
6 กรกฎาคม 2553 09:31 น.ข่าวในประเทศ– บอสใหญ่ " มิตซูบิชิ มอเตอร์ส" ประเทศญี่ปุ่น ไม่หวั่นการเมืองป่วนประกาศลงทุน 15,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ นิคมแหลมฉบัง รองรับ"โกลบอล สมอล โปรเจกต์" อันหมายรวมถึงอีโคคาร์ เผยกำลังการผลิตเต็มที่ 200,000 คันต่อปี พร้อมขึ้นไลน์ต้นปี 2555 เพื่อขายในประเทศและส่งออก ชูไทยฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค ศักยภาพเป็นรองแค่ญี่ปุ่นประเทศเดียวในโลกnnอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังหอมหวน สวนภาวะเศรษฐกิจ-การเมือง เพราะช่วงเดือนที่ผ่านมาหลายค่ายประกาศเพิ่มการลงทุนต่อเนื่อง ทั้ง ฟอร์ด กับโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช มูลค่า 15,000 ล้านบาท ส่วน โตโยต้า เตรียมเจียดเงิน 4,000 ล้านบาท ขยายการผลิตปิกอัพที่โรงงานบ้านโพธิ์ ล่าสุด มิตซูบิชิ ยืนยันลุยโปรเจกต์อีโคคาร์เต็มตัวnnนายโอซามุ มาสุโกะ ประธาน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมใช้เงินลงทุน 15,000 ล้านบาท สร้างโรงงานแห่งใหม่บริเวณพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อผลิตรถยนต์ภายใต้โครงการ "โกลบอล สมอล โปรเจกต์" (Global Small Project) หรือรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ประหยัดพลังงาน ราคาสมเหตุสมผล ซึ่ง "อีโคคาร์" ที่รัฐบาลไทยสนับสนุนก็อยู่ภายใต้แผนดำเนินงานดังกล่าวnn"เรากำลังเตรียมพื้นที่ตั้งโรงงานแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบริเวณโรงงานเดิม และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีนี้ ขณะที่การขึ้นไลน์ผลิตจริงจะเริ่มต้นปี 2555 (ปลายปีงบประมาณ 2554) กำลังการผลิตเต็มที่ 200,000 คันต่อปี แบ่งเป็นสัดส่วนการส่งออก 70% ที่เหลือ 30% เพื่อป้อนตลาดในประเทศ "nnโดยโรงงานใหม่นี้ ถือเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ลำดับที่สามของมิตซูบิชิในประเทศไทย (มีโรงงานผลิตเครื่องยนต์อีก 1 โรงงาน) ปีแรกจะเริ่มผลิตจำนวน 50,000 คัน จากนั้นจะทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของตลาดในประเทศและส่งออก ซึ่งมีตลาดหลักอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากได้ประโยชน์ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ส่วนจะส่งกลับไปขายที่ญี่ปุ่นหรือไม่ บริษัทกำลังพิจารณาอยู่เช่นกันnnสำหรับ"โกลบอล สมอล โปรเจกต์"ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ มิตซูบิชิ ที่สำคัญยังสอดคล้องกับโครงการ "อีโคคาร์" ที่บริษัทได้แสดงความสนใจ และยื่นขอส่งเสริมการลงทุนไปก่อนหน้า โดยหวังให้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์ขนาดเล็กเพื่อส่งออกไปทั่วโลก ขณะเดียวกันถ้ากำลังการผลิตเต็มที่ 200,000 คัน รวมกับสองโรงงานเดิมอีก 200,000 คัน จะทำให้ไทยมีศักยภาพการผลิตเป็นอันดับสองของ มิตซูบิชิ เป็นรองแค่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นnn"แม้ไทยจะประสบปัญหาวิกฤตทางการเมืองช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่การดำเนินธุรกิจของมิตซูบิชิยังดำเนินต่อไปได้ โดยไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพและความพร้อมสูงสุดด้านการผลิตรถยนต์ในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านฝีมือแรงงานที่มีมาตรฐานสูงจนได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ รวมไปถึงระบบสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการลงทุน และนโยบายสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ เราจึงมั่นใจว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดินมาในทิศทางถูกต้อง และมีอนาคตที่สดใส"nnต่อข้อถามว่า"โกลบอล สมอล โปรเจกต์" มีพันธมิตรอย่างกลุ่ม PSA หรือ เปอโยต์ ซีตรอง จากฝรั่งเศส ร่วมมือด้วยหรือไม่ นายมาสุโกะ กล่าวว่า มิตซูบิชิ กับ PSA กำลังเจรจาถึงความร่วมมือในโปรเจกต์ดังกล่าว และอยู่ในขั้นตอนพิจารณารายละเอียด จึงไม่สามารถเปิดเผยได้nnอย่างไรก็ตามวานนี้ (5 ก.ค.) นายโอซามุ มาสุโกะ ได้ร่วมฉลองความสำเร็จกับการผลิตรถยนต์มิตซูบิชิคันที่ 2 ล้าน(นับตั้งแต่ปี 2530) ออกจากสายพานโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จังหวัดชลบุรีnn"23 ปีที่ผ่านมา เราผลิตและส่งออกรถยนต์ไปกว่า 140 ประเทศทั่วโลก สำหรับ มิตซูบิชิคันที่ 2 ล้าน(ปาเจโร สปอร์ต) ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ รวมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยยอด 2 ล้านคันดังกล่าวเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก 1,246,480 คัน หรือ ประมาณ 62% และเพื่อการจำหน่ายในประเทศ 753,520 คัน หรือ 38 %"นายมาสุโกะ กล่าวสรุปnnด้านโนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงสภาพตลาดรถยนต์ครึ่งปีหลังว่า น่าจะมีทิศทางสดใสมากกว่าครึ่งปีแรก อันเป็นผลมาจากตลาดปิกอัพกลับมาฟื้นตัว ขณะเดียวกัน นิสสัน มาร์ช ที่มียอดจองล้นหลามก็เริ่มทยอยส่งมอบมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้คาดว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2553 ยอดขายรวมทุกยี่ห้อจะทำได้กว่า 700,000 คันแน่นอนnn"เรามองไม่เห็นปัจจัยลบใดๆมาฉุดยอดขายรถยนต์ หรือถ้าจะมีก็เพียงการผลิตไม่ทันความต้องการของลูกค้า และมียอดค้างส่งมอบซึ่งเป็นปัญหาเหมือนกันทุกค่าย ส่วนมิตซูบิชิเองวางเป้าหมายครองส่วนแบ่งการตลาดปีนี้ 5% ดังนั้นถ้าตลาดโตกว่าที่คาด เราก็ต้องโตตามตลาดเช่นกัน ซึ่งรวมยอดขายมิตซูบิชิทุกรุ่นน่าจะทำได้ถึง 35,000 คัน มากกว่าเดิมที่ประเมินไว้ 32,000 คัน"nnนายมูราฮาชิ ยังกล่าวถึงประเด็นลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์อี85 และอีโคคาร์ อีก 3% ว่า ปัจจุบันรัฐบาลให้การสนับสนุนรถยนต์รองรับน้ำมันแก็สโซฮอล์ อี85 ( มิตซูบิชิ มี MITSUBISHI แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ รุ่น 1.8 ทำตลาด) โดยลดการเก็บภาษีสรรพสามิตลงอีก 3% ขณะที่อีโคคาร์ที่เก็บอยู่ 17% บริษัทมองว่าสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับอัตราภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ประเภทอื่นๆnn"เราเชื่อว่าการลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ อี85 ลงอีก 3% จะไม่กระทบกับโครงสร้างภาษีของอีโคคาร์ แต่กระนั้นถ้านิสสันอยากเสนอให้ อีโคคาร์ลดภาษีลงมาอีก 3 % แล้วรัฐบาลเห็นชอบพร้อมอนุมัติออกมาตามข้อเรียกร้อง เราก็ยินดีเช่นกัน"นายมูราฮาชิ กล่าวnn(Source)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น