
12 เมษายน 2554 08:25 น. "สงกรานต์" เทศกาลวันปีใหม่ไทย เวียนกลับมาอีกครั้งในทุกๆ ปี และเช่นเดียวกันมีสิ่งที่กลายเป็นเงาติดตามช่วงเทศกาลไปเสียแล้ว นั่นคือ… การรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นมกราคมวันขึ้นปีใหม่ฝรั่ง หรือของไทยงานสงกรานต์เดือนเมษายน เพราะในช่วงเทศกาลมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบนท้องถนน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ถือว่าร้ายแรงกว่าภัยพิบัติต่างๆ เสียอีก เช่น อุบัติเหตุสงกรานต์เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต 361 ราย และบาดเจ็บถึง 3,802 ราย ดังนั้นเมื่อถึงช่วงงานสงกรานต์ หรือเทศกาลปีใหม่เวียนกลับมาในแต่ละปี ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงพากันโหมประโคมรณรงค์ลดอุบัติเหตุเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน จนกลายเป็นประเพณีไปแล้ว ทั้งที่อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นแทบทุกวัน และสถิติอยู่ในระดับสูงมากเช่นกันnnฉะนั้น การรณรงค์หรือป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ประชาชน หรือองค์กรใดๆ ก็ตาม ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญตลอดเวลา โดยทำอย่างไร?... ที่จะเกิดความปลอดภัยบนท้องถนนทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ช่วงงานเทศกาลปีใหม่ หรือสงกรานต์เท่านั้น!nn"ปัจจุบันไทยมีอุบัติเหตุบนท้องถนนมากถึงปีละ 1.2 หมื่นรายต่อปี เฉลี่ยวันละ 30 ราย หรือคิดเป็น 17.39 รายต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งหากเทียบกับมาตรฐานโลกถือว่าสูงมาก เพราะอย่างญี่ปุ่นหรือประเทศพัฒนาแล้ว และแม้แต่ในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ เขามีอัตราตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น"nnชยันต์ ศิริมาศ ผู้อำนวยการสำนักบูรณาการสาธารณภัยอุบัติภัยและความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวในงานสัมมนา "ความปลอดภัยบนท้องถนน : วาระเร่งด่วนต่อการพัฒนาประเทศ" จัดโดยสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2011 ที่ผ่านมา nn"เมื่อ 4 ปีก่อน องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประเมินความปลอดภัยบนท้องถนนของไทย ปรากฏว่าไทยสอบตกหมดทุกหมวด และมีความปลอดภัยบนท้องถนนอยู่อันดับที่ 106 จากการประเมินทั้งหมด 178 ประเทศทั่วโลก"nnจากการประเมินของ WHO นับว่าไทยอยู่ในสภาวะที่มีความปลอดภัยบนท้องถนนน้อยอย่างยิ่ง โดยชยันต์ได้ให้รายละเอียดแต่ละหัวข้อในการประเมินว่า อันดับแรกเรื่องการ "ขับรถเร็ว" คะแนนเต็ม 10 WHO ให้ประเทศไทยได้แค่ 2 คะแนน นั่นหมายความว่าคนไทยขับรถเร็วอย่างยิ่ง ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาจะเรียนและทำความเข้าใจหลักกลศาสตร์ว่า ความเร็วขนาดไหนถึงจะปลอดภัย อย่างความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันจะมีแรงขนาดไหนและควรจะเบรกระยะเท่าไหร่ โดยมีการเรียนและได้รับการทำความเข้าใจมาตั้งแต่ชั้นประถมเลยnnต่อมาเป็นเรื่อง "เมาแล้วขับ" ไทยได้ 5 คะแนน แต่ดูจากสถิติปัจจุบันจริงๆ และหากกรมป้องกันภัยฯ ประเมินจะให้ตัวเลขต่ำกว่านี้มาก เพราะเมาแล้วขับเป็นสาเหตุหลักอีกอย่าง ที่ทำให้เกิดอุบัติบนท้องถนนของไทย ส่วนเรื่องหมวกนิรภัยได้ 4 คะแนน