วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

HONDA ACCORD,HONDA CITY,HONDA CIVIC,MAZDA 2,MAZDA 3,MERCEDES BENZ C,MITSUBISHI LANCER,TOYOTA YARIS,BMW,HONDA,MAZDA,MERCEDES BENZ,MITSUBISHI,NISSAN,SUBARU,SUZUKI,TOYOTA

31 มีนาคม 2554 15:17 น. ข่าวในประเทศ - ตลาดรถยนต์ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง ยอดขายเดือนกุมภาพันธ์ปิดการขาย 77,213 คัน สูงสุดเป็นสถิติใหม่ด้วยอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 42.5% เติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาnn ฮอนด้า บริโอ พร้อมเป็นอีกทางเลือกในกลุ่มอีโคคาร์บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งยอดจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 มีจำนวน 9,896 คัน และมียอดจำหน่ายสะสมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 19,668 คัน เติบโตขึ้น 26% เมื่อเทียบกับปีก่อน และคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 12.8% ของตลาดรถยนต์โดยรวม (77,213 คัน) และ 27.2% ของตลาดรถยนต์นั่ง (33,506 คัน)nnโดยแบ่งออกเป็นรุ่นต่างๆ ดังนี้ ฮอนด้า ซิตี้ มียอดจำหน่าย 3,732 คัน มียอดสะสม 8,453 คัน คิดเป็น 21.5% และแจ๊ซ มียอดจำหน่าย 2,344 คัน มียอดสะสม 3,103 คัน คิดเป็น 13.5% ในกลุ่มรถยนต์นั่งประเภท ซับคอมแพคท์ ส่วน ฮอนด้า ซีวิค มียอดจำหน่าย 2,200 คัน มียอดสะสม 4,726 คัน คิดเป็น 23% ในกลุ่มรถยนต์นั่งประเภทคอมแพคท์ สำหรับ ฮอนด้า แอคคอร์ด มียอดจำหน่าย 762 คัน มียอดสะสม 1,647 คัน คิดเป็น 26.7% ในกลุ่มรถยนต์นั่งประเภทแฟมิลี่ ฮอนด้า ฟรีด มียอดจำหน่าย 87 คัน มียอดสะสม 168 คัน คิดเป็น 9.6% และ ฮอนด้า ซีอาร์-วี มียอดจำหน่าย 771 คัน มียอดสะสม 1,571 คัน คิดเป็น 15.1% ในกลุ่มรถยนต์นั่งประเภท SUV/PPVnnยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งnn
ลำดับ กุมภาพันธ์ 54 กุมภาพันธ์ 53 มกราคม-กุมภาพันธ์ 54 มกราคม-กุมภาพันธ์ 53
1 โตโยต้า 14,173 9,403 26,808 18,068
2 ฮอนด้า 9,125 7,326 18,097 14,385
3 นิสสัน 2,879 976 5,335 1,938
4 มาสด้า 2,486 1,930 4,653 3,513
5 มิตซูบิชิ 489 626 1,103 1,158
6 ซูซูกิ 314 133 633 212
7 ซูบารุ 7 9 16 26
รวมทั้งหมด 33,503 22,404 64,510 43,125
nnยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งขนาดซับคอมแพคท์nn
ลำดับ กุมภาพันธ์ 54 มกราคม-กุมภาพันธ์ 54
1 โตโยต้า วีออส 6,196 11,301
2 ฮอนด้า ซิตี้ 3,732 8,453
3 ฮอนด้า แจ๊ส 2,344 3,103
4 มาสด้า 2 1,087 2,015
5 โตโยต้า ยาริส 875 1,666
รวมทั้งหมด 17,323 32,303
nnยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งขนาดคอมแพคท์nn
ลำดับ กุมภาพันธ์ 54 มกราคม-กุมภาพันธ์ 54
1 โตโยต้า อัลติส 4,340 8,266
2 ฮอนด้า ซีวิค 2,200 4,726
3 มาสด้า 3 400 808
4 นิสสัน ทีด้า 359 705
5 มิตซูบิชิ แลนเซอร์ 299 690
รวมทั้งหมด 9,545 19,255
nnยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งขนาดกลางnn
ลำดับ กุมภาพันธ์ 54 มกราคม-กุมภาพันธ์ 54
1 โตโยต้า คัมรี่ 1,218 2,360
2 ฮอนด้า แอคคอร์ด 762 1,647
3 นิสสัน เทียนา 591 1,006
4 เมอร์เซเดส- เบนซ์ ซี คลาส 127 231
5 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 120 200
รวมทั้งหมด 2,852 5,509
nnยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งเอนกประสงค์nn
ลำดับ กุมภาพันธ์ 54 มกราคม-กุมภาพันธ์ 54
1 โตโยต้า อินโนวา 239 565
2 โตโยต้า อแวนซา 232 499
3 โปรตอน เอ็กซ์โซลา 165 304
4 มิตซูบิชิ สแปซวากอน 90 184
5 ฮอนด้า ฟรีด 87 168
รวมทั้งหมด 905 1,935
nn (Source)
31 มีนาคม 2554 14:05 น. ข่าวในประเทศ - จับตา! หลากสถานการณ์กระทบภาพรวมอุตฯ รถยนต์ไทย ไม่ว่าจะเป็นสึนามิที่ญี่ปุ่น หากเสียหายมาก ต้องแก้ปัญหานำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศอื่น หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกาก็ยอม เช่นเดียวกับผู้ผลิตชิ้นส่วนเริ่มมองไต้หวันเป็นแหล่งทดแทน ขณะที่อุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้กระหน่ำตลาดรถซ้ำอีก และยังมาเจอพิษการเมืองในประเทศแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลางบางส่วน ถ้าไม่คลี่คลายและรุกลามไปทั่วภูมิภาค สะเทือนส่งออกรถแน่ แค่ปัจจุบันยอดเริ่มวูบ 1 พันคันต่อเดือนnnนายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังเทศกาลสงกรานต์น่าจะมีความชัดเจน ในการตรวจสอบโรงงานผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์ที่ญี่ปุ่น ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์สึนามิมากน้อยเพียงใด ทำให้ขณะนี้จึงยังไม่สามารถระบุผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยได้ โดยปัจจุบันได้มีการลดปริมาณการผลิตลงชั่วคราว หรือยกการทำงานล่วงเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับสต็อกชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้าจากญี่ปุ่น ที่มีใช้ไปได้อีกประมาณ 1 เดือนnn"หากไม่เสียหายมาก และกลับมาดำเนินการผลิตได้เร็ว จะไม่ทำให้การผลิตรถยนต์ในไทยกระทบ แต่หากได้รับความเสียหายมาก บริษัทรถคงต้องหาชิ้นส่วนจากที่อื่นมาทดแทน อาจจะภายในภูมิภาคเอเชีย หรือต้องนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาก็เป็นได้ ซึ่งคงไม่ต้องไปดูเรื่องผลกระทบจากต้นทุนแล้ว ขอให้สามารถเดินการผลิตก็เป็นใช้ได้"nnทั้งนี้การนำเข้าจากที่อื่น คงต้องใช้เวลาปรับสักพัก เพราะต้องดูในเรื่องของคุณภาพมาตรฐาน หรือสเปกให้ตรงกับรถที่ผลิตในไทย ซึ่งชิ้นส่วนแม้จะมีการผลิตในหลายประเทศ แต่สเปกที่ผลิตก็จะไม่ตรงกับรถที่ผลิตในไทย อย่างไรก็ตามคิดว่าคงไม่ใช้เวลาสักเท่าไหร่ และไม่ส่งผลต่อการเป้าหมายการผลิตรถในไทยปีนี้ 1.8 ล้านคัน เพียงแต่เดิมอาจจะมีแนวโน้มสามารถผลิตได้มากกว่าที่ประเมินไว้ แต่หากดูสถานการณ์ในปัจจุบันคงไม่เป็นเช่นนั้นแล้วnnนางอัชณา ลิมป์ไพฑูรย์ นายกสมาคมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า หากบริษัทรถชะลอหรือลดการผลิตรถยนต์จากเหตุการณ์สึนามิ ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยด้วย และไม่ใช่เพียงแค่ต้องชะลอตามบริษัทผู้ผลิตรถ แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเองได้มีการนำเข้าชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นมาประกอบเช่นกันnn"ผู้ผลิตชิ้นส่วนได้นำเข้าชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นประมาณปีละ 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาท แน่นอนหากโรงงานชิ้นส่วนในญี่ปุ่นได้รับความเสียหายมาก ย่อมส่งผลให้การผลิตชิ้นส่วนในไทยบางแห่งมีปัญหาด้วย ซึ่งขณะนี้กำลังรอดูสถานการณ์ และหากจำเป็นก็อาจจะต้องหาชิ้นส่วนนำเข้าจากที่อื่น อย่างเช่นประเทศไต้หวัน ที่มีคุณภาพหรือมาตรฐานใกล้เคียงมาทดแทนก่อน"nnนายศุภรัตน์กล่าวว่า ปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมในภาคใต้ เป็นอีกสิ่งที่คงต้องจับตามอง เพราะหากยังไม่คลี่คลาย หรือเกิดสถานการณ์แบบนี้หมุนเวียนตลอดทั้งปี ย่อมส่งผลกระทบต่อยอดขายรถในภาคใต้ และทำให้ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยหายไปบางส่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะราคายางพารากำลังมีราคาดี และที่ผ่านมาก็ผลักดันยอดขายรถให้เติบโตได้มากnn"อีกเหตุการณ์ที่ต้องจับตามมอง คือปัญหาการเมืองในประเทศแอฟริกาเหนือ และตะวันออกกลางบางส่วน ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มส่งกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไทยบ้างแล้ว ซึ่งหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย และรุกลามไปยังอีกหลายประเทศในแถบนั้น โดยเฉพาะประเทศอิหร่านและซาอุดิอาระเบีย จะถือเป็นเรื่องใหญ่ต่อการส่งออกรถยนต์จากไทยมาก"nnสำหรับปัจจุบันมีการส่งออกรถยนต์จากไทย ไปยังประเทศแถบที่มีประชาชนประท้วงขับไล่ผู้นำรัฐบาลไม่มากนัก หรือประมาณ 10% ของปริมาณการส่งออกรถยนต์จากไทยทั้งหมด ซึ่งคาดว่าปีนี้จะส่งออกอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคัน แต่หากสถานการณ์รุกลามไปหลายประเทศ ย่อมทำให้การส่งออกลดลงมากตามไปด้วย เพราะแค่สถานการณ์ในลิเบียและบางประเทศที่กำลังมีปัญหา ได้ทำให้การส่งออกรถจากไทยในปัจจุบัน มีจำนวนลดลง 1,000 คันต่อเดือนแล้วnn (Source)

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

31 มีนาคม 2554 09:13 น. ข่าวในประเทศ - สมาคมรถเช่าไทยชี้ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และการเมืองในประเทศ กระทบท่องเที่ยวและธุรกิจรถเช่าหดตัว พร้อมเดินหน้าลุยเอาผิดแก๊งเชิดรถอย่างจริงจัง เร่งผลักดันร่างพรบ.สภาธุรกิจรถยนต์เช่าเข้าสู่สภา ยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจให้ทัดเทียมสากลnnนายนที วรรธนะโกวินท์ อุปนายกและที่ปรึกษาสมาคมรถเช่าไทย กล่าวว่าผลการดำเนินงานของธุรกิจรถเช่าในปีนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะผลจากการเมืองภายในประเทศไม่มีเสถียรภาพ และปัญหาด้านภัยธรรมชาติทำให้การท่องเที่ยวชะลอตัวnn"ในปีนี้ มีแนวโน้มว่านักท่องเที่ยวจะลดลงเพราะปัญหาวิกฤติทางภัยธรรมชาติ ในประเทศต่างๆ ทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางมาประเทศไทย และปัญหาการชุมนุมต่างๆ ในกรุงเทพ และต่างจังหวัด ดังนั้นถ้าหากจะหักส่วนที่หายไปจากนักท่องเที่ยวแต่มาเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่หันมาเช่าใช้แทนมากกว่าการซื้อใช้ จึงทำให้ยอดการเติบโตของธุรกิจรถยนต์เช่ามีจำนวนมากขึ้นประมาณ 5-10%" nnปัจจุบันสมาคมรถเช่าไทยมีสมาชิกอยู่ประมาณ 40 ราย ซึ่งนับว่ามีอัตราส่วนการให้บริการด้านธุรกิจรถเช่า ที่เกี่ยวกับรถยนต์และรถตู้มีส่วนแบ่งการตลาดทั่วประเทศรวมๆ ประมาณ 30 % ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 15% เมื่อเทียบจาก 1-2 ปีก่อน โดยช่วงหลังค่อนข้างมีข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรมเกี่ยวกับรถเช่ามากขึ้น สมาคมรถเช่าไทย จึงได้เตรียมหามาตรการต่างๆ ในการป้องกัน ดังนี้ คือ แลกเปลี่ยนข้อมูลของลูกค้า, ร่วมมือกับทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ในการสกัดจับผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่องและจริงจังnnนอกจากนี้ทางสมาคมฯ มีความพยายามที่จะผลักดันพระราชบัญญัติสภาธุรกิจรถยนต์เช่า โดยมีการยกร่างพระราชบัญญัติ และเตรียมเสนอเรื่องให้กับทางรัฐบาลไปแล้ว ในการร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถเช่านี้ ที่มีถึง 70 กว่ามาตรา ที่มีเนื้อหาครอบคลุมการดูแลมาตรฐาน บริการ และราคาที่เป็นธรรม รวมถึงหลักเกณฑ์ในการการคุ้มครองแก่ผู้บริโภค เพื่อเป็นการยกระดับธุรกิจรถเช่าในประเทศให้มีมาตรฐานสากล รองรับการขยายตัวภาคเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในภาพรวมด้วย ซึ่งคงต้องรอทางการมีการพิจารณาพระราชบัญญัติดังกล่าวในลำดับต่อไปnnสำหรับตลาดรถเช่าของประเทศไทยมีมูลค่าทางการตลาดประมาณ 1.6-1.8 หมื่นล้านบาทต่อปี ส่วนการขยายตัวของมูลค่าสินทรัพย์รวมในตลาดรถเช่า ประเภทรถตู้และรถยนต์ น่าจะมีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5-10 จากปีก่อนที่คาดว่าจะมีรถเช่าที่ให้บริการทั่วประเทศประมาณ 150,000 คัน ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ทางธุรกิจโดยรวมประมาณ 1.5 แสนล้านบาทnn (Source)
31 มีนาคม 2554 09:13 น. ข่าวในประเทศ - สมาคมรถเช่าไทยชี้ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และการเมืองในประเทศ กระทบท่องเที่ยวและธุรกิจรถเช่าหดตัว พร้อมเดินหน้าลุยเอาผิดแก๊งเชิดรถอย่างจริงจัง เร่งผลักดันร่างพรบ.สภาธุรกิจรถยนต์เช่าเข้าสู่สภา ยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจให้ทัดเทียมสากลnnนายนที วรรธนะโกวินท์ อุปนายกและที่ปรึกษาสมาคมรถเช่าไทย กล่าวว่าผลการดำเนินงานของธุรกิจรถเช่าในปีนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะผลจากการเมืองภายในประเทศไม่มีเสถียรภาพ และปัญหาด้านภัยธรรมชาติทำให้การท่องเที่ยวชะลอตัวnn"ในปีนี้ มีแนวโน้มว่านักท่องเที่ยวจะลดลงเพราะปัญหาวิกฤติทางภัยธรรมชาติ ในประเทศต่างๆ ทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางมาประเทศไทย และปัญหาการชุมนุมต่างๆ ในกรุงเทพ และต่างจังหวัด ดังนั้นถ้าหากจะหักส่วนที่หายไปจากนักท่องเที่ยวแต่มาเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่หันมาเช่าใช้แทนมากกว่าการซื้อใช้ จึงทำให้ยอดการเติบโตของธุรกิจรถยนต์เช่ามีจำนวนมากขึ้นประมาณ 5-10%" nnปัจจุบันสมาคมรถเช่าไทยมีสมาชิกอยู่ประมาณ 40 ราย ซึ่งนับว่ามีอัตราส่วนการให้บริการด้านธุรกิจรถเช่า ที่เกี่ยวกับรถยนต์และรถตู้มีส่วนแบ่งการตลาดทั่วประเทศรวมๆ ประมาณ 30 % ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 15% เมื่อเทียบจาก 1-2 ปีก่อน โดยช่วงหลังค่อนข้างมีข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรมเกี่ยวกับรถเช่ามากขึ้น สมาคมรถเช่าไทย จึงได้เตรียมหามาตรการต่างๆ ในการป้องกัน ดังนี้ คือ แลกเปลี่ยนข้อมูลของลูกค้า, ร่วมมือกับทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ในการสกัดจับผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่องและจริงจังnnนอกจากนี้ทางสมาคมฯ มีความพยายามที่จะผลักดันพระราชบัญญัติสภาธุรกิจรถยนต์เช่า โดยมีการยกร่างพระราชบัญญัติ และเตรียมเสนอเรื่องให้กับทางรัฐบาลไปแล้ว ในการร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถเช่านี้ ที่มีถึง 70 กว่ามาตรา ที่มีเนื้อหาครอบคลุมการดูแลมาตรฐาน บริการ และราคาที่เป็นธรรม รวมถึงหลักเกณฑ์ในการการคุ้มครองแก่ผู้บริโภค เพื่อเป็นการยกระดับธุรกิจรถเช่าในประเทศให้มีมาตรฐานสากล รองรับการขยายตัวภาคเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในภาพรวมด้วย ซึ่งคงต้องรอทางการมีการพิจารณาพระราชบัญญัติดังกล่าวในลำดับต่อไปnnสำหรับตลาดรถเช่าของประเทศไทยมีมูลค่าทางการตลาดประมาณ 1.6-1.8 หมื่นล้านบาทต่อปี ส่วนการขยายตัวของมูลค่าสินทรัพย์รวมในตลาดรถเช่า ประเภทรถตู้และรถยนต์ น่าจะมีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5-10 จากปีก่อนที่คาดว่าจะมีรถเช่าที่ให้บริการทั่วประเทศประมาณ 150,000 คัน ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ทางธุรกิจโดยรวมประมาณ 1.5 แสนล้านบาทnn (Source)

