
29 กรกฎาคม 2553 11:36 น. ข่าวในประเทศ - ผ่านไปครึ่งปีภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยปีเสือไฟสดใสอย่างยิ่ง ทั้งที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการเมืองอย่างหนัก แต่กลับไม่ได้ผลกระทบใดๆ เลย เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวกว่า 54% เหตุนี้ทำให้บรรดาค่ายรถยนต์ต่างมองไปในทิศทงเดียวกัน คาดตลาดรถไทยปีนี้จะมีไม่ต่ำกว่า 6.5 แสนคัน บางรายถึงกับฟันธง! ตลาดรถปี 2553 นี้ จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่ ด้วยยอดขายไม่ต่ำกว่า 7.25 แสนคัน หลังจากเคยทำสถิติสูงสุดเมื่อปี 2548 ด้วยจำนวนกว่า 7.03 แสนคัน ซึ่งเป็นผลมาจากภาพรวมตลาดที่ดีแล้ว ยังมาจากรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่กำลังได้รับความนิยมสูง และมีสินค้ารุ่นใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเก๋งเล็กจากค่ายรถญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเก๋งซับคอมแพ็กต์ หรือล่าสุดอีโคคาร์ ส่งผลให้ตลาดเก๋งขนาดเล็กขยายตัวเป็นอย่างมาก แต่ภายใต้ภาพดังกล่าวได้ทำให้เกิดการแข่งขันรุนแรงไปด้วย และส่งผลกระทบต่อแบรนด์ระดับเล็กอย่างหนักเช่นกัน nnผ่านไปครึ่งปีภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยปีเสือไฟสดใสอย่างยิ่ง ทั้งที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการเมืองอย่างหนัก แต่กลับไม่ได้ผลกระทบใดๆ เลย เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวกว่า 54% เหตุนี้ทำให้บรรดาค่ายรถยนต์ต่างมองไปในทิศทงเดียวกัน คาดตลาดรถไทยปีนี้จะมีไม่ต่ำกว่า 6.5 แสนคัน บางรายถึงกับฟันธง! ตลาดรถปี 2553 นี้ จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่ ด้วยยอดขายไม่ต่ำกว่า 7.25 แสนคัน หลังจากเคยทำสถิติสูงสุดเมื่อปี 2548 ด้วยจำนวนกว่า 7.03 แสนคัน ซึ่งเป็นผลมาจากภาพรวมตลาดที่ดีแล้ว ยังมาจากรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่กำลังได้รับความนิยมสูง และมีสินค้ารุ่นใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเก๋งเล็กจากค่ายรถญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเก๋งซับคอมแพ็กต์ หรือล่าสุดอีโคคาร์ ส่งผลให้ตลาดเก๋งขนาดเล็กขยายตัวเป็นอย่างมาก แต่ภายใต้ภาพดังกล่าวได้ทำให้เกิดการแข่งขันรุนแรงไปด้วย และส่งผลกระทบต่อแบรนด์ระดับเล็กอย่างหนักเช่นกันnn"การเข้ามาในตลาดเก๋งขนาดเล็กของยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ย่อมส่งผลกระทบต่อแบรนด์เล็กๆ อยู่แล้ว เพราะเขามีความพร้อมทุกอย่าง จึงยากที่เกียจะไปสู้กับเขาได้"nnเป็นคำกล่าวที่ยอมรับความจริงของ "สาธิต เตชะลาภอำนวย" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยนตรกิจเกียมอเตอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เกียจากประเทศเกาหลีในไทย และเปิดเผยกับ "ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง" ต่อว่า… "ที่สำคัญบริษัทรถรายใหญ่เหล่านี้ยังได้เปรียบ จากการสนับสนุนการเข้ามาลงทุนจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษีการลงทุนและภาษีสรรพสามิต