วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553


21 กรกฎาคม 2553 09:40 น.ข่าวในประเทศ - "อีซูซุ" ฟันธง! ตลาดรถยนต์ไทยปีเสือไฟพุ่ง 7.25 แสนคัน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากปี 2548 ทำได้ 7.03 แสนคัน ยืนยันปิกอัพยังเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ทิศทางความต้องการในและต่างประเทศเพิ่มต่อเนื่อง จี้รัฐบาลสนับสนุนให้แข็งแกร่ง หวั่นถูกตุรกีและบราซิลแย่งชิงฐานผลิตnnฮิโรชิ นาคางาวา ฮิโรชิ นาคางาวา กรรมการผู้จัดการบริษัท ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า อีซูซุมองปิกอัพยังมีความสำคัญและเป็นเสาหลักอันดับแรกของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย เพราะทิศทางความต้องการปิกอัพทั้งในไทยและตลาดต่างประเทศ ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก จึงอยู่ที่รัฐบาลจะทำให้ปิกอัพในไทย มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้หรือไม่nn"การที่รัฐบาลออกนโยบายสนับสนุนอีโคคาร์ ถือเป็นสิ่งที่เหมาะสมในการเป็นอีกเสาหลักหนึ่ง ที่จะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยแข็งแกร่ง และการที่บริษัทรถยนต์บางรายขอลดภาษีอีโคคาร์นั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาความเหมาะสมหลายๆ ด้าน แต่สิ่งที่ควรตระหนักปิกอัพเป็นรถสำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ใช้งานได้หลากหลาย และเป็นเสาหลักลำดับแรกของอุตสากรรมรถยนต์ไทย จึงควรจะพิจารณาปรับภาษีสรรพสามิตเช่นกัน"nnนายชิเงรุ วาคาบายาชิ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 มีจำนวน 3.56 แสนคัน เทียบกับปีที่ผ่านมาช่วงเดียวกัน มีอัตราการเติบโตกว่า 54% โดยมีอัตราการเติบโตในทุกประเภทตลาดรถยนต์ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ พืชผลราคาเกษตรค่อนข้างดี และราคาน้ำมันไม่แพงจนเกินไปนักnn"อีซูซุคาดว่าตลาดรถยนต์ไทยถึงสิ้นปีจะอยู่ที่ 7.25 แสนคัน เป็นปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ทำได้ 5.48 แสนคัน และหากเป็นไปตามคาดจะเป็นการทำสถิติสูงสุด ในประวัติศาสตร์ตลาดรถยนต์ของไทย ซึ่งในอดีตเคยมียอดขายสูงสุดอยู่ที่ 7.03 แสนคันในปี 2548 โดยแบ่งเป็นปิกอัพ 3.51 แสนคัน รถยนต์นั่ง 3.19 แสนคัน และรถประเภทอื่นๆ 5.43 หมื่นคัน โดยอีซูซุตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ 1.39 แสนคัน ครองส่วนแบ่งในตลาดปิกอัพ 40% ใกล้เคียงกับโตโยต้าที่ 41%"nnทั้งนี้หากดูสถิติยอดขายรถในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ารถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตสูงมาก และปิกอัพมีสัดส่วนลดลงต่ำกว่า 50% แต่ไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมการผลิตปิกอัพในไทย จะไม่มีศักยภาพในการขยายตัว เพราะปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อตลาดปิกอัพไทย ยังมีทิศทางที่เป็นบวกอย่างมากnnนายวาคาบายาชิกล่าวว่า ประชากรไทยกว่า 60% มีอาชีพทางการเกษตร ค้าขาย และข้าราชการ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ปิกอัพส่วนใหญ่ และเป็นกลุ่มเดียวกับที่อยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของปิกอัพเช่นกัน แม้ช่วงนี้ราคาข้าวจะไม่ค่อยดีนัก แต่พืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง และอ้อย ล้วนมีความต้องการที่สูงขึ้นnn"เมื่อดูภาพรวมทางการเกษตรแล้ว จึงเชื่อว่าจะส่งผลให้ตลาดปิกอัพขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเมื่อดูอัตราการครองรถของประชากรต่อคัน ในต่างจังหวัดที่เป็นกลุ่มผู้ใช้ปิกอัพมีอัตราการขยายตัวมากเช่นกัน ยิ่งหากราคาพืชผลผลทางการเกษตรดีก็จะทำให้ตลาดปิกอัพเติบโตมากด้วย"nnส่วนสภาวะราคาน้ำมันปัจจุบันไม่สูงจนเกินไปนัก และหากรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดปิกอัพ เช่นเดียวกับเงื่อนไขไฟแนนซ์ที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้การดาวน์ต่ำน้อยลง แต่ก็มีการขยายเงื่อนไขระยะเวลาผ่อนแทน ขณะที่ความผันผวนทางการเมือง ดูจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2549 จนถึงความไม่สงบในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จะพบว่าไม่มีผลต่อการตลาดรถแต่อย่างใดnn"การส่งออกรถยนต์จากไทยมีการฟื้นตัวชัดเจน โดยตลาดทั่วโลกยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบราซิล จีน อินเดีย และแอฟริกา และการส่งออกปิกอัพจากไทยปัจจุบันมีสัดส่วนกว่า 70% ซึ่งแนวโน้มการส่งออกปิกอัพจากไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า จะเพิ่มเป็นกว่า 8.11 แสนล้านบาท จากเมื่อปี 2551 อยู่ที่ 3.77 แสนล้านบาท และไทยจะเป็นฐานการผลิตปิกอัพที่ใหญ่สุดในโลก มีสัดส่วน 35% จากปริมาณ 2.619 ล้านคันทั่วโลก โดยปัจจุบันอยู่ที่ 31% จากจำนวนผลิต 1.97 ล้านคัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับไทยจะรักษาสถานะฐานการผลิตปิกอัพไว้ได้หรือไม่ เพราะมีคู่แข่งสำคัญประเทศตุรกี และบราซิล ชิงความได้เปรียบอยู่" นายวาคาบายาชิกล่าวและว่าnnสำหรับตรุกีเป็นประเทศสมาชิกอียู จึงได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออก และตำแหน่งที่ตั้งอยู่ระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย จึงทำให้ได้เปรียบทางด้านการขนส่ง และตลาดมีการขยายตัวเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับประเทศบราซิล ตรงนี้จะทำให้เป็นคู่แข่งสำคัญในการแย่งชิงฐานผลิตปิกอัพจากไทย ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาความแข่งแกร่งเอาไว้ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้nn(Source)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น