KIA OPTIMA,KIA Picanto,KIA,TOYOTA

30 มีนาคม 2554 12:34 น. เปิดแผนวาดฝัน 5 ปี ค่ายรถแดนกิมจิ "เกีย" ประกาศปั้นยอดขายพุ่ง 20 เท่า หรือดันตัวเลขทะยาน 10,000 คันต่อปี ด้วยการปรับการทำงานครอบคลุม เรื่องผลิตภัณฑ์ บริการหลังการขาย เครือข่าย และองค์กร โดยเฉพาะเรื่องสินค้ายืนยันจะเปิดตัวรถใหม่สู่ตลาดต่อเนื่องทุกๆ ปีnnประเดิมงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2011 นำเข้าโฉมใหม่ "เกีย พิแคนโต เค1" เครื่องยนต์ 1.25 ลิตร ราคารุ่นท็อป 4.97 แสนบาท พร้อมนำ "เกีย ออพติมา เค5" มาแสดงเทคโนโลยีไฮบริด และตรวจสอบกระแสตอบรับ เพื่อเตรียมนำเข้ามาทำตลาดชน " โตโยต้า คัมรี ไฮบริด" ในช่วงกลางปีหน้า ด้วยจุดเด่นระบบไฮบริดเต็มรูปแบบ และราคาที่ไม่แตกต่างมาก เผยภายในปีนี้กำลังศึกษานำเข้ารถซับคอมแพ็กต์ขนาด 1.5 ลิตร มาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก ขณะเดียวกันชูรับประกันคุณภาพ 5 ปี เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เชื่อถึงสิ้นปีนี้ดันยอดขายพุ่ง 1,800 คัน หรือเพิ่ม 3 เท่าจากปีที่ผ่านมาnnเกีย พิแคนโต เค1 (Kia Picanto K1)ในจำนวนรถยนต์จากแดนกิมจิประเทศเกาหลีใต้ "เกีย" เป็นรถยนต์ที่อยู่ในตลาดไทยค่อนข้างต่อเนื่อง แม้จะหายไประยะหนึ่งแต่ก็กลับมาในเวลาไม่นาน แต่เมื่อดูตัวเลขยอดขายช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กลับไม่ค่อยเติบโตมากนัก ซึ่งสวนทางกับแบรนด์ร่วมชาติอย่าง "ฮุนได" ที่เพิ่งกลับเข้ามาทำตลาดในไทย ปรากฏว่าเพียงระยะเวลาไม่กี่ปียอดขายโตวันโตคืน จนปีนี้มองเป้าหมายการขายทะลุครึ่งหมื่นคันไปแล้ว ขณะที่เกียปิดตัวเลขยอดขายปีที่แล้ว เพียงแค่กว่า 600 คันเท่านั้น นี่อาจจะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างแบรนด์เกียให้เป็นที่ยอมรับและมั่นใจของผู้บริโภคชาวไทย…nn"เกียวางเป้าหมายระยะ 5 ปี จะมียอดขายรถในไทยประมาณ 10,000 คัน ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับในช่วงปีที่ผ่านมา ที่มียอดขายเพียงกว่า 650 คัน"nnนั่นเป็นคำกล่าวของ "โจ คยู วาน" ผู้บริหารคนใหม่ของบริษัท ยนตรกิจเกีย มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์เกียในประเทศไทย บริษัทในกลุ่มยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น และได้เปิดเผยกับ "ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง" ถึงแผนการดำเนินธุรกิจว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จะมีการดำเนินงานครอบคลุมทั้งเรื่องของผลิตภัณฑ์ การบริการหลังการขาย เครือข่ายการขาย และปรับปรุงองค์กรใหม่ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าในไทยเกิดความเชื่อมั่น และยอมรับในแบรนด์เกียมากขึ้นnnโจ คยู วาน"อันดับแรกเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความสนใจให้แก่ลูกค้า โดยเกียมีแผนที่จะแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดไทยต่อเนื่องทุกๆ ปี และล่าสุดได้มีการแนะนำโฉมใหม่ของเก๋งเล็ก เกีย พิแคนโต เค1 สู่ตลาดอย่างเป็นทางการในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2011 ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกนอกประเทศเกาหลี"nnแน่นอนการเปิดตัวโฉมใหม่ของ เกีย พิแคนโต เค1 (Kia Picanto K1) นับเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นทำตลาดเก๋งขนาดเล็กในไทย หลังจากเป็นรายแรกๆ ที่ได้บุกเบิกตลาดรถประเภทนี้ ตั้งแต่อีโคคาร์ยังไม่เกิดในตลาดรถไทย โดยโจ คยู วานกล่าวว่า พิแคนโตมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ ลูกค้าที่ซื้อรถเป็นคันแรกในชีวิต หรือเปลี่ยนจากปิกอัพมาซื้อรถเล็กใช้ และจุดเด่นที่สมรรถนะอยู่ระหว่างอีโคคาร์กับซับคอมแพกต์ แต่เป็นรถนำเข้าจากโรงงานในประเทศเกาหลีใต้ และมีราคาจำหน่ายเทียบเท่ากับเก๋งอีโคคาร์ หรือรุ่นท็อปมีราคาไม่ถึง 5 แสนบาทnnเกีย พิแคนโต เค1 ปรากฏตัวในงานมอเตอร์ 2011เกีย พิแคนโต เค1 เป็นรถขนาดเล็กกะทัดรัดแบบแฮตช์แบ็ก 5 ประตู วางเครื่องยนต์ "Kappa" อันโดดเด่นของเกีย เป็นแบบ DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 1.25 ลิตร 87 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 12.2 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบต่อนาที ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 105 กรัม มีให้เลือก 2 ทางเลือก รุ่น LX เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ราคา 4.25 แสนบาท และรุ่นท็อป EX เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ราคา 4.97 แสนบาทnn"นอกจากนี้ในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2011 เรายังได้นำรถยนต์ไฮบริด เกีย ออพติมา เค5 มาจัดแสดงในงานด้วย เพื่อแสดงให้เห็นเทคโนโลยีล้ำสมัยของเกีย ซึ่งมีไม่แพ้ค่ายรถยนต์อื่นๆ จากทั่วโลก และยังเป็นการตรวจสอบกระแสตอบรับของตลาด เพราะเกียกำลังเตรียมนำรถรุ่นนี้มาทำตลาดในไทยปีหน้า" โจ คยู วานกล่าวและว่าnnเกีย ออพติมา เค5 ไฮบริด (Kia Optima K5 Hybrid) เป็นรถยนต์ที่เพิ่งเปิดตัวทำตลาดในสหรัฐอเมริกาได้ไม่นาน เพื่อตอบสนองการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง และรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยระบบไฮบริดเต็มรูปแบบ จึงมีคุณสมบัติที่โดดเด่น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งในไทยอย่าง " โตโยต้า คัมรี ไฮบริด" ยิ่งเมื่อวางจำหน่ายในราคาที่ไม่แตกต่างกันมาก จึงมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้าทีเดียว โดยคาดว่าจะสามารถนำเข้า เกีย ออพติมา เค5 ไฮบริด มาทำตลาดในไทยประมาณช่วงกลางปี 2555nnเกีย ออพติมา เค5 ไฮบริด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร 166 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 30 กิโลวัตต์(40 แรงม้า) ที่รับพลังงานจากแบตเตอรี่ "ลิเธียมโพลิเมอร์" ขนาด 34 กิโลวัตต์ ทำให้กำลังรถรวมมีทั้งสิ้น 206 แรงม้า โดยสามารถทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 9.2 วินาที โดยมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 195 กม./ฃม. ในขณะที่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจะอยู่ที่ประมาณ 36 และ 40 ไมล์/แกลลอน สำหรับการขับในเมืองและนอกเมืองตามลำดับ และสามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้าได้สูงถึง 100 กม./ชม.nnเกีย ออพติมา เค5 มาโชว์ตัวด้วยเช่นกัน"นอกจากรถไฮบริดแล้ว ในช่วงปลายปีนี้เรากำลังพิจารณานำเข้ารถรุ่นใหม่อื่นๆ มาทำตลาดด้วย โดยขณะนี้มองไปที่รถขนาดเล็กกลุ่มซับคอมแพกต์ หรือเครื่องยนต์ประมาณ 1.5 ลิตรเข้ามาทำตลาด เพราะเป็นรถอีกกลุ่มที่กำลังได้รับความนิยมจากลูกค้าไทยมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นที่นำผลิตภัณฑ์ใหม่มาตอบสนองลูกค้า โดยเป็นไปตามแผนที่เกียวางไว้ จะมีการส่งรถรุ่นใหม่แนะนำสู่ตลาดไทยอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี"โจ คยู วาน กล่าว สรุปเกี่ยวกับแผนโปรดักต์nnอย่างไรก็ตามจากคำพูดของ "โจ คยู วาน" เกี่ยวกับรถระดับ ซับคอมแพกต์ หรือ บีเซกเมนท์ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางล่าสุดของ เกีย มอเตอร์ส เพราะล่าสุดในงาน " เจนีวา มอเตอร์โชว์ 2011" ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จัดการเปิดตัวโมเดลเชนจ์ของ "เกีย ริโอ"เพื่อเจาะตลาดในยุโรปแล้วnnสำหรับ "เกีย ริโอ โฉมใหม่" หรือเจเนอเรชันที่ 4 มีทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน โดยจะผลิตที่โรงงาน Sohari ประเทศเกาหลี จากนั้นจะส่งตัวถังแฮตซ์แบ็ก 5 ประตูทำตลาดยุโรปประมาณไตรมาส 3 ปีนี้ทันที ส่วนเมืองไทยต้องรอลุ้นว่า ยนตรกิจเกีย จะนำเข้ามาขายจริงหรือไม่ ซึ่งพิกัดเครื่องยนต์ที่เหมาะสมน่าจะเป็น เบนซิน 1.4 ลิตรnn...ทั้งนี้เมื่อโปรดักต์มีความพร้อม และแผนงานชัดเจนแล้ว แต่เพื่อให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมาย "ยนตรกิจเกีย" ยังจัดแคมเปญ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2011 เกียได้นำเสนอแคมเปญส่งเสริมการจำหน่ายภายในงาน โดยผู้ที่สั่งจองเกีย พิแคนโต โฉมเก่า ขนาดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ผ่อนดาวน์ต่ำพิเศษ อัตราดอกเบี้ย 1.99% ผ่อน 48 เดือน หรือเลือกผ่อน 72 เดือน และผู้ที่จองรถอเนกประสงค์คนรุ่นใหม่ เกีย โซล ดอกเบี้ย 0% 48 เดือน หรือผู้ที่จองปิกอัพ เกีย เค29000 รับฟรีบัตรเติมน้ำมัน 1 หมื่นบาทnnโจ คยู วาน กล่าวว่า ในส่วนของการบริการเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า จึงได้ให้การรับประกันคุณภาพตลอดระยะการใช้งาน 150,000 กิโลเมตร หรือ 5 ปี สำหรับรถยนต์เกียทุกรุ่นยกเว้นปิกอัพเกีย เค2900 ขณะเดียวกันจะมีการปรับปรุงพัฒนาการบริการหลังการขาย และประสิทธิภาพองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นที่พึงพอใจสูงสุดของลูกค้าnnเกีย ริโอ เริ่มเจาะตลาดในยุโรป"นอกจากนี้เพื่อรองรับการขยายตัวของกลุ่มลูกค้า เกียจึงมีแผนที่จะปรับเพิ่มตัวแทนการจำหน่าย หรือดีลเลอร์ทั่วประเทศเป็น 24 แห่งในปีนี้ จากปัจจุบันที่มีอยู่เพียง 17 แห่ง ดังนั้นจากแผนงานทั้งหมดที่กล่าวมา จึงมั่นใจว่าจะทำให้ยอดขายรถยนต์เกียปีนี้บรรลุ 1,800 คันตามเป้าหมาย หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเป็น 3 เท่า ซึ่งเฉพาะรุ่นพิแคนโตตั้งเป้า 1,000 คัน"nnค่อนข้างชัดเจนในแผนรุกตลาดของค่ายเกีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลิตภัณฑ์ใหม่ บริการหลังการขาย และเครือข่ายการจำหน่าย แต่ตัวเลขเป้าหมายการขาย 10,000 คันต่อปี ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลหลายปีพอสมควร…nnฉะนั้นเบื้องต้นขอแค่ 1,800 คัน เพื่อเป็นบทพิสูจน์แรกฝีมือผู้บริหารใหม่คนนี้ก่อนก็แล้วกัน?!nn (Source)

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554


29 มีนาคม 2554 08:48 น. ข่าวในประเทศ-เวทีมอเตอร์โชว์ 2011 สร้างสีสันเปิดตัวรถมอเตอร์โฮม 3 คันที่ประกอบขึ้นเพื่อใช้เดินทางการถ่ายทำสารคดีชุด "เบิกฟ้าท้าโลก" เพื่อตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขง โดยมีมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่รถขบวน (Leader Bus) ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วยnnรถขบวน (Leader Bus) การถ่ายทำสารคดีชุดเบิกฟ้าท้าโลก ตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขงตั้งแต่ ไทย ลาว เวียดนาม จีน และพม่า รวมระยะเวลาประมาณ 4 เดือน โดยการเดินทางใช้รถมอเตอร์โฮมจำนวน 3 คัน ซึ่งทั้งหมดเป็นรถจาก HINO ประกอบในประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 212 แรงม้า ระบบหัวฉีดแบบคอมมอนเรล ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ พร้อมระบบเผาไหม้ แบบไดเรค อินเจคชั่น (Direct Injection) ทุกคันเป็นแบบ 2 เพลา เนื่องจากต้องการกำลังในการขับเคลื่อนสูง แต่ไม่ต้องการความเร็วมาก nnแม้จะเป็นรถที่ประกอบจากแหล่งเดียวกัน แต่ตัวรถทั้ง 3 คันมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ทั้งยังถูกออกแบบให้ทุกตารางนิ้วสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดแบบมัลติเพอร์โพส (Multipurpose) โดยรถขบวน (Leader Bus) เป็นรถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วย มีที่ประชุมประมาณ 7 ที่นั่ง พร้อมห้องนอนของแขก ส่วนคันที่ 2 คือ รถ Office (Office Bus) รถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นที่ทำงานของพนักงาน, ห้องประชุมใหญ่ 7 ที่นั่ง, ห้องครัว, ห้องรับประทานอาหาร, ห้องนอนของพ่อครัวและคนขับรถ และคันที่ 3 คือ รถพนักงาน (Crew Bus) รถขนาดหกล้อ ราคา 6 ล้านบาท ใช้เป็นที่พักผ่อน, ห้องนอน, ห้องทำงานของพนักงาน 7 คน และห้องพยาบาลnnรถทุกคันออกแบบโครงสร้างภายนอกโดยบริษัท พานทอง ส่วนการเพิ่มเติมอุปกรณ์และตกแต่งภายในโดย บริษัท Motor Home โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น Koeji Matsuda อายุ 65 ปี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Vantec ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตและขายรถ Camping Car มากเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็น 60% ของตลาดรถบ้าน มาออกแบบและติดตั้งให้ด้วยตัวเองnnภายในพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้องน้ำ ประกอบด้วยห้องอาบน้ำ อ่างล้างมือ และโถส้วมซึ่งเป็นระบบเผาไหม้ของเสีย เพื่อให้สะดวกแก่การทำความสะอาด, แหล่งกำเนิดไฟฟ้า มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 8.5 KW ใช้น้ำมันดีเซล, เครื่องซักผ้า มี 1 เครื่อง ขนาด 20 กิโลกรัม, ห้องครัวทำจากสแตนเลสทั้งหมด สามารถทำอาหารเลี้ยงแขกได้ประมาณ 20-30 คน ประกอบด้วย เตาแก๊ส 2 หัว เครื่องไมโครเวฟ 1 เครื่อง ตู้แช่แข็งสำหรับแช่เนื้อและตู้เย็น 1 ตู้, ความบันเทิงในรถ ทุกห้องมีวิทยุ Sony ทั้งหมดพร้อมลำโพง ในพื้นที่ส่วนกลางของรถแต่ละคันมี TV LCD และ DVD nnด้านความปลอดภัยภายในรถทุกคัน เนื่องจากเครื่องอำนวยความสะดวกบนรถทั้งหมดใช้ระบบไฟฟ้า รวมถึงการทำความเย็นภายในรถ ในการติดตั้งระบบไฟฟ้าทั้งหมด ใช้ระบบ Breaker และ Fuse เพื่อป้องกันการใช้ไฟเกินจากที่กำหนด และมีถังดับเพลิงภายในในกรณีเกิดไฟไหม้ ขณะที่ภายนอกรถใช้ระบบกล้องจับวัตถุเคลื่อนไหว และบันทึกใน Computer และมีสัญญาณเตือนเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าใกล้รถnnทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 29 มีนาคม 2554 จะเป็นการปล่อยขบวน "คาราวานท่องลุ่มน้ำโขง" จากอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สู่สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว เป็นจุดหมายแรกของการเดินทางnnnn (Source)