มันจึงแทบจะไม่มีทางที่ผู้นำเข้าอย่างเราจะแข่งขันได้เลย"nnทั้งนี้เกียยนตรกิจมอเตอร์เป็นรายแรกๆ ที่พยายามนำเข้ารถขนาดเล็กมาบุกตลาดรถยนต์ไทย โดยมีรถรุ่นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า "เกีย พิแคนโต" ซึ่งในการบุกตลาดเมื่อ 2 ปีก่อน เปิดราคาออกมาที่กว่า 3.9 แสนบาท จนสร้างความฮือฮาให้กับวงการมากทีเดียว รวมถึง "นาซ่า" แบรนด์รถจากมาเลเซีย ที่ยนตรกิจเกียฯ เคยทำตลาด แต่ปัจจุบันก็ต้องหยุดทำตลาดและปล่อยสิทธิ์การจำหน่ายไปnnดังนั้นเมื่อฟังจากปากคำของสาธิต สถานการณ์ปัจจุบันจึงไม่เอื้อที่จะนำรถขนาดเล็ก ในรูปแบบรถนำเข้าสำเร็จรูป หรือซีบียู (CBU) เข้ามาทำตลาดอีกต่อไป แต่เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่ลงทุนผลิตในไทย เพื่อให้สามารถแข่งขันกับค่ายยักษ์จากญี่ปุ่นได้ สาธิตถึงกับส่ายหัวและพูดตรงไปตรงมาว่า…nn"ทำยังไงก็ยากที่จะแข่งขันได้ ยิ่งเราเป็นแค่ดิสทริบิวเตอร์ หรือตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น ไม่ใช่เจ้าของแบรนด์ หรือเป็นบริษัทร่วมทุนด้วยแล้ว การสนับสนุนหรือช่วยเหลือจากบริษัทแม่จึงแทบไม่ต้องหวัง สุดท้ายก็ไม่สามารถที่แข่งขันได้อยู่ดี ถึงแม้จะได้รับการสนับสนุนการลงทุน หรือภาษีรถประกอบในประเทศ(CKD)ที่ต่ำลงก็ตาม"nn"ในเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เราจึงไม่ดื้อที่จะลงไปแข่งอีกต่อไป เกียคงจะลดบทบาทในตลาดรถขนาดเล็กลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกการทำตลาดรุ่นพิแคนโตไป เรายังมีรถให้ลูกค้าที่ชื่นชอบ หรือต้องการอยู่ เพียงแต่จะไม่ได้เน้นการทำตลาดมากเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น"nnส่วนแผนการทำตลาดต่อไป สาธิตบอกว่าจะหันไปจับตลาดที่การแข่งขันไม่รุนแรง หรือเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มแทน ซึ่งนอกจากรถที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็น "เกีย คาร์นิวัล" รถอเนกประสงค์แบบเอ็มพีวี รวมถึงรถตู้อเนกประสงค์อย่าง "เกีย เพรจิโอ" และปิกอัพ "เกีย เค2009" แล้ว ล่าสุดในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2009 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้นำเข้า "เกีย โซล" รถอเนกประสงค์ทรงเหลี่ยมมุมทันสมัย ผสมผสานระหว่างเอสยูวี มินิเอ็พพีวี และรถแบบแฮ็ทช์แบ็ก วางเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.6 ลิตร ติดตั้งวาล์วแปรผัน CVVT 124 แรงม้า เข้ามาทำตลาดในไทยที่ราคา 1,343,000 บาทnn"นับว่าประสบความสำเร็จพอสมควร เพราะเป็นรถอเนกประสงค์ที่มีสไตล์ นำเข้าสำเร็จรูปทั้งคันจากประเทศเกาหลี ในราคาเพียงกว่า 1.3 ล้านบาท ทำให้การตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยดีทีเดียว โดยถึงปัจจุบันมียอดขายไปแล้วกว่า 60 คัน แต่ในความเป็นจริงน่าจะทำได้มากกว่านี้ แต่ติดอยู่เรื่องสีตัวรถที่ลูกค้านิยม เช่น สีขาว หรือสีอ่อนๆ ไม่เพียงพอกับความต้องการ ที่เหลืออยู่เป็นสีดำลูกค้าก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ซึ่งกว่าจะสั่งนำเข้าและไม่แน่ใจว่าทางบริษัทแม่ที่เกาหลีจะมีให้ได้แค่ไหน เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตามเชื่อว่าปีนี้น่าจะสามารถทำยอดขายรุ่นโซลได้ประมาณ 200 คัน หรืออาจจะถึง 300 คัน หากไม่มีปัญหาหรือแก้ไขเรื่องการสั่งสีที่ลูกค้าต้องการได้"nnสำหรับการนำเข้ารถยนต์รุ่นใหม่ๆ มาทำตลาดในไทย สาธิตบอกว่าคงเป็นไปตามแนวทางที่จะมุ่งไปจับตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่สนใจและศึกษาถึงความเป็นไปในการทำตลาด เป็นรถอเนกประสงค์แบบเอสยูวี "เกีย สปอร์ตเทจ" โฉมใหม่ ที่เพิ่งเผยโฉมไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาnn"เกีย สปอร์ตเทจ โฉมใหม่ นับเป็นรถที่น่าจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในไทยอีกครั้ง หลังจากได้ยุติการทำตลาดรถรุ่นนี้มาระยะหนึ่ง เพราะได้มีการปรับเปลี่ยนให้ดูทันสมัย และเทคโนโลยีต่างๆ ก็ล้ำสมัยกว่าเดิมมาก จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้ แต่แนวโน้มไม่น่าจะนำเข้ามาได้ทันช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากรถเพิ่งเปิดตัวสู่ตลาด และกว่าจะผลิตรุ่นพวงมาลัยขวา จึงคาดว่าเป็นช่วงต้นปีหน้าที่น่าจะนำเข้ามาทำตลาดในไทยได้"nnเกีย สปอร์ตเทจ (Kia Sportage) โฉมใหม่ เป็นรุ่นที่ 3 โดยเจนเนอเรชั่นแรกเปิดตัวเมื่อปี 1993 เคยเข้ามาทำตลาดในไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก ภายใต้การเป็นตัวแทนจำหน่ายของ "พรีเมียร์กรุ๊ป" แต่ต่อมาได้ยุติการทำตลาดและสิทธิ์การจำหน่ายในไทยมาอยู่ในมือกลุ่มยนตรกิจ และช่วงแรกๆ ได้นำเข้าเจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่เปิดตัวในตลาดโลกเมื่อปี 2002 มาทำตลาดระยะสั้นๆ ก่อนจะเลิกไปในที่สุด เพราะไม่สามารถแข่งขันรถที่ประกอบในประเทศอย่าง " ฮอนด้า ซีอาร์-วี" ได้ nnส่วนเกีย สปอร์ตเทจ เจนเนอเรชั่นที่ 3 เผยโฉมครั้งแรกในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แม้จะเป็นรถที่ออกแบบขึ้นใหม่ แต่ได้ใช้ชิ้นส่วนและพื้นฐานตัวถัง ตลอดจนเครื่องยนต์ร่วมกับ " ฮุนได ทูซอน" (Hyundai Tucson) ที่เพิ่งเปิดตัวในไทยไปไม่นาน เนื่องจากเกีย มอเตอร์ ประเทศเกาหลี เป็นบริษัทในเครือของ ฮุนได มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของเกาหลีnnเกีย สปอร์ตเทจ โฉมใหม่ ขยายมิติถังกว้างและความยาวเพิ่มขึ้น เมื่อบวกกับรูปทรงภายนอกที่ดูบึกบึก และติดล้อขนาดโต จึงทำให้รถเต็มไปด้วยมัดกล้ามและทรงพลัง เบื้องต้นเปิดตัวสู่ตลาดยุโรป วางเครื่องยนต์ให้เลือก 4 ขนาด คือ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง 1.6 ลิตร 140 แรงม้า และรุ่น 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร 163แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคอมมอนเรล ขนาด 1.7 ลิตร 115 แรงม้า และรุ่น 2.0 ลิตร 136 แรงม้า มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้า และแบบ 4 ล้อnnแน่นอนหากนำเข้ามาทำตลาดในไทย คงจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ฮุนได ทูซอน ที่เลือกเป็นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร แต่ทาง "ยนตรกิจเกียมอเตอร์" จะเลือกทั้งเบนซินและดีเซลหรือไม่? คงต้องมาลุ้นกันในช่วงต้นปีหน้าต่อไป… nn(Source)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น