คาดเข็มขัดนิรภัยประเทศไทยได้ 5 คะแนนnn"ยิ่งกว่านั้นไทยได้ 0 คะแนน ในเรื่องที่นั่งนิรภัยเด็ก ซึ่งในประเทศไทยไม่ได้มีหรือให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้เลย แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เขาเขียนเป็นกฎหมายบังคับออกมาเลย รวมถึงคนนั่งตอนหลังต้องคาดเข็มขัดนิรภัยด้วย"nnอย่างไรก็ตาม ชยันต์บอกว่าประเทศไทยเห็นปัญหาเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน และถูกยกให้เป็นวาระสำคัญระดับชาติมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน เพราะเมื่อปี 2546 - 22548 มีสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงสุด 1.4 หมื่นรายต่อปี และเมื่อดำเนินการรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุมาต่อเนื่อง จนถึงแผนแม่บทปัจจุบัน 2552-2555 ลดลงเหลือ 1.2 หมื่นรายต่อปี หรือ 17.39 รายต่อประชาการ 1 แสนคน แต่นั่นยังไม่บรรลุเป้าหมายตามแผนที่จะต้องลดให้ได้ 14.15 รายnn"ล่าสุดมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนของปีที่ผ่านมา ได้วางเป้าหมายลดอุบัติเหตุต่ำกว่า 10 คนต่อประชากร 1 แสนคัน โดยให้นำความเห็นของกระทรวงเทคโนโลยีฯ, คมนาคม, สาธารณสุข และสภาพัฒน์ไปพิจารณาดำเนินการ โดยเน้นให้มีการใช้รถสาธารณะมากขึ้น"nnแม้จะพยายามให้เพิ่มการใช้รถสาธารณะมากขึ้น แต่อย่างที่รู้กันรถสาธารณะของไทย ยังมีปัญหาเรื่องระบบและความปลอดภัยบนทองถนนเช่นเดียวกัน มติครม. จึงให้มีการควบคุมดูแลรถสาธารณะด้วย โดยพิจารณาให้ติดตั้งระบบนำทาง GPS และให้คนขับรถสาธารณะทางไกลรายงานตัว โดยสแกนนิ้วมือ เพื่อควบคุมคนและการขับรถnnนอกจากนี้ สาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน มาจากการเรื่องการใช้รถ และมากกว่า 70% มาจากรถจักรยานยนต์ ดังนั้นตามกรอบมติ ครม. ตามข้อเสนอของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เสนอให้พิจารณาลดอัตราสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน โดยเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ในอัตราเหมาะสมตามขนาดเครื่องยนต์(CC) และกำหนดมาตรฐานการออกใบอนุญาตขับรถ หรือใบขับขี่ จะต้องมีการอบรมเป็นเวลา 15 ชั่วโมงก่อน รวมถึงบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนในสถานศึกษา พร้อมกับเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้นnnชยันต์กล่าวว่า ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นเรื่องระดับโลก เพราะปัจจุบันมีอุบัติเหตุบนท้องถนนปีละ 1.3 ล้านรายในทั่วโลก มากที่สุดจากอุบัติภัยทุกชนิด และคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 1.9-2.0 ล้านรายต่อปี เหตุนี้สหประชาชาติ(UN) จึงเรียกร้องให้ทุกประเทศปฏิบัติป้องกันเพื่อลดเหลือเพียง 9 แสนรายต่อปีnnโดยหลักปฏิบัติลดอุบัติเหตุของ UN มีจำนวน 5 ข้อ ได้แก่ สิ่งแรกการบริหารจัดการบนท้องถนน ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมายและระเบียบการใช้ถนน ต่อมาเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ที่หมายถึงมาตรฐานถนนและการสัญจร และอีกข้อเป็นมาตรฐานยานพาหนะ คือเทคโนโลยีความปลอดภัยต่างๆ ของยานพาหนะ ข้อต่อมาเป็นพฤติกรรมการขับขี่ของประชาชนที่จะต้องบังคับ รณรงค์ และปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน และสุดท้ายกลไกช่วยเหลือกู้ชีพ หรือกู้ภัยอย่างไร? จึงจะเหมาะสม nn"รูโหว่มากที่สุดจะเป็นการบริหารจัดการ โครงสร้างพื้นฐาน และพฤติกรรมของผู้ใช้รถ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ คือ มนุษย์ ถนนหรือโครงสร้างพื้นฐาน รถยนต์ และระบบบริหารจัดการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎระเบียบ และใบอนุญาตขับขี่ให้เข้มงวด เป็นต้น" ชยันต์กล่าวและว่าnn"การผลักดันเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน จะต้องดำเนินงาน 2 ส่วน คือ สร้างจิตสำนึกของคน เพื่อให้ตระหนักถึงความปลอดภัย (Safety Culture) ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น อย่างคนญี่ปุ่นเขาจะระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุมาก อะไรที่เป็นอันตรายเขาจะไม่ทำหรือเข้าใกล้ และอีกส่วนเป็นเรื่องระบบหรือเทคโนโลยี ที่จะรองรับความผิดพลาดต่างๆ ของมนุษย์"nnจากการประเมินของ WHO หรือหลักปฏิบัติของสหประชาชาติ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน มาจากการกระทำหรือพฤติกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์ของผู้ที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายและดูแลคดี อย่าง "พ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ" รองผู้บังคับการตำรวจจราจร (รอง บก.จร.) ได้สรุปสาเหตุของอุบัติเหตุบนท้องถนนว่า...nnอันดับแรกมาจากความประมาท และขาดวินัย ทั้งในเรื่องของการขับรถเร็ว เมาแล้วขับ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และไม่สวมหมวกกันน็อก สองผู้ใช้รถไร้ทักษะ แม้จะมีขับได้มีใบขับขี่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าขับรถเป็น คือขับรถเห็นแต่ข้างหน้า ไม่เห็นด้านข้างหรือหลัง นึกจะออกก็ออก จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุแก่ตนเองและผู้อื่นnnประการต่อมา ไร้สมรรถนะ ไม่ว่าจะเป็นสภาพรถยนต์ที่ยางโล้นไม่เกาะถนน เบรกไม่ดี หรือรถเสียศูนย์ รวมสภาพของผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับ อารมณ์หงุดหงิดก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ รวมถึงพวกที่กินยาและง่วงก็ยังดันทุรังขับอยู่ และอีกปัญหาของอุบัติเหตุ "ไม่รู้จักความเครียดของรถ" คือไม่รู้ว่ารถเข้าโค้งได้เท่าไหร่ หากเกินรถมันก็ต้องเครียดหลุดโค้ง เป็นต้นnn"สิ่งเหล่านี้เราจะต้องพร้อมอย่าประมาท ผมเห็นเด็กอนุบาลร้องไห้ไม่ยอมซ้อนท้ายรถพ่อ เพราะไม่มีหมวกนิรภัย เห็นแล้วรู้สึกภูมิใจแทนอนาคตของชาติ แต่ผู้ใหญ่กลับไม่มีสำนึก แล้วยังจะมาเป็นฆาตกรบนท้องถนนอีก" nnเป็นการสรุปจากประสบการณ์ของ พ.ต.ท.ขิง และยังฝากบอกว่า จะให้ภาครัฐดำเนินการอย่างเดียวย่อมไม่ได้ผล ต้องได้รับความร่วมมือกันทั้งจากประชาชน ภาคเอกชน ภาครัฐ รวมถึงสื่อมวลชน ถึงจะสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนได้nnและแน่นอนไม่ใช่เพียงลดการสูญเสียชีวิต การทุพพลภาพ และทรัพย์สินเท่านั้น เพราะจากสถิติผู้สูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 1 ใน 3 เป็นกำลังหลักของครอบครัว และที่สำคัญอุบัติเหตุสูงสุด 70% มาจากรถจักรยานยนต์ ที่ล้วนเป็นวัยรุ่นและเยาวชน...nnทั้งหมดล้วนเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาและสร้างชาติทั้งนั้น!!nn (Source)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น