29 มีนาคม 2554 08:48 น. ข่าวในประเทศ-เวทีมอเตอร์โชว์ 2011 สร้างสีสันเปิดตัวรถมอเตอร์โฮม 3 คันที่ประกอบขึ้นเพื่อใช้เดินทางการถ่ายทำสารคดีชุด "เบิกฟ้าท้าโลก" เพื่อตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขง โดยมีมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่รถขบวน (Leader Bus) ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วยnnรถขบวน (Leader Bus) การถ่ายทำสารคดีชุดเบิกฟ้าท้าโลก ตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขงตั้งแต่ ไทย ลาว เวียดนาม จีน และพม่า รวมระยะเวลาประมาณ 4 เดือน โดยการเดินทางใช้รถมอเตอร์โฮมจำนวน 3 คัน ซึ่งทั้งหมดเป็นรถจาก HINO ประกอบในประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 212 แรงม้า ระบบหัวฉีดแบบคอมมอนเรล ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ พร้อมระบบเผาไหม้ แบบไดเรค อินเจคชั่น (Direct Injection) ทุกคันเป็นแบบ 2 เพลา เนื่องจากต้องการกำลังในการขับเคลื่อนสูง แต่ไม่ต้องการความเร็วมาก nnแม้จะเป็นรถที่ประกอบจากแหล่งเดียวกัน แต่ตัวรถทั้ง 3 คันมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ทั้งยังถูกออกแบบให้ทุกตารางนิ้วสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดแบบมัลติเพอร์โพส (Multipurpose) โดยรถขบวน (Leader Bus) เป็นรถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วย มีที่ประชุมประมาณ 7 ที่นั่ง พร้อมห้องนอนของแขก ส่วนคันที่ 2 คือ รถ Office (Office Bus) รถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นที่ทำงานของพนักงาน, ห้องประชุมใหญ่ 7 ที่นั่ง, ห้องครัว, ห้องรับประทานอาหาร, ห้องนอนของพ่อครัวและคนขับรถ และคันที่ 3 คือ รถพนักงาน (Crew Bus) รถขนาดหกล้อ ราคา 6 ล้านบาท ใช้เป็นที่พักผ่อน, ห้องนอน, ห้องทำงานของพนักงาน 7 คน และห้องพยาบาลnnรถทุกคันออกแบบโครงสร้างภายนอกโดยบริษัท พานทอง ส่วนการเพิ่มเติมอุปกรณ์และตกแต่งภายในโดย บริษัท Motor Home โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น Koeji Matsuda อายุ 65 ปี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Vantec ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตและขายรถ Camping Car มากเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็น 60% ของตลาดรถบ้าน มาออกแบบและติดตั้งให้ด้วยตัวเองnnภายในพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้องน้ำ ประกอบด้วยห้องอาบน้ำ อ่างล้างมือ และโถส้วมซึ่งเป็นระบบเผาไหม้ของเสีย เพื่อให้สะดวกแก่การทำความสะอาด, แหล่งกำเนิดไฟฟ้า มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 8.5 KW ใช้น้ำมันดีเซล, เครื่องซักผ้า มี 1 เครื่อง ขนาด 20 กิโลกรัม, ห้องครัวทำจากสแตนเลสทั้งหมด สามารถทำอาหารเลี้ยงแขกได้ประมาณ 20-30 คน ประกอบด้วย เตาแก๊ส 2 หัว เครื่องไมโครเวฟ 1 เครื่อง ตู้แช่แข็งสำหรับแช่เนื้อและตู้เย็น 1 ตู้, ความบันเทิงในรถ ทุกห้องมีวิทยุ Sony ทั้งหมดพร้อมลำโพง ในพื้นที่ส่วนกลางของรถแต่ละคันมี TV LCD และ DVD nnด้านความปลอดภัยภายในรถทุกคัน เนื่องจากเครื่องอำนวยความสะดวกบนรถทั้งหมดใช้ระบบไฟฟ้า รวมถึงการทำความเย็นภายในรถ ในการติดตั้งระบบไฟฟ้าทั้งหมด ใช้ระบบ Breaker และ Fuse เพื่อป้องกันการใช้ไฟเกินจากที่กำหนด และมีถังดับเพลิงภายในในกรณีเกิดไฟไหม้ ขณะที่ภายนอกรถใช้ระบบกล้องจับวัตถุเคลื่อนไหว และบันทึกใน Computer และมีสัญญาณเตือนเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าใกล้รถnnทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 29 มีนาคม 2554 จะเป็นการปล่อยขบวน "คาราวานท่องลุ่มน้ำโขง" จากอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สู่สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว เป็นจุดหมายแรกของการเดินทางnnnn (Source)

29 มีนาคม 2554 08:48 น. ข่าวในประเทศ-เวทีมอเตอร์โชว์ 2011 สร้างสีสันเปิดตัวรถมอเตอร์โฮม 3 คันที่ประกอบขึ้นเพื่อใช้เดินทางการถ่ายทำสารคดีชุด "เบิกฟ้าท้าโลก" เพื่อตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขง โดยมีมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่รถขบวน (Leader Bus) ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วยnnรถขบวน (Leader Bus) การถ่ายทำสารคดีชุดเบิกฟ้าท้าโลก ตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขงตั้งแต่ ไทย ลาว เวียดนาม จีน และพม่า รวมระยะเวลาประมาณ 4 เดือน โดยการเดินทางใช้รถมอเตอร์โฮมจำนวน 3 คัน ซึ่งทั้งหมดเป็นรถจาก HINO ประกอบในประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 212 แรงม้า ระบบหัวฉีดแบบคอมมอนเรล ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ พร้อมระบบเผาไหม้ แบบไดเรค อินเจคชั่น (Direct Injection) ทุกคันเป็นแบบ 2 เพลา เนื่องจากต้องการกำลังในการขับเคลื่อนสูง แต่ไม่ต้องการความเร็วมาก nnแม้จะเป็นรถที่ประกอบจากแหล่งเดียวกัน แต่ตัวรถทั้ง 3 คันมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ทั้งยังถูกออกแบบให้ทุกตารางนิ้วสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดแบบมัลติเพอร์โพส (Multipurpose) โดยรถขบวน (Leader Bus) เป็นรถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วย มีที่ประชุมประมาณ 7 ที่นั่ง พร้อมห้องนอนของแขก ส่วนคันที่ 2 คือ รถ Office (Office Bus) รถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นที่ทำงานของพนักงาน, ห้องประชุมใหญ่ 7 ที่นั่ง, ห้องครัว, ห้องรับประทานอาหาร, ห้องนอนของพ่อครัวและคนขับรถ และคันที่ 3 คือ รถพนักงาน (Crew Bus) รถขนาดหกล้อ ราคา 6 ล้านบาท ใช้เป็นที่พักผ่อน, ห้องนอน, ห้องทำงานของพนักงาน 7 คน และห้องพยาบาลnnรถทุกคันออกแบบโครงสร้างภายนอกโดยบริษัท พานทอง ส่วนการเพิ่มเติมอุปกรณ์และตกแต่งภายในโดย บริษัท Motor Home โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น Koeji Matsuda อายุ 65 ปี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Vantec ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตและขายรถ Camping Car มากเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็น 60% ของตลาดรถบ้าน มาออกแบบและติดตั้งให้ด้วยตัวเองnnภายในพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้องน้ำ ประกอบด้วยห้องอาบน้ำ อ่างล้างมือ และโถส้วมซึ่งเป็นระบบเผาไหม้ของเสีย เพื่อให้สะดวกแก่การทำความสะอาด, แหล่งกำเนิดไฟฟ้า มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 8.5 KW ใช้น้ำมันดีเซล, เครื่องซักผ้า มี 1 เครื่อง ขนาด 20 กิโลกรัม, ห้องครัวทำจากสแตนเลสทั้งหมด สามารถทำอาหารเลี้ยงแขกได้ประมาณ 20-30 คน ประกอบด้วย เตาแก๊ส 2 หัว เครื่องไมโครเวฟ 1 เครื่อง ตู้แช่แข็งสำหรับแช่เนื้อและตู้เย็น 1 ตู้, ความบันเทิงในรถ ทุกห้องมีวิทยุ Sony ทั้งหมดพร้อมลำโพง ในพื้นที่ส่วนกลางของรถแต่ละคันมี TV LCD และ DVD nnด้านความปลอดภัยภายในรถทุกคัน เนื่องจากเครื่องอำนวยความสะดวกบนรถทั้งหมดใช้ระบบไฟฟ้า รวมถึงการทำความเย็นภายในรถ ในการติดตั้งระบบไฟฟ้าทั้งหมด ใช้ระบบ Breaker และ Fuse เพื่อป้องกันการใช้ไฟเกินจากที่กำหนด และมีถังดับเพลิงภายในในกรณีเกิดไฟไหม้ ขณะที่ภายนอกรถใช้ระบบกล้องจับวัตถุเคลื่อนไหว และบันทึกใน Computer และมีสัญญาณเตือนเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าใกล้รถnnทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 29 มีนาคม 2554 จะเป็นการปล่อยขบวน "คาราวานท่องลุ่มน้ำโขง" จากอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สู่สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว เป็นจุดหมายแรกของการเดินทางnnnn (Source)

29 มีนาคม 2554 08:48 น. ข่าวในประเทศ-เวทีมอเตอร์โชว์ 2011 สร้างสีสันเปิดตัวรถมอเตอร์โฮม 3 คันที่ประกอบขึ้นเพื่อใช้เดินทางการถ่ายทำสารคดีชุด "เบิกฟ้าท้าโลก" เพื่อตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขง โดยมีมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่รถขบวน (Leader Bus) ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วยnnรถขบวน (Leader Bus) การถ่ายทำสารคดีชุดเบิกฟ้าท้าโลก ตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขงตั้งแต่ ไทย ลาว เวียดนาม จีน และพม่า รวมระยะเวลาประมาณ 4 เดือน โดยการเดินทางใช้รถมอเตอร์โฮมจำนวน 3 คัน ซึ่งทั้งหมดเป็นรถจาก HINO ประกอบในประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 212 แรงม้า ระบบหัวฉีดแบบคอมมอนเรล ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ พร้อมระบบเผาไหม้ แบบไดเรค อินเจคชั่น (Direct Injection) ทุกคันเป็นแบบ 2 เพลา เนื่องจากต้องการกำลังในการขับเคลื่อนสูง แต่ไม่ต้องการความเร็วมาก nnแม้จะเป็นรถที่ประกอบจากแหล่งเดียวกัน แต่ตัวรถทั้ง 3 คันมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ทั้งยังถูกออกแบบให้ทุกตารางนิ้วสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดแบบมัลติเพอร์โพส (Multipurpose) โดยรถขบวน (Leader Bus) เป็นรถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วย มีที่ประชุมประมาณ 7 ที่นั่ง พร้อมห้องนอนของแขก ส่วนคันที่ 2 คือ รถ Office (Office Bus) รถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นที่ทำงานของพนักงาน, ห้องประชุมใหญ่ 7 ที่นั่ง, ห้องครัว, ห้องรับประทานอาหาร, ห้องนอนของพ่อครัวและคนขับรถ และคันที่ 3 คือ รถพนักงาน (Crew Bus) รถขนาดหกล้อ ราคา 6 ล้านบาท ใช้เป็นที่พักผ่อน, ห้องนอน, ห้องทำงานของพนักงาน 7 คน และห้องพยาบาลnnรถทุกคันออกแบบโครงสร้างภายนอกโดยบริษัท พานทอง ส่วนการเพิ่มเติมอุปกรณ์และตกแต่งภายในโดย บริษัท Motor Home โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น Koeji Matsuda อายุ 65 ปี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Vantec ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตและขายรถ Camping Car มากเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็น 60% ของตลาดรถบ้าน มาออกแบบและติดตั้งให้ด้วยตัวเองnnภายในพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้องน้ำ ประกอบด้วยห้องอาบน้ำ อ่างล้างมือ และโถส้วมซึ่งเป็นระบบเผาไหม้ของเสีย เพื่อให้สะดวกแก่การทำความสะอาด, แหล่งกำเนิดไฟฟ้า มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 8.5 KW ใช้น้ำมันดีเซล, เครื่องซักผ้า มี 1 เครื่อง ขนาด 20 กิโลกรัม, ห้องครัวทำจากสแตนเลสทั้งหมด สามารถทำอาหารเลี้ยงแขกได้ประมาณ 20-30 คน ประกอบด้วย เตาแก๊ส 2 หัว เครื่องไมโครเวฟ 1 เครื่อง ตู้แช่แข็งสำหรับแช่เนื้อและตู้เย็น 1 ตู้, ความบันเทิงในรถ ทุกห้องมีวิทยุ Sony ทั้งหมดพร้อมลำโพง ในพื้นที่ส่วนกลางของรถแต่ละคันมี TV LCD และ DVD nnด้านความปลอดภัยภายในรถทุกคัน เนื่องจากเครื่องอำนวยความสะดวกบนรถทั้งหมดใช้ระบบไฟฟ้า รวมถึงการทำความเย็นภายในรถ ในการติดตั้งระบบไฟฟ้าทั้งหมด ใช้ระบบ Breaker และ Fuse เพื่อป้องกันการใช้ไฟเกินจากที่กำหนด และมีถังดับเพลิงภายในในกรณีเกิดไฟไหม้ ขณะที่ภายนอกรถใช้ระบบกล้องจับวัตถุเคลื่อนไหว และบันทึกใน Computer และมีสัญญาณเตือนเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าใกล้รถnnทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 29 มีนาคม 2554 จะเป็นการปล่อยขบวน "คาราวานท่องลุ่มน้ำโขง" จากอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สู่สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว เป็นจุดหมายแรกของการเดินทางnnnn (Source)

29 มีนาคม 2554 08:48 น. ข่าวในประเทศ-เวทีมอเตอร์โชว์ 2011 สร้างสีสันเปิดตัวรถมอเตอร์โฮม 3 คันที่ประกอบขึ้นเพื่อใช้เดินทางการถ่ายทำสารคดีชุด "เบิกฟ้าท้าโลก" เพื่อตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขง โดยมีมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่รถขบวน (Leader Bus) ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วยnnรถขบวน (Leader Bus) การถ่ายทำสารคดีชุดเบิกฟ้าท้าโลก ตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขงตั้งแต่ ไทย ลาว เวียดนาม จีน และพม่า รวมระยะเวลาประมาณ 4 เดือน โดยการเดินทางใช้รถมอเตอร์โฮมจำนวน 3 คัน ซึ่งทั้งหมดเป็นรถจาก HINO ประกอบในประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 212 แรงม้า ระบบหัวฉีดแบบคอมมอนเรล ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ พร้อมระบบเผาไหม้ แบบไดเรค อินเจคชั่น (Direct Injection) ทุกคันเป็นแบบ 2 เพลา เนื่องจากต้องการกำลังในการขับเคลื่อนสูง แต่ไม่ต้องการความเร็วมาก nnแม้จะเป็นรถที่ประกอบจากแหล่งเดียวกัน แต่ตัวรถทั้ง 3 คันมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ทั้งยังถูกออกแบบให้ทุกตารางนิ้วสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดแบบมัลติเพอร์โพส (Multipurpose) โดยรถขบวน (Leader Bus) เป็นรถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วย มีที่ประชุมประมาณ 7 ที่นั่ง พร้อมห้องนอนของแขก ส่วนคันที่ 2 คือ รถ Office (Office Bus) รถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นที่ทำงานของพนักงาน, ห้องประชุมใหญ่ 7 ที่นั่ง, ห้องครัว, ห้องรับประทานอาหาร, ห้องนอนของพ่อครัวและคนขับรถ และคันที่ 3 คือ รถพนักงาน (Crew Bus) รถขนาดหกล้อ ราคา 6 ล้านบาท ใช้เป็นที่พักผ่อน, ห้องนอน, ห้องทำงานของพนักงาน 7 คน และห้องพยาบาลnnรถทุกคันออกแบบโครงสร้างภายนอกโดยบริษัท พานทอง ส่วนการเพิ่มเติมอุปกรณ์และตกแต่งภายในโดย บริษัท Motor Home โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น Koeji Matsuda อายุ 65 ปี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Vantec ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตและขายรถ Camping Car มากเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็น 60% ของตลาดรถบ้าน มาออกแบบและติดตั้งให้ด้วยตัวเองnnภายในพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้องน้ำ ประกอบด้วยห้องอาบน้ำ อ่างล้างมือ และโถส้วมซึ่งเป็นระบบเผาไหม้ของเสีย เพื่อให้สะดวกแก่การทำความสะอาด, แหล่งกำเนิดไฟฟ้า มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 8.5 KW ใช้น้ำมันดีเซล, เครื่องซักผ้า มี 1 เครื่อง ขนาด 20 กิโลกรัม, ห้องครัวทำจากสแตนเลสทั้งหมด สามารถทำอาหารเลี้ยงแขกได้ประมาณ 20-30 คน ประกอบด้วย เตาแก๊ส 2 หัว เครื่องไมโครเวฟ 1 เครื่อง ตู้แช่แข็งสำหรับแช่เนื้อและตู้เย็น 1 ตู้, ความบันเทิงในรถ ทุกห้องมีวิทยุ Sony ทั้งหมดพร้อมลำโพง ในพื้นที่ส่วนกลางของรถแต่ละคันมี TV LCD และ DVD nnด้านความปลอดภัยภายในรถทุกคัน เนื่องจากเครื่องอำนวยความสะดวกบนรถทั้งหมดใช้ระบบไฟฟ้า รวมถึงการทำความเย็นภายในรถ ในการติดตั้งระบบไฟฟ้าทั้งหมด ใช้ระบบ Breaker และ Fuse เพื่อป้องกันการใช้ไฟเกินจากที่กำหนด และมีถังดับเพลิงภายในในกรณีเกิดไฟไหม้ ขณะที่ภายนอกรถใช้ระบบกล้องจับวัตถุเคลื่อนไหว และบันทึกใน Computer และมีสัญญาณเตือนเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าใกล้รถnnทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 29 มีนาคม 2554 จะเป็นการปล่อยขบวน "คาราวานท่องลุ่มน้ำโขง" จากอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สู่สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว เป็นจุดหมายแรกของการเดินทางnnnn (Source)

29 มีนาคม 2554 08:48 น. ข่าวในประเทศ-เวทีมอเตอร์โชว์ 2011 สร้างสีสันเปิดตัวรถมอเตอร์โฮม 3 คันที่ประกอบขึ้นเพื่อใช้เดินทางการถ่ายทำสารคดีชุด "เบิกฟ้าท้าโลก" เพื่อตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขง โดยมีมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่รถขบวน (Leader Bus) ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วยnnรถขบวน (Leader Bus) การถ่ายทำสารคดีชุดเบิกฟ้าท้าโลก ตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขงตั้งแต่ ไทย ลาว เวียดนาม จีน และพม่า รวมระยะเวลาประมาณ 4 เดือน โดยการเดินทางใช้รถมอเตอร์โฮมจำนวน 3 คัน ซึ่งทั้งหมดเป็นรถจาก HINO ประกอบในประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 212 แรงม้า ระบบหัวฉีดแบบคอมมอนเรล ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ พร้อมระบบเผาไหม้ แบบไดเรค อินเจคชั่น (Direct Injection) ทุกคันเป็นแบบ 2 เพลา เนื่องจากต้องการกำลังในการขับเคลื่อนสูง แต่ไม่ต้องการความเร็วมาก nnแม้จะเป็นรถที่ประกอบจากแหล่งเดียวกัน แต่ตัวรถทั้ง 3 คันมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ทั้งยังถูกออกแบบให้ทุกตารางนิ้วสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดแบบมัลติเพอร์โพส (Multipurpose) โดยรถขบวน (Leader Bus) เป็นรถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วย มีที่ประชุมประมาณ 7 ที่นั่ง พร้อมห้องนอนของแขก ส่วนคันที่ 2 คือ รถ Office (Office Bus) รถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นที่ทำงานของพนักงาน, ห้องประชุมใหญ่ 7 ที่นั่ง, ห้องครัว, ห้องรับประทานอาหาร, ห้องนอนของพ่อครัวและคนขับรถ และคันที่ 3 คือ รถพนักงาน (Crew Bus) รถขนาดหกล้อ ราคา 6 ล้านบาท ใช้เป็นที่พักผ่อน, ห้องนอน, ห้องทำงานของพนักงาน 7 คน และห้องพยาบาลnnรถทุกคันออกแบบโครงสร้างภายนอกโดยบริษัท พานทอง ส่วนการเพิ่มเติมอุปกรณ์และตกแต่งภายในโดย บริษัท Motor Home โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น Koeji Matsuda อายุ 65 ปี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Vantec ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตและขายรถ Camping Car มากเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็น 60% ของตลาดรถบ้าน มาออกแบบและติดตั้งให้ด้วยตัวเองnnภายในพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้องน้ำ ประกอบด้วยห้องอาบน้ำ อ่างล้างมือ และโถส้วมซึ่งเป็นระบบเผาไหม้ของเสีย เพื่อให้สะดวกแก่การทำความสะอาด, แหล่งกำเนิดไฟฟ้า มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 8.5 KW ใช้น้ำมันดีเซล, เครื่องซักผ้า มี 1 เครื่อง ขนาด 20 กิโลกรัม, ห้องครัวทำจากสแตนเลสทั้งหมด สามารถทำอาหารเลี้ยงแขกได้ประมาณ 20-30 คน ประกอบด้วย เตาแก๊ส 2 หัว เครื่องไมโครเวฟ 1 เครื่อง ตู้แช่แข็งสำหรับแช่เนื้อและตู้เย็น 1 ตู้, ความบันเทิงในรถ ทุกห้องมีวิทยุ Sony ทั้งหมดพร้อมลำโพง ในพื้นที่ส่วนกลางของรถแต่ละคันมี TV LCD และ DVD nnด้านความปลอดภัยภายในรถทุกคัน เนื่องจากเครื่องอำนวยความสะดวกบนรถทั้งหมดใช้ระบบไฟฟ้า รวมถึงการทำความเย็นภายในรถ ในการติดตั้งระบบไฟฟ้าทั้งหมด ใช้ระบบ Breaker และ Fuse เพื่อป้องกันการใช้ไฟเกินจากที่กำหนด และมีถังดับเพลิงภายในในกรณีเกิดไฟไหม้ ขณะที่ภายนอกรถใช้ระบบกล้องจับวัตถุเคลื่อนไหว และบันทึกใน Computer และมีสัญญาณเตือนเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าใกล้รถnnทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 29 มีนาคม 2554 จะเป็นการปล่อยขบวน "คาราวานท่องลุ่มน้ำโขง" จากอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สู่สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว เป็นจุดหมายแรกของการเดินทางnnnn (Source)

29 มีนาคม 2554 08:48 น. ข่าวในประเทศ-เวทีมอเตอร์โชว์ 2011 สร้างสีสันเปิดตัวรถมอเตอร์โฮม 3 คันที่ประกอบขึ้นเพื่อใช้เดินทางการถ่ายทำสารคดีชุด "เบิกฟ้าท้าโลก" เพื่อตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขง โดยมีมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่รถขบวน (Leader Bus) ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วยnnรถขบวน (Leader Bus) การถ่ายทำสารคดีชุดเบิกฟ้าท้าโลก ตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขงตั้งแต่ ไทย ลาว เวียดนาม จีน และพม่า รวมระยะเวลาประมาณ 4 เดือน โดยการเดินทางใช้รถมอเตอร์โฮมจำนวน 3 คัน ซึ่งทั้งหมดเป็นรถจาก HINO ประกอบในประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 212 แรงม้า ระบบหัวฉีดแบบคอมมอนเรล ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ พร้อมระบบเผาไหม้ แบบไดเรค อินเจคชั่น (Direct Injection) ทุกคันเป็นแบบ 2 เพลา เนื่องจากต้องการกำลังในการขับเคลื่อนสูง แต่ไม่ต้องการความเร็วมาก nnแม้จะเป็นรถที่ประกอบจากแหล่งเดียวกัน แต่ตัวรถทั้ง 3 คันมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ทั้งยังถูกออกแบบให้ทุกตารางนิ้วสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดแบบมัลติเพอร์โพส (Multipurpose) โดยรถขบวน (Leader Bus) เป็นรถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วย มีที่ประชุมประมาณ 7 ที่นั่ง พร้อมห้องนอนของแขก ส่วนคันที่ 2 คือ รถ Office (Office Bus) รถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นที่ทำงานของพนักงาน, ห้องประชุมใหญ่ 7 ที่นั่ง, ห้องครัว, ห้องรับประทานอาหาร, ห้องนอนของพ่อครัวและคนขับรถ และคันที่ 3 คือ รถพนักงาน (Crew Bus) รถขนาดหกล้อ ราคา 6 ล้านบาท ใช้เป็นที่พักผ่อน, ห้องนอน, ห้องทำงานของพนักงาน 7 คน และห้องพยาบาลnnรถทุกคันออกแบบโครงสร้างภายนอกโดยบริษัท พานทอง ส่วนการเพิ่มเติมอุปกรณ์และตกแต่งภายในโดย บริษัท Motor Home โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น Koeji Matsuda อายุ 65 ปี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Vantec ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตและขายรถ Camping Car มากเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็น 60% ของตลาดรถบ้าน มาออกแบบและติดตั้งให้ด้วยตัวเองnnภายในพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้องน้ำ ประกอบด้วยห้องอาบน้ำ อ่างล้างมือ และโถส้วมซึ่งเป็นระบบเผาไหม้ของเสีย เพื่อให้สะดวกแก่การทำความสะอาด, แหล่งกำเนิดไฟฟ้า มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 8.5 KW ใช้น้ำมันดีเซล, เครื่องซักผ้า มี 1 เครื่อง ขนาด 20 กิโลกรัม, ห้องครัวทำจากสแตนเลสทั้งหมด สามารถทำอาหารเลี้ยงแขกได้ประมาณ 20-30 คน ประกอบด้วย เตาแก๊ส 2 หัว เครื่องไมโครเวฟ 1 เครื่อง ตู้แช่แข็งสำหรับแช่เนื้อและตู้เย็น 1 ตู้, ความบันเทิงในรถ ทุกห้องมีวิทยุ Sony ทั้งหมดพร้อมลำโพง ในพื้นที่ส่วนกลางของรถแต่ละคันมี TV LCD และ DVD nnด้านความปลอดภัยภายในรถทุกคัน เนื่องจากเครื่องอำนวยความสะดวกบนรถทั้งหมดใช้ระบบไฟฟ้า รวมถึงการทำความเย็นภายในรถ ในการติดตั้งระบบไฟฟ้าทั้งหมด ใช้ระบบ Breaker และ Fuse เพื่อป้องกันการใช้ไฟเกินจากที่กำหนด และมีถังดับเพลิงภายในในกรณีเกิดไฟไหม้ ขณะที่ภายนอกรถใช้ระบบกล้องจับวัตถุเคลื่อนไหว และบันทึกใน Computer และมีสัญญาณเตือนเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าใกล้รถnnทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 29 มีนาคม 2554 จะเป็นการปล่อยขบวน "คาราวานท่องลุ่มน้ำโขง" จากอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สู่สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว เป็นจุดหมายแรกของการเดินทางnnnn (Source)

29 มีนาคม 2554 08:48 น. ข่าวในประเทศ-เวทีมอเตอร์โชว์ 2011 สร้างสีสันเปิดตัวรถมอเตอร์โฮม 3 คันที่ประกอบขึ้นเพื่อใช้เดินทางการถ่ายทำสารคดีชุด "เบิกฟ้าท้าโลก" เพื่อตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขง โดยมีมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่รถขบวน (Leader Bus) ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วยnnรถขบวน (Leader Bus) การถ่ายทำสารคดีชุดเบิกฟ้าท้าโลก ตามหารากวัฒนธรรมของประเทศลุ่มน้ำโขงตั้งแต่ ไทย ลาว เวียดนาม จีน และพม่า รวมระยะเวลาประมาณ 4 เดือน โดยการเดินทางใช้รถมอเตอร์โฮมจำนวน 3 คัน ซึ่งทั้งหมดเป็นรถจาก HINO ประกอบในประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 212 แรงม้า ระบบหัวฉีดแบบคอมมอนเรล ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ พร้อมระบบเผาไหม้ แบบไดเรค อินเจคชั่น (Direct Injection) ทุกคันเป็นแบบ 2 เพลา เนื่องจากต้องการกำลังในการขับเคลื่อนสูง แต่ไม่ต้องการความเร็วมาก nnแม้จะเป็นรถที่ประกอบจากแหล่งเดียวกัน แต่ตัวรถทั้ง 3 คันมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ทั้งยังถูกออกแบบให้ทุกตารางนิ้วสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดแบบมัลติเพอร์โพส (Multipurpose) โดยรถขบวน (Leader Bus) เป็นรถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นสถานที่ทำงานและห้องนอนของวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะที่ร่วมเดินทางไปด้วย มีที่ประชุมประมาณ 7 ที่นั่ง พร้อมห้องนอนของแขก ส่วนคันที่ 2 คือ รถ Office (Office Bus) รถขนาดสิบล้อ มูลค่า 7 ล้านบาท ใช้เป็นที่ทำงานของพนักงาน, ห้องประชุมใหญ่ 7 ที่นั่ง, ห้องครัว, ห้องรับประทานอาหาร, ห้องนอนของพ่อครัวและคนขับรถ และคันที่ 3 คือ รถพนักงาน (Crew Bus) รถขนาดหกล้อ ราคา 6 ล้านบาท ใช้เป็นที่พักผ่อน, ห้องนอน, ห้องทำงานของพนักงาน 7 คน และห้องพยาบาลnnรถทุกคันออกแบบโครงสร้างภายนอกโดยบริษัท พานทอง ส่วนการเพิ่มเติมอุปกรณ์และตกแต่งภายในโดย บริษัท Motor Home โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น Koeji Matsuda อายุ 65 ปี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Vantec ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตและขายรถ Camping Car มากเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็น 60% ของตลาดรถบ้าน มาออกแบบและติดตั้งให้ด้วยตัวเองnnภายในพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้องน้ำ ประกอบด้วยห้องอาบน้ำ อ่างล้างมือ และโถส้วมซึ่งเป็นระบบเผาไหม้ของเสีย เพื่อให้สะดวกแก่การทำความสะอาด, แหล่งกำเนิดไฟฟ้า มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 8.5 KW ใช้น้ำมันดีเซล, เครื่องซักผ้า มี 1 เครื่อง ขนาด 20 กิโลกรัม, ห้องครัวทำจากสแตนเลสทั้งหมด สามารถทำอาหารเลี้ยงแขกได้ประมาณ 20-30 คน ประกอบด้วย เตาแก๊ส 2 หัว เครื่องไมโครเวฟ 1 เครื่อง ตู้แช่แข็งสำหรับแช่เนื้อและตู้เย็น 1 ตู้, ความบันเทิงในรถ ทุกห้องมีวิทยุ Sony ทั้งหมดพร้อมลำโพง ในพื้นที่ส่วนกลางของรถแต่ละคันมี TV LCD และ DVD nnด้านความปลอดภัยภายในรถทุกคัน เนื่องจากเครื่องอำนวยความสะดวกบนรถทั้งหมดใช้ระบบไฟฟ้า รวมถึงการทำความเย็นภายในรถ ในการติดตั้งระบบไฟฟ้าทั้งหมด ใช้ระบบ Breaker และ Fuse เพื่อป้องกันการใช้ไฟเกินจากที่กำหนด และมีถังดับเพลิงภายในในกรณีเกิดไฟไหม้ ขณะที่ภายนอกรถใช้ระบบกล้องจับวัตถุเคลื่อนไหว และบันทึกใน Computer และมีสัญญาณเตือนเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าใกล้รถnnทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 29 มีนาคม 2554 จะเป็นการปล่อยขบวน "คาราวานท่องลุ่มน้ำโขง" จากอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สู่สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว เป็นจุดหมายแรกของการเดินทางnnnn (Source)

MAZDA 3,FORD,HONDA,MAZDA


28 มีนาคม 2554 17:19 น. ข่าวในประเทศ - เหตุภัยพิบัติที่ญี่ปุ่นเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลกระทบต่อเนื่องในวงกว้างในทุกอุตสาหกรรม ขณะที่ในกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์มีการประเมินออกมาแล้วว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไล่มาจนถึงปลายเดือนมีนาคมนี้ ส่งผลให้จำนวนการผลิตรถยนต์ทั่วโลกหล่นหายไป 600,000 คัน ไม่เฉพาะจากแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์ค่ายอื่นๆ ทั่วโลกด้วยnnไมเคิล โรบิเน็ต รองประธานฝ่ายวิจัยของ IHA Automotive เปิดตัวเผยว่าตัวเลขยอดการผลิตที่หล่นหายไปเพราะโรงงานในญี่ปุ่นหยุดการผลิต เช่นเดียวกับโรงงานในประเทศต่างๆ ต้องชะลอการผลิต และลดยอดการผลิต เพราะขาดแคลนชิ้นส่วนนั้น ในตอนนี้มีตัวเลขนับจากเริ่มเกิดเหตุการณ์มาจนถึงวันที่ 24 มีนาคมนั้น คาดการณ์ว่าอยู่ในระดับ 320,000 คัน และจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อถึงช่วงปลายเดือน หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นnnการปิดโรงงานของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของญี่ปุ่นทั้งโตโยต้า, ฮอนด้า และนิสสันเป็นผลมาจากความเสียหายที่เกิดจากเหตุภัยพิบัติโดยตรง เช่นเดียวกับการที่ขาดแคลนกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในการเดินไลน์ผลิต และในทางกลับกันผู้ผลิตรถยนต์เหล่านี้ก็ได้รับผลกระทบจากการที่บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนบางแห่งประสบเหตุการณ์ในลักษณะนี้ด้วยเช่นกัน ทำให้ไม่มีชิ้นส่วนสำหรับใช้ในการผลิต อีกทั้งยังเป็นผลกระทบในเชิงลูกโซ่ที่ลุกลามไปยังบริษัทผู้ผลิตรถยนต์แห่งอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพิงชิ้นส่วนจากผู้ผลิตชิ้นส่วนของญี่ปุ่นด้วยnnจากการเปิดเผยของโตโยต้าระบุว่า นับจากยุติการผลิตของโรงงานในญี่ปุ่น เชื่อว่ายอดการผลิตรถยนต์ของพวกเขาจะหายไปประมาณ 140,000 คัน ขณะที่ฮอนด้าหายไป 46,600 คันสำหรับรถยนต์และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ และอีก 5,000 คันสำหรับมอเตอร์ไซค์ ส่วนมิตซูบิชิลดลงไป 15,000 คัน, มาสด้า 3 1,000 คัน ส่วนนิสสันยังไม่เปิดเผยรายละเอียดออกมาในตอนนี้n‘เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังระบบการผลิตรถยนต์ทั่วโลก ไล่ตั้งแต่ชิ้นส่วนไปจนถึงเรื่องของสีตัวถัง’ โรบิเน็ตกล่าวnnในยุโรป ทั้งโฟล์คสวาเกน, ฟอร์ด ยุโรป, กลุ่ม PSA และโอเปิลต่างประกาศลดกำลังการผลิตเพราะปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วน โดยเฉพาะระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องพึ่งจากซัพพลายเออร์ในญี่ปุ่น ขณะเดียวกันมาสด้าก็ประกาศไปทางดีลเลอร์ในสหรัฐอเมริกาให้ยุติการรับออร์เดอร์รถยนต์ที่ผลิตจากญี่ปุ่นชั่วคราว เพราะการปิดโรงงานโฮฟูในฮิโรชิมา ส่งผลกระทบโดยตรงกับเรื่องนี้ เช่นเดียวกับโตโยต้าที่สั่งยุติการขึ้นไลน์ผลิตของพริอุส วี หรือพลัสเอาไว้ชั่วคราวnnไครสเลอร์ประกาศไปทางดีลเลอร์โดยลดจำนวนสีตัวถังของรถยนต์ให้เหลือเพียง 10 สีเท่านั้น หลังจากที่บริษัทผลิตสีของเยอรมนีที่มีไลน์ผลิตอยู่ในญี่ปุ่นอย่าง Merck KGaA ต้องสูญเสียไลน์ผลิตสีเมทัลลิกสำหรับรถยนต์ไป เพราะโรงงานของพวกเขาอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟูคุชิมา ไดอิชิเพียง 28 ไมล์เท่านั้น รวมถึงตัวไลน์ผลิตยังเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวอีกด้วย ส่วนฟอร์ดซึ่งเป็นลูกค้าของ Merck ด้วยเช่นกันนั้น ยังไม่มีการเปิดเผยถึงเรื่องนี้ออกมาnn (Source)

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

MAZDA 2,MAZDA 3,HONDA,MERCEDES BENZ,MITSUBISHI,TOYOTA


24 มีนาคม 2554 11:41 น. ข่าวในประเทศ - บางกอกมอเตอร์โชว์ เปิดรอบสื่อมวลชนวันนี้(24 มี.ค.) โดยย้ายสถานที่จากไบเทค บางนา มายัง "ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี" ด้านผู้จัด "ดร.ปราจิน" สุดมั่น งานยิ่งใหญ่ รถใหม่เพียบnnดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 32 กล่าวว่า ปีนี้ย้ายสถานที่มาจัดที่ชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของมหกรรมยานยนต์ระดับเอเชียnn"ในฐานะผู้จัดงาน เชื่อมั่นว่าจะยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ด้วยพื้นฐานของพื้นที่การจัดงานที่กว้างขึ้น การเติบโตของตลาดรถยนต์และรถจักรยายนต์ ที่มียอดขาย 800,000 และ 1,700,000 คัน ตามลำดับ น่าจะเป็นสัญญาณความสำเร็จที่ดีที่สุด"nnสำหรับไฮไลต์ของงานอยู่ที่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ฮอนด้า บริโอ้ ที่เป็นรถอีโคคาร์คันแรกของโลกที่ "ฮอนด้า" ผลิตเพื่อขายและส่งออกไปยังทั่วโลก น่าจะสร้างความฮือฮา หรือ มาสด้า 3 ตัวใหม่ ที่ก็น่าจะเป็นรถอีกรุ่นที่ทำให้คนแย่งกันจอง รวมถึงการเปิดตัวรถพวงมาลัยขวาคันแรกของโลกของเมอร์เซเดส- เบนซ์ ที่จะเปิดกันถึง 6 รุ่น รวมถึงรถยนต์ยี่ห้ออื่น ๆ จะเป็นจุดสนใจให้กับผู้เข้าชมงานได้เป็นอย่างดีnn"อีกเรื่องหนึ่ง ที่มองเห็นว่าน่าจะฮือฮาเหมือนกันคือ พรีเซ็นเตอร์ของรถยนต์รุ่นต่างๆ ปีนี้ น่าสังเกตว่า นำดาราที่มีชื่อเสียงมาเป็นพรีเซ็นเตอร์กันเยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โตโยต้า มิตซูบิชิ ที่มีทั้ง "ตูน บอดี้สแลม"อาทิตวราห์ คงมาลัย, อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม มาสด้า 2 เพิ่งเปิดตัว ณเดชณ์ คูกิมิยะ ขณะที่ " ฮอนด้า บริโอ้" ก็มีคู่ขวัญ "หมาก" ปริญ สุภารัตน์ กับ "ญาญ่า" อุรัสยา สเปอร์บันต์" เป็นพรีเซ็นเตอร์ งานนี้น่าจะเป็นการรวมพรีเซ็นเตอร์ที่เป็นซูเปอร์สตาร์ดารานักร้องมาประชันกัน ก็ยิ่งใหญ่ไปอีกแบบ"ดร.ปราจิน กล่าวและว่าnn"ปีนี้แต่ละบริษัทยืนยันแล้วว่าจะช่วยกันเติมเต็มความยิ่งใหญ่ เฉลิมฉลองกันที่ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี จะสังเกตเห็นความคึกคักในแต่ละบริษัทได้เป็นอย่างดี ขณะที่การออกแบบบู๊ธก็พิถีพิถันมากกว่าทุกปี เพระพื้นที่กว้างขวางขึ้น รวม ๆ แล้วยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน"nnด้านการจราจร ที่จอดรถ ทางอิมแพคก็พร้อมประสานงานกับฝ่ายจัดการของเรา ด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการประกวด มิสมอเตอร์โชว์ กิจกรรมต่างๆ มีอยู่ครบ โดยเฉพาะงานชุมนุมออฟโรดไทย สถานที่บริเวณทะเลสาบ ความยิ่งใหญ่มีมากกว่าเดิมnnในส่วนของบัตรเข้าชมงานราคาเดิม 100 บาท มีแจกรางวัลเช่นเคย รถยนต์ ฮอนด้า บริโอ้ อีโคคาร์รุ่นใหม่ล่าสุด และรถจักรยานยนต์ 4 คัน นอกจากนี้ยังแจกกรมธรรม์ 3 IN 1 ของวิริยะประกันภัย ด้วย ผู้เข้าชมงาน และยอดจองรถยนต์ จะมากกว่าปีที่แล้วแน่นอนnn (Source)

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

FORD FIESTA,FORD


24 มีนาคม 2554 07:23 น. ข่าวในประเทศ - ฟอร์ด มอเตอร์ ประกาศชูไทยเป็นฐานการผลิตรถใหม่ 8 รุ่น ภายใต้โครงการผลิตภัณฑ์ระดับโลก ตามกลยุทธ์ One Ford เพื่อส่งรุกตลาดอาเซียนภายใน 5 ปี มั่นจะช่วยผลักดันยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยโมเดลแรกปิกอัพ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ที่นำมาเผยโฉมในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2011 และร ฟอร์ด โฟกัส ที่จะตามมาในปีหน้า เผยทุ่มลงทุนในไทยมหาศาลรองรับแผนดังกล่าว และยืนยันพร้อมทบทวนเพิ่มการลงทุนตลอดเวลา nnนายโจ ฮินริคส์ ประธาน ฟอร์ด ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกและแอฟริกา เปิดเผยว่า การเผยโฉมปิกอัพ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2011 ในปลายเดือนมีนาคมนี้ นับเป็นครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน และเรนเจอร์ถือเป็นปิกอัพโมเดลแรกของ ฟอร์ด ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากการทำงานภายใต้กลยุทธ์ One Ford ที่เป็นการนำเอาความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยานยนต์ของฟอร์ดจากทั่วโลก มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดnn" ฟอร์ด เรนเจอร์ นับเป็นผลิตภัณฑ์ระดับโลก (Global Product) คันแรก และภายใต้กลยุทธ์ One Ford ที่จะเปิดตัวสู่ตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะเริ่มที่ประเทศไทยก่อนในปลายปีนี้ และภายใน 5 ปี ฟอร์ดจะมีผลิตภัณฑ์ระดับโลกแนะนำสู่ตลาดอาเซียน 8 รุ่น โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิต"นายฮินริคส์กล่าว nnนายปีเตอร์ ฟลีท ประธาน ฟอร์ด อาเซียน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาฟอร์ดได้มีการลงทุนเป็นจำนวนมากในไทย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือมากกว่า 7 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ รวมถึงล่าสุดที่ลงทุนปรับปรุงไลน์ผลิตโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์(AAT) ที่จังหวัดระยอง มูลค่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และตั้งโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ของฟอร์ดในไทย มูลค่าลงทุน 450 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์นั่ง ฟอร์ด โฟกัส และรุ่นอื่นๆ อีกในอนาคตnn"โรงงานเอเอทีมีกำลังการผลิตกว่า 1.8 แสนคันต่อปี และโรงงานแห่งใหม่จะเริ่มผลิต ฟอร์ด โฟกัส ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ระดับโลกรุ่นที่สอง และจะเริ่มการผลิตกลางปีหน้า ทำให้ทั้งสองโรงงานสามารถรองรับการผลิตได้เพียงพอ อย่างไรก็ตามแม้ปัจจุบันฟอร์ดจะยังไม่แผนการลงทุนใหม่ในไทย แต่ฟอร์ดจะทบทวนการผลิตและลงทุนอยู่ตลอดเวลา ให้สอดคล้องกับตลาดและรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่จะแนะนำสู่ตลาด อย่างรถยนต์ใหม่ 8 รุ่น ที่จะมีการผลิตในไทยทั้งหมด"nnสำหรับแผนภายใน 5 ปี แนะนำรถใหม่ 8 รุ่น สู่ตลาดในภูมิภาคอาเซียน ฟอร์ดมุ่งหวังว่าจะทำให้ยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดด และเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำได้แน่นอน จะเห็นจากการเปิดตัวรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ฟอร์ด เฟียสต้า เพียงรุ่นเดียว แต่สามารถผลักดันส่วนแบ่งการตลาด หรือแชร์ในไทย เพิ่มเกือบเท่าตัวเป็น 3% หรือเฉพาะในตลาดซับคอมแพ็กต์มีแชร์ถึง 8% ดังนั้นเมื่อฟอร์ดเปิดตัวรถใหม่ 8 รุ่น จึงมั่นใจว่าจะเพิ่มยอดขายได้แน่นอนnn"ไทยเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ ฟอร์ด เพราะมีตลาดที่ขนาดใหญ่ และโรงงานทั้งสองแห่งก็มีความยืดหยุ่นสามารถผลิตรถได้อย่างสมบูรณ์ และหลากหลายรูปแบบ เช่นโรงงานเอเอทีที่นอกจากผลิตปิกอัพแล้ว ยังผลิตรถอเนกประสงค์แบบพีพีวี ฟอร์ด เอเวเรสต์ ซึ่งยืนยันว่าฟอร์ดจะผลิตรถรุ่นนี้เคียงคู่กับปิกอัพเรนเจอร์ต่อไป ขณะที่โรงงานแห่งใหม่จะผลิตรถยนต์นั่ง ทำให้ภายใน 5 ปี โชว์รูมรถยนต์ฟอร์ดจะมีรถหลากหลายรุ่นและประเภททำตลาดแน่นอน"นายฟลีทกล่าว nnนายสาโรจน์ เกียรติเฟื่องฟู รองประธาน ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดเผยว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ โฉมใหม่ ที่จะเผยโฉมในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2011 เป็นรถเสมือนคันจริง(Prototype) แต่ไม่ใช่รถที่มาจากไลน์ผลิตจริง ซึ่งจะเริ่มทำการผลิตที่โรงงานเอเอทีประมาณกลางปี และเปิดตัวขายอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้ nn"ที่ผ่านมายอดขายปิกอัพของฟอร์ดตกลง แต่การเปิดตัวเรนเจอร์ใหม่ มั่นใจว่าจะทำให้ยอดขายปรับเพิ่มขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี และคุณภาพ รวมถึงสิ่งโดดเด่นอื่นๆ ที่คู่แข่งไม่มี บวกกับฐานลูกค้าที่มีกว่า 1.8 แสนคัน ซึ่งจะสามารถดึงกลับมาได้ 10-20% ตรงนี้จะทำให้ยอดขายปิกอัพของฟอร์ดจะกลับมาเติบโตมากขึ้น จากปัจจุบันที่เฉลี่ยอยู่เดือนละ 700 คัน ขณะที่ปิกอัพเรนเจอร์รุ่นปัจจุบัน จะไม่ได้ผลกระทบจากการเผยโฉมรุ่นใหม่ครั้งนี้ เพราะมีเงื่อนไขพิเศษที่มอบให้กับลูกค้าคุ้มค่าและเหมาะสมมาก" nnสำหรับปิกอัพ ฟอร์ด เรนเจอร์ โฉมใหม่ จะทำตลาดในไทยทั้งหมด 3 แบบ เป็นเครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค ทีดีซีไอ ให้เลือก 2 ขนาด เป็นเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร แบบ 4 สูบ แรงบิดสูงสุด 375 นิวตัน-เมตร 150 แรงม้า และขนาด 3.2 ลิตร แบบ 5 สูบ แรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร 200 แรงม้า โดยทุกรุ่นมีทั้งเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ และยังมีเครื่องยนต์เบนซิน ดูราเทค ขนาด 2.5 ลิตร แบบ 4 สูบ ให้แรงบิด 226 นิวตัน-เมตร 166 แรงม้า ที่มีเฉพาะเครื่องยนต์เบนซินเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะให้เลือกnnสำหรับรถที่นำมาร่วมจัดแสดงในงาน บางกอก มอเตอร์โชว์ ที่พิเศษเห็นจะเป็น ฟอร์ด เฟียสต้า สีม่วง ‘Phantom Purple’ เพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้กับคอลเล็คชั่นเฉดสีที่สดใสของเฟียสต้า โดยจะมาพร้อมกับรุ่นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร สปอร์ต ระบบเกียร์อัตโนมัติพาวเวอร์ชิฟท์ 6 สปีด ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบค 5 ประตูnnนอกจากนี้ ฟอร์ดยังเตรียมเผยโฉมเฟียสต้า สปอร์ต 1.6 ลิตร รุ่นพิเศษ ลิมิเต็ด เอดิชั่น พร้อมเกียร์อัตโนมัติพาวเวอร์ชิฟท์ ตัวถังภายนอกสีขาวคาดน้ำเงินแบบสปอร์ตและภายในห้องโดยสารสีน้ำเงินสด ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 300 คัน เท่านั้น ในราคาเพียง 709,000 บาท nn (Source)

23 มีนาคม 2554 14:42 น. ข่าวในประเทศ-ยามาฮ่า ใช้แนวคิกหลักเน้นคอนเซปต์ความเหนือชั้นของเทคโนโลยี นำโดยความทนทานของกระบอกสูบไดอะซิล และความประหยัดน้ำมันของระบบหัวฉีดเอ็มเจ็ท พร้อมนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าฉบับใช้งานจริงมาเผยโฉมตัวเป็นๆnnสรวงสุดา มนัสบุญเพิ่มพูล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายโฆษณาและส่งเสริมการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า แนวคิดของบูธในปีนี้ "The Art of Technology ศิลปะแห่งการสร้างสรรค์ เทคโนโลยีเพื่อคุณ" มุ่งเน้นในเรื่อง 3 เทคโนโลยียามาฮ่า คือ กระบอกสูบไดอะซิล พัฒนาเพื่อให้ความทนทานและประหยัดมากกว่ากระบอกสูบทั่วไป, ระบบหัวฉีดอัจฉริยะ ยามาฮ่า เอ็มเจ็ท (YMJet) ชูความประหยัดการใช้น้ำมัน และตบท้ายด้วยเทคโนโลยีรถไฟฟ้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมnn"ความโดดเด่นของกระบอกสูบไดอะซิล พัฒนาเพื่อให้ความทนทานและประหยัดมากกว่ากระบอกสูบทั่วไป ตัวกระบอกสูบผลิตจากอลูมินัมอัลลอยผสมซิลิกอน พร้อมลูกสูบแบบอัดขึ้นรูป น้ำหนักเบา แข็งแกร่ง ทนทาน ระบายความร้อนได้ดีกว่าเหล็กถึง 3 เท่า จึงช่วยลดการสึกหรอ ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า" สรวงสุดา มนัสบุญเพิ่มพูล กล่าวและว่าnnแสดงเทคโนโลยีกระบอกสูบไดอะซิลและระบบหัวฉีด ยามาฮ่า เอ็มเจ็ท"หัวฉีดอัจฉริยะ ยามาฮ่า เอ็มเจ็ท จากผลทดสอบสามารถประหยัดน้ำมันที่สุดในรถออโตเมติก 51 กม./ลิตร ด้วยการดีไซน์ให้มีลิ้นปีกผีเสื้อ 2 ตัว ควบคุมอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ให้เหมาะกับทุกสภาวะการขับขี่ ที่ช่วยลดความสิ้นเปลืองของการฉีดพ่นน้ำมันในทุกความเร็ว จึงช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากกว่าระบบหัวฉีดแบบเดิมๆ ทั้งในตอนขับขี่และจอดติด ตลอดจนเพิ่มความประหยัดมากขึ้นด้วยการฉีดน้ำมันเป็นละออง ที่ละเอียดกว่าการฉีดน้ำมันเป็นฝอยของหัวฉีดทั่วไป จึงทำให้เผาไหม้หมดจดกว่า ช่วยประหยัดน้ำมันได้มากกว่า"nnล่าสุดดึง ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี ร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีนอกจากนี้ได้กล่าวถึงเทคโนโลยีการใช้พลังงานรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำ YAMAHA EC03 รถไฟฟ้าโฉมวางจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นมาโชว์ภายในงานด้วยnn"รถไฟฟ้าที่ออกแบบโดยมีที่ชาร์จแบตเตอรี่ติดกับตัวถัง ชาร์จหนึ่งครั้งสามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 46กิโลเมตร หากต้องการใช้งานก็แค่เสียบปลั๊กชาร์จทิ้งไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน แค่ก็พร้อมพาคุณไปทุกที่อย่างสบาย พร้อมเป็นมิตรไร้มลพิษทางอากาศ ปราศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์"nn"ขณะที่แผนการนำเข้ามาวางจำหน่ายในเมืองไทย ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด เนื่องด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงและความพร้อมของการทำตลาด แต่ในอนาคตมีความเป็นไปได้และต้องรอดูกันต่อไป" สรวงสุดา มนัสบุญเพิ่มพูล กล่าวปิดท้ายnnYAMAHA EC03 รถไฟฟ้าโฉมวางจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นnn (Source)

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554

MERCEDES BENZ


22 มีนาคม 2554 12:18 น. ข่าวในประเทศ - บีอาร์จีรุกตลาดรถมือสองภายใต้ชื่อ A-Plus เน้นรถระดับพรีเมี่ยมพร้อมรับประกัน 3 เดือน ตั้งเป้าทั้งปี 120 คัน ส่วนผลกระทบจากเหตุการณ์สินามิ และแผ่นดินไหวประเทศญี่ปุ่นยังไม่ส่งผลกระทบnnชลลธร ศรีรัตนประภาส กรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์ รามคำแหงกรุ๊ป จำกัด หรือ BRG ผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ กล่าวว่าขณะนี้ทางบริษัทได้ทำการเปิดไลน์ธุรกิจขายรถมือสองภายใต้ชื่อ A-Plus โดยจะจัดจำหน่ายรถยนต์มือสองในเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งรถยนต์ที่นำเข้ามานั้นจะเป็นรถของลูกค้านำเข้ามาเทรดอินเพื่อซื้อรถใหม่กับบีอาร์จี ดังนั้นสภาพรถส่วนใหญ่จะเป็นรถใหม่ คุณภาพดีnn"ขณะนี้เรามีความเชื่อมั่นว่าตลาดรถมือสองยังมีการเติบโตอีกมาก บีอาร์จีจึงหันมาให้ความสำคัญกับตลาดตรงนี้ซึ่งเรามีความพร้อมในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นศูนย์ซ่อม อะไหล่ หรือช่าง รวมไปถึงความต้องการของลูกค้าว่าต้องการอะไรและให้ข้อมูลรถยนต์แต่ละคันตามจริง สำหรับยอดขายรถมือสองเราคิดว่าประมาณ 10 คันต่อเดือน หรือ 120 คันภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่ยอดขายรถรวมตั้งแต่ต้นมกราคม - มีนาคมที่ผ่านมา มีจำนวน 180 คัน โดยรถที่ขายดียังคงเป็นรถจากประเทศญี่ปุ่น ส่วนเหตุการณ์สินามิยังไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด"nnสำหรับจุดเด่นของ A-Plus คือบีอาร์จี ได้ทำการคัดเลือกรถยนต์ที่ดีมีทะเบียนที่ถูกต้องเพื่อนำมาจำหน่าย และมีการรับประกัน 3 เดือน นอกจากนี้ยังมีส่วนลดค่าอะไหล่ - ค่าแรง 15-30 % แล้วแต่รุ่น และบริการรถยกฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง โดยปัจจุบันมีรถสต๊อกมือสองจำนวน 40 คัน อาทิ MERCEDES BENZ ซีแอลเค ,เอสแอลเค,อัลพาร์ด,โฟล์ก คาราเวล รวมไปถึงรถญี่ปุ่นอย่าง แอคคอร์ด ,คัมรี่ ในเบื้องต้นจะเปิดให้บริการที่โชว์รูมบีอาร์จี สาชารัชโยธิน และ สาขาศรีนครินทร์nnนอกจากแผนงานของรถมือสองแล้ว ในกลุ่มรถใหม่ยังมีแคมเปญพิเศษขับฟรี 4 เดือน ดอกเบี้ย 1.98% นาน 60 เดือน เริ่มตั้งแต่วันนี้ - 15 เมษายน 2554 พร้อมกันนี้ก็ยังมีแคมเปญตรวจเช็คสภาพรถฟรี 20 รายการ และสำหรับลูกค้าที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องพร้อมไส้กรอง รับส่วนลดค่าแรงทันที 50 % และรับของที่ระลึกจากบีอาร์จี โดยแคมเปญนี้เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 เมษายน 2554 นี้nn (Source)

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554


20 มีนาคม 2554 15:49 น. ข่าวในปะเทศ-ค่ายมอเตอร์ไซค์ใหญ่จากประเทศอังกฤษ ไทรอัมพ์ (Triumph) เพิ่มทางเลือกให้แฟนพันธุ์แท้บิ๊กไบค์ เปิดตัวรถใหม่ 2 รุ่น นำโดยตระกูล Roadster สปอร์ตเน็กเก็ต Speed Triple 1050 และสายรหัส Adventure สไตล์ทัวริ่ง Tiger 800/800 XC เปิดตัวที่ราคา 799,000 บาท และ 710,000 บาท ตามลำดับnnประเดิมโมเดลใหม่ ปี 2011ดอม เหตระกูล กรรมการบริหาร บริษัท บริทไบค์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ไทรอัมพ์ เปิดเผยถึง 2 โมเดลใหม่ที่เปิดตัวประเดิมปี 2554 ในตระกูล Roadster รุ่น Speed Triple 1050 สปอร์ตเน็กเก็ตไบค์ และตระกูล Adventure รุ่น Tiger 800/800 XC จะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในตลาดมอเตอร์ไซค์ใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องnn"การกลับมาของ Speed Triple 1050 รุ่นล่าสุด มาพร้อมการเปลี่ยนแชสชีส์ใหม่ การดีไซน์เน้นความโฉบเฉี่ยวลดน้ำหนักจากตัวก่อนได้ 3 กก. มาพร้อมกุญแจ Key-coded Immobiliser เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์เอกลักษณ์ 3 สูบ ขนาด 1,050 ซีซี จากพละกำลังที่เพิ่มขึ้น 8% ส่งผลให้แรงม้าขยับไปถึง 133 แรงม้า และเติมเต็มความปลอดภัยกับครั้งแรกที่ติดตั้งระบบเบรก ABS สำหรับรุ่น Speed Triple ทางด้านสีสันมีให้เลือก 3 แบบ สีขาว(Crystal White), สีดำ(Phantom Black) และสีแดง(Diablo Red) สนนราคา 799,000 บาท" ดอม เหตระกูล กล่าวและว่าnnดอม เหตระกูล"สำหรับสไตล์ทัวริ่ง มีตัวเลือก 2 โมเดล คือ Tiger 800 และTiger 800 XC ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเช่นกัน ขนาด 799 ซีซี ให้กำลังได้สูงสุด 94 แรงม้า เพิ่มความสะดวกสบายในการปรับตั้งแฮนด์บังคับและเบาะนั่งได้หลายระดับ ติดตั้งระบบเบรก ABS สามารถเปิด-ปิดการทำงานได้ ใช้ล้ออัลลอยหน้าขนาด 19 นิ้ว ในรุ่น Tiger 800 และล้อซี่ลวดขนาด 21 นิ้ว ในรุ่น Tiger 800 XC ขณะที่ราคาเปิดตัว Tiger 800 อยู่ที่ 710,000 บาท และ Tiger 800 XC ราคา 740,000 บาท"nnเวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ร่วมเปิดตัว Speed Triple 1050นอกจากนี้ได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการตลาดในปี 2554 ต้องการมุ่งสร้างมาตรฐานงานบริการหลังการขาย และเครือข่ายสังคมกลุ่มผู้ชื่นชอบบิ๊กไบค์ ด้วยการส่งทีมช่างเทคนิคไปอบรมถึงบริษัทแม่ที่ประเทศอังกฤษ และส่งเสริมกิจกรรมระหว่างสมาชิกลูกค้าของไทรอัมพ์ให้ดียิ่งขึ้นnn"จากความสำเร็จที่ผ่านมา เริ่มต้นเมื่อปี 2550 ในระยะเวลาเพียง 4 ปี บริทไบค์ มียอดจำหน่ายรวมทั้งหมดกว่า 294 คัน และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นต่อไป คาดการณ์จากสภาวะโดยรวมของตลาดบิ๊กไบค์ ที่กระแสความนิยมเริ่มกระจายตัวจากกลุ่มเล็กๆ ได้ขยายออกสู่วงกว้างมากขึ้น" ดอม เหตระกูล กล่าวตบท้ายnnสุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ คาแรกเตอร์เข้าทาง Tiger 800nnบรรยากาศงานเปิดตัว 2 รุ่น 2 สไตล์nn (Source)

20 มีนาคม 2554 15:49 น. ข่าวในปะเทศ-ค่ายมอเตอร์ไซค์ใหญ่จากประเทศอังกฤษ ไทรอัมพ์ (Triumph) เพิ่มทางเลือกให้แฟนพันธุ์แท้บิ๊กไบค์ เปิดตัวรถใหม่ 2 รุ่น นำโดยตระกูล Roadster สปอร์ตเน็กเก็ต Speed Triple 1050 และสายรหัส Adventure สไตล์ทัวริ่ง Tiger 800/800 XC เปิดตัวที่ราคา 799,000 บาท และ 710,000 บาท ตามลำดับnnประเดิมโมเดลใหม่ ปี 2011ดอม เหตระกูล กรรมการบริหาร บริษัท บริทไบค์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ไทรอัมพ์ เปิดเผยถึง 2 โมเดลใหม่ที่เปิดตัวประเดิมปี 2554 ในตระกูล Roadster รุ่น Speed Triple 1050 สปอร์ตเน็กเก็ตไบค์ และตระกูล Adventure รุ่น Tiger 800/800 XC จะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในตลาดมอเตอร์ไซค์ใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องnn"การกลับมาของ Speed Triple 1050 รุ่นล่าสุด มาพร้อมการเปลี่ยนแชสชีส์ใหม่ การดีไซน์เน้นความโฉบเฉี่ยวลดน้ำหนักจากตัวก่อนได้ 3 กก. มาพร้อมกุญแจ Key-coded Immobiliser เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์เอกลักษณ์ 3 สูบ ขนาด 1,050 ซีซี จากพละกำลังที่เพิ่มขึ้น 8% ส่งผลให้แรงม้าขยับไปถึง 133 แรงม้า และเติมเต็มความปลอดภัยกับครั้งแรกที่ติดตั้งระบบเบรก ABS สำหรับรุ่น Speed Triple ทางด้านสีสันมีให้เลือก 3 แบบ สีขาว(Crystal White), สีดำ(Phantom Black) และสีแดง(Diablo Red) สนนราคา 799,000 บาท" ดอม เหตระกูล กล่าวและว่าnnดอม เหตระกูล"สำหรับสไตล์ทัวริ่ง มีตัวเลือก 2 โมเดล คือ Tiger 800 และTiger 800 XC ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเช่นกัน ขนาด 799 ซีซี ให้กำลังได้สูงสุด 94 แรงม้า เพิ่มความสะดวกสบายในการปรับตั้งแฮนด์บังคับและเบาะนั่งได้หลายระดับ ติดตั้งระบบเบรก ABS สามารถเปิด-ปิดการทำงานได้ ใช้ล้ออัลลอยหน้าขนาด 19 นิ้ว ในรุ่น Tiger 800 และล้อซี่ลวดขนาด 21 นิ้ว ในรุ่น Tiger 800 XC ขณะที่ราคาเปิดตัว Tiger 800 อยู่ที่ 710,000 บาท และ Tiger 800 XC ราคา 740,000 บาท"nnเวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ร่วมเปิดตัว Speed Triple 1050นอกจากนี้ได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการตลาดในปี 2554 ต้องการมุ่งสร้างมาตรฐานงานบริการหลังการขาย และเครือข่ายสังคมกลุ่มผู้ชื่นชอบบิ๊กไบค์ ด้วยการส่งทีมช่างเทคนิคไปอบรมถึงบริษัทแม่ที่ประเทศอังกฤษ และส่งเสริมกิจกรรมระหว่างสมาชิกลูกค้าของไทรอัมพ์ให้ดียิ่งขึ้นnn"จากความสำเร็จที่ผ่านมา เริ่มต้นเมื่อปี 2550 ในระยะเวลาเพียง 4 ปี บริทไบค์ มียอดจำหน่ายรวมทั้งหมดกว่า 294 คัน และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นต่อไป คาดการณ์จากสภาวะโดยรวมของตลาดบิ๊กไบค์ ที่กระแสความนิยมเริ่มกระจายตัวจากกลุ่มเล็กๆ ได้ขยายออกสู่วงกว้างมากขึ้น" ดอม เหตระกูล กล่าวตบท้ายnnสุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ คาแรกเตอร์เข้าทาง Tiger 800nnบรรยากาศงานเปิดตัว 2 รุ่น 2 สไตล์nn (Source)

20 มีนาคม 2554 15:49 น. ข่าวในปะเทศ-ค่ายมอเตอร์ไซค์ใหญ่จากประเทศอังกฤษ ไทรอัมพ์ (Triumph) เพิ่มทางเลือกให้แฟนพันธุ์แท้บิ๊กไบค์ เปิดตัวรถใหม่ 2 รุ่น นำโดยตระกูล Roadster สปอร์ตเน็กเก็ต Speed Triple 1050 และสายรหัส Adventure สไตล์ทัวริ่ง Tiger 800/800 XC เปิดตัวที่ราคา 799,000 บาท และ 710,000 บาท ตามลำดับnnประเดิมโมเดลใหม่ ปี 2011ดอม เหตระกูล กรรมการบริหาร บริษัท บริทไบค์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ไทรอัมพ์ เปิดเผยถึง 2 โมเดลใหม่ที่เปิดตัวประเดิมปี 2554 ในตระกูล Roadster รุ่น Speed Triple 1050 สปอร์ตเน็กเก็ตไบค์ และตระกูล Adventure รุ่น Tiger 800/800 XC จะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในตลาดมอเตอร์ไซค์ใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องnn"การกลับมาของ Speed Triple 1050 รุ่นล่าสุด มาพร้อมการเปลี่ยนแชสชีส์ใหม่ การดีไซน์เน้นความโฉบเฉี่ยวลดน้ำหนักจากตัวก่อนได้ 3 กก. มาพร้อมกุญแจ Key-coded Immobiliser เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์เอกลักษณ์ 3 สูบ ขนาด 1,050 ซีซี จากพละกำลังที่เพิ่มขึ้น 8% ส่งผลให้แรงม้าขยับไปถึง 133 แรงม้า และเติมเต็มความปลอดภัยกับครั้งแรกที่ติดตั้งระบบเบรก ABS สำหรับรุ่น Speed Triple ทางด้านสีสันมีให้เลือก 3 แบบ สีขาว(Crystal White), สีดำ(Phantom Black) และสีแดง(Diablo Red) สนนราคา 799,000 บาท" ดอม เหตระกูล กล่าวและว่าnnดอม เหตระกูล"สำหรับสไตล์ทัวริ่ง มีตัวเลือก 2 โมเดล คือ Tiger 800 และTiger 800 XC ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเช่นกัน ขนาด 799 ซีซี ให้กำลังได้สูงสุด 94 แรงม้า เพิ่มความสะดวกสบายในการปรับตั้งแฮนด์บังคับและเบาะนั่งได้หลายระดับ ติดตั้งระบบเบรก ABS สามารถเปิด-ปิดการทำงานได้ ใช้ล้ออัลลอยหน้าขนาด 19 นิ้ว ในรุ่น Tiger 800 และล้อซี่ลวดขนาด 21 นิ้ว ในรุ่น Tiger 800 XC ขณะที่ราคาเปิดตัว Tiger 800 อยู่ที่ 710,000 บาท และ Tiger 800 XC ราคา 740,000 บาท"nnเวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ร่วมเปิดตัว Speed Triple 1050นอกจากนี้ได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการตลาดในปี 2554 ต้องการมุ่งสร้างมาตรฐานงานบริการหลังการขาย และเครือข่ายสังคมกลุ่มผู้ชื่นชอบบิ๊กไบค์ ด้วยการส่งทีมช่างเทคนิคไปอบรมถึงบริษัทแม่ที่ประเทศอังกฤษ และส่งเสริมกิจกรรมระหว่างสมาชิกลูกค้าของไทรอัมพ์ให้ดียิ่งขึ้นnn"จากความสำเร็จที่ผ่านมา เริ่มต้นเมื่อปี 2550 ในระยะเวลาเพียง 4 ปี บริทไบค์ มียอดจำหน่ายรวมทั้งหมดกว่า 294 คัน และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นต่อไป คาดการณ์จากสภาวะโดยรวมของตลาดบิ๊กไบค์ ที่กระแสความนิยมเริ่มกระจายตัวจากกลุ่มเล็กๆ ได้ขยายออกสู่วงกว้างมากขึ้น" ดอม เหตระกูล กล่าวตบท้ายnnสุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ คาแรกเตอร์เข้าทาง Tiger 800nnบรรยากาศงานเปิดตัว 2 รุ่น 2 สไตล์nn (Source)

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554


19 มีนาคม 2554 08:43 น. น้ำมันเบนซิน 91 ราคา 42.24 บาท, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 34.84 บาท, แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.94 บาท… เห็นราคาน้ำมันช่วงนี้แล้วแทบไม่อยากจะเอารถออกไปที่ไหน แต่ชีวิตคนเรามันต้องทำงาน เพราะหากไม่ทำก็ไม่มีกิน ทางออกหนึ่งของผู้ใช้รถจึงต้องหันไปติดตั้งแก๊สแทน แต่ก็มีตัวเลือกมากเหลือเกิน ทั้งอุปกรณ์ที่มาจากอิตาลี, จีน, อินเดีย หรือจากตุรกียังมีเลย จนไม่รู้ว่าจะเลือกเจ้าไหน เพราะต่างก็อ้างของตนเองดีทั้งนั้น…nn"เอนเนอร์จี รีฟอร์ม" (ENERGY REFORM) อุปกรณ์ติดตั้งแก๊สแอลพีจี(LPG) และเอ็นจีวี (NGV) เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ซึ่งเป็นแบรนด์ไทยแท้อีกทางเลือกที่กำลังมาแรง แม้ตัวอุปกรณ์จะมาจากฝรั่งอิตาลีก็ตาม แต่ด้วยคุณสมบัติลูกผสมดังกล่าว ทำให้ผู้ติดตั้งแก๊สและลูกค้ายอมรับมากทีเดียว(ประมาณซุป’ตาร์วงการบันเทิง) เพราะขึ้นชื่อว่าเทคโนโลยีอิตาลีย่อมได้รับการความเชื่อมั่นค่อนข้างสูง และการเป็นแบรนด์ไทย ยิ่งทำให้เกิดความไว้วางใจเหมือนคนบ้านเดียวกันnn"จุดเด่นของเอนเนอร์จี รีฟอร์ม อยู่ที่การมีซัพพลายเออร์จากอิตาลี ซึ่งเป็นบริษัทอุปกรณ์ติดตั้งแก๊สระดับนำของอิตาลี และการเป็นแบรนด์ของไทยเอง จึงทำให้ได้รับการยอมรับจากร้านติดตั้งแก๊สและลูกค้าเป็นอย่างมาก จนปัจจุบันเป็นอันดับหนึ่งของตลาดอุปกรณ์ติดตั้งแก๊ส(Single Component) ในไทย ขณะที่ชุดติดตั้งแก๊ส(Complete Set) ก็กำลังขยายตัวอย่างมากเช่นกัน"nnนั่นเป็นคำกล่าวของสองพี่น้อง "สุรศักดิ์-สุรชัย นิตติวัฒน์" ที่ช่วยกันปลุกปั้นอุปกรณ์ติดตั้งแก๊สรถยนต์แบรนด์ไทย "เอนเนอร์จี รีฟอร์ม" จนติดตลาดในชั่วระยะเวลาไม่กี่ปี จากการเริ่มนำเข้าอุปกรณ์จากอิตาลีมาขายก่อน และขยับมาเป็นสร้างแบรนด์ของตนเอง จนปัจจุบันได้ทำการพัฒนาและวิจัย หรือ R&D ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตทางอิตาลี เพื่อให้ได้สินค้าที่สอดคล้องกับการใช้งานในไทยมากที่สุดnnล่าสุดเอนเนอร์จี รีฟอร์ม ได้แนะนำผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ติดตั้งแก๊สรถยนต์ 2 รุ่นใหม่สู่ตลาด ตัวแรกเป็นรุ่น Advance OBD ซึ่งได้มีการทำตลาดไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่เพิ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยสุดๆ และเป็นชุดอุปกรณ์แก๊สระบบหัวฉีดลิขสิทธิ์เฉพาะของเอนเนอร์จี รีฟอร์มnnโดยคุณสมบัติเด่นของรุ่น Advance OBD มากับหัวฉีดแก๊สรุ่นใหม่ กับระบบวาล์วหัวฉีดทรงแบน(Plate Vale) ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานได้ดีกว่าแบบเดิม ฉีดแก๊สได้แม่นยำและฉับไว ในทุกสภาวะการขับขี่ โดยมีความต้านทานไฟฟ้าต่ำเพียง 2 โอห์ม ใช้เวลาเปิด-ปิดเพียง 1.4 MillisecondnnAdvance OBD ที่สำคัญมีระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงานอย่างแม่นยำ กล่อง ECU สามารถเชื่อมสัญญาณ OBD ของรถยนต์ทุกค่าย ไม่ว่าจะเป็นรถญี่ปุ่น หรือยุโรปได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้การปรับจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้ของเครื่องยนต์อัตโนมัติ มีอัตราส่วนผสมถูกต้องและแม่นยำ ตรงกับความต้องการเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ตลอดเวลาnnจากคุณสมบัติของชุดอุปกรณ์ติดตั้งแก๊สรุ่น Advance OBD ส่งผลให้อัตราเร่งดีใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับน้ำมัน ประหยัดเชื้อเพลิงแก๊สมากขึ้น แทบจะไม่ลดกำลังของเครื่องยนต์เลย และยังช่วยลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพnnส่วนอีกรุ่น Fast-TECH Plus ซึ่งเป็นการอัพเกรดจากรุ่น Fast-TECH ระบบหัวฉีดแก๊สที่โดดเด่นด้วยโปรแกรมซอฟแวร์ที่มีฟังก์ชั่นครบครัน รวมเอาระบบ ISS ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยสูงสุดของอิตาลีที่ทั่วโลกยอมรับ และระบบ Pro-Active Warming มาตรฐานสูงสุดที่โรงงานผลิตรถยนต์ระบบเชื้อเพลิงแก๊ส-น้ำมัน(Bi-Fuel) ทั้งในอิตาลีและทั่วโลกเลือกใช้(ECE67 R01 และ ECE R110)nnFast-TECH Plusในส่วนหัวฉีดรุ่นใหม่ มีความต้านทานไฟฟ้าต่ำเพียง 2 โอห์ม และโปรแกรมจูนแบบ K-Map จากอิตาลี ลิขสิทธิ์ของเฉพาะเอนเนอร์จี รีฟอร์ม ที่ทำให้การปรับจูนสั่งจ่ายแก๊สได้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าในขณะเครื่องยนต์ทำงานในรอบเดินเบา หรือในรอบสูง ทำให้มีอัตราเร่งขณะใช้แก๊สได้ทัดเทียมระบบน้ำมันnnนอกจากนี้หม้อต้มแก๊ส(Gas Pressure Reducer) จากอิตาลีรุ่นใหม่ 200 แรงม้า สามารถรองรับความต้องการเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ได้ตั้งแต่ 80 จนถึงสูงสุด 200 แรงม้า รักษาแรงดันแก๊สได้คงที่ ทำให้จ่ายแก๊สได้สม่ำเสมอ ทำงานเงียบไร้เสียงรบกวน และออกแบบมาเพื่อชุดหัวฉีดของเอนเนอจี รีฟอร์มโดยเฉพาะnnนับเป็นอีกทางเลือกของผู้ใช้รถ ในสภาวะที่ราคาน้ำมันปีนี้ กำลังกลับมาสู่วิกฤตอีกครั้ง โดยราคาชุดติดตั้งแก๊สเอนเนอร์จี รีฟอร์ม มีให้เลือกเริ่มต้นที่ 26,500 - 34,500 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่นของอุปกรณ์และขนาดของถังแก๊ส ซึ่งทุกรุ่นรับประกัน 2 ปีเต็ม พร้อมฟรีประกันภัยจากวิริยะ 500,000 บาทnn (Source)

MAZDA 3,MAZDA


18 มีนาคม 2554 20:40 น. ข่าวในประเทศ-ต่อเนื่องจากผลกระทบสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น " มาสด้า 3 โฉมใหม่" เก๋งคอมแพกต์ที่เพิ่งเปิดตัว หวั่นปัญหาชิ้นส่วนขาด เตรียมปรับกำลังผลิตให้เหมาะสม ล่าสุดประกาศงดการทำงานล่วงเวลา ที่โรงงานเอเอที จังหวัดระยองnnยูจิ นากามิเน่ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง บริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า " มาสด้า 3 โฉมใหม่" ที่บริษัทเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา เป็นรถยนต์ที่ผลิต ณ โรงงานออโต้ อัลลายแอนซ์ จังหวัดระยอง (รุ่นเก่านำเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์) ซึ่งในช่วงแรกจะใช้ชิ้นส่วนการผลิตจากประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก และจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ย่อมมีผลกระทบกับการผลิตบ้าง แต่จะมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้บริษัทกำลังประเมิณสถานการณ์อยู่nn"โรงงานผลิตรถยนต์ มาสด้า ตั้งอยู่แถบตะวันตกตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น จึงไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากเหตุสึนามิ ส่วนผลที่จะเกิดกับการดำเนินธุรกิจนั้น เรากำลังศึกษาพร้อมประเมินความสามารถของผู้ผลิตชิ้นส่วน และรอการรายงานอย่างเป็นทางการอีกครั้ง" ยูจิ นากามิเน่ กล่าวnnส่วนโรงงานผลิตรถยนต์ ออโต้อัลลายแอนซ์ จังหวัดระยอง มีการจัดการและการบริการสต็อกชิ้นส่วนที่แข็งแกร่ง แต่ในเมื่อแผนการนำเข้าสิ้นส่วนจากญี่ปุ่นยังไม่ชัดเจน บริษัทก็เตรียมปรับการผลิตให้เหมาะสม โดยล่าสุดได้ประกาศงดการทำงานล่วงเวลา(โอ.ที.)ไปแล้วnnด้านนาย โชอิชิ ยูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทเปิดตัว" มาสด้า 3 โฉมใหม่" หรือรุ่นโมเดลเชนจ์ โดยจะเริ่มทำตลาดกับรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 147 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ MAZDA 5 สปีด ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร น่าจะพร้อมแนะนำสู่ตลาดช่วงปลายปีนี้nnสำหรับ มาสด้า 3 โมเดลเชนจ์ ได้รับการออกแบบใหม่หมดทั้งภายนอกและภายใน พร้อมรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว มีให้เลือกทั้งตัวถังแฮตช์แบ็กและซีดาน สนนราคา 1,064,000บาท โดยบริษัทตั้งเป้าขายปีนี้ 3,500 คัน จากยอดขายรวมทุกรุ่น 38,500 คันnn (Source)

HONDA,KIA,NISSAN


18 มีนาคม 2554 11:24 น. ข่าวในประเทศ - "ฮอนด้า" เขย่าตลาดอีโคคาร์ แนะนำ " ฮอนด้า บริโอ้" สู่ตลาดไทย ทุบคู่แข่งสำคัญ " นิสสัน มาร์ช" เคาะราคาตัวขายรุ่นท็อป 5.08 แสนบาท ต่ำกว่าร่วม 3 หมื่นบาท แต่จังหวะไม่ดีเจอหางเลขสึนามิ อาจทำให้การผลิตสะดุด เพราะชิ้นส่วนนำเข้ามีรองรับถึงแค่ช่วงสงกรานต์หรือกลางเดือนเมษายนนี้ และหากสถานการณ์ไม่คลี่คลายมีสิทธิ์ส่งมอบรถลูกค้าช้าได้ nnนายอาซึชิ ฟูจิโมโตะ ประธานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากลงทุนมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท สำหรับโครงการผลิตรถยนต์นั่งประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรืออีโคคาร์ และวันนี้(17 มี.ค.) ถึงเวลาแนะนำ "บริโอ้" รถยนต์คันแรกของฮอนด้าภายใต้โครงการอีโคคาร์ และถือเป็นการเปิดตัวสู่ตลาดไทยเป็นแห่งแรกในโลก nn"บริโอ้เป็นรถที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสภาวะราคาน้ำมันแพง โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 20 กม.ต่อลิตร ขณะเดียวกันมีราคาจำหน่ายที่เหมาะสม ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย ด้วยราคาเริ่มต้น 399,900 - 508,500 บาท จึงมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้า โดยตั้งเป้าการขายปีแรก 40,000 คัน จากเป้าหมายรวมทุกยี่ห้อของฮอนด้าปีนี้ 145,000 คัน" nnสำหรับ ฮอนด้า บริโอ วางเครื่องยนต์ i-VTEC 4 สูบ ขนาด1200 ซีซี 90 แรงม้า มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น S มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา ราคา 399,900 บาท รุ่น V เกียร์ธรรมดา ราคา 469,500 บาท และรุ่น V เกียร์อัตโนมัติ ราคา 508,500 บาท โดยตั้งเป้าสัดส่วนการขายรุ่นท็อปเกียร์อัตโนมัติ 70% รุ่น V เกียร์ธรรมดา 25% และรุ่นล่าง 5%nnทั้งนี้จากการเปิดราคาของ ฮอนด้า บริโอ จะเห็นว่าตัวขายหลักรุ่นท็อปเกียร์อัตโนมัติ ฮอนด้า ประเทศไทย ตั้งราคาจำหน่ายเพียง 508,500 บาท ซึ่งต่ำกว่าอีโคคาร์คู่แข่ง นิสสัน มาร์ช ที่รุ่นท็อปมีราคาจำหน่าย 537,000 บาท ที่สำคัญ ฮอนด้า บริโอ มีอุปกรณ์ความปลอดภัยถุงลมนิรภัยคู่หน้า และเบรกเอบีเอสทุกรุ่น nnนายฟูจิโมโตะกล่าวว่าสำหรับเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลกระทบให้โรงงานฮอนด้าบนเกาะฮอนชูได้ปิดการผลิตไปจนถึงสัปดาห์นี้ เนื่องจากระบบขนส่ง ไฟฟ้า และเรื่องความปลอดภัย เช่นเดียวกับซัพพลายเออร์ที่หยุดการผลิตเช่นกัน โดยสัปดาห์จะต้องดูสถานการณ์อีกครั้งว่า จะเริ่มกลับมาผลิตหรือไม่ nn"ส่วนการดำเนินธุรกิจในไทย ปัจจุบันยังไม่ได้รับผลกระทบอะไร แต่ชิ้นส่วนที่นำเข้าจากญี่ปุ่นที่มีในสต็อก และที่กำลังส่งมายังไทยก่อนเกิดเหตุการณ์สึนามิสามารถรองรับการผลิตรถฮอนด้าได้ไปจนถึงช่วงสงกรานต์ หรือกลางเดือนเมษายนนี้ ส่วนต่อไปจะเป็นอย่างไรคงไม่สามารถระบุได้ ต้องประเมินสถานการณ์กันใหม่อีกครั้ง และแน่นอนหากยังไม่คลี่คลาย ย่อมส่งผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์ฮอนด้าในไทย อย่างเช่น ฮอนด้า บริโอ้ ที่จะผลิตส่งมอบให้ลูกค้าในเดือนพฤษภาคม อาจจะมีการเลื่อนส่งมอบได้เช่นกัน"nn ฮอนด้า บริโอ้ ใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศและอาเซียนประมาณ 93% ในส่วนของเกียร์ธรรมดา และมีนำเข้าชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นประมาณ 7% โดยส่วนใหญ่จะเป็นระบบไฟฟ้าต่างๆ ดังนั้นในรุ่นเกียร์อัตโนมัติจะมีสัดส่วนของการนำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น รวมถึงระบบ เกียร์ CVT ซึ่งกำลังพิจารณาในการผลิตที่ประเทศไทยในอนาคตด้วย nnnnnnnnnn (Source)

HONDA,KIA,NISSAN


18 มีนาคม 2554 11:24 น. ข่าวในประเทศ - "ฮอนด้า" เขย่าตลาดอีโคคาร์ แนะนำ " ฮอนด้า บริโอ้" สู่ตลาดไทย ทุบคู่แข่งสำคัญ " นิสสัน มาร์ช" เคาะราคาตัวขายรุ่นท็อป 5.08 แสนบาท ต่ำกว่าร่วม 3 หมื่นบาท แต่จังหวะไม่ดีเจอหางเลขสึนามิ อาจทำให้การผลิตสะดุด เพราะชิ้นส่วนนำเข้ามีรองรับถึงแค่ช่วงสงกรานต์หรือกลางเดือนเมษายนนี้ และหากสถานการณ์ไม่คลี่คลายมีสิทธิ์ส่งมอบรถลูกค้าช้าได้ nnนายอาซึชิ ฟูจิโมโตะ ประธานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากลงทุนมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท สำหรับโครงการผลิตรถยนต์นั่งประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรืออีโคคาร์ และวันนี้(17 มี.ค.) ถึงเวลาแนะนำ "บริโอ้" รถยนต์คันแรกของฮอนด้าภายใต้โครงการอีโคคาร์ และถือเป็นการเปิดตัวสู่ตลาดไทยเป็นแห่งแรกในโลก nn"บริโอ้เป็นรถที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสภาวะราคาน้ำมันแพง โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 20 กม.ต่อลิตร ขณะเดียวกันมีราคาจำหน่ายที่เหมาะสม ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย ด้วยราคาเริ่มต้น 399,900 - 508,500 บาท จึงมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้า โดยตั้งเป้าการขายปีแรก 40,000 คัน จากเป้าหมายรวมทุกยี่ห้อของฮอนด้าปีนี้ 145,000 คัน" nnสำหรับ ฮอนด้า บริโอ วางเครื่องยนต์ i-VTEC 4 สูบ ขนาด1200 ซีซี 90 แรงม้า มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น S มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา ราคา 399,900 บาท รุ่น V เกียร์ธรรมดา ราคา 469,500 บาท และรุ่น V เกียร์อัตโนมัติ ราคา 508,500 บาท โดยตั้งเป้าสัดส่วนการขายรุ่นท็อปเกียร์อัตโนมัติ 70% รุ่น V เกียร์ธรรมดา 25% และรุ่นล่าง 5%nnทั้งนี้จากการเปิดราคาของ ฮอนด้า บริโอ จะเห็นว่าตัวขายหลักรุ่นท็อปเกียร์อัตโนมัติ ฮอนด้า ประเทศไทย ตั้งราคาจำหน่ายเพียง 508,500 บาท ซึ่งต่ำกว่าอีโคคาร์คู่แข่ง นิสสัน มาร์ช ที่รุ่นท็อปมีราคาจำหน่าย 537,000 บาท ที่สำคัญ ฮอนด้า บริโอ มีอุปกรณ์ความปลอดภัยถุงลมนิรภัยคู่หน้า และเบรกเอบีเอสทุกรุ่น nnนายฟูจิโมโตะกล่าวว่าสำหรับเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลกระทบให้โรงงานฮอนด้าบนเกาะฮอนชูได้ปิดการผลิตไปจนถึงสัปดาห์นี้ เนื่องจากระบบขนส่ง ไฟฟ้า และเรื่องความปลอดภัย เช่นเดียวกับซัพพลายเออร์ที่หยุดการผลิตเช่นกัน โดยสัปดาห์จะต้องดูสถานการณ์อีกครั้งว่า จะเริ่มกลับมาผลิตหรือไม่ nn"ส่วนการดำเนินธุรกิจในไทย ปัจจุบันยังไม่ได้รับผลกระทบอะไร แต่ชิ้นส่วนที่นำเข้าจากญี่ปุ่นที่มีในสต็อก และที่กำลังส่งมายังไทยก่อนเกิดเหตุการณ์สึนามิสามารถรองรับการผลิตรถฮอนด้าได้ไปจนถึงช่วงสงกรานต์ หรือกลางเดือนเมษายนนี้ ส่วนต่อไปจะเป็นอย่างไรคงไม่สามารถระบุได้ ต้องประเมินสถานการณ์กันใหม่อีกครั้ง และแน่นอนหากยังไม่คลี่คลาย ย่อมส่งผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์ฮอนด้าในไทย อย่างเช่น ฮอนด้า บริโอ้ ที่จะผลิตส่งมอบให้ลูกค้าในเดือนพฤษภาคม อาจจะมีการเลื่อนส่งมอบได้เช่นกัน"nn ฮอนด้า บริโอ้ ใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศและอาเซียนประมาณ 93% ในส่วนของเกียร์ธรรมดา และมีนำเข้าชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นประมาณ 7% โดยส่วนใหญ่จะเป็นระบบไฟฟ้าต่างๆ ดังนั้นในรุ่นเกียร์อัตโนมัติจะมีสัดส่วนของการนำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น รวมถึงระบบ เกียร์ CVT ซึ่งกำลังพิจารณาในการผลิตที่ประเทศไทยในอนาคตด้วย nnnnnnnnnn (Source)

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

NISSAN


17 NISSAN มีนาคม 2554 09:59 น. ข่าวในประเทศ - คลื่นยักษ์สึนามิสะเทือนไทย! "นิสสัน" เผยมีสต็อกชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะอีโคคาร์คันเก่ง " นิสสัน มาร์ช" รองรับการผลิตได้นานสุดถึงสิ้นเดือนมีนาคม หรือต้นเมษายนนี้เท่านั้น เช่นเดียวกับการส่งออกมาร์ชไปญี่ปุ่นได้รับผลกระทบแน่นอน จนต้องติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน หากยืดเยื้อต้องปรับแผนใหม่หมด ท่ามกลางภาพรวมธุรกิจในไทยที่กำลังไปได้สวย ถึงกับร้องขอภาครัฐยกเว้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า " นิสสัน ลีฟ" เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางใช้รถและผลิตของภูมิภาคnn นิสสัน มาร์ชโทรุ ฮาเซกาวา ประธานกรรมการ บริษัท นิสสัน มอเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เกี่ยวกับเหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น จนส่งผลให้โรงงานผลิตรถยนต์นิสสันและผู้ผลิตชิ้นส่วนในญี่ปุ่นบางแห่ง ต้องหยุดการผลิตชั่วคราวนั้น ถึงขณะนี้ยังไม่สามารถระบุผลกระทบชัดเจนว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งต้องติดตามและรอดูสถานการณ์วันต่อวัน ไม่ว่าจะเรื่องของการผลิต หรือชิ้นส่วนที่จะนำมาผลิตรถ ทั้งในญี่ปุ่นและประเทศไทยเองnn"อย่าง นิสสัน มาร์ช แม้ส่วนใหญ่จะใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 87% และอีกจำนวน 8% มาจากจีนและอินเดีย แต่ก็มีนำเข้าจากญี่ปุ่นอยู่ 5% โดยสามารถรองรับการผลิตได้อีก 2-3 สัปดาห์ ประมาณถึงสิ้นเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายน หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย คงต้องมาดูว่าจะปรับแผนอย่างไร ซึ่งปกติเราจะมีแผนสำรองไว้อยู่แล้ว อาจจะนำเข้าชิ้นส่วนจากที่อื่นมาทดแทน แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ ต้องติดสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด"nnส่วนการส่งออก นิสสัน มาร์ช จากไทยไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตั้งแต่เริ่มส่งออกเมื่อ 8 เดือนที่ผ่านมา มีจำนวนมากถึง 35,000 คัน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์สึนามิ และยังมีปัญหาเรื่องโรงงานนิวเคลียร์อีก แน่นอนคงต้องได้รับผลกระทบบ้าง ตรงนี้นิสสันต้องมาดูว่าจะมีการปรับแผนอย่างไรเช่นกัน อาจจะเปลี่ยนไปส่งออกตลาดประเทศอื่นแทน ซึ่งคงต้องมาดูกันในรายละเอียดอีกที เมื่อทราบผลกระทบอย่างชัดเจนnnนายฮาเซกาวากล่าวว่า ภาพรวมทางธุรกิจของนิสสันในประเทศไทย ทุกอย่างเป็นไปตามแผนปฏิรูปเปลี่ยนแปลง 2555 ตามที่ประกาศไว้เมื่อปี 2552 โดยมุ่งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของนิสสันในไทย จากเดิมที่มีอยู่ 5% เพิ่มเป็นสองเท่า หรือ 10% ซึ่งในปีที่งบประมาณ 2553 ที่จะจบลงในเดือนมีนาคมนี้ คาดว่าจะมียอดขายรวม 62,500 คัน หรือมีส่วนแบ่งทางการ 7.4% สูงขึ้นจากปีก่อนหน้า 80%nn"มั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนปฏิรูปการเปลี่ยนแปลง 2555 โดยในปีงบประมาณ 2554 คาดว่านิสสันจะมียอดขาย 76,500 คัน หรือมีแชร์ 9% โดยใช้กลยุทธ์การขาย การตลาด และการสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับนำเสนอเทคโนโลยีก้าวล้ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างการเปิดตัว นิสสัน มาร์ช อีโคคาร์คันแรกในไทย" นายฮาเซกาวากล่าวและว่าnnโทรุ ฮาเซกาวา(ขวา)กับรถไฟฟ้า นิสสัน ลีฟทั้งนี้การนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นิสสันมีเป้าหมายชัดเจนที่จะลดมลพิษไอเสียเป็น 0% ดังจะเห็นได้จากการเปิดตัว " นิสสัน ลีฟ" รถยนต์พลังงานไฟฟ้าคันแรกที่ผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้เปิดตัวจำหน่ายในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาไปแล้ว โดยรัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนลูกค้าที่ซื้อรถไฟฟ้า 780,000 เยน ขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่ที่สูงสุด 7,500 ดอลลาร์สหรัฐฯnnนายฮาเซกาวากล่าวว่า สำหรับประเทศไทยนิสสันต้องการให้เกิดการใช้รถพลังงานสะอาดนี้เช่นกัน จึงได้มีการพูดคุยกับรัฐบาล และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของรถพลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นในด้านการใช้งานหรือการผลิต จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษี หรือโครงสร้างพื้นฐานจุดให้บริการชาร์จไฟฟ้าให้กับรถnn"การที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค อย่างน้อยรัฐบาลจะต้องสนับสนุนภาษีเทียบเท่ากับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในมาเลเซียจะมีภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต 0% หรืออินโดนีเซียที่มีภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 0% และภาษีสรรพสามิต 40% ขณะที่ไทยปัจจุบันภาษีนำเข้า 80% และภาษีสรรพสามิต 10%"nnดังนั้นเพื่อให้เกิดความนิยมรถยนต์ไฟฟ้า นิสสันจึงต้องทำความเข้าใจกับภาครัฐและประชาชน เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงประโยชน์ของรถไฟฟ้า ว่าสามารถช่วยลดปัญหาโลกร้อน และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเจรจากับภาครัฐให้การสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ และวางโครงสร้างพื้นฐาน อย่างจุดชาร์จไฟตามสถานที่ต่างๆ เหมือนกับปั๊ม โดยตรงนี้จะต้องทำคู่กันไปกับภาครัฐnnสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า นิสสัน ลีฟ จะถูกนำมาเผยโฉมในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2011 ปลายเดือนมีนาคมนี้ โดยเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกที่ถูกผลิตมาจำหน่ายในตลาดทั่วไป ปัจจุบันมียอดจองมากกว่า 27,000 คันจากทั่วโลก ซึ่งประจุไฟเต็มครั้งหนึ่งสามารถวิ่งได้ไกล 160-200 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนการชาร์จประจุไฟฟ้าเต็มใช้ระยะเวลา 8 ชั่วโมง กับไฟฟ้าขนาด 200V และเพื่อเป็นประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจ จึงเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดสอบขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% อีกด้วย nn (Source)

BMW,CHEVROLET,DAEWOO,FORD,HONDA,HYUNDAI,MAZDA,MERCEDES BENZ,MITSUBISHI,NISSAN,SUBARU,SUZUKI,TATA,TOYOTA,VOLVO


16 มีนาคม 2554 17:26 น. ข่าวในประเทศ - ตลาดรถไทยยังขายไม่หยุดล่าสุดผ่าน 2 เดือนทำยอดทะลุ 77,213 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 42.5% คาดเดือนมีนาคมยังมีแนวโน้มโตต่อเนื่องเพราได้กำลังซื้อจากงานมอเตอร์โชว์nnนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์เดือนกุมภาพันธ์ 2554 มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 77,213 คัน เพิ่มขึ้น 42.5% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 33,506 คัน เพิ่มขึ้น 49.6% รถเพื่อการพาณิชย์ 43,707 คัน เพิ่มขึ้น 37.6% รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ จำนวน 37,702 คัน เพิ่มขึ้น 37.2%nnสำหรับตลาดรถยนต์สะสม 2 เดือน มีปริมาณการขาย 145,611 คัน เพิ่มขึ้น 40.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 49.6% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 33.8% โดย 2 เดือนแรกของปีนี้ ยอดขายรถยนต์ได้สร้างสถิติใหม่ของแต่ละเดือนซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ดี ประกอบกับความนิยมอย่างต่อเนื่องในรถยนต์รุ่นใหม่nnส่วนตลาดรถยนต์ในเดือนมีนาคมคาดว่ายังคงเติบโตเนื่องจากจะมีการจัดงานมอเตอร์โชว์ในช่วงปลายเดือน จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อการเติบโตของตลาดรถยนต์nnยอดจำหน่ายรถทั้งหมดn
ยี่ห้อ กุมภาพันธ์ 54 กุมภาพันธ์ 53 มกราคม-กุมภาพันธ์ 54 มกราคม-กุมภาพันธ์ 53
โตโยต้า 30,592 21,493 57,411 41,782
อีซูซุ 14,713 12,042 26,325 22,210
ฮอนด้า 9,896 7,854 19,668 15,555
นิสสัน 5,258 2,837 9,766 5,454
มิตซูบิชิ 4,762 2,536 9,220 4,712
มาสด้า 3,356 2,308 6,364 4,245
ฮีโน่ 951 652 1,879 1,258
ซูซูกิ 532 357 1,106 684
มิตซูบิชิ-ฟูโซ่ 68 69 103 138
นิสสัน-ดีเซล 12 61 32 123
ซูบารุ 8 12 17 32
รวมรถญี่ปุ่น 70,148 50,221 131,891 96,193
ฟอร์ด 2,214 621 4,154 1,134
เชฟโรเลต 2,214 1,244 4,066 2,266
โปรตอน 471 550 1,032 1,092
ทาทา 424 355 1,001 724
เมอร์เซเดส- เบนซ์ 423 287 756 592
ฮุนได 328 217 597 411
บีเอ็มดับเบิลยู 272 212 517 420
วอลโว่ 114 70 224 138
โฟล์คสวาเกน 53 62 109 148
เกีย 52 87 105 134
แดวู 31 10 35 15
วูหลิง 28 29 60 56
เปอโยต์ 12 4 18 8
ยี่ห้ออื่นๆ 519 206 1,046 404
รวมทั้งหมด 77,213 54,175 145,611 103,735
nnยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งn
ยี่ห้อ กุมภาพันธ์ 54 กุมภาพันธ์ 53 มกราคม-กุมภาพันธ์ 54 มกราคม-กุมภาพันธ์ 53
โตโยต้า 14,173 9,403 26,808 18,068
ฮอนด้า 9,125 7,326 18,097 14,385
นิสสัน 2,879 976 5,335 1,938
มาสด้า 2,486 1,930 4,653 3,513
มิตซูบิชิ 489 626 1,103 1,158
ซูซูกิ 314 133 633 212
ซูบารุ 7 9 16 26
รวมรถญี่ปุ่น 29,473 20,403 56,645 39,300
ฟอร์ด 1,386 90 2,739 197
เชฟโรเลต 1,058 601 1,956 1,069
โปรตอน 471 550 1,032 1,092
เมอร์เซเดส- เบนซ์ 408 272 733 551
บีเอ็มดับเบิลยู 250 193 481 378
วอลโว่ 48 42 97 86
เกีย 30 60 59 70
โฟล์คสวาเเกน 18 34 35 75
เปอโยต 12 4 18 8
ฮุนได 0 5 0 12
ยี่ห้ออื่น 352 150 768 287
รวมทั้งหมด 33,506 22,404 64,514 43,125
nnยอดจำหน่ายรถกระบะขนาด 1 ตันn
ยี่ห้อ กุมภาพันธ์ 54 กุมภาพันธ์ 53 มกราคม-กุมภาพันธ์ 54 มกราคม-กุมภาพันธ์ 53
โตโยต้า 14,736 10,889 27,174 21,331
อีซูซุ 13,466 11,276 24,115 20,748
มิตซูบิชิ 4,273 1,910 8,117 3,554
นิสสัน 2,317 1,813 4,333 3,455
มาสด้า 869 370 1,709 718
เชฟโรเลต 831 354 1,565 694
ฟอร์ด 786 509 1,326 900
ทาทา 424 355 1,001 724
รวมทั้งหมด 37,702 27,476 69,340 52,124
nn (Source)