที่มีเงื่อนไขจะต้องผ่านมาตรฐานไอเสีย 120 กรัมต่อกิโลเมตร และประหยัดพลังงานไม่ต่ำกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร แลกกับเสียภาษีสรรพสามิตในอัตรา 17% รวมถึงสิทธิ์ประโยชน์การลงทุนด้านอื่นๆ และโครงสร้างภาษีรถปัจจุบัน ยังมีการส่งเสริมรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และไฮบริด ที่เสียภาษีสรรพสามิตในอัตรา 10%nn"เป้าหมายเราต้องการผลักดันให้ไทย เป็นฐานการผลิตรถยนต์นั่ง หรือเก๋ง เช่นเดียวกับปิกอัพ ไม่ใช่ส่วนใหญ่ขายในประเทศเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นรถยนต์ที่ผลิตส่งออกขายทั่วโลก มาตรฐานต่างๆ จึงต้องเหมือนกัน" วัลลภกล่าวและว่าnnในส่วนของของปิกอัพ 1 ตัน ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของโลกอยู่แล้ว แต่รถยนต์นั่งยังเพิ่งเริ่มต้นจึงไม่น่าจะขยับในช่วงนี้ แต่เมื่อทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลกเป็นอย่างนี้ ขณะที่บริษัทรถยนต์ต่างก็ต้องการให้แก้ไข และยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน ภาครัฐจึงต้องศึกษาเพื่อให้เกิดความเหมาะสมn"ปัญหาน่าจะอยู่ที่รถยนต์นั่ง เพราะปัจจุบันโครงสร้างภาษีรถยนต์นั่งของไทย ยังแบ่งแยกตามขนาดความจุกระบอกสูบ และกำลังเป็นสำคัญ ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตรถสมัยใหม่ เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ตัวบ่งชี้อัตราการประหยัดและการปล่อยไอเสียเสมอไป ดังจะเห็นจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา จะใช้เรื่องของมาตรฐานไอเสียและการประหยัดพลังงาน เป็นตัวหลักในการคิดโครงสร้างภาษี" nnทั้งนี้จะเห็นว่าอีโคคาร์เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ตามโครงสร้างภาษียังมีรถยนต์นั่งอื่นๆ ที่ยังจะต้องปรับปรุง ดังนั้นเมื่อไทยจะเป็นฐานการผลิตส่งออกทั่วโลก จึงต้องเป็นไปตามแนวทางเดียวกัน นั่นคือนำเรื่องของปริมาณการปล่อยไอเสีย และประหยัดพลังงาน มาเป็นมาตรฐานในการจัดทำโครงสร้างภาษี โดยเฉพาะเรื่องของมลพิษที่จะถูกให้ความสำคัญมากในอนาคตnn"ในส่วนของอีโคคาร์แม้จะเน้นเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อมีการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ แน่นอนก็ต้องนำมาดูปริมาณการปล่อยไอเสีย และอัตราการประหยัดพลังงาน หรือแม้แต่รถไฮบริด ซึ่งต้องนำมาจัดแบ่งกลุ่มด้วย แต่ไม่ควรจะมีการปรับเปลี่ยนในช่วงนี้ น่าจะรอให้อีโคคาร์สามารถยืนได้อย่างมั่นคง ในอุตสาหกรรมยานยนต์เสียก่อน"nnเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดูจะสอดคลอ้งกับความเห็นของ "ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (TMAP) และในฐานะประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เห็นว่า ไม่ควรปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในขณะนี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านยอดจำหน่ายในประเทศและการส่งออกไปต่างประเทศnn"หากมีการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ช่วงนี้ อาจจะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์สะดุดลง และส่งผลกระทบต่อวงกว้าง ควรที่จะรออีกสัก 2-3 ปี แล้วค่อยมาว่ากันอีกที"nnส่วนทางด้าน "เพียงใจ แก้วสุวรรณ" นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) และรองผู้จัดการใหญ่ รัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในงานสัมมนา "สมดุลเศรษฐกิจ-โลก-สิ่งแวดล้อม" จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในหัวข้อ "Green Energy, Clean Technology, Green Car…ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ภายใต้แนวคิด Green Car" ว่า กรีน คาร์ หรือยานยนต์สีเขียว เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานในการขับเคลื่อนน้อย ปล่อยมลพิษในปริมาณต่ำ และมีการนำวัตถุดิบรีไซเคิลและวัสดุจากธรรมชาติมาเป็นชิ้นส่วนประกอบnn"โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ปัจจุบัน คำนวณจากปริมาตกระบอกสูบเป็นสำคัญ ซึ่งไม่แปรผันตรงกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป โดยความประหยัดและสะอาด มีนัยสำคัญที่ถูกต้องมากกว่า ซึ่งการเพิ่มความต้องการของกรีน คาร์ ในประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่"nnทั้งหมดนี้น่าจะเห็นทิศทางการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ในภาพรวมใหม่ได้ แต่จะเป็นอย่างที่วาดหวังกันไว้หรือไม่?... ประเทศไทยยังมีนักการเมือง ที่เป็นด่านสำคัญชี้ชะตาอยู่อีก!!nnโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ปัจจุบันnn1.รถยนต์นั่ง หรือเก๋ง แบ่งเป็นขนาดความจุต่ำกว่า 2000 ซีซี อัตราภาษี 30% ขนาด 2000-2500 ซีซี 40% ขนาด 2500-3000 ซีซี 40% ขนาดมากกว่า 3000 ซีซี 50% โดยหากหากเป็นรถที่ใช้น้ำมัน E20 ลดลงอีกอัตราละ 5% และรถที่ใช้น้ำมัน E85 ขนาด 1780-2000 ซีซี เสียอัตราภาษี 22% ส่วนขนาดอื่นๆ ลดลงจากรุ่นปกติอีกอัตราละ 3%nn2.รถยนต์ประหยัดพลังงาน แบ่งเป็นรถไฮบริด ขนาดต่ำกว่า 3000 ซีซี เสียอัตราภาษี 10% ขนาดมากกว่า 3000 ซีซี 50% รถใช้พลังงานไฟฟ้า 10% อีโคคาร์ เครื่องยนต์เบนซินต่ำกว่า 1300 ซีซี และเครื่องยนต์ดีเซลต่ำกว่า 1400 ซีซี เสียอัตราภาษี 17% รถยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติ (CNG) อัตราภาษี 20%nn3.ปิกอัพ แบ่งเป็นแบบมาตรฐาน หรือตอนเดียว และแบบมีแค็บ ขนาดต่ำกว่า 3250 ซีซี เสียภาษี 3% และขนาดมากกว่า 3250 ซีซี เสียภาษี 50% ส่วนปิกอัพแบบ 4 ประตู ขนาดต่ำกว่า 3250 ซีซี เสียภาษี 12% แต่รุ่นขนาดมากกว่า 3250 ซีซี 50% รถยนต์นั่งที่ดัดแปลงจากปิกอัพ เสียภาษี 3 และ 50% ขณะที่รถยนต์อเนกประสงค์แบบพีพีวี(PPV) ขนาดต่ำกว่า 3250 ซีซี เสียภาษี 20% และขนาดมากกว่า 3250 ซีซี เสียอัตราภาษี 50%nn(Source